<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 07:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 07:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมน่าห่วงเยาวชน13.28%เผยเคยถูกลวนลามทางเพศ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลร่วมกับศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14 &amp;ndash; 20 กันยายน 2563 จากนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15 - 25 ปี กระจายทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,197 หน่วยตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 85.13% ระบุว่า ไม่เคย ขณะที่ 13.28% ระบุว่า เคย และ 1.59% ระบุว่าไม่แน่ใจว่าเป็นการถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ส่วนสาเหตุที่ทำให้นักเรียน/นักศึกษาถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 56.22% ระบุว่า นิสัย/พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ รองลงมา 26.40% ระบุว่า การแต่งกายของนักเรียน/นักศึกษา 11.70% ระบุว่าการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศได้รับแรงจูงใจจากการเสพสื่อออนไลน์ และ/หรือ สื่อกระแสหลัก 10.03% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 8.94% ระบุว่า กริยา ท่าทาง ของนักเรียน/นักศึกษา 5.43% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 3.76% ระบุว่า ผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ตระหนักว่าเป็นเรื่องการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 3.51% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาถูกล่อลวง 1.50% ระบุว่า สถานะทางสังคม/เศรษฐกิจของนักเรียน/นักศึกษาที่ด้อยกว่า (จึงไม่กล้าปฏิเสธ) 1.25% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาไม่รู้/ไม่ตระหนักว่าเป็นการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 0.84% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาไม่นึกว่าเป็นการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ (ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา) 0.42% ระบุว่า สภาพความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญาของนักเรียน/นักศึกษา &amp;nbsp;และ 2.09% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคล/หน่วยงานที่จะบอกเมื่อถูกครู/อาจารย์ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 66.17% ระบุว่าบอกผู้ปกครอง รองลงมา 21.89% ระบุว่า บอกครู/อาจารย์ท่านอื่น 18.13% ระบุว่า แจ้งความกับตำรวจ 11.28% ระบุว่าบอกเพื่อนสนิท 4.26% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ไม่รวมตำรวจ) 2.59% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านมูลนิธิ/สมาคม หรือ NGOs ที่เกี่ยวข้อง 1.59% ระบุว่าปิดเป็นความลับ 1.17% ระบุว่าบอกพี่น้อง 1.09% ระบุว่าบอกแฟน 0.92% ระบุว่าระบายผ่าน social media 0.84% ระบุว่า บอกญาติสนิท และ 0.50% ระบุว่า บอกสื่อ (เช่น รายการวิทยุ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคล/หน่วยงานที่จะบอกเมื่อถูกเพื่อน/บุคคลอื่น ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 55.64% ระบุว่าบอกผู้ปกครอง รองลงมา 28.65% ระบุว่าบอกครู/อาจารย์ 19.05% ระบุว่าแจ้งความกับตำรวจ &amp;nbsp;8.19% ระบุว่า บอกเพื่อนสนิท 3.09% ระบุว่าปิดเป็นความลับ 2.67% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ไม่รวมตำรวจ) 2.26% ระบุว่าร้องทุกข์ผ่านมูลนิธิ/สมาคม หรือ NGOs ที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;1.25% ระบุว่าบอกพี่น้อง 0.84% ระบุว่าบอกญาติสนิท 0.67% ระบุว่า ระบายผ่าน social media และ 0.50% ระบุว่า บอกแฟน และบอกสื่อ (เช่น รายการวิทยุ) ในสัดส่วนที่เท่ากัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78312</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษา, นักเรียน, นิด้าโพล, ผลโพล, ล่วงละเมิดทางเพศ, สังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6a9446b1d94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเงินกู้เยียวยาล็อตแรก 9.2หมื่นล้านฟื้นศก.-สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวเงินกู้โควิดล็อตแรก 9.2 หมื่นล้าน ดัน 186 โครงการนำร่อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม นายกฯ ชี้เน้นจ้างงาน-เกษตรก่อน วอนคนมีเงินช่วยท่องเที่ยวใช้จ่าย ขณะที่ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; เผยญี่ปุ่นยังปักหลักลงทุนในไทย ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทุกประเทศยังต้องเจอพายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้อนุมัตินำเสนอหลักการโครงการในระยะที่ 1 ในเรื่องของการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากผลกระทบของโควิด-19 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ซึ่งระยะแรกจะเน้นหนักด้านการเกษตรก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในส่วนนักธุรกิจ เอสเอ็มอี เป็นอีกเรื่องที่จะทยอยมีมาตรการออกมาตามลำดับ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลต้องหามาตรการที่เหมาะสมด้วยความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนกลไกของรัฐ หรือกลไกต่างๆ กองทุนต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม ในการที่จะให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ได้แบ่งโครงการเป็นหลายระยะ วันนี้ ครม.อนุมัติโครงการระยะแรกก่อน วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ในการฟื้นฟู ส่วนระยะที่ 2 ก็ต้องเตรียมการต่อไปที่จะนำมาอนุมัติใน ครม.ต่อไป สิ่งสำคัญสุดคือต้องทำให้เกิดการจ้างงาน เนื่องจากบางธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้ สินค้าส่งออกไม่ได้ เพราะความต้องการจากต่างประเทศลดลง เป็นเรื่องของห่วงโซ่การตลาด และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งวันนี้ได้มีการเร่งรัดการส่งออกผลไม้ ทั้งทางบก ทางเรือ และมีการพัฒนาเรื่องด่านให้สามารถดำเนินการเรื่องการขนส่งได้ โดยได้หารือกับประเทศเพื่อนบ้าน และทราบจากกระทรวงพาณิชย์ว่าเป็นไปได้ด้วยดี&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับกลไกให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องเร่งรัดการใช้จ่ายภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น วันนี้ทราบว่าการท่องเที่ยวในประเทศหลังหยุดยาวที่ผ่านมา ได้มีการประเมินว่ามีการท่องเที่ยวมากขึ้น มีการเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ มากขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็จะดีขึ้นตามลำดับ จากมาตรการผ่อนคลายป้องกันโควิด-19 ระยะที่ 4 และระยะที่ 5 ของรัฐบาล ซึ่งก็ต้องมีระยะต่อไป สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวก็ขอให้ช่วยกันใช้จ่ายบ้างสำหรับผู้ที่มีเงิน ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินขอให้เก็บหอมรอมริบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของเอสเอ็มอีและซอฟต์โลน รัฐบาลก็จำเป็นต้องหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงในเรื่องของแหล่งเงินทุน ซึ่งต้องมีการระมัดระวังการใช้จ่าย ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ในอนาคตด้วย รัฐบาลต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทุกคนก็ทราบดีถ้ากู้ไปโดยไม่มีหลักทรัพย์ เราก็จำเป็นต้องดูแลเขา แต่จะดูแลได้เท่าไหร่ เพียงใด อย่างไร รัฐบาลก็ไม่เคยทอดทิ้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ในเรื่องของงบฟื้นฟูระยะแรกไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ส่วนระยะที่ 2 มีอีก 3 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงนี้กำลังดำเนินการในส่วนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก่อน และทยอยดำเนินการในระยะต่อไป โดยจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง รวมถึงต้องระมัดระวังการตรวจสอบจากภาคประชาชน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องกวดขันเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้&amp;quot; นายกรัฐมนตรีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งได้มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการภายใต้แผนหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยการอนุมัติครั้งนี้เป็นรอบที่ 1 จำนวน 186 โครงการ กรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 92,400 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า โดยมีกระทรวงหลักๆ ที่ได้เงินไปทำโครงการคือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ ยังได้อนุมัติโครงการเพิ่มเติมจากเดิมที่อนุมัติโครงการไปแล้วก้อนแรก 22,400 ล้านบาท เพื่อไปทำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว คือ เราเที่ยวด้วยกัน และกำลังใจ โดยในการประชุมครั้งนี้ได้เห็นชอบโครงการเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ วงเงิน 15,520 ล้านบาท คือ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ 9,805 ล้านบาท, โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล 4,787 ล้านบาท, โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน 169 ล้านบาท, โครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว 15 ล้านบาท และโครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า 751 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนายทาเคทานิ อัทสึชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) เข้าพบว่า ญี่ปุ่นยังมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอยู่ ซึ่งสิ่งที่ทางเจโทรบอกคือ ตัวเลขในการจัดการโควิด-19 ที่ดีของประเทศไทย มาตรการเรื่องภาษี ที่ช่วยนักธุรกิจ เราทำได้เร็ว ทำให้ญี่ปุ่นพอใจ และกล่าวชมเชยมา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลายประเทศต่างประสบปัญหาทั้งสิ้น ดังนั้น?ช่วงครึ่งปีหลังเกือบทุกประเทศคงจะเจอพายุพอสมควร หากเราช่วยกันน่าจะผ่านพ้นไปได้หลังจากปลายปีนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70891</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ครม., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, สังคม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกษตร, เงินกู้เยียวยาโควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05d5ed9a551.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 06:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.ผนึกสังคมสงเคราะห์ มธ. ก.พม. กรมควบคุมโรค และภาคีฯ ธรรมศาสตร์โมเดลดูแลผู้หายป่วยคืนสู่สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.ผนึกคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กระทรวง พม. กรมควบคุมโรค พร้อมภาคีเครือข่ายสู้วิกฤติโควิด-19 เปิดตัวโครงการพัฒนาสมรรถนะและรูปแบบการดูแลทางสังคม เสริมพลังชุมชน เฝ้าระวัง ดูแล จัดการทางสังคม ผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ดร.สุปรีดาชมเปาะครอบครัวแมทธิว คือฮีโร่โควิด-19 เป็นภาพลักษณ์ที่ดี กล้าเปิดตัวในฐานะผู้รับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลผ่อนปรนระยะ 3 เชื่อมั่นบุคลากรทางการแพทย์-สาธารณสุขรับมืออยู่ โควิดไม่กลับมาอีก รองปลัด ก.พม.เดินหน้ามาตรการผ่อนปรนพักชำระหนี้บ้านเอื้ออาทร โครงการเช่าซื้อ กคช. ทุกปัญหาปรึกษาได้ที่สายด่วน 1300&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิปกรณ์ อังศุสิงห์ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ สถาบันวิชาชีพวัดโตนด บางกรวย และภาคีเครือข่ายจัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการพัฒนาสมรรถนะและรูปแบบการดูแลทางสังคมและเสริมพลังชุมชนในการเฝ้าระวัง ดูแล และจัดการทางสังคม สำหรับผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ​เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีฉายานามว่า คุณแม่อธิการ หรือฮองเฮา แม่ทัพหญิงธรรมศาสตร์สู้วิกฤติโควิด-19 กล่าวว่า ในนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีทั้ง รร.แพทย์ คณะที่เกี่ยวกับสาธารณสุข นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ทำงานในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาแล้วกว่า 66 ปี มธ.ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อรับมือโควิด-19 รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเป็นต้นแบบดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ครอบคลุมดูแลสังคมตั้งแต่ มี.ค.63 พร้อมรับมือดูแลสุขภาพด้วยวิถีใหม่อย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์พัฒนาสมรรถนะรับมือการทำงานออนไลน์ ช่วยผู้ป่วยบริหารจัดการทรัพยากรสังคม เข้าถึงมาตรการที่เหมาะสม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ใช้พลังชุมชนเฝ้าดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานศูนย์วิจัยให้คำปรึกษา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นแกนนำ 17 ภาคีองค์กรพัฒนาสมรรถนะด้วยรูปแบบดูแลสังคม เสริมพลังชุมชน เฝ้าระวังผู้ป่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค พัฒนาระบบสุขภาพเพื่อประชาชนแบบองค์รวม บุคลากรจิตอาสาช่วยสังคมเป็นเวลา 1 ปี ด้วยเครื่องมือประเมินปัญหาทางสังคม เป็น Platform Telemedicine การจัดการตัวเองเฝ้าระวังการจัดการทางสังคมจากการแพร่ระบาดของผู้ป่วยมากกว่า 1,600 คน ได้รับคำปรึกษา ดูแลมิติเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ เปิดหลักสูตรออนไลน์ชุดความรู้สำหรับบุคลากรจิตอาสาช่วยงานสังคมเพื่อเผชิญโรคอุบัติใหม่ในอนาคต &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โครงการดังกล่าวเป็นการทำงานต่อเนื่องจากระยะแรกในพื้นที่ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยมีเป้าหมายพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์และบุคลากรผู้ช่วยเหลือทางสังคม จำนวน 200 คน เพื่อติดตามผู้ป่วยกลับบ้านจำนวน 1,600 คน เจ้าหน้าที่จะต้องผ่านการอบรม 4 หลักสูตร ให้คำปรึกษาเสริมพลังทุกภาคส่วนในการฟื้นฟูดูแลทางสังคมกับผู้ป่วยโควิด-19 ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การใช้ชีวิตปกติ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ มธ.ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ประกาศตัวมีส่วนร่วมต่อสู้กับโควิด-19 ด้วยการผันรูปแบบมาเป็นโรงพยาบาลสนาม และปิดตัวลงหลังจากส่งตัวผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วรายสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 พ.ค.63 สรุปจำนวนผู้ป่วย 60 ราย แต่ก่อนการจำหน่ายผู้ป่วย ทาง รพ.จะเตรียมความพร้อมโดยทีมงานสังคมสงเคราะห์ที่ได้รับแจ้งจากผู้ป่วยว่าไม่สามารถกลับเข้าสู่ครอบครัวหรือชุมชนได้ จะนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการติดตามดูแลผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสังคม หรือประเมินส่งตัวต่อให้กับหน่วยงานภาคีที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ร่วมป้องกันโควิด-19 ไปด้วยกัน ทำงานอย่างเข้มแข็งทั้งด้านสาธารณสุขและการแพทย์โดยตรง ผู้ที่เจ็บป่วยโรคโควิดกระทบหลายมิติ ต้องพึ่งหมอหลายแขนงที่ดูแลทั้งกาย จิต สังคม มาตรการหมอทางสังคม ซึ่ง มธ.มีผู้เชี่ยวชาญ สสส.สนับสนุนการทำงานคู่ขนานใช้ระบบสื่อสาร Platform ไทยรู้สู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;โควิดเป็นโรคอุบัติการณ์ใหม่ เราได้ยินครั้งแรกช่วงปีใหม่ ต้องทำให้คนไทยรู้จักโรคอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ไม่รับรู้ก็ต้องรับรู้ ความกลัวมีโดยธรรมชาติ กลัวน้อยไปก็มีปัญหา กลัวพอดีก็สนใจแก้ไขปัญหา แต่ถ้ากลัวมากเกินไปก็เกิดปัญหา ต้องสื่อสารเป็นพลวัตสูง มีสาส์นใหม่ๆ การปรับตัวหยุดอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ด้วยการล็อกดาวน์หยุดกระจายแพร่เชื้อโรค พื้นที่ภูธรเกิดศูนย์เฝ้าระวังระดับปฐมภูมิ ประเทศไทยเข้มแข็งทั้งหมอ พยาบาล อสม. รพ.สต. แต่ยังมีจุดอ่อนในเขตเมือง ปัญหาการสื่อสารที่กลัวกันเกินเหตุ มีการตีตราคนที่ติดเชื้อแล้ว วิชาชีพที่เสี่ยง แพทย์ สาธารณสุข แอร์โฮสเตส เกิดความหวาดระแวงถ้าติดเชื้อจะเป็นปัญหา จำเป็นต้องปรับทิศทางการสื่อสารให้คนรับรู้การแพร่ระบาดมากกว่านี้ในสังคมไทย สมัยหนึ่งโรคเอดส์ระบาดมีการตีตราเป็นปัญหาในสังคม เครื่องมือทางการแพทย์ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ต้องสร้างความเข้าใจทางสังคมการอยู่ร่วมกันในจุดที่เหมาะสมด้วย การพัฒนาระบบออนไลน์ นำผลขยายเข้าไปในชุมชน เราทุกคนมีส่วนร่วมลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในช่วงการระบาดโควิด-19 สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่าย มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้แก่ประชาชน เพราะมักจะพบว่าผู้ที่ติดเชื้อหรือผู้ที่อาจติดเชื้อโควิด-19 ต้องเผชิญกับปัญหาทัศนคติของคนรอบข้าง การไม่ถูกยอมรับ การถูกเลือกปฏิบัติจากคนในชุมชน ทั้งยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจในกรณีที่ต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว ผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กในครอบครัวไม่มีคนดูแล สสส.ร่วมกับคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคลินิกเทเลเมดิซีน พัฒนาระบบออนไลน์ให้คำปรึกษาทางสังคมแก่ผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ที่เคยติดเชื้อ โดยนักสังคมสงเคราะห์จิตอาสา ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี ผู้ที่เคยติดเชื้อมีความรู้ในการดูแลตัวเอง เกิดความมั่นใจมากขึ้นเมื่อกลับเข้าสู่สังคม ส่วนคนในครอบครัวได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดาให้ข้อคิดกับสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo;ครอบครัวแมทธิว ดีน เป็นฮีโร่ที่ติดเชื้อและกล้าประกาศตัวว่าได้รับจากสนามมวยเป็นรายแรกก่อนที่จะมีการคัดกรองผู้ติดเชื้อ ขณะนั้นร่างกายยังแข็งแรงดี สังคมเฝ้าจับตาดูและให้กำลังใจกับครอบครัวแมทธิวในฐานะที่รับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของสังคม กล้าที่ก้าวออกมาประกาศตัวว่าติดเชื้อโควิด ในขณะที่คนจำนวนมากเกิดความลังเลที่จะประกาศชัดเจนต่อสังคม อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนของรัฐบาลในระยะที่ 3 ให้หลายกิจการประกอบกิจการได้นั้น มีผู้ตั้งข้อสังเกตเรื่องโควิดระบาดรอบ 2 ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศนั้น ผมมีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถรับมือและควบคุมผู้ติดเชื้อได้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.จัดทำคู่มือผู้ติดเชื้อโควิด ให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของโรค วิธีปฏิบัติตัว หากกลัวเกินความพอดีจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะการรังเกียจผู้หายป่วยและตีตรา จะส่งผลให้ต่อไปผู้ติดเชื้อไม่กล้าแสดงตัวต่อสังคม มีการปกปิดข้อมูล เกิดการระบาดของโรคเป็นเรื่องอันตรายมาก ดังนั้นหลายหน่วยงานต้องร่วมมือและประสานงาน ใช้มาตรการ App ข้อมูลเพื่อเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยระบบการแพทย์และสาธารณสุขทำให้สังคมไทยรับมือได้ดีขึ้น การสร้างแนวโน้มชีวิตวิถีใหม่นัดหมายด้วยการรับบัตรคิวรอที่ รพ. ติดตามการใช้ App แพทย์ประยุกต์ใช้เพื่อการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สราญภัทร อนุมัติราชกิจ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ดีกรีปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัย American U. วอชิงตัน ดี.ซี สหรัฐ ได้ทุนจากรัฐบาลนิวซีแลนด์เรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ให้กลับมารับราชการเพื่อใช้ทุน) กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวง พม.ได้มีนโยบายให้จังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่ทดลองพัฒนาระบบการติดตามผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มที่สถาบันพระประชาบดี โดยเชิญนักสังคมสงเคราะห์ 31 คน จาก 13 องค์กรมาร่วมโครงการระบบติดตามผู้ป่วยโควิด-19 และส่งเสริมให้มีการพัฒนาทักษะนักสังคมสงเคราะห์ ในการติดตามเคสผ่านระบบออนไลน์ หรือการเชื่อมโยงระบบการดูแลทางสังคมกับผู้ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ หรือศูนย์ต่างๆ โดยพบว่าที่ผ่านมาแอปพลิเคชัน CLICKNIC ช่วยให้ระบบการดูแลผู้ประสบปัญหาทางสังคมมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาเคสล้นทำงานไม่ทันของนักสังคมสงเคราะห์ และช่วยพัฒนาการทำงานแบบ New Normal ของบุคลากรของกระทรวง พม.ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มาตรการพักชำระหนี้ที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย บ้านเอื้ออาทรพักอัตราค่าเช่าซื้อ ผู้เช่ารายย่อยของการเคหะแห่งชาติ มีกองทุนให้คนพิการ ผู้สูงอายุเพื่อประกอบอาชีพ 12 เดือน เยียวยาคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการคนละ 1,000 บาท เงินสงเคราะห์ในสถานธนานุเคราะห์เพิ่มขยายเวลา 90 วัน คิดดอกเบี้ย 1.25 บาท/เดือน กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวตกงานไร้ที่พัก ส่งเสริมฝึกทักษะมีการฝึกอาชีพระยะสั้นออนไลน์ ช่วยกันจัดทำหน้ากากผ้ากระจายทั่วประเทศ การทำสวนเกษตร เกษตรแปรรูป จัดสวัสดิการให้คนที่ตกงาน ได้มีที่พักอาศัย มีอาหาร 3 มื้อ บ้าน 4 มุมเมืองเป็นศูนย์ไร้ที่พึ่ง ในขณะที่ศูนย์เด็กเล็กยังปิดอยู่ พ่อแม่ที่ยากจนไม่มีเงินที่จะนำลูกมาฝากศูนย์เด็กเล็ก ก็มีผู้สนับสนุนจัดซื้อนมผงให้พ่อแม่เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กเล็ก ทุกปัญหาปรึกษาได้ที่สายด่วน 1300 นอกจากนี้ยังมีศูนย์ให้คำปรึกษาเฉพาะด้านอีก 77 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงวิกฤติใช้อาสาสมัครสำรวจข้อมูลคนพิการที่ตกสำรวจเพื่อเยียวยา เป็นที่น่าสังเกตว่าสถานสงเคราะห์ต่างๆ ของกรมประชาสงเคราะห์ไม่มีผู้ใดติดเชื้อโควิดแม้แต่รายเดียว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โทรศัพท์สายด่วน 1300 แต่เดิมมีเพียง 15 คู่สาย ในช่วงวิกฤติโควิดมี 60 คู่สาย เพิ่มพนักงานนักพัฒนาสังคม นักสังคมสงเคราะห์จาก 30 คน เป็น 100 คน เพื่อรับคำปรึกษาเฉลี่ยแล้ว 4,000 สาย/วัน ขณะเดียวกันการเยี่ยมผู้ประสบปัญหา กระทรวง พม.เราไม่ทิ้งกันสำรวจ 4,000 ชุมชน แบ่งเป็น 2,000 ชุมชน อยู่ในความดูแลของ กทม. และอีก 2,000 ชุมชน อยู่ในความดูแลของ พอช. ยังมีอีกกว่า 1,000 ชุมชน ที่ไม่มีใครดูแล ในช่วงแรก กคช.เข้าไปดูแลร่วมมือกับกรมอนามัยสำรวจความต้องการ ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ระยะยาว ขณะนี้เร่งสำรวจชุมชนใน 9 จังหวัดนำร่อง นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เพื่อสำรวจกลุ่มเสี่ยงโควิดในชุมชนที่ไม่ได้รับการดูแล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68828</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, สังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8421c919f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เฉลิมพล&#039;ออกบทความวิเคราะห์&#039;โควิด-19กับเสรีภาพ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 เม.ย.2563 - ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ เขียนบทความบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;สังคมมีวินัย สังคมไร้วินัย กับเสรีภาพ...&amp;rdquo; มีเนื้อหาน่าสนใจระบุว่า ปรากฏการณ์ไวรัสระบาดทั่วโลกขณะนี้ ทำให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดไม่ได้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ฟังผู้รู้นักวิชาการดังหลายคนที่ออกมาอธิบายว่าทำไมการระบาดของไวรัสนี้ในประเทศที่พัฒนามากอย่างประเทศในยุโรป ถึงได้รุนแรงมากกว่าที่เกิดในประเทศพัฒนาน้อยกว่าหรือกำลังพัฒนาในเอเซีย
ดูตัวเลขประเทศพัฒนามาก เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวิทเซอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรียที่มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อมากกว่าหมื่นขึ้นไปและมีผู้เสียชีวิตนับพันคน แม้กระทั่งเดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ลักเซมเบิร์กก็มีผู้ติดเชื้อประเทศละหลายพันคน เสียชีวิตหลายร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วในระยะต้นๆ เช่นไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย จีน หรือแม้กระทั่งประเทศไทย จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตกลับมีน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเสียชีวิตกันในระดับต่ำร้อย หรือถ้าจะมากกว่าร้อยก็เป็นไปตามสัดส่วนประชากรที่มีมาก แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเช่นไต้หวันเสียชีวิต 5 ฮ่องกงเสียชีวิต 4 สิงคโปร์เสียชีวิต 3 แม้กระทั่งประเทศไทยก็ไม่ถึง20 คน (นับถึงวันที่ 1/4 เท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเปรียบเทียบในเรื่องการดูแลสุขภาพและระบบสาธารณสุข ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มยุโรปนั้นเหนือกว่าประเทศที่เพิ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่นานหรือกำลังพัฒนาในแถบเอเชียอย่างมากไม่ว่าในเรื่องการรักษาพยาบาล ความสะอาดถูกสุขลักษณะ ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ความรู้ในเรื่องสุขภาพของประชาชน การศึกษาสูง ประชาชนมีความสุข มีอิสรเสรี บ้านเมืองไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย คนจนน้อยหรือไม่มี คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสุดยอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อเกิดโรคระบาดครั้งนี้กลับป่วยและเสียชีวิตมากกว่าเป็นเท่าตัว คำอธิบายหนึ่งที่น่าคิดคือเรื่องการมีวินัย และเสรีภาพ...ประเทศยุโรปนั้น ประชาชนมีอิสรเสรีมาก รัฐบาลตามใจประชาชนเพราะคนของเขามีการศึกษาสูง รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ต้องออกกฎหมายมาบังคับมากมาย คนไม่ค่อยกระทำความผิด ขนาดคุกยังต้องปิดตัวเพราะไม่มีนักโทษให้ขัง มีโสเภณีอย่างถูกกฎหมาย สูบกัญชาได้เกือบจะเสรี ไม่มีขยะให้เก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศในแถบเอเชียยังอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลไม่เสรีทุกเรื่อง และยังมีโทษตามกฎหมาย รัฐบาลออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับเป็นครั้งคราวถ้าไม่ทำตามถูกลงโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งนี้ทำให้ประชาชนในประเทศยุโรปกลายเป็นประชาชนที่ไม่มีวินัย ขาดการบังคับตนเอง ทำอะไรอย่างเสรี แม้รัฐบาลบอกให้ควบคุมตัวเองก็ไม่ทำ ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระเหมือนปกติ บางประเทศเช่นสวีเดนนั้น เกือบไม่มีการกักกันอะไรเลย การชุมนุมเพื่อกิจกรรมต่างๆทำได้ถึง 500 คนรวมกัน อยากไปไหนก็ไป อยากดื่มกินที่ไหน อยากสูบกัญชาที่ไหน ใช้หญิงบริการที่ไหนทำได้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเกิดโรคระบาด ถึงรัฐบาลจะพูดอย่างไร ประชาชนที่เคยชินจากการที่เป็นตัวของตัวเองก็ไม่สนใจฟังรัฐบาล
ในที่สุดการระบาดของไวรัสจึงเกิดและขยายตัวอย่างมากและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศที่มีวินัยจะโดยทั้งมีวินัยด้วยตัวเองหรือตามคำแนะนำที่เข้มงวดของรัฐบาลก็ตาม สามารถหยุดการแพร่กระจายโรคระบาดได้ดีกว่า เรื่องของวินัยนี้ บางครั้งก็ออกจะขัดกับเรื่องของเสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั่วไปประเทศเสรีนิยมก็จะพูดว่าเรื่องเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งประเทศมีเสรีภาพเท่าไรยิ่งแสดงถึงพัฒนาการของสังคมมากเท่านั้น แต่การมีเสรีภาพที่ขาดวินัย บางครั้งก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่จะคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งการมีวินัย หรือถูกทำให้มีวินัย อาจดีกว่ายอมปล่อยให้มีเสรีภาพอย่างไม่มีการควบคุม...ดังเช่นปัญหาโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62162</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, นักวิชาการอิสระ, สังคม, เฟซบุ๊ก, เสรีภาพ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83f62e2da5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยเจอแรง&#039;กดดัน&#039;รอบด้าน รับต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก ไม่หวังความช่วยเหลือรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ. 2563 การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นหรือแย่ลง และส่งผลต่อความสุขหรือความทุกข์ของประชาชน &amp;nbsp;แต่ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง ประเทศยังคงประสบปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาสังคมต่าง ๆ ย่อมก่อให้เกิดการทับถมและสร้างความกดดันให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน กรณี &amp;ldquo;ความกดดัน&amp;rdquo;และ&amp;ldquo;ทางออก&amp;rdquo;ของประชาชน ณ วันนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,161 คน ระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2563 สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าครองชีพสูง สินค้าแพง ไม่มีเงินใช้จ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;63.97%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า จำหน่ายสินค้าราคาถูก ประชาชนต้องใช้จ่ายประหยัด วางแผนรายรับ-รายจ่าย ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 55.91% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 24.02% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ 20.07%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนหยุดชะงัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;30.73%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีทีมงานด้านเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ยกเว้นภาษี ลดดอกเบี้ย ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 62.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 21.88% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 15.62% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดกิจการ ตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.82%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หาอาชีพสำรอง รัฐบาลเข้ามาดูแล สร้างงาน สร้างอาชีพ ไม่เลือกงาน ร่วมมือกับสถานประกอบการและภาคเอกชน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 44.87% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 29.49% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงแรงงาน 25.64%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบริหารบ้านเมือง การดำเนินงานของรัฐบาลล่าช้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;48.11%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ละกระทรวงต้องเร่งทำผลงาน ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มีมาตรการเร่งด่วน มีนโยบายที่ดี แก้ปัญหารวดเร็ว ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 45.56% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 34.44% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 20.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;31.82%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสติ ลดทิฐิ ถอยคนละก้าว คำนึงถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ เน้นการทำงานร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 35.46% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 34.03% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล 30.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นแก่ผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชั่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;25.38%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรเปิดให้มีการตรวจสอบ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด ตัดสินด้วยความเป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักการเมือง 51.52% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 25.25% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 23.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากัน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;63.35%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด รัดกุม เพิ่มบทลงโทษรุนแรง ครอบครัวให้ความรักดูแลเอาใจใส่ ช่วยกันสอดส่อง ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง &amp;nbsp;47.79% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ/ทหาร 31.86% &amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม/มหาดไทย 20.35% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบัติเหตุบนท้องถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.19%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รณรงค์เรื่องวินัยในการขับขี่ เคารพกฎระเบียบ กฎจราจร บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จับ ปรับ ลงโทษ ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 45.16% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ 37.10% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการขนส่ง 17.74% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพกอาวุธในที่สาธารณะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;18.63%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ใช้เครื่องสแกนตามสถานที่ราชการ หน่วยงาน ห้างสรรพสินค้า &amp;nbsp;เพิ่มบทลงโทษอย่างหนัก ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 40.91% &amp;nbsp;ตำรวจ/กองปราบ 36.36% &amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย 22.73% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;สุขภาพอนามัย&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;60.80%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นจำนวนมาก จับรถที่มีควันดำ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 38.92% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 34.73% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาล 26.35%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;50.62%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ไปในที่พลุกพล่าน ดูแลตัวเองให้แข็งแรง รัฐมีสถานที่รักษาผู้ป่วยอย่างเพียงพอ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 35.28% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาล 33.55% &amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 31.17%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่ารักษาพยาบาล สิทธิ สวัสดิการต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.14%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐจัดสิทธิสวัสดิการในการรักษาอย่างเท่าเทียม รักษาได้ทั้งรพ.รัฐและเอกชน ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง ฯลฯ &amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 39.13% &amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 34.78% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ 26.09%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ความกดดันทางด้านอื่น ๆ ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหารถติด การใช้รถใช้ถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;44.64%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควบคุมจำนวนรถบนท้องถนน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ค่าโดยสารไม่แพง บริการดี ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 41.67% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 33.33% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม/กรมการขนส่ง 25.00% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับใช้กฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;30.36%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รับฟังเสียงส่วนใหญ่ เป็นประชาธิปไตย ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 50.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย/ศาล 30.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ 20.00%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในสังคมขาดคุณธรรม จริยธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.79%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี รับฟังคนในครอบครัว ช่วยเหลือดูแลกัน รัฐให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 37.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการ 33.33% &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในครอบครัว 29.17% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57910</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สวนดุสิต, สังคม, เศรษฐกิจ, แรงกดดัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e51d92e8635f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนดุสิตโพล ชี้ประชาชน 43.76%กังวลการบริหารประเทศ จี้เร่งทำตามที่หาเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2562 &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นหรือแย่ลง โดยมี &amp;ldquo;นโยบาย&amp;rdquo; เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน หากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นิ่ง ขาดความชัดเจนย่อมก่อให้เกิดปัญหาและสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,172 คน ระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน 2562 สรุปผลได้ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สิ่งที่ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านการเมืองไทย&amp;rdquo; ณ วันนี้ มีเรื่องใดบ้าง? พร้อมเสนอวิธีแก้ไข&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบริหารประเทศ การพัฒนาประเทศของรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;43.76%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรเร่งดำเนินงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้ จัดลำดับความสำคัญของปัญหา แก้ให้ตรงจุด สร้างความเข้าใจแก่ทุกฝ่าย เลือกคนให้เหมาะกับงาน ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พฤติกรรมของนักการเมือง การทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้งแตกแยก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;38.83%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นึกถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ ยุติการทะเลาะเบาะแว้ง ควรใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงมาหักล้างกัน มีข้อตกลงร่วมกันที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ยอมรับได้ ฯลฯ
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทุจริต คอรัปชั่น แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;33.20%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้ มีการติดตามดำเนินการอย่างเคร่งครัด ควบคุมการใช้งบประมาณ มีบทลงโทษรุนแรง ไม่ละเว้น ฯลฯ
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;14.19%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยึดความถูกต้อง ไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มีเนื้อหาเหมาะสมกับบริบทของไทย ไม่สองมาตรฐาน ใช้ได้ในระยะยาว ฯลฯ
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสถียรภาพทางการเมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.27%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลต้องมีจุดยืน ทุกฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน เร่งสร้างผลงาน แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จ ทำงานให้สอดคล้องกับนโยบาย ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สิ่งที่ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ณ วันนี้ มีเรื่องใดบ้าง? พร้อมเสนอวิธีแก้ไข&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ของแพง ค่าครองชีพสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;62.39%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาครัฐต้องช่วยเหลืออย่างจริงจัง ควบคุมราคา การเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง ประชาชนต้องประหยัด วางแผนการใช้จ่าย ฯลฯ&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีหนี้สิน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;35.05%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการช่วยเหลือประชาชน ลดดอกเบี้ย แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องหารายได้เสริม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ฯลฯ
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;22.75%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุน มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเกิดการจ้างงาน ฯลฯ
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาการตกงาน ว่างงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;16.15%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หาอาชีพเสริม สร้างงานสร้างรายได้ มีนโยบายช่วยเหลือช่วงว่างงาน มีโครงการจัดหางานช่วยเหลือประชาชน ฯลฯ
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;14.22%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร พยุงราคา มีตลาดกลางในการซื้อขายสินค้า ประชาชนช่วยกันอุดหนุน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สิ่งที่ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านสังคม&amp;rdquo; ณ วันนี้ มีเรื่องใดบ้าง? พร้อมเสนอวิธีแก้ไข&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาชญากรรม การใช้ความรุนแรง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;54.81%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทลงโทษต้องรุนแรง ดำเนินการทางกฎหมายอย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้ดีขึ้น ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกของคนในสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.45%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวปลูกฝัง อบรมเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี พัฒนาการศึกษา ฟื้นฟูศาสนาให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ฯลฯ
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;23.31%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลควรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รณรงค์ให้ทุกคนมีจิตสำนึก ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาเด็กแว้น เสพยา ทะเลาะวิวาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;17.38%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานศึกษาและครอบครัวควรช่วยกันดูแลบุตรหลาน มีเวลาให้กัน ให้ความรักความอบอุ่น ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ฯลฯ
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.55%
วิธีแก้ไข&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ไม่แชร์สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ภาพที่ไม่เหมาะสม ควรใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ ฯลฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45248</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ความวิตกกังวลของคนไทย, สวนดุสิตโพล, สังคม, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190908/image_big_5d7468cee253e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเดือด!สังคมด่าไม่แก้ฝุ่น ลั่นทำทุกทางลดได้แล้ว15%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค. 62 - ที่คุรุสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีงานวันครู ปี 2562 ว่า สำหรับปัญหาฝุ่นละอองในอากาศในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลเกินค่ามาตรฐานนั้น จะต้องสอนให้สังคมเกิดการเรียนรู้ในอันตราย และต้องดูด้วยว่าค่าเกินมาตรฐานนั้นมาจากที่ใด ซึ่งรัฐบาลแก้ไขปัญหาด้วยนโยบาย การสั่งการ แน่นอนย่อมไม่มีใครชอบ แต่ต้องสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ว่าจะทำอย่างไรที่จะกำจัดฝุ่นละอองเหล่านี้ โดยวันนี้เราต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก pm 2.5 และขนาดใหญ่ pm.10 โดยส่วนใหญ่มาจากการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้ลดการใช้น้ำมันดีเซล แต่ควรเติมดีเซลบี 20 ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สั่งการไปหมดแล้ว ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร หรือเพียงเอาน้ำลดอย่างเดียว พูดอย่างนี้ เสียหายไปทั้งหมด ปัญหาฝุ่นละอองวันนี้ทุกคนต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ติดตามการทำงานของรัฐบาล โดยต้องช่วยกันแก้ไข ใครที่ใช้รถดีเซลก็ช่วยไปเติมปั๊มน้ำมันที่มีบี 20 ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มได้อีก นี่คือวิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ไม่ใช่จะมัวมาจับจ้องแล้วกล่าวหารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เอาแต่สวดมนต์ ไอ้แบบนี้คือคนปัจจุบัน ที่ผมอารมณ์เสียก็เพราะคนแบบนี้ ไม่ได้อยู่เฉยๆ นิ่งดูได้ทุกเรื่อง&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองลดลง กว่า 10 &amp;ndash; 15 เปอร์เซ็นต์ โดยรัฐบาลสั่งการให้มีการทำฝนเทียม ไม่ใช่อยากทำ อะไรก็ทำ แต่ทุกอย่างต้องมีการวางแผน ซึ่งปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างนี้ทุกปีเพราะเป็นเวลาต่อเนื่องจากฤดูฝน และปัญหาหลายอย่างเกิดการก่อสร้าง เผานา เผาไร้ ซึ่งรัฐบาลต้องตามแก้ปัญหาทุกเรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26712</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., นายกฯ, บิ๊กตู่, ฝุ่นละออง, วันครู, สังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c0652bda1ed6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
