<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายค้านโรยเกลือรอบ2 เชือด‘ศักดิ์สยาม-นิพนธ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; เคาะตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 หัวโจกโกงซื้อถุงมือยางแสนล้าน ก่อนส่งต่อ ป.ป.ช. ขณะที่ ผอ.อคส.ฟุ้งได้เงินคืนแน่ 2 พันล้าน พิษอภิปรายฝ่ายค้านแท็กทีมเชือด &amp;quot;ศักดิ์สยาม-นิพนธ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้รายงานผลสอบทุจริตจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่มี พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อคส. เป็นประธาน ที่ได้สืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และมีมติให้ดำเนินการ 3 ข้อ ได้แก่ 1.ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย มีความผิดวินัยร้ายแรง และเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงทั้ง 3 ราย ซึ่งมีโทษคือให้ออกหรือไล่ออก 2.คณะกรรมการฯ พบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ อคส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า จากการดำเนินการของทั้ง 3 ราย ประกอบด้วยเงินมัดจำถุงมือยาง 2,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย และความเสียหายอื่นๆ จึงเห็นควรให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อให้ทั้ง 3 รายชดใช้ความเสียหายให้กับ อคส. และ 3.เห็นควรให้ส่งผลการสืบสวนข้อเท็จจริงครั้งนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกอบการพิจารณาไต่สวนกรณีทุจริตจัดซื้อถุงมือยางต่อไป ส่วนเรื่องของประธานบอร์ด อคส.จะลาออกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเขาว่าควรทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า วันจันทร์ที่ 22 มี.ค.2564 จะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ อคส.ทั้ง 3 ราย มีกรอบระยะเวลาพิจารณา 30 วัน และตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยจะมีตัวแทนจากกระทรวงการคลังร่วมด้วย มีกรอบระยะเวลาพิจารณา 60 วัน โดยมั่นใจว่าจะติดตามเงินที่ อคส.จ่ายเป็นค่ามัดจำ 2,000 ล้านบาทกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน ส่วนผลสืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มีกว่า 900 หน้า จะจัดส่งให้ ป.ป.ช.เพื่อขยายผลต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เจ้าหน้าที่ 3 รายที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้แก่ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร 8 อีก 2 ราย คือ นายเกียรติขจร แซ่ไต่ และนายมูรธาธร คำบุศย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ, นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์, นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมว.มหาดไทย กรณีมีพฤติการณ์และหลักฐาน ที่เชื่อว่ากระทำการทุจริต จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพื่อนำไปสู่การลงโทษตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากนายศักดิ์สยามมีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ให้ส่งร่างทีโออาร์ของการประมูลโครงการต่างๆ ให้ตรวจสอบก่อน และเมื่อประมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนลงนามในสัญญาจะต้องแจ้งให้กับรัฐมนตรีรับทราบเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งข้อสั่งการดังกล่าวทำให้เห็นถึงการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกระทำการนอกเหนือจากที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนดไว้ ทำให้ทราบข้อมูลภายในเกี่ยวกับกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้าง เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่เป็นพวกพ้องของตนและยังทำให้ข้าราชการในสังกัด ไม่กล้าที่จะกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของงานให้แตกต่างเป็นอย่างอื่น การกระทำของนายศักดิ์สยาม ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังยื่นขอให้เอาผิดกับนายศักดิ์สยาม กรณีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่พบว่ามีเครือญาติของนายศักดิ์สยามเข้าครอบครองที่ดินจำนวนกว่า 5,000 ไร่ ทั้งที่เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ แต่รัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยกลับไม่เพิกถอนโฉนด ตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ซึ่งถือเป็นการจงใจไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนกรณีนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เป็นกรณีเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้ การยื่นร้องเอาผิดต่อ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนหน้านี้ และถือเป็นรัฐมนตรีจำนวน 4 รายแล้ว ที่ถูกยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. หลังจากก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเอาผิดนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96628</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ซื้อถุงมือยาง, สอบทุจริตจัดซื้อถุงมือยาง, สอบวินัยร้ายแรง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6054ae0bab94a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แป๊ะสั่ง‘วิระชัย’ สำรองราชการ พ้นรองผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; เซ็นคำสั่งสำรองราชการ &amp;quot;วิระชัย&amp;quot; พ้นเก้าอี้ &amp;quot;รอง ผบ.ตร.&amp;quot; เหตุโดนตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง-ถูกแจ้งความคดีอาญา ปมคลิปเสียงสนทนาคดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์หลุด&amp;nbsp; &amp;quot;ประวิตร&amp;quot; ปิดช่อง &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; กลับ ตร. บอกไม่มีตำแหน่งให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วันที่ 29 ก.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่ง ตร.ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค.63 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ ระบุว่า ตามคำสั่ง ตร.ที่ 383/2563 ลงวันที่ 24 ก.ค.63 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์และการกระทำเข้าลักษณะมีเจตนาเปิดเผยความลับของทางราชการ และฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งว่าด้วยการให้ข่าวสัมภาษณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ ตร.อย่างร้ายแรง ประกอบกับกองบังคับการปราบปรามได้รับคำร้องทุกข์ในกรณีกล่าวโทษว่ามีการกระทำอันเป็นการทำผิดต่อรัฐ มีมูลเข้าข่ายตามความผิด พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 74 และตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่องการห้ามดักฟังทางโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารอื่นใดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในการสั่งสำรองราชการได้ ตามนัยข้อ 3 (1) แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำ ตร. หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการ ในส่วนราชการใด พ.ศ.2548 ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในการดำเนินการทางวินัยและอาญา เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในภาพรวมของ ตร. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 (2) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จึงให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.สำรองราชการ ตร. (อัตราเลขที่ สรส.1) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&amp;quot; คำสั่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระบุว่า คำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย เป็นมาตรการตามกฎ ก.ตร. ส่วนมากการสำรองราชการส่วนใหญ่จะเป็นไปในแนวโน้มทางลบ เช่น ถูกดำเนินคดีอาญา, ถูกกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง หากเข้าเงื่อนไขก็สั่งให้สำรองราชการได้ โดยคำสั่งสำรองราชการจะขาดจากตำแหน่งเดิมที่ครองอยู่ สามารถแต่งตั้งคนอื่นทดแทนได้ เพราะเห็นว่าหากอยู่ไปก็จะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนข้อเท็จจริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 09.30 น. จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 6/2563 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน คาดว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์จะรายงานให้ที่ประชุม ก.ตร. ทราบถึงคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัยดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ว่าง 1 ตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในวันเดียวกัน เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ร่วมกับคณะกรรมการ ประกอบด้วย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม,&amp;nbsp; นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นายเดชาวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ คาดว่าน่าจะมีการแจ้งคำสั่งสำรองราชการเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี? กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เดินสายทำบุญหวังกลับมาเป็นข้าราชการตำรวจอีกครั้งว่า &amp;quot;ผมไม่รู้ๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าข้าราชการตำรวจที่ถูกคำสั่งย้ายขาดจากหน่วยเดิมจะสามารถกลับมาสังกัดเดิมได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรย้อนถามว่า &amp;quot;มีตำแหน่งหรือไม่ ถ้ามีก็กลับได้? แต่นี่มันไม่มีน่ะสิ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72879</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปเสียงสนทนาคดียิงรถบิ๊กโจ๊ก, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สอบวินัยร้ายแรง, สำรองราชการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แจ้งความคดีอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f218632bbffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้งตำรวจลวนลามสาว ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ สั่งเด้งตำรวจลวนลามเด็กสาวที่ไปจ่ายค่าปรับบนโรงพัก สภ.สหัสขันธ์ พร้อมตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ลานลามนักเรียนสาวขณะไปเสียค่าปรับจราจรคาโรงพัก สภ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ว่า ขณะนี้ พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจภูธร 4 (ผบช.ภ.4) มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้รายงานผลให้ทราบภายใน 7 วัน เพราะสร้างความเสียหายและภาพลักษณ์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุด ผบช.ภ.4 มีคำสั่งให้ ร.ต.ท.อุทิศ อ่อนประสงค์ รอง สวป. สภ.สหัสขันธ์ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติราชการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าพบการกระทำความผิดจริงต้องถูกดำเนินการทั้งวินัยและอาญา ไม่เอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับตำรวจทุกนายว่าทำดีก็ต้องส่งเสริม แต่หากประพฤติตัวไม่เหมาะสมก็ต้องถูกทำโทษทั้งทางวินัยและอาญาเด็ดขาด ส่วนของพฤติกรรมในการก่อเหตุยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่า ร.ต.ท.คนดังกล่าว อยู่ในอาการมึนเมา, แต่งเครื่องแบบครึ่งท่อนจริงหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.สมนึก มิควาฬ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ร่วมเปิดเผยความคืบหน้า โดยระบุว่า จากการสอบปากคำผู้เสียหายพบว่า ผู้เสียหายเป็นนักเรียนหญิง ถูกจับในข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย และได้ไปชำระค่าปรับที่ สภ.สหัสขันธ์ พร้อมน้องสาว เมื่อช่วงเวลา 11.00 น.วันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นได้สอบถามตำรวจเพื่อเสียค่าปรับ ซึ่งระหว่างพูดคุยกันที่ห้องประชาสัมพันธ์ชั้น 1 มีตำรวจนายหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังคือ ร.ต.ท.อุทิศ พรประสงค์ ซึ่งกำลังทำหน้าที่สิบเวรได้มาหาผู้เสียหาย และสอบถามว่า มาทำอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากนั้น ร.ต.ท.อุทิศได้แนะนำและพาขึ้นไปเสียค่าปรับที่ชั้น 2 และขณะนั้นเป็นวันหยุด ห้องเปรียบเทียบปรับไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ก่อนพาผู้เสียหายเข้าไปและก่อเหตุลวนลาม กอดเอวผู้เสียหาย และขอจับของสงวน โดย ร.ต.ท.อุทิศยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุได้ดื่มสุราที่บ้านพัก และมีเพื่อนมาขอให้ไปเข้าเวรแทน ระหว่างเข้าเวรมีอาการเมาสุรา ก็เลยก่อเหตุ แต่อ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้สั่งย้าย ร.ต.ท.อุทิศมาประจำที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และตั้งคณะกรรมสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งหากสอบสวนปากคำพยาน รวบรวมหลักฐาน และได้ข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีโทษสูงจำคุก 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งหากศาลตัดสินมีความผิด ก็ต้องดำเนินการไล่ออกจากราชการต่อไป นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบกรณีข้อบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยให้ลูกน้องดื่มสุราแล้วมาปฏิบัติหน้าที่ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, ข้อหาอนาจาร, ตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี, ตำรวจลวนลามเด็กสาว, สอบวินัยร้ายแรง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba9d1bc0e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สอบวินัยร้ายแรง สารวัตร‘วัดตรีฯ’ เม้มเงินค่าทำศพ ฟันอาญายักยอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พ.ต.ต.ยักยอกเงินฌาปนกิจวัดตรีทศเทพ หลังผลสอบข้อเท็จจริงพบคดีมีมูล โดยมีพฤติกรรมรับเงินจากเจ้าภาพงานศพเป็นค่าดอกไม้ อาหารและสังฆภัณฑ์ แต่ไม่ยอมจ่ายให้ผู้ประกอบการและส่งรายได้เข้าหลวง ขณะที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันอาทิตย์ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีมีข้าราชการตำรวจ สังกัดฝ่ายฌาปนกิจสงเคราะห์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยักยอกเงินที่ได้จากฌาปนกิจหลวงไปใช้ส่วนตัวและไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการสั่งดอกไม้ โลงศพ ชุดสังฆภัณฑ์และอาหารในงานฌาปนกิจสงเคราะห์ตำรวจหลายรายนั้น ได้รับรายงานจากกองกำกับการฝ่ายฌาปนกิจสงเคราะห์ว่า ข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว คือ พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ พันธ์สนิท สว.ฝ่ายการฌาปนกิจสงเคราะห์ (ดูแลรับผิดชอบวัดตรีทศเทพ) มีหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินงานฌาปนสถาน รวมถึงการเก็บเงินส่งเงินบำรุงการใช้ฌาปนสถานให้แก่สำนักงบประมาณและการเงิน (ตร.) ต่อมาทาง พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ไม่ส่งเงินตามระเบียบ เมื่อมีการทวงถามก็อ้างว่ากำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ในเรื่องนี้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งฝ่ายการฌาปนกิจสงเคราะห์ สก. ที่ 9/2563 ลง 4 มี.ค.63 โดยกล่าวหาว่าไม่ได้นำส่งเงินรายได้งานฌาปนสถาน และไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง เห็นควรตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเด็นที่ พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ได้ติดต่อผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ในงานฌาปนกิจสงเคราะห์ตำรวจ โดยเจ้าภาพงานศพได้ชำระค่าใช้จ่ายให้แก่ พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ไปแล้ว แต่ทาง พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ไม่ยอมนำเงินมาชำระให้แก่ทางผู้ประกอบการนั้น เบื้องต้นได้รับรายงานจาก สน.ชนะสงคราม ว่ามีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ในเรื่องดังกล่าว จำนวน 3 ราย โดยดำเนินคดีในความผิดฐาน &amp;ldquo;ยักยอกทรัพย์&amp;rdquo; ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ พ.ต.ต.ธีร์ธดลย์ ได้ไปหลอกผู้อื่นเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์ไปนั้น ขอเรียนว่าเป็นเรื่องของบุคคล ไม่เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีกับตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายรายดังกล่าว โดยยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทางผู้เสียหายและเอาผิดกับตำรวจที่ทุจริตในคดีอาญาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ประกอบกับให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เร่งสอบสวน เอาผิด กรณีเบียดบังทรัพย์สินของทางราชการเป็นของตน พร้อมดำเนินการลงทัณฑ์ทางวินัยอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการตำรวจ, ตั้งกรรมการสอบ, ฝ่ายฌาปนกิจสงเคราะห์, ฟันอาญายักยอก, ยอกเงินฌาปนกิจ, สอบวินัยร้ายแรง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea5800b6eccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ลั่นขจัดตำรวจไม่ดีออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; นั่งหัวโต๊ะประชุมตำรวจ ย้ำคนไม่ดีต้องขจัดออกไป สั่งเดินหน้าปฏิรูป ตร. นำความเห็น กก.ปฏิรูปกับข้อ กม.มาพิจารณาร่วมกัน ลั่นยึดประโยชน์ ปชช. &amp;quot;ก.ตร.&amp;quot; ไฟเขียวสอบวินัยร้ายแรง &amp;quot;อดีต ตร.ติดตามนายกฯ ปู&amp;quot; พร้อมตีตกคำร้องรองฯไพรัตน์ อึ้ง! &amp;quot;บิ๊กช้าง&amp;quot; โดนเด้งเข้ากรุโผล่ร่วมวง ก.ตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วันที่ 29 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 1/2563 โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย การเยียวยาคืนสิทธิการเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเฉพาะห้วงที่มิได้ปฏิบัติราชการ พร้อมทั้งขออนุมัติเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายให้แก่ พ.ต.ท.สมยศ ตรีประสิทธิ์ชัย, ตร.หารือกรณีให้สิทธิข้าราชการตำรวจที่ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสำนวนอัยการ และให้ความเห็นทางกฎหมายเพื่อได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตำแหน่งผู้ที่ทำหน้าที่นิติกร, อ.ก.ตร.ร้องทุกข์ หารือปัญหาข้อกฎหมายกรณี พ.ต.ท.วทัญญู วิทยผโลทัย อดีต ผกก.สันติบาลและอดีตนายตำรวจติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร้องทุกข์, อ.ก.ตร.ร้องทุกข์หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในการออกคำสั่ง ศปก.ตร. และอำนาจการส่งตัวข้าราชการตำรวจที่กระทำผิดวินัยเรื่องทรงผมไปเข้ารับการฝึกธำรงวินัย กรณี พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.ภ.9 และอดีตรอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ร้องทุกข์, ตร.หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการสอบสวนตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2557&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สอบถามผลการปฏิบัติในคดีสำคัญทั้งหมด และรับฟังรายงานคดีสำคัญต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวหลังการประชุม ก.ตร.ว่า การประชุมของ ก.ตร.เป็นเรื่องของการบริหารกิจการภายในของตำรวจ ทั้งเรื่องการลงโทษ การเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งมีการลงโทษไล่ออกปลดออกกันเยอะแยะไปหมด ไม่ใช่ว่าเราไม่ทำงาน คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป ซึ่งต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมได้เน้นย้ำไปเรื่องของการปฏิรูปตำรวจไปด้วย จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจกันว่าเราทำอะไรไปบ้าง และเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง หลายอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา และก็ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งสองทาง ทั้งจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ และเอากฎหมายมาดูด้วย มีทั้งองค์กร บุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดูว่าที่ทำมาได้อะไรมาแล้วบ้างที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเจ้าหน้าที่จะทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน อยากฝากว่าวันนี้ประเทศชาติต้องการความรัก ความสามัคคี&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ก.ตร.ว่า กรณีหารือปัญหาข้อกฎหมาย ที่พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย ได้ร้องทุกข์เมื่อปี 61 ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของสันติบาล มีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโดยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนนั้น น่าจะเป็นคำสั่งที่มิชอบ อนุฯ ร้องทุกข์ได้พิจารณานำเสนอ ก.ตร.แล้วส่งเรื่องให้อนุฯ กฎหมายพิจารณา วันนี้ได้ข้อสรุปจากอนุฯกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ประเด็นแรกเรื่องการตั้งกรรมการสืบสวนร้ายแรงโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนทำได้หรือไม่ ซึ่งทางอนุฯ กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่าสามารถกระทำได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติมาตรา 84 และ 86 ประกอบกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2556 ข้อ 3 กรณีมีการกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัยร้ายแรง จะสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงหรือไม่ ในกรณีนี้แสดงว่าผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมีความเห็นว่ามีมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเด็นต่อมา ถ้าพิจารณาว่ามีมูลเพียงพอหรือไม่ ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน ดังนั้นหากเห็นว่ามีมูลเพียงพอในข้อเท็จจริงก็สั่งการได้ โดยสรุป ก.ตร.ตอบกลับไปว่าการดำเนินการที่ตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงโดยไม่สืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น สามารถทำได้ตามกฎหมาย&amp;quot; พล.ต.ท.ปิยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า ในส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ร้องทุกข์เมื่อปี 61 ว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. (ขณะดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ) ได้ออกคำสั่งให้ พ.ต.อ.ไพรัตน์มาฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. โดยร้องทุกข์มา 3 ประเด็น เรื่องแรกจเรตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจมาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.ได้หรือไม่ ได้ข้อสรุปว่า พล.ต.อ.สุชาติไปปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ ศปก.ตร. ตามคำสั่งของ ผบ.ตร. ดังนั้นจึงมีอำนาจให้ข้าราชการตำรวจมาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่ 2 เมื่อมาอยู่ ศปก.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติสามารถส่งตัวไปฝึกธำรงวินัยได้หรือไม่ กรณีดังกล่าวจเรตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติจาก ตร. ว่ากรณีถ้าเห็นว่ามีโครงการเพิ่มพูนประสิทธิภาพก็สามารถส่งไปได้ และประเด็นที่ 3 เมื่อจเรตำรวจแห่งชาติพบการกระทำความผิดของข้าราชการตำรวจแล้วดำเนินการทางวินัยได้หรือไม่นั้น กรณีกฎหมายกำหนดไว้ว่ากรรมการดำเนินการทางวินัยเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา เมื่อจเรตำรวจพบการกระทำผิดของข้าราชการตำรวจ ก็ส่งเรื่องไปทางต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ที่ถูกคำสั่งย้ายขาดจากตำแหน่งเดิม ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. ยังคงเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ในฐานะคณะกรรมการ ก.ตร. รวมถึงป้ายชื่อที่เขียนกำกับที่นั่งก็ยังระบุว่าเป็น รอง ผบ.ตร. (สส) ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า แม้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์จะไม่ได้รับผิดชอบหน้างานสืบสวนสอบสวนแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่เป็น ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง และ ผอ.ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55839</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไม่ดีต้องขจัดออกไป, ปฏิรูปตำรวจ, ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สอบวินัยร้ายแรง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e318e1c166aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.สั่งสอบวินัยร้ายแรงผู้ช่วยเลขาฯหัวร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;31 ต.ค. 61 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่า มีคลิปบิ๊กข้าราชการ ป.ป.ช. ซึ่งมีรูปพรรณเหมือนนายพิเศษ นาคะพันธุ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ขับรถปาดหน้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนมีการบีบแตรใส่ซึ่งกันและกัน จนมีการลงจากรถและชักปืนเล็งขู่ผู้ขับขี่ที่ตามหลังรถมา ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบแล้ว บุคคลดังกล่าว คือ นายพิเศษ นาคะพันธุ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และให้นายพิเศษ นาคะพันธุ์ รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน รอบด้าน เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยมีนางณัชชา เกิดศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานกรรมการ และให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน 15 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้รายงานผลการตรวจสอบแล้ว มีความเห็นว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุ การกระทำดังกล่าวตามที่ปรากฏคือ นายพิเศษ นาคะพันธุ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พฤติการณ์มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง โดยมีนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ผลการดำเนินการเป็นอย่างไร จะแถลงให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เพิกถอนใบอนุญาตการใช้อาวุธปืน นายพิเศษ นาคะพันธุ์ แล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21078</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กขรก.ป.ป.ช., ปปช., ผู้ช่วยเลขาฯหัวร้อน, วรวิทย์ สุขบุญ, สอบวินัยร้ายแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af44e9907184.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครูปรีชาคอพาดเขียง! ศธ.สอบวินัยร้ายแรงจ่อปลดออกจากราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 61 - พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริงนายปรีชา ใคร่ครวญ&amp;nbsp; ครูโรงเรียนเทพมงคลรังษี ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมคณะทำงานได้ลงพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กาญจนบุรี เขต 8 เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าว ซึ่งพบว่าทางสพม. เขต 8 และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กาญจนบุรียังไม่เข้าใจในวิธีการดำเนินการ และทั้ง 2 หน่วยงาน ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนิติกรประจำอยู่เลย ถือเป็นจุดอ่อนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหารือ และได้ให้คำแนะนำว่า&amp;nbsp; สพม. เขต 8 สามารถที่เสนอให้ ศธจ.กาญตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแรงร้ายได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง เพราะถือว่านายปรีชา ต้องคดีอาญา ในฐานะผู้สนับสนุนผู้กระทำความผิด มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งขณะนี้ สพม. เขต 8 ได้เสนอว่าเรื่องดังกล่าวว่ามีมูลร้ายแรงให้ ศธจ.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว และสพม.เขต 8 ได้สั่งการให้ นายปรีชา มาช่วยราชการที่ สพม.เขต 8 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมทราบว่าขณะนี้ ศธจ.กาญฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงนายปรีชาแล้ว และจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ในวันที่ 4 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าจะให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือให้มาประจำที่สพม. เขต 8 ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;rdquo; พล.ท.โกศล ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11761</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูปรีชา, ปลดออกจากราชการ, พล.ท.โกศล, ศธจ.กาญจบุรี, สอบวินัยร้ายแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a22a12826d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
