<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วัคซีนใบยาคืบหน้าพร้อมทดสอบในมนุษย์เฟส 1 สิ้นก.ย.นี้ ไทยมีศักยภาพที่ดีเติบโตได้ในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64-สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดรายการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อมองหาและสร้างโอกาสให้กับประเทศผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรง ในรายการ Future Talk by NXPO ครั้งที่ 4 พูดคุยในประเด็น &amp;ldquo;ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยด้วยกลไกการบ่มเพาะจากสถาบันอุดมศึกษา&amp;rdquo; ได้รับเกียรติจาก ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Co-founder และ CEO บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และ รศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ Co-founder และ Chief Technology Officer (CTO) บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด มาร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วรัญญู เล่าถึงแนวทางการผลิตวัคซีนของบริษัท ใบยาฯ ด้วยการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ จากการผลิตเฉพาะโปรตีน หรือชิ้นส่วนของไวรัสที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ที่เรียกว่าซับยูนิตวัคซีนหรือโปรตีนวัคซีน โดยบริษัทฯ ใช้พืชทั้งต้นจากต้นยาสูบ พันธุ์ที่มีปริมาณนิโคตินต่ำในการผลิต ด้วยการปลูกพืชขึ้นมาและทำการส่งถ่ายยีนส์เฉพาะชิ้นส่วนที่สามารถนำไปเป็นโปรตีนของไวรัสที่ต้องการได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัท เกิดจากการที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์ และได้มาเป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มมองเห็นว่าเด็กที่จบในสายนี้ไปไม่มีใครทำงานในด้านการพัฒนายา จึงคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีหากสามารถเริ่มพัฒนาวัคซีนหรือยาใหม่ๆ ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา ที่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เกี่ยวกับนโยบายประกันสุขภาพ และการเข้าถึงยา ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงยาที่มีราคาแพงได้ ดังนั้นหากสามารถผลิตยาได้เอง ก็น่าจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ทำให้ประเทศมีเงินเยอะขึ้น และทำให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผลิตวัคซีนได้เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีค่อนข้างสูงในเวลาต่อมา ทำให้มีระยะหนึ่งที่เราอาจจะตามประเทศอื่นไม่ทัน แต่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศไทยยังคงมีอยู่ และยังมีศักยภาพจากการลงทุนในการวิจัยและการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานในประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นในการช่วยพัฒนาวัคซีน และเตรียมพร้อมรับการระบาดในครั้งถัดไป โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตขึ้นกำลังจะนำเข้าทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งในปัจจุบันเรามีโรงงานผลิตวัคซีนและยาชีววัตถุด้วยพืชที่ได้มาตรฐานแล้วที่จะใช้ผลิตสำหรับมนุษย์เป็นแห่งแรกในเอเชีย ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเตรียมวัคซีนรุ่นที่ 2 ที่มีการปรับสูตร ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ซึ่งต้องรอดูผลการศึกษาในเฟส 1 เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไป โดยคาดหวังว่าประมาณไตรมาส 3 ปี 2565 จะมีวัคซีนฉีดให้คนไทยได้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยาและวิทยาศาสตร์ของไทย&amp;rdquo; ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความท้าทายในการเริ่มจัดตั้งบริษัทฯ และเริ่มดำเนินการผลิตวัคซีนจริง ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวว่า การผลิตวัคซีนขึ้นมาแต่ละตัวต้องอาศัยการทำงานแบบสหวิชาชีพ ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ในทีมแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังต้องการองค์ความรู้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ความรู้เรื่องเภสัชกรรม การผลิต การประกันคุณภาพ รวมถึงการออกแบบการศึกษาในสัตว์ทดลอง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการขึ้นทะเบียนวัคซีนเพื่อการนำไปใช้จริง ในการทำงานจึงต้องมีคนจากหลากหลายสาขาเข้ามาทำงานร่วมกัน ขณะที่ รศ.ดร.วรัญญู เผยว่า การได้เริ่มตั้งบริษัทฯ ผลิตวัคซีนขึ้นเอง ทำให้มองระบบการทำงานต่างไปจากเดิม หันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมการทำวิจัยก่อนการผลิตจริง ทำให้เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ใบยาฯ ทั้ง 2 ท่าน ยังคงทำหน้าที่เป็นอาจารย์ควบคู่ไปกับการทำบริษัทสตาร์ทอัพ โดยต้องใช้การผสมผสานการทำงานเข้าด้วยกัน ด้วยการให้นิสิตที่สอนได้เข้ามาทดลองในห้องปฏิบัติการ พัฒนายาและวัคซีนในบริษัทฯ นำโปรเจกต์มาเสนอกับบริษัทฯ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้เด็กได้ลองทำจริง และอาจารย์เองได้นำไปประยุกต์ใช้ในการสอน ทำให้วันนี้นิสิต นักศึกษาเริ่มเห็นเส้นทางอาชีพในสายไบโอเทคสตาร์ทอัพมากขึ้น เมื่อจบไปอาจไปทำให้เกิดสตาร์ทอัพอื่นๆ ในประเทศได้มากขึ้น จากประสบการณ์จริงที่เด็กได้รับระหว่างเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการระดมทุนของบริษัท ใบยาฯ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวว่า แนวคิดการระดมทุนเป็นวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ โดยเงินก้อนแรกมาจากเงินทุนส่วนตัวของเรา 2 คนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท และมีการสนับสนุนห้องปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมีผลงานที่คนเริ่มให้ความสนใจก็ได้มีการระดมทุนในหลากหลายรูปแบบทั้งจากภาคเอกชนและภาคประชาชน เพราะการผลิตยาตัวนึงใช้เงินค่อนข้างมาก ซึ่งวิธีการระดมทุนเป็นวิธีเพื่อให้สามารถทำงานวิจัยในช่วงที่เร่งด่วนได้อย่างรวดเร็วอย่างในสถานการณการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowdfunding ผ่านมูลนิธิของมหาวิทยาลัย หรือ CU Enterprise รวมถึงได้ทุนสนับสนุนจากภาครัฐในการทำ Critical Try ในแง่การทดลองเฟส 1 และคาดว่าจะได้รับทุนต่อเนื่องในเฟสที่ 2-3 ต่อไปด้วย เพื่อให้บริษัทฯ มีการเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมองถึงการเติบโตในอนาคต รศ.ดร.วรัญญู กล่าวว่า บริษัทฯ ยังมีผลิตภัณฑ์ตัวยาและวัคซีนอีกหลายอย่างที่อยากทำ และถ้าเราเริ่มทำตัวแรกได้ ก็จะพัฒนายาหรือวัคซีนตัวอื่นได้ต่อไป เพื่อมารองรับการรักษาโรคอีกมากมายที่บริษัทใหญ่ยังไม่ได้ผลิตขึ้น แต่เราต้องผลิตได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ และเมื่อทำไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคง มีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นอีกในอนาคต เราก็จะสามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้ดี รวดเร็วและมีปริมาณมากขึ้น หากเราสามารถนำเข้าควบคู่ไปกับการผลิตเองด้วย คนไทยก็จะเข้าถึงยาหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น คิดว่าระบบที่สร้างขึ้นนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในประเทศเราและประเทศในภูมิภาคของเราให้ดีขึ้นได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าบริษัท ใบยาฯ มีความฝันว่าจะพัฒนาไปให้เทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างไฟเซอร์ หรือบริษัทยาชั้นนำอื่นๆ หรือไม่ ดร.สุธีรา กล่าวว่า ทุกครั้งที่ทำงานมีการตั้งเป้าหมายที่สูงไว้เพื่อไปให้ถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าคนไทยทำได้ และประเทศไทยยังมีความหวัง เหมือนโครงสร้างของคนรุ่นก่อนที่ทำมาเพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีให้กับเราในปัจจุบัน ถ้าเราสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ก็จะทำให้ลูกหลานของเราในรุ่นต่อไปพัฒนาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไปได้ไกลกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. กิติพงค์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการทำงานของ สอวช. ที่ได้มีส่วนในการอำนวยความสะดวก สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่ดีในการดำเนินการเหล่านี้ โดยเฉพาะการผลักดันแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เช่น แนวทางส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน, การส่งเสริมการจัดตั้ง Holiding Company ในมหาวิทยาลัย รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. &amp;hellip;. นอกจากนี้ ยังร่วมกันกับ Innovation Club ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนเรื่องสตาร์ทอัพ หาแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำงานและระดมทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้ สอวช. จะเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ เพื่อมองหาโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการต่อยอดในเชิงนโยบาย เพื่อสร้างให้เกิดโอกาสกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์ ให้มีเส้นทางเดินต่อในสายอาชีพในอนาคต
⁠&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์, ดร.วรัญญู พูลเจริญ, ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุมิ, วัคซีนใบยา, สอวช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613187f504e2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GCNT จับมือ สอวช. จัดโปรแกรม Circular Design ชวนภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT (Global Compact Network Thailand) เครือข่ายความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เชิญชวนภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนเศรษกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตั้งเป้า 100 องค์กรใน 10 เส้นทางธุรกิจ เข้าร่วมกิจกรรมการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ภายใต้โครงการการพัฒนานโยบายเพื่อสร้างขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวธันยพร กริชทายาวุธ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ สอวช. ดำเนินโครงการสร้างขีดความสามารถด้านการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เพื่อสร้างความร่วมมือของภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp; โดยใช้องค์ความรู้จาก CIRCO &amp;nbsp;ด้วยการสนับสนุนของสถานทูตเนเธอร์แลนด์&amp;nbsp; จัดการอบรมให้กับผู้นำอบรม (Trainer) ออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) จำนวน 100 องค์กร ใน 10 เส้นทางธุรกิจ (Track) &amp;nbsp;อาทิ อาหาร ก่อสร้าง พลาสติก ยานยนต์ ชุมชน ฯลฯ โดย ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; ตามพันธกิจของสมาคมฯ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ตลอดกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยส่งเสริมการปรับวิธีคิด ปรับการออกแบบให้เป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ (new business model) ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หวังว่าผู้ประกอบการจะได้เห็นโอกาสสำหรับธุรกิจ ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ก่อมูลค่าทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; ยังมองเรื่องการขยายผลและต่อยอดไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและการออกแบบของ CIRCO International Hub ที่เหมาะสมกับบริบทไทย รวมทั้งสร้างเครือข่ายและระบบนิเวศ (Eco-System) ด้านการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ตลอดจนถอดบทเรียนปัจจัยและช่องว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เหมาะสมกับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) โมเดลเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ แต่การขับเคลื่อนโดยภาครัฐยังมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการการขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างครบวงจร จึงจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศและปัจจัยเอื้อสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน ความร่วมมือ ระหว่าง สอวช. และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการพัฒนานโยบายเพื่อสร้างขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ได้ผลลัพธ์ตอบ 2 ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การลงมือพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการจริง และเป็นการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือของเครือข่าย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักสูตรการออกแบบหมุนเวียนของ CIRCO ถูกพัฒนามาจากกระบวนการ design thinking , business model design และ supply chain analysis ผนวกกับแนวคิด&amp;nbsp; &amp;ldquo;Products that Last&amp;rdquo; ซึ่งถูกวิจัยและพัฒนา โดยมหาวิทยาลัย Technical University of Delft (TU Delft) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และถูกนำไปฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศอื่น ๆ อีก 8 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ บราซิล ตุรกี ศรีลังกา อินโดนีเซีย โดยเป็นเครื่องมือขยายการดำเนินงานเศรษฐกิจหมุนเวียนครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ รวมทั้งมีการประยุกต์ใช้และสร้างเครือข่าย Innovation hub จากการดำเนินหลักสูตรนี้ในประเทศต่างๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Circular Design ดังกล่าว จะได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งวิธีการเปลี่ยนต้นทุนทางธุรกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เคยสูญเสียไปให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆได้อีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (value destruction) การหาคุณค่าด้านการหมุนเวียน (circular proposition) จนสามารถสร้างเส้นทาง (Roadmap) ที่สามารถนำไปดำเนินงานต่อในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนและจุดประกายไอเดียใหม่ๆ กับองค์กรที่หลากหลายในชั้นเรียน และกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากนานาชาติที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;Creating business through circular design&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเข้าร่วมโครงการ circular design จะตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่ต้องการหาเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ และมองหานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปรับตัวที่สำคัญของภาคธุรกิจให้มีขีดความสามารถในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจของตน ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;rdquo; ธันยพร กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103624</URL_LINK>
                <HASHTAG>GCNT, สอวช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a669c239032.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอวช.เคาะงบฯวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ปี65 วงเงิน2.4หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 22.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5พ.ย.63-นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การประชุมสภานโยบายครั้งที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้ สอวช. ไประดมสมองภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อมาวิเคราะห์ จัดทำแนวทางการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนควบคู่กับการจัดการศึกษาปกติ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และวิถีชีวิต ดังนั้น ทักษะ จึงจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันและอนาคตให้กับเด็กและเยาวชน เช่น ทักษะด้านภาษา ด้านการใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ &amp;nbsp;การสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดริเริ่มอย่างสร้างสรรค์ ความอดทน และความสามารถในการปรับตัว &amp;nbsp;เป็นต้น นอกจากการพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ควรมีการเพิ่มเติมคุณลักษณะที่พึงประสงค์บางประการสำหรับสังคมไทย เช่น คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ ความมีจิตสาธารณะ ระเบียบ วินัย ความมีสมาธิ และภูมิคุ้มกันทางใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) &amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้เสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 24,400 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับงบประมาณ ววน. เมื่อปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับจำนวน 19,917 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.50 หรือ 4,483 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2565 ได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณระหว่างทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) ต่อ ทุนสนับสนุนงานพื้นฐาน (Fundamental Fund) อยู่ที่ 60 : 40 และได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เช่น มีการจัดสรรงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) ต่อเนื่องแบบหลายปี (Multi-year Budgeting) มีการพิจารณาผลการทำงานแต่ละแพลตฟอร์มของปีที่ผ่านมาและมีการจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ซึ่งที่ประชุมสภานโยบายได้มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณ และแนวทางการบริหารงบประมาณดังกล่าว โดยฝ่ายเลขานุการจะดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ได้มีมติแต่งตั้งนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคำของบประมาณของกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภายใต้กรอบงบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ 2565 ที่มีแผนงานต่อเนื่องใน 4 แพลตฟอร์ม และโปรแกรมการปฏิรูประบบ ววน. ตามแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2563 &amp;ndash; 2565 (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งประกอบด้วย แพลตฟอร์มที่ 1 การพัฒนากำลังคน ยกระดับสถาบันความรู้ และระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม แพลตฟอร์มที่ 3 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งยกระดับการพึ่งพาตนเองในระดับประเทศ และแพลตฟอร์มที่ 4 การวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และยังคงเพิ่มโปรแกรมการแก้ไขปัญหาวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ โดยมีตัวอย่างแผนงานใหม่ที่น่าสนใจ เช่น 1. แผนงานธรรมาภิบาลการบริหารจัดการภาครัฐและลดคอรัปชั่น 2. แผนงานด้านนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. แผนงานด้านสุวรรณภูมิศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4. แผนงานด้านการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และ 5. แผนงานด้าน Open Society ซึ่งการดำเนินงานภายใต้กรอบงบประมาณมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และมุ่งผลลัพธ์ในการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ทั้งเยาวชนและประชาชนทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แรงงานและผู้ประกอบการในอนาคต บัณฑิต Smart Farmers SMEs ผู้ประกอบการ Startups วิสาหกิจชุมชน ภาคเอกชน ภาคครัวเรือน ตลอดจนชุมชน เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82922</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., งบประมาณปี 65, ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ดอน ปรมัตถ์วินัย, สอวช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa3e2621acde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอวช. เตรียมจัด&quot;แซนด์บอกซ์&quot; ปั้นกำลังคนตามประเทศต้องการ ใช้วิธีสะสมหน่วยกิตก่อนได้ปริญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29ต.ค.62-ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงแนวทางการพัฒนากำลังคนกลุ่ม Non-Degree เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาในอนาคตนอกเหนือจากหลักสูตรการศึกษาเพื่อปริญญา ว่า &amp;nbsp;สอวช. มีแนวคิดในการจัดทำเป็น Sandbox ในลักษณะการพัฒนากำลังคนตามความต้องการ โดยมีสถานประกอบการและมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาโมดูล/หลักสูตร และเสนอให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พิจารณารับรอง ซึ่งสถานประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้ารับการอบรมหลักสูตรใดที่ได้รับการรับรองได้ และยังสามารถสะสมหน่วยกิต ตามเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อขอรับปริญญาได้ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าว อยู่ระหว่างการขึ้นรูป ซึ่งต้องคำนึงถึงกลไกต่างๆ ที่จะเข้ามารองรับ ทั้งระบบสะสมหน่วยกิต ระบบรับรองหน่วยงาน/หลักสูตรฝึกอบรม และระบบเงินสมทบสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สอวช. ยังได้เสนอแนวคิดดำเนินการเพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ อาทิ โครงการ Reskill/Upskill สำหรับบุคลากร SME และผู้ประกอบการอาชีพอิสระ ที่จะสนับสนุนในรูปแบบ Training Coupon ผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ซึ่งบุคลากร SME และผู้ประกอบการอาชีพอิสระสามารถขอรับ Training Coupon ซึ่งเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการอบรมได้จาก บพค. เพื่อใช้ในการเข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆ ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอบรมที่ได้รับการรับรองจาก อว. ซึ่งมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอบรมก็จะได้รับเงินสนับสนุนจาก อว. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โครงการส่งเสริม Corporate Academy โครงการที่ส่งเสริมให้สถานประกอบการโดยเฉพาะสถานประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเกิด Academy ในสถานประกอบการ โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพระดับสูงในภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการดำเนินโครงการด้านนวัตกรรม และเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้สามารถสร้างนวัตกรรมจากภายในองค์กรได้ โดยมี บีโอไอ เป็นหน่วยงานที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่หน่วยงานที่มี Academy ในสถานประกอบการ และ อว. มีหน้าที่ในการอุดหนุนหลักสูตรผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลักสูตรอบรมส่วนหนึ่งให้มหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกับ Academy&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แนวคิดการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศข้างต้น อว. ไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงหน่วยงานเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สกสว. ที่จะช่วยดูแลในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุน สวทช. ที่จะช่วยทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ บีโอไอ หน่วยงานที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและสนับสนุนค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมและการบริหารจัดการสำหรับการสร้างทักษะการบริหารจัดการโครงการนวัตกรรม และภาคการศึกษา ที่ทำหน้าที่จัดระบบการศึกษาที่สอดคล้องต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยจะมี สอวช. ทำหน้าที่ในการพัฒนาโครงการนำร่องและเสนอนโยบาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49110</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงศ์ พร้อมวงศ์, สอวช., แซนด์บ๊อกซ์ปั้นกำลังคนประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db800c1889d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จ่อตั้งรักษาการรมว.-ปลัดกระทรวงใหม่&#039;การอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3พ.ค.62-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการตั้งกระทรวงใหม่ การอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีผลแล้วว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงนี้มีทั้งหมด 10 ฉบับ ประกาศใช้แล้ว 9 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน ปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ การบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนอีก 1​ ฉบับ กำลังดำเนินการอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้​กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม จะดูแลใน 3 กลุ่มงานเดิม 1.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.วิจัย นวัตกรรม และ3.การอุดมศึกษา โดยจะควบรวมกลุ่มงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิจัยนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยทำงานคู่กับสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่งชาติ​ (สอวช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมถึงสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนงานด้านการศึกษานั้น จะครอบคลุมสถาบันการศึกษาทั้งหมด ทั้งที่อยู่กับการกำกับและนอกกำกับของรัฐ รวมถึงสถาบันเอกชน โดยจะมีคณะกรรมการการอุดมศึกษา​ (กกอ.) เป็นผู้ดูแลด้านนโยบาย แทนสำนักงานการอุดมศึกษา มีคณะกรรมการด้านมาตรฐาน ดูแลในมาตรฐานการศึกษา ทั้งนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จะทำให้สถาบันการศึกษามีความคล้องตัวมากขึ้น สอดรับการทำงานด้านการศึกษาและนวัตกรรม โดยสถาบันอุดมศึกษาจะมีภารกิจหลัก 1.สร้างบุคลากรให้ตรงความต้องการ 2.วิจัยนวัตกรรม 3.ส่งเสริมความรู้แก่สังคม​ และ 4.รักษา บำรุงศิลปะวัฒนธรรม โดยทุกสถาบันต้องรับไปดำเนินการให้เกิดประสิทธิ์ภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเดิม คาดว่าอีก 3 ปี จะต้องปรับเปลี่ยนสภาพ เช่น สํานักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะปรับให้เป็นองค์การมหาชน เช่นเดียวกับสํานักงานวิจัยแห่งชาติ จะต้องประเมินว่าจะปรับเป็นองค์การมหาชนได้หรือไม่ กระทรวงใหม่นี้ถือเป็นกระทรวงใหญ่ ทำงานบูรณาการกับทุกกระทรวง รวมถึงชุมชนและผู้ประกอบการทุกระดับ ขณะนี้คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กำลังพิจารณาผู้ที่เหมะมาทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหม่ พร้อมพิจารณาตั้งปลัดกระทรวง และคณะกรรมการขับเคลื่อนกระทรวงที่รับผิดชอบโครงสร้างองค์การ ทั้งอัตรากำลัง งานด้านธุรการ นโยบายยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการแต่งตั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 7 พฤษภาคมนี้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนเจ้าหน้าที่และข้าราชการในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเดิมนั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ยืนยันว่าตำแหน่งจะยังคงเดินหรือเพิ่มขึ้น ไม่มีใครต้องถูกลดตำแหน่งแน่นอน&amp;quot;พล.อ.อ.ประจิน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34992</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กกอ., กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม, พ.ร.บ.ส่งเสริมวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, สอวช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbc7ecc7ca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
