<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ท่านเปา’เขย่า ‘อธิบดีศาล’ลุย ฟ้อง3กก.สอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อธิบดีศาลคดีทุจริตภาค 1 ยื่นฟ้อง 3 กรรมการสอบข้อเท็จจริง ผิด ม.157 ด่วนสรุปความเห็นปมถูกกล่าวหาแทรกแซงคดี &amp;ldquo;ประหยัด&amp;rdquo; ฟ้องบิ๊ก ป.ป.ช.-อัยการสูงสุด จนตนเองถูกเด้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยื่นฟ้องนายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, น.ส.มรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายนรินทร์ ทองคำใส รองเลขานุการศาลฎีกา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม.157
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่จำเลยทั้งสาม ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 333/2564 วันที่ 25 มี.ค.2564 ลงนามโดยประธานศาลฎีกา สอบสวนนายปรเมษฐ์ โจทก์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า วันที่ 25 มี.ค.2564 สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งที่ 333/2564 โดยประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว โดยนายอนุวัตรเป็นประธาน, น.ส.มรกต เป็นกรรมการ และนายนรินทร์ เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยจำเลยทั้งสามมีหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเสนอความเห็นเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดของตน ที่ถูกกล่าวหาว่าผิดวินัยร้ายแรง/ไม่ร้ายแรง/ไม่มีมูลความผิด หลังจากมีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมเมื่อวันที่ 25 มี.ค. พบว่า วันที่ 26 มี.ค. จำเลยทั้งสามร่วมเดินทางไปสอบพยานหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ ภาค 1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถัดมาวันที่ 31 มี.ค. นายนรินทร์โทรศัพท์มาแจ้งนายปรเมษฐ์ว่า ให้มาชี้แจงกับกรรมการในวันที่ 1 เม.ย. เพราะนายอนุวัตรเข้าเวรที่ศาลฎีกาในวันนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วในการปฏิบัติราชการของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในขั้นต้น ต้องมีหนังสือแจ้งนัดโจทก์/ผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจง และควรได้รับทราบประเด็นร้องเรียน เพื่อให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการชี้แจง และเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. วันนัด โจทก์ปวดท้องมาก มีผู้พิพากษามารายงานตัวและขอพบหลายคน เมื่อเสร็จภารกิจจึงไปพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี แพทย์มีหนังสือความเห็นว่า เป็นกระเพาะอาหารอักเสบ ควรพักผ่อนในวันที่ 1-2 เม.ย. และก่อนหน้านั้นคือวันที่ 29 มี.ค. ไป รพ.ราชวิถี เพราะปวดท้อง แพทย์นัดให้ไปรังสีวินิจฉัยวันที่ 12 พ.ค.ด้วย โดยทำหนังสือลาป่วยของวันที่ 29 มี.ค. และวันที่ 1-2 เม.ย. ต่อประธานศาลฎีกาแล้ว หลังพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี ได้โทรศัพท์ติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่นายนรินทร์บล็อกโทรศัพท์ ตนต้องการไปชี้แจงต่อกรรมการซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีที่ฟ้องร้องนี้ เพราะต้องการทราบว่าผู้ใดร้องเรียน และมีประเด็นใดบ้าง เพื่อที่จะได้ทราบสืบแก้ได้ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันที่ 2 เม.ย. พยายามติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่โดนบล็อกโทรศัพท์ จึงติดต่อนายอนุวัตร นายอนุวัตรตอบว่ามีความเห็นไปแล้ว จึงแจ้งนายอนุวัตรว่าผมยังไม่ได้ชี้แจง ไม่ทราบประเด็นการร้องเรียนที่จำเลยทั้งสามสอบสวนและมีผลร้ายแก่ผม นายอนุวัตรให้ผมติดต่อนายนรินทร์ เลขานุการของผมแจ้งนายอนุวัตรว่าผมโทรศัพท์หานายนรินทร์หลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้ จากนั้นผมยังติดต่อนายนรินทร์ แต่โดนบล็อกโทรศัพท์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องระบุว่า ยังพร้อมไปพบกรรมการและชี้แจง เพราะต้องการทราบประเด็นข้อร้องเรียน หากผมได้เข้าชี้แจงต่อกรรมการ และหากกรรมการให้ความเป็นธรรมแก่ผม&amp;nbsp; ก็จะทราบความจริงว่าเป็นกรณีที่ผมปฏิบัติหน้าที่ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนเกิดเหตุผมเป็นเจ้าของคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 มีความเป็นอิสระในการพิพากษาคดี จำเลยทั้งสามได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในกรณีของผม ต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นฯ เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนขั้นต้น หากผู้ถูกสอบสวนถูกกล่าวหาและเป็นผลร้ายโดยไม่มีโอกาสชี้แจง หากมีกรณีเช่นนี้ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กรณีนี้เป็นการกระทำสอบสวนของกรรมการทั้งสามอย่างเร่งรีบ รวบรัด ด่วนสรุปความเห็นเพียงไม่กี่วันหลังได้รับเป็นกรรมการ หากได้เข้าชี้แจงเข้าสืบแก้ผลร้ายแก่ตนตามสิทธิและหลักกฎหมายกับกรรมการทั้งสามนั้น กรรมการจะสอบสวนโดยไม่เร่งรีบ ดังนั้น กรรมการทั้งสามที่เป็นจำเลยคดีนี้ร่วมกันงดดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐาน ด่วนสรุปความเห็น จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติกฎหมาย และประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าสงสัยว่า เหตุใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการดังกล่าว ทั้งๆ ที่เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนชั้นต้นแล้ว จำเลยทั้งสามต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ถูกกล่าวหายังไม่ไดัชี้แจง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนาไม่ดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรเมษฐ์ระบุว่า มีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานศาลฎีกาและกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ประธานศาลฎีกานำความเห็นชั้นต้นของจำเลยทั้งสามเสนอคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเพื่อขอความเห็นชอบให้ตนไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจึงทราบว่า ตนยังไม่ได้ชี้แจงตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้ตนเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 81, 93
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยภายหลังยื่นฟ้องแล้ว ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 7 มิ.ย.2564 เวลา 09.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2564 นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้นายปรเมษฐ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2564 มีมติเห็นชอบคำสั่งดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระหว่างนายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.157, สอบข้อเท็จจริง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีศาล, แทรกแซงคดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bc6790bf28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039;แจงเหตุสอบข้อเท็จจริงคดีดัง &#039;เนตร-บอส&#039; ไม่คืบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย. 2564 นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทตระกูลนักธุรกิจชื่อดัง ขับรถชนตำรวจตาย ว่า จากคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน สรุปผลการตรวจสอบส่งไปยังนายกฯ แล้วเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แจ้งว่า เรื่องนี้นายกฯ ให้ส่งยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ต่อมา เลขาฯ ป.ป.ท. ได้นำฉบับเต็มมาส่งให้ ก.อ. โดยเอกสารและพยานวัตถุทั้งหมดเป็นเอกสารลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า ส่วนการที่จะสอบสวนบุคคลใดนั้น ความเห็นของคณะทำงานชุดนายวิชาสรุปได้ง่ายๆ ว่า มีอัยการเกี่ยวข้อง 3 คน คือ 1.นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้สั่งคดี ถูกกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรงและอาญา 2.อัยการสูงสุด ซึ่งถูกกล่าวหาผิดจริยธรรม เนื่องจากทราบว่ามีการสั่งคดีที่ไม่ถูกต้องแล้วไม่ได้ดำเนินการแก้ไข และ 3.บุคคลซึ่งเป็นข้าราชการอัยการ ร่วมกระทำผิดด้วย แต่ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามอย่างไร มีคลิปเสียงประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่ประชุมพิจารณาแล้วว่า การที่จะดำเนินการสอบตามที่ตั้งมานั้น จะไปสอบตามข้อกล่าวหาทันทีทั้ง 3 คน ไม่ได้ จะพิจารณาได้เฉพาะนายเนตร แต่ก็จะสอบตามที่ระบุว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงทีเดียวไม่ได้ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ระบุไว้ชัดว่า การที่จะสอบสวนวินัยได้นั้น ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน และการสอบวินัยข้าราชการอัยการได้จะต้องมีหลักเกณฑ์ แล้วหลักเกณฑ์ออกเมื่อปี 2554 เฉพาะข้าราชการอัยการระดับที่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น การจะสอบนายเนตรต้องออกหลักเกณฑ์เสียก่อน ก็เลยมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการสอบระดับรองอัยการสูงสุดเข้าที่ประชุม ที่ประชุมก็เห็นชอบด้วย เมื่อผ่าน ก.อ. แล้วต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะเริ่มสอบได้ ในหลักเกณฑ์ดังกล่าว หลักสำคัญในการสอบก็คือ จะสอบวินัยได้ก็ต่อเมื่อต้องสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นก่อน ได้ข้อสรุปว่าผิดวินัยหรือไม่ ถ้าไม่ผิดก็จบ แต่ถ้าผิด ผิดวินัยร้ายแรงหรือผิดวินัยธรรมดา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวอีกว่า กรณีนี้มีการสอบสวนชั้นต้นโดยตั้งกรรมการจาก ก.อ.ไป ประธานกรรมการในการสอบสวนชั้นต้นนั้นตั้ง ก.อ. ซึ่งมาจากบุคคลภายนอก คือ นายไพรัช วรปาณิ เป็นประธาน ปรากฏว่าสอบไปแล้วก็มีการร้องขอความเป็นธรรมจากนายเนตร ว่าทำไมถึงมีการสอบโดยใช้หลักเกณฑ์สอบรองอัยการสูงสุด เพราะขณะถูกสอบเป็นอัยการอาวุโส น่าจะเป็นหลักเกณฑ์การสอบข้าราชการอัยการที่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด พอเจอปัญหานี้ขึ้นมา นายไพรัชลาออก ก.อ. ก็เลยตั้งประธานคนใหม่คือ นายประสาน หัตถกรรม เป็นประธาน นายประสานกับคณะก็ดำเนินการสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งการสอบสวนดังกล่าวนี้ ผมในฐานะประธาน ก.อ. ไม่อาจไปก้าวล่วงได้ เขาก็รายงานให้ทราบว่าสอบสวนยังไม่เสร็จ ขอขยายเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้คุณประสานซึ่งเป็น ก.อ. ก็หมดวาระไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม นี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จ ปัญหาว่าจะสอบต่อไปได้ไหม ความเห็นส่วนตัวต้องเสนอตั้งประธานกรรมการสอบสวนชั้นต้นขึ้นมาใหม่ คาดการณ์ว่าน่าจะเสนอตั้งวันที่ 21 เมษายน ซึ่งจะมีการประชุม ก.อ. จึงยังไม่ได้ข้อสรุปว่านายเนตรผิดวินัยหรือไม่อย่างไร&amp;rdquo; ประธาน ก.อ.กล่าวสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงการดำเนินการกับอัยการสูงสุดและอัยการที่ไม่ทราบชื่อ นายอรรถพล กล่าวว่า ในที่ประชุมคุยกันแล้ว สอบสวนคนแรกให้เสร็จก่อน แล้วจึงจะมาสอบอีก 2 ท่าน เพราะว่าคนที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดหลักควรพิจารณาให้เสร็จก่อน นอกเหนือจากนี้ ถ้าจะมีการสอบสวนชั้นต้นอัยการสูงสุด ไม่ว่าวินัยหรือจริยธรรม ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ก่อนจึงจะทำได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถทำล่วงหน้าได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า อยู่ที่ ก.อ.พิจารณาว่าควรจะเป็นอย่างไรในการกำหนดหลักเกณฑ์ กรณีเช่นนี้ปรากฏว่าภารกิจในช่วงที่มีการสอบสวนยังไม่เสร็จอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงเดือนมีนาคม เป็นการโยกย้ายอัยการ จึงไปเน้นหนักเรื่องการโยกย้าย ตอนนี้อัยการได้ย้ายกันแล้ววันที่ 1 เมษายน การกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ก่อนกำหนดได้ แต่การพิจารณาที่ยังไม่กำหนด เพราะ 1.เป็นฤดูกาลโยกย้าย 2.ก.อ.เปลี่ยนชุดเลือกตั้งใหม่ 3.อาจจะมีปัญหา ประธาน ก.อ.เปลี่ยนอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้ามีการสอบอัยการสูงสุดจริงแล้ว หลักเกณฑ์ต้องออกมา ที่มองกันว่าทำไมถึงช้า เผอิญยังไม่มีประเด็นสอบอัยการสูงสุดหรือไม่ หลักเกณฑ์จึงไม่ได้เร่งรีบ ที่ไม่มีไม่ใช่ว่าดึงให้ช้า แต่เกิดจากสอบรองเนตรยังไม่เสร็จ เพราะเราตั้งสมมติฐานต้องสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกระแสสังคม แล้วระบุให้เสร็จเสียก่อนจึงรู้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด สมมติถ้ารองเนตรไม่ผิด จะว่าอัยการสูงสุดผิดได้อย่างไร เพราะของ อ.วิชา บอกทำนองรองเนตรผิด รู้แล้วไม่แก้ไข ทำนองนั้น&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงกรอบเวลาในการสอบข้อเท็จจริง หลังตั้งกรรมการสอบชุดใหม่จะใช้เวลานานเท่าไหร่ นายอรรถพล กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะการสอบหลักเกณฑ์ใช้ครั้งหนึ่ง 30 วัน แต่ขอขยายได้อีก 30 วัน ขยายตามความจำเป็น ตั้งกรอบไม่ได้ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติว่าจะเป็นอย่างไร อาจจะถามว่าประธานทำไมไม่เร่งรัด ก็เร่งรัดทุกครั้ง พอขอขยายเราก็เร่งรัดไป แต่ถ้าเราไปกำหนดต้องเสร็จภายในเท่านี้ เหมือนกับไม่ให้ความเป็นธรรม จะเกิดปัญหา เนื่องจากว่าถ้าทำไม่เป็นระบบแล้วอาจจะถูกฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งได้ในแง่กฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99660</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวรยุทธ อยู่วิทยา, ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.), สอบข้อเท็จจริง, อรรถพล ใหญ่สว่าง, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_607939edc31b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.โอ่‘ตั้งด่าน’ ไร้ผู้จงใจฝ่าฝืน ผงะ!ผับลองดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กปั๊ด&amp;quot; เปลี่ยนคำสั่งเด้ง 2 ผู้การตราด-จันทบุรี จากเข้ากรุ ศปก.ภ.2 ไป ศปก.ตร. เปิดช่อง กก.สอบข้อเท็จจริงทำงานเต็มที่ &amp;quot;โฆษกนครบาล&amp;quot; เผยภาพรวมตั้งด่านโควิด-19 รอบกรุงไม่พบผู้ฝ่าฝืน เจอเพียงต้องสงสัยติดเชื้อ 1 ราย ผงะ! สถานบันเทิงหาดใหญ่ไม่กลัวโควิดเปิดเกินเวลา เจอ อส.บุกทลายสั่งปิดยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ม.ค. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีหนังสือคำสั่ง ตร.ที่ 7/2564 และคำสั่ง ตร.ที่ 8/2564 ให้ พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด (ผบก.ภ.จว.ตราด) ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และให้ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี (ผบก.ภ.จว.จันทบุรี) ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมมอบหมายพล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน รอง ผบช.ภ.3 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วีระ จีรวีระ ผบช.ภ.2 มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต.เสถียร และ พล.ต.ต.สุวิชาญ มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.บช.ภ.2 พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปล่อยให้มีบ่อนการพนันในพื้นที่จนเป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยการเปลี่ยนสถานที่มาปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ครั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. แถลงถึงภาพรวมการตั้งด่านตรวจโควิด-19 คัดกรองตามแนวรอยต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑลว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และยังไม่พบปัญหาผู้ที่จงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดในการเดินทางข้ามเขตพื้นที่เสี่ยงเข้ามายังกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตั้งด่านตรวจโควิด-19 ในห้วงที่ผ่านมา พบผู้เข้าข่ายมีอาการคล้ายโควิด-19 จำนวน 1 ราย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ด่านตรวจโควิด-19 ได้นำตัวส่งตรวจที่โรงพยาบาลตามขั้นตอนแล้ว&amp;quot; พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก บช.น.กล่าวว่า ในส่วนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เชื่อว่าจะมีความพยายามในการขนย้ายข้ามเขตพื้นที่อย่างแน่นอน จึงได้สั่งกำชับทุกพื้นที่ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)ในการตรวจค้นแหล่งหลบซ่อนแรงงานผิดกฎหมายในกรุงเทพฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการระดมกำลังกวาดล้างแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เช่น พื้นที่ สน.ดอนเมือง ที่มีการจับกุมแรงงานต่างด้าวได้หลายราย รวมไปถึงพื้นที่อื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เวลา 02.00 น. นายเอกชัย แก้วรัตนะ ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยนายคทาวุฒิ พิมพ์ศักดิ์ ปลัดอำเภอ นำกำลัง อส. กองร้อย อส.หาดใหญ่ที่ 4 จำนวน 30 นาย และกำลังไทยอาสาป้องกันชาติ(ทสปช.) จำนวน 35 นาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.คอหงส์ เข้าตรวจสอบและจับกุมสถานบันเทิง ชื่อ &amp;quot;ACOUTIC PLUS&amp;quot; ตั้งอยู่เลขที่ 9 ถนนคลองเรียน 1 เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานบันเทิงชื่อดังของเมืองหาดใหญ่ พบว่าสถานบริการแห่งนี้เปิดให้บริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสงขลา ที่ได้ระบุในมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มกิจกรรม สถานบริการหรือสถานประกอบการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเข้าจับกุมในครั้งนี้ มีนายนพดล วาเรหมัน อายุ 41 ปี รับเป็นเจ้าของร้านและผู้จัดการ โดยที่ผ่านมาเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจท้องที่ได้แจ้งเตือนเจ้าของร้านด้วยวาจาและออกหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรหลายครั้ง แต่ยังฝ่าฝืน จึงส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปสังเกตการณ์ในร้าน พบว่าเปิดบริการจนถึงตี 1 และตี 2 โดยมีการจำหน่ายเหล้า-เบียร์ มีดนตรีฟลอร์เต้นรำ กึ่งผับ-กึ่งเธค มีลูกค้าเต็มร้านเกือบ 100 คน และไม่มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมและดำเนินคดีใน 2 ข้อหา คือตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าฯ และประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ พร้อมคุมตัวเจ้าของร้านส่งพนักงานสอบสวน สภ.คอหงส์ดำเนินคดี และสั่งปิดสถานบริการดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อุบลราชธานี นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจลงพื้นที่ตรวจการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในสถานบันเทิงพื้นที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ผับตะวันแดงสาดแสงเดือนมหาชนอุบลราชธานี และร้านยูบาร์ &amp;nbsp;
พบว่าสถานบันเทิงทั้งสองแห่งได้มีมาตรการตรวจคัดกรอง วัดไข้นักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด และด้านประตูทางเข้าได้กำชับให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการได้มีการแสกน QR code แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สำหรับหญิงสาวอายุ 28 ปี ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเดินทางในจังหวัดอุบลราชธานีช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แม้จะไปยังหลายแห่งในพื้นที่ของจังหวัด แต่ก็ไม่ได้เดินทางมาเที่ยวในสถานบันเทิงทั้งสองแห่ง ซึ่งการเปิดให้บริการสองสถานบันเทิงก็ยังคงยึดมาตรการป้องกันตามปกติ แต่ในส่วนของสถานที่ที่หญิงอายุ 28 ปีเดินทางไปนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนและติดตามผู้สัมผัสในพื้นที่ เบื้องต้นวันนี้มีเก็บตัวอย่างผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวน 6 คน อยู่ระหว่างรอผล ส่วนผู้สัมผัสที่เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างสอบสวน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89239</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กก.สอบข้อเท็จจริง, ด่านโควิด-19, ตราด-จันทบุรี, สอบข้อเท็จจริง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210108/image_big_5ff8620840b1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้การโคราชสั่งสอบข้อเท็จจริงใน 7 วัน &#039;ด.ต.&#039;  รีดไถเงินรถบรรทุกโจ๋งครึ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63 -&amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเเชร์คลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับเงินจากคนขับรถบรรทุก เหตุเกิดในท้องที่ สภ.หนองสรวง จ.นครราชสีมา ว่าได้รับรายงานจาก ภ.จว.นครราชสีมา ว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าบุคคลที่ปรากฏตามคลิปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจริง ยศ &amp;quot;ด.ต.&amp;quot; ตำเเหน่ง ผบ.หมู่ ป. สภ.หนองสรวง โดยได้มีคำสั่งให้ สภ.หนองสรวง ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่อง ที่เกิดขึ้น และรายผลให้ทราบภายใน 7 วัน

รอง โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ อย่าเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ทั้งนี้ได้กำชับคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงไปมา เร่งคลี่คลายข้อสงสัย และให้ความกระจ่างแก่สังคม และหากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวได้กระทำผิดจริง ให้ดำเนินการทางวินัย และอาญาอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78252</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครราชสีมา, ตำรวจรีดไถ, สภ.หนองสรวง, สอบข้อเท็จจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69c209bf56a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
