<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเครื่องมือแพทย์บูม  สอท.ฟุ้งไทยฐานผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2564 นายอดิศร อาภาสุทธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวาเมดิค จำกัด และ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) &amp;nbsp; เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการทางด้านการแพทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ เช่น ถุงมือการแพทย์ เลนส์แว่นตา ไซริงค์ ชุดสายน้ำเกลือ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตมากกว่า 800 ราย ในขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการส่งเสริมของภาครัฐ ที่ได้ผลักดันผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ของไทยให้นำผลงานเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น ประกอบกับการมีจุดแข็งจากพื้นฐานอุตสาหกรรมเชื่อมโยงทั้งการผลิตรถยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบออโตเมชั่นต่างๆ ซึ่งคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถยกระดับเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) กล่าวว่า ทีเซลส์ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศ ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตยา ชีววัตถุ สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์นั้นมีอัตราการขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยปัจจุบันระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติและ AI Medical ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาททั้งต่อการรักษา การบริการทางการแพทย์ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทีเซลล์จึงจัดงานโครงการประกวดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ i-MEDBOT Innovation Contest 2021 ขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนผลงานของนวัตกรรมไทยให้สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและส่งเสริมให้ก้าวสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกวดในครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข และ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ยุค Next Normal อย่างมีศักยภาพ ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 20 ทีมจาก ทั่วประเทศทั้งวงการแพทย์ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท และผลงานอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล รวมถึงผลงานที่ผ่านเข้ารอบ ทาง ทีเซลส์ จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรม รองรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายชัยรัตน์ กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาวุฒิ ศรีนิรัตน์ จากทีม The Matrix ผู้ชนะเลิศประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;จากผลงาน Matrix UVC disinfection robot กล่าวว่า &amp;ldquo;Matrix UVC disinfection robot เป็นหุ่นยนต์สำหรับฆ่าเชื้อในอากาศโดยใช้รังสี UVC ที่ผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานของ CE MARK &amp;nbsp;หุ่นยนต์ทำงานด้วยการตั้งค่า GPS เพื่อเคลื่อนที่ไปยังจุดที่กำหนด และจะปล่อยรังสีออกมาเพื่อกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้ใน 64 วินาที และลำแสงจะถูกปิดทันทีหากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในบริเวณที่หุ่นยนต์กำลังทำงาน ซึ่งผลงานนี้ได้ผลิตและจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในอนาคตได้วางแผนในการหาตัวแทนจำหน่าย และใช้โมเดลในการเคลื่อนที่อัตโนมัติของหุ่นยนต์ต่อยอดการผลิตหุ่นยนต์ส่งอาหาร หรือหุ่นยนต์ส่งของต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115762</URL_LINK>
                <HASHTAG>สอท., อุตสาหกรรม, เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_61358cf288277.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. ตั้ง 5 คณะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 จี้องค์การเภสัชเร่งดีลนำเข้าชุดตรวจโควิดราคาต่ำร้อย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเกือบวันละ 10,000 คน และมีผู้เสียชีวิตเกือบวันละ 100 คน สภาอุตสาหกรรมฯ ในฐานะองค์กรหลักภาคเอกชนที่ได้ให้การช่วยเหลือทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเร่งด่วน แบ่งออกเป็น 5 คณะ ดังนี้ 1.คณะทำงานด้านข้อมูลโควิด มีหน้าที่จัดการให้ความรู้คู่มือการใช้ชุดตรวจโควิด(Rapid Test) , แนวการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดและหลังโควิด ผ่านระบบ e-Learning และจัดทำคู่มือการปลูกและแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจร โดยมีนายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานคณะทำงานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คณะทำงานจัดหาชุด Rapid test และจัดทำห้องความดันลบ มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาชุด Rapid test &amp;amp; Product และจัดทำห้องความดันลบ โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานฯ , 3.คณะทำงาน Call Center และประสานงาน ทำหน้าที่ประสานงานรับเรื่องการตรวจโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และให้ข้อมูลที่ถูกต้องในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 โดยมีนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานคณะทำงานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.คณะทำงานระบบแจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงโควิด ทำหน้าที่ผลักดันต่อกรมควบคุมโรคเพื่อให้ภาคราชการ เอกชน ประชาชนได้ใช้ระบบ Exposure Notification Express (ENX) ในการติดตามและแจ้งเตือนเมื่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง โดยมีนายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานคณะทำงานฯ และ 5.คณะทำงานรับบริจาคช่วยเหลือ ทำหน้าที่เปิดรับบริจาคหาเงินช่วยเหลือในการดำเนินโครงการจัดทำห้องความดันลบ การจัดซื้อชุด Rapid test และการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม โดยมีนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานคณะทำงานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเยียวยา ส.อ.ท. ได้ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือภาคธุรกิจและภาคประชาชน ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผลักดันโครงการ Faster Payment ให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะลดระยะเวลาเครดิต เทอม ให้แก่คู่ค้าของบริษัทโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ในระยะเวลา 30 วันต่อไปจนถึงสิ้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงความร่วมมือกันในการจัดทำสินเชื่อ Supply Chain Factoring เพื่อช่วยเอสเอ็มอี โดยจะหารือร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศด้วยการสนับสนุนสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียน Made in Thailand แล้ว รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็น 50% เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาในช่วงนี้ได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ กล่าวถึงยอดฉีควัคซีนป้องกันโควิดที่ปัจจุบันยังมีความล่าช้าอยู่ แม้จะมีการเร่งฉีดในพื้นที่ศูนย์ฉีควัคซีนกลางบางซื่อแล้ว แต่สัดส่วนก็ยังน้อย ขณะที่การฉีดให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของประกันสังคมก็ยังอยู่ที่ประมาณ 10% เท่านั้นจากยอดทั้งหมดประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราที่จะต้องฉีดต่อวัน 3-4 แสนโดสตามมาตรการการเปิดประเทศภายใน 120 วันนั้น ยังถือว่าเป็นปัญหาคอขวด ซึ่งตามเป้าหมายในช่วงนี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนได้ประมาณ 50% แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงตามกำหนดจึงต้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การเร่งเจรจานำเข้าชุดตรวจโควิด-19 ของส.อ.ท.นั้น คาดว่าภายในอาทิตย์หน้าจะจัดหาได้เบื้องต้น 50,000 ชิ้น โดยมีราคาที่ต่ำกว่า 200 บาทต่อชิ้น ซึ่งตามแผนของรัฐบาลนั้นกำลังจะใช้ Rapid test ในการเข้ามาเป็นทางเลือกการตรวจหาเชื้อโควิดฟรี แต่หากยังล่าช้าประชาชนก็ยังต้องดิ้นรนที่จะไปหาจากที่อื่น ๆ ที่อาจจะเสียเงิน ซึ่งปัจจุบันราคากลางในตลาดที่ซื้อขายตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นไปสูงมากเกินความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จึงอยากทวงถามถึงองค์การเภสัชกรรมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่องค์การเภสัชมีกำลังในการที่จะเจรจานำเข้าและซื้อชุดตรวจโควิด-19 มากกว่าส.อ.ท.ด้วยซ้ำ หากเข้ามาลงมือทำเอง บุกเองเชื่อว่าจะสามารถคุมราคาได้ดีอยู่ในระดับ 100 บาทต่อชิ้นด้วยซ้ำ และก็ขายให้กับประชาชนเหมือนกับการขายยาทั่วไปทั่วที่ตัวเองมีความชำนาญอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องมีการบอกหรือสอนถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องถูกวิธี ผมยังเชื่อว่าอำนาจต่อรองที่ดีที่สุดก็คือองค์การเภสัช และจากปัจจุบันที่เราได้เช็คมาคือในยุโรปขายไม่ถึง 100 บาทต่อชิ้น&amp;quot;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109815</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุดตรวจโควิด, สอท., องค์การเภสัช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_608042b408229.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100932</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.รับโควิดระลอกใหม่กระทบหนักเสียหายเดือนละแสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เมษายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอมรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกนี้หนักหน่วงไม่แพ้ครั้งแรกและมีความกังวลค่อนข้างมาก เพราะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูง โดยเบื้องต้นประเมินผลกระทบครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวไปอย่างน้อย 1 เดือน และหากยังไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้จะเกิดความเสียหายลุกลามต่อไปเดือนละ 1 แสนล้านบาทแน่นอน ดังนั้น ภาคเอกชนเห็นว่ามีความจำเป็นต้องล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูงในบางพื้นที่ บางธุรกิจหรือบางอาชีพอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งภาคเอกชนรับได้ และถ้าประเมินสถานการณ์แล้วหมดความสุ่มเสี่ยง ก็ค่อยผ่อนคลายเป็นมาตรการป้องกันแทนล็อกดาวน์ หากไม่ล็อกดาวน์เลยจะยิ่งสร้างเสียหายเพิ่มขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้รับมีความเสียหายเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่อิงธุรกิจภาคบริการ และอุตสาหกรรมบางส่วนที่อิงตลาดในประเทศ ดังนั้นหากรัฐบาลบริหารจัดการเรื่องการกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้นให้ประชาชนได้รับวัคซีนภายในเดือนมิ.ย.2565 ประมาณ 20-30 ล้านโดส ก็เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจและสามารถกลับฟื้นคืนมาได้แน่นอน ขณะที่ อุตสาหกรรมที่อิงการส่งออกส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นหมด เพราะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น เช่น สหรัฐโตเกือบ 6% จีนมากกว่า 8% หรืออาจโตเป็นตัวเลขสองหลัก ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค. 64 ว่า อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 85.1 ในเดือนก.พ. 64 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกขนาดอุตสาหกรรมและทุกภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อภาคการผลิต รวมทั้งการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และน้ำมันสำเร็จรูป นอกจากนี้ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในหลายประเทศ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ จีนและยุโรป ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,351 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนมี.ค. 64 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมัน &amp;nbsp;51.2% และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ &amp;nbsp;46.1% ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก 63.2% , อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 52% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ &amp;nbsp;33.5% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 94.0 จากระดับ 92.0 ในเดือนก.พ. 64 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ ตลอดจนมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะช่วยให้เศรษฐกิจการค้าโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ การผ่อนปรนมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ได้รวบรวมข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ที่ภาคเอกชนต้องการให้ 1.ขอภาครัฐเร่งควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ระลอกใหม่ให้ได้โดยเร็ว โดยใช้มาตรการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูง 2. เร่งรัดการฉีดวัคซีน โควิด-19 ให้กับประชาชนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน 3. สนับสนุนให้เอกชนนำเข้าวัคซีนที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว เพื่อช่วยให้การฉีดวัคซีนเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขอให้ภาครัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 5. เร่งแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และ 6. เร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100932</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วงโควิดระบาด, สอท., สุพันธุ์ มงคงสุธี, เศรษฐกิจเสียหาย, แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e9050f6f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. ชง 4 แนวทางกระจายวัคซีนโควิด ประสานบางจากเพิ่มจุดฉีด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 เมษายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2564 มีวาระเร่งด่วนเพื่อหารือเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยเห็นว่าการฉีควัคซีนให้รวดเร็วและครอบคลุมจะช่วยป้องกันและลดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศได้ แต่การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนยังคงประสบปัญหาคอขวดด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1. จำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ 2. การฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง (บุคคลากร และสถานที่) ปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลเท่านั้นที่สามารถฉีดวัคซีนได้ &amp;nbsp;3. ปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีน และ4. การสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. ได้ร่วมกันระดมความคิดเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาดังนี้ &amp;nbsp;1. ปัญหาด้านจำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ โดย ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงวัคซีนด้วยความรวดเร็วรวมถึงลดภาระการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ 2. ปัญหาด้านอัตราการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง(บุคคลากร และสถานที่) ส.อ.ท. จำแนกปัญหาออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ ด้านบุคคลากรที่สามารถฉีดวัคซีนมีไม่เพียงพอ และสถานที่ใช้ฉีดมีจำนวนจำกัด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอแนวทางดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ด้านบุคคลากร เสนอให้ภาครัฐเร่งผลิตบุคคลากรที่สามารถดูแลการฉีดวัคซีนได้เฉพาะกิจ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลที่เป็นวิชาชีพที่สามารถฉีดวัคซีนได้ โดยอบรมนักศึกษาแพทย์ / เภสัชกร ให้สามารถทำการฉีดวัคซีนและสังเกตุอาการก่อนฉีด และหลังฉีดได้ โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมกับแพทยสภาจัดการฝึกอบรมออนไลน์ด้วยแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญผ่านแพลตฟอร์ม FTI Academy เพื่อเพิ่มบุคคลากรที่สามารถทำการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้
2.2 เพิ่มสถานที่ในการบริการการฉีดวัคซีน โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่สำหรับจัดเป็นจุดฉีดวัคซีนเพิ่มเติมดังนี้ &amp;nbsp;ปั้มน้ำมันบางจากทั่วประเทศ (1,200 กว่าสถานี) , โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยส.อ.ท. จะทำการประสานโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้จัดพื้นที่ภายในโรงงานให้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปัญหาด้านการกระจายวัคซีน &amp;nbsp;ส.อ.ท. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนการกระจายวัคซีนเพื่อช่วยภาครัฐในการวางแผนการกระจายวัคซีนให้อย่างรวมเร็วและมีประสิทธิภาพ และ 4. ปัญหาด้านการสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน ส.อ.ท. เสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อใช้สำหรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน &amp;nbsp;ส.อ.ท. มีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของการแพร่ระบาด รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูประเทศได้อย่างรวดเร็ว&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, สอท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607eac7470389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.หนุนรัฐจ่ายเยียวยาโควิดรอบ2วอนดูแลภาคเอกชนด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงนโนยบายที่รัฐบาลออกมาเยียวยาสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดระลอก 2 ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลมีแนวทางในการช่วยเหลือและตอบรับโดยเร็ว แต่ก็อยากให้ศึกษาเพิ่มเติมว่ามีอะไรอีกที่จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ รวมถึงการเพิ่มรายได้หรือกระตุ้นยอดขาย การให้ทุกอย่างดีและเป็นประโยชน์ทั้งนั้น แต่ต้องให้ถึงมือ ครอบคลุม และทันเหตุการณ์ และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิดนั้นสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดได้โดยเร็วนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ก็ฝากความหวังถึงเรื่องการจัดหาวัคซีนต้องให้ครบถ้วนทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในด้านของภาคเอกชนเอง ตอนนี้มีเรื่องเงินกู้ และดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดจนต้องปิดกิจการ หรือกระทบด้านอื่น ๆ โดยตรงว่าอยากให้มีนโยบายออกมาโดยเร็ว แม้รัฐเองก็พยายามตอบสนองแต่ก็ต้องดูว่าจะมีความครอบคลุมอย่างไร เพื่อให้กลับมาฟื้นฟูได้ รวมถึงการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม การจดจำนอง การโอนหรือเรื่องอื่น ๆ เพื่อที่จะกระตุ้นให้อุตสาหกรรมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว เพราะจะเป็นเรื่องทีเกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก หิน ปูน เฟอนิเจอร์ หรือด้านแรงงานด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89599</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเยียวยาโควิด, สอท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30858271a1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สอท.&#039;แนะรัฐกู้เพิ่มอีก1ล้านล้านฟื้นศก.อ้อนขอมาตรการพักหนี้เอสเอ็มอี2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิด-19ทำให้เศรษฐกิจเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เพราะมูลค่าการท่องเที่ยวของไทยปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท ขณะนี้มีคนตกงานแล้ว 3 ล้านคน ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการใหม่เพิ่มเติม หรือมาตรการเดิมขยายออกไปให้เกิดผลจะมีคนตกงานปีนี้ 6-7 ล้านคน และมีผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่ารัฐบาลต้องใช้เงินฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่านี้ วงเงินจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน1.9 ล้านล้านบาท ยังไม่เพียงพอ เห็นว่ารัฐบาลควรออกพ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสามารถทำได้เพราะหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ระดับต่ำ ซึ่งจะมีการเสนอในคณะฟื้นฟูเศรษฐกิจหากรัฐบาลมีการตั้ง&amp;quot; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาระกิจสำคัญเร่งด่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ คือ การตั้งคณะทำงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ เหมือนคณะทำงานแก้ปัญหาโควิด-19 ที่รัฐบาลดำเนินการได้ผลดีในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลควรรีบตั้งคณะทำงานดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เพราะมี ครม. ใหม่แล้ว การเมืองนิ่งแล้ว คณะทำงานนี้จะเสนอมาตรการในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องกระจายเป็นมาตรการย่อยแล้วค่อย ๆ เสนอขึ้นมาเหมือนในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจุบันภาคเอกชนได้มีการรวมตัวกัน นอกเหนือจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มี สอท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และยังมีเอกชนเข้ามาร่วมเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่จะเข้าร่วมเป็นคณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่คณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจควรเร่งดำเนินการ คือ การแก้ปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งภาคเอกชนจะเสนอให้มีการยืดหนี้ออกไปอีก 2 ปี โดย 6 เดือนแรกพักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนที่เหลืออีก 1 ปี ครึ่ง จ่ายแต่ดอกเบี้ย พักเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เอกชนเห็นว่าปัญหาโควิด-19 ยืดเยื้อถึงปีหน้า ซึ่งภาคเอกชนยังไม่สามารถทำรายได้เข้ามาจนมีกำไรได้ ดังนั้นจึงมีการเสนอยืดเวลาการพักชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี ไปจนถึงปี 2565 โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผ่อนผันเงื่อนไขให้สถาบันการเงินไม่นับการพักหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เสีย&amp;quot; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังจะมีการเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพราะมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมีกำลังซื้อ รวมทั้งภาครัฐต้องเร่งการใช้จ่าย และการเร่งให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันปล่อยกู้ซอฟท์โลนของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่ขณะนี้ปล่อยกู้ได้เพียง 1 แสนล้านบาท จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73789</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน 1 ล้านล้าน, ฟื้นเศรษฐกิจ, สอท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4f24345c5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.โชว์ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯโต วอนรัฐดันศก.หลังตั้งครม.</HEADLINE>
                <CONTENT>
&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;ส.อ.ท.โชว์ ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมงวด พ.ค. โตอยู่ที่ระดับ 95.9 สะท้อนคำสั่งซื้อ-ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น วอนรัฐเร่งเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน หวังเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปรับบวก หลังฟอร์ม ครม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;13&amp;nbsp;มิ.ย. 62-&amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือนพ.ค. 2562 อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.0 ในเดือนเมษายน โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในองค์ประกอบยอด คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สะท้อนจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงเปิดภาคเรียนในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า การพิมพ์ เยื่อและกระดาษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐยังส่งผลดีต่อสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ขณะที่ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขยายตัวต่อเนื่องจากสภาพอากาศที่ยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 102.9 โดยเพิ่มขึ้นจาก 101.9 ในเดือนเม.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการคาดว่าเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุนของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการชะลอตัวของภาคการส่งออกที่เกิดจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเอกชนมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ว่าต้องการให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะมาตรการทางด้านภาษี เช่น มาตรการชอปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมทั้งเร่งการเจรจาข้อตกลงทางการค้า&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ระหว่างไทยและอียูเพื่อขยายตลาดการค้าและการลงทุนระหว่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;&amp;ldquo;การทำงานของรัฐบาลจะมีผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นหน้าตาหรือตัวบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ชัดเจน แต่สิ่งสำคัญขอให้คนที่เข้ามาทำงานมีความตั้งใจจริงจังและมีความชำนาญในหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบ ถ้าไม่ชำนาญก็ขอให้มีทีมงานเข้ามาช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะของภาคเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;ขณะที่ปีนี้ยอมรับโอกาสที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(จีดีพี) จะเติบโตได้ 3% คงเป็นไปได้ยาก เห็นได้จาก 4 เดือนของปีนี้(ม.ค.-เม.ย.2562) ยังติดลบตามปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ อีกทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐยังมีความล่าช้า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น มาตรการช้อปช่วยชาติ แต่ก็ไม่ได้เห็นผลมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 10pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวการวางตัวให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น มองว่านายสนธิรัตน์ มีความคุ้นเคยและเคยทำงานกับภาคเอกชนมาก่อน จึงน่าจะทำงานร่วมกันต่อไปได้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรมว.อุตสาหกรรม ทางส.อ.ท.ก็พร้อมที่จะประสานการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการอยู่แล้ว&lt;/p&gt;


...
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38475</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สอท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d020d9f6f2db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
