<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บก.ลายจุด&#039;ห่วง&#039;น้องคชโยธี&#039;! ใช้ชุดคิด&#039;สังคมก้มหน้า&#039;อยู่กับพวกอนุรักษ์นิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 63 - นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ &amp;#39;บก.ลายจุด&amp;#39; หัวหน้าพรรคเกียน โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัวว่า &amp;quot;แม้ผมจะเคยร่วมแซวกรณีที่น้องคชโยธีพูดผิด แต่ผมคิดว่าการพูดในที่สาธารณะเป็นเรื่องยากพอสมควร ความตื่นเต้นและแรงกดดันอาจทำให้พูดผิดได้ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ เอาจริงๆ เรื่องนี้ไม่สามารถเอามาเป็นน้ำหนักได้ ถ้าเรามองว่าอายุน้องยังน้อยการที่เขามายืนหน้าไมค์หน้ากล้องขนาดนี้ ต้องถือว่าเขาทำได้สมวัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มน้องคชโยธีอยู่นั้นจะเป็นอุปสรรค์ต่อการเรียนรู้และรับรู้ความเป็นจริงทางสังคม น้องอยู่ท่ามกลางคนรุ่นเก่าแบบอนุรักษ์นิยม น้องใช้ชุดคิดเรื่องสังคมก้มหน้าโดยมองแค่ปรากฏการณ์ทางสายตาที่มองเห็น หรือแม้แต่การตัดสินว่าคนที่คิดต่างจากน้องเสพแต่สื่อ Fake News และมองว่าการดูทีวีดีกว่าอินเทอร์เน็ต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งนี้ชัดเจนว่าน้องเป็นคนรุ่นเก่าที่อายุน้อย อย่าเลิกใช้โซเชียลนะครับ นี่เป็นช่องทางเดียวที่น้องจะหลุดจากคนที่เอาใจน้องอยู่ตอนนี้ และเติบโตมาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่ขอเป็นกำลังใจ เวลาน้องออกงานพี่เฝ้าดูน้องเป็นพิเศษด้วยความห่วงใย&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76023</URL_LINK>
                <HASHTAG>คชโยธี, บก.ลายจุด, สังคมก้มหน้า, ไทยภักดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f224d09bf76d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ห้องเรียนพ่อแม่”รู้เรา-รู้ลูก  รับมือปัญหาสังคมก้มหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะบ้านไหนที่พ่อแม่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น ทั้งเรื่องการสื่อสารไม่เข้าใจกัน เนื่องจากลูกเริ่มโตขึ้นมักจะเริ่มต่อต้านสิ่งที่ผู้ปกครองแนะนำ รวมถึงปัญหาลูกติดเกม กระทั่งลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นและเริ่มคบเพื่อนต่างวัย สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคหนึ่งในการเลี้ยงดูบุตรหลาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้าใจในความต่างระหว่างกันทั้งลูกหลานและผู้ปกครองที่เลี้ยงดู ท่ามกลางสื่อออนไลน์และปัจจัยกระตุ้นที่สถาบันครอบครัวเริ่มมีรอยร้าว หรือสื่อสารกันไม่เข้าใจ กิจกรรมเวิร์กช็อปดีๆ อย่าง &amp;ldquo;ห้องเรียนพ่อแม่&amp;rdquo; จึงเกิดขึ้น ณ อาคารไทยใส่ใจเพื่อสังคม (องค์กรสาธารณประโยชน์)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย 2 กระบวนกรอย่าง ครูยุ้ย-ปรัญญา พันธุ์หอม และ ครูธี-ธีรชาติ พันธุ์หอม 2 อดีตข้าราชการที่ศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด &amp;ldquo;จิตตปัญญาศึกษา&amp;rdquo; หรือการศึกษาที่ทำให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง ทำให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและผู้อื่น ณ เสม สิกขาลัย พร้อมกับนำประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงดูลูกสาววัย 24 ปีที่ติดเกมสมัยวัยรุ่น แต่เรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านคอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย กระทั่งนำความรู้มาถ่ายทอดและแชร์ประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อนำไปปรับในการออกแบบการดูแลบุตรหลานให้เหมาะกับแต่ละครอบครัว เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างสมาชิกในบ้าน ผ่านการบอกเล่าประสบการณ์ตรง ในการรับมือกับปัญหาช่วงวัยรุ่นที่เกิดขึ้นกับลูกสาวติดเกม พร้อมทำกิจกรรมเวิร์กช็อปที่สะท้อนความเป็นพ่อแม่และการเลี้ยงดูควบคู่กันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมในงานเริ่มจากการ ครูยุ้ย-ปรัญญา พันธุ์หอม คุณแม่ลูกสาววัย 24 ปี ที่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ตรงถึงการเป็นผู้ปกครองยุคโซเชียลที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กๆ ยุคนี้ และที่ผ่านมาในช่วงที่ลูกสาวกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั้นติดเกม ประกอบกับตัวเองเป็นคุณแม่ที่ค่อนข้างเคร่งครัดกับการเลี้ยงลูก โดยช่วงแรกได้พูดคุยและทำการตกลงกับบุตรว่า หลังจากเลิกเรียนและทำการบ้านแล้ว ลูกสามารถเล่นเกมได้กระทั่งถึงเวลา 3 ทุ่ม แต่ลูกสาวไม่ยอมเลิกเล่นเกม ประกอบกับตัวเองนั้นใช้วิธีดึงปลั๊กสัญญาณไวไฟออกด้วยอารมณ์โกรธ กระทั่งลูกสาวไม่พอใจและเกิดการโต้เถียงกัน คุณพ่อธีใช้ความเป็นคุณพ่อหมีที่เน้นความสุขุมและคิดอย่างเป็นระบบ (การจัดกลุ่มการเลี้ยงลูก 4 ทิศ 4 สไตล์ เลียนแบบชาวอินเดียนแดง ประกอบ หมี, อินทรี, หนู, กระทิง) กระทั่งคุณแม่และคุณลูกจับมือกันอีกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประสบการณ์ที่ผ่านมาสำคัญอีกเรื่อง คือการที่ลูกเข้า ม.1 และเริ่มมีแฟน โดยความเป็นแม่นั้นเราก็กลัวไปสารพัด ประกอบกับที่ตัวเองเป็นแม่ที่ค่อนข้างเข้มงวด ลูกจึงโกหกเรื่องการมีแฟน กระทั่งลูกขอไปอ่านหนังสือกับเพื่อน ครูยุ้ยก็ไปนั่งเฝ้า แต่นั่งห่างๆ กัน กระทั่ง 4 โมงเย็นจึงกลับบ้าน หลังจากนั้นลูกก็ขอไปอ่านหนังสืออีก ก็เลยใช้วิธีให้พ่อลาพักร้อนไปเฝ้าลูก แต่ครูยุ้ยได้กลับมาคิดว่า แล้วเราจะลางานเพื่อไปเฝ้าลูกได้อีกกี่วัน ตรงนี้จึงทำให้เราปรับเปลี่ยนการเลี้ยงลูกใหม่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว กระทั่งเริ่มสนใจเกี่ยวกับกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา (การศึกษาที่ทำให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง ทำให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและผู้อื่น) ส่วนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองเป็นพ่อแม่ที่เข้าใจตัวเองก่อน ก่อนที่จะนำไปใช้เลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง ผ่านการดูแลบุตรสาวที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างพ่อกับแม่ เพราะถ้าหากเราดูแลลูกให้มีความสุข พ่อแม่เองก็จะไม่เครียด เพราะอย่าลืมว่าบางครั้งนั้นเราเลี้ยงลูกด้วยความคาดหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าครูยุ้ยรับมือกับการที่ลูกสาวเริ่มมีแฟนอย่างไร ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่รู้ว่าลูกมีแฟน เราห้ามลูก นั่นจึงทำให้เขาเริ่มโกหกเรา กระทั่งครูยุ้ยเองเริ่มกลับมาคิดว่า นี่แม่กำลังสร้างนักโกหกมืออาชีพ เพราะถ้าเรายิ่งห้ามเขา เขาก็จะโกหกมากเรื่อยขึ้นไปอีก และสุดท้ายลูกอาจจะเป็นนักโกหกมืออาชีพก็เป็นได้ สุดท้ายครูยุ้ยก็ยอมให้ลูกสาวมีแฟนตอนเขาอยู่ ม.1 แต่ตกลงกันว่าลูกจะต้องพูดความจริงกับพ่อแม่ และตัวเราเองก็เริ่มมีการปรับสีหน้าท่าทางการพูดให้ดูนุ่มนวลลง เช่น เคยถามลูกว่า &amp;ldquo;ไปไหน? ไปกับใคร? กลับเมื่อไร? ซึ่งถ้าลูกได้ยินคำถามนี้ เขาก็จะไม่อยากตอบเรา แต่จะใช้วิธีถามโดยเลือกใช้น้ำเสียงให้เบาลงและนุ่มนวล ใช้สายตาที่อ่อนโยนลง อีกทั้งถ้าลูกเริ่มเงียบกับคำถามของเรา พ่อแม่ก็ควรจะหยุดถามคำถามนี้ และต้องนึกย้อนเวลาที่เราเป็นวัยรุ่นว่าเราเองยังไม่บอกแม่ทุกเรื่องเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ่อยครั้งที่พ่อแม่ยุคใหม่ที่ไม่อยากมีลูก เพราะเป็นกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจทำให้เลี้ยงลูกได้ไม่ดี ทว่าสมาชิกที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปในครั้งนี้มีทั้งครอบครัวที่มีลูกแฝดซึ่งกำลังเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และบางครอบครัวที่กำลังมีน้องเล็กๆ ที่เพิ่งคลอด และอยู่ในวัยกำลังหัดเดิน หัดพูดคุย 2 กระบวนกรก็ได้ ให้สมาชิกทั้ง 8 คนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปในครั้งนี้ระบายสีรูปภาพที่กำหนดให้เพื่อเป็นตัวแทนของลูก และสะท้อนให้เห็นว่า &amp;ldquo;พ่อแม่มีจินตนาการเกี่ยวกับลูกๆ อย่างไร??&amp;rdquo; ซึ่งบางคนระบายสีภาพที่เป็นตัวแทนของลูกด้วยสีฟ้า สีเขียว เพราะอยากให้ลูกมีพลังเย็น หรือพ่อแม่บางคนเลือกระบายสีชมพู เพราะต้องการให้ลูกดูสดใสร่าเริง อีกทั้งพ่อแม่บางคนเลือกภาพที่เป็นรูปดอกไม้ ก็เพื่อต้องการสื่อให้รู้ว่าในชีวิตจริงของลูกนั้นจะต้องมีคนที่หลากหลายบุคลิกและความคิด ดังนั้นดอกไม้ในภาพที่ระบายจึงมีลักษณะของดอกที่แตกต่างกัน เหมือนกับเด็กที่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนจำนวนมากอยู่รอบตัวเรา แม้แต่พ่อแม่บางคนที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างมีระเบียบ ดังนั้นจึงเลือกรูปภาพเป็นรูปดอกไม้ เพราะอยากให้ลูกเติบโตตามธรรมชาติของลูก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมัยนี้คนไม่ค่อยอยากมีลูก เพราะพ่อแม่หลายคนกลัวว่าถ้ามีลูกแล้วอาจจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี เพราะสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป แต่จากประสบการณ์นั้น การที่มีลูกเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญเมื่อเรามีลูกแล้ว บางครั้งการเลี้ยงดูเด็กให้อยู่ในกรอบมากเกินไปก็จะทำให้เขารู้สึกอึดอัด แต่การมีกรอบอยู่ภายนอกและปล่อยให้เด็กใช้ชีวิตแบบว่างๆ หรืออิสระภายในกรอบก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่อย่างน้อยก็ยังต้องมีกรอบอยู่ และการมีลูกเราต้องขอบคุณ เพราะลูกจะเป็นครูเพื่อให้พ่อแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง และทำให้เรามีชีวิตคู่ที่ดีมากขึ้น เวลาครอบครัวที่ครอบครัวมีความสุขมันจะลงตัวมาก ดังนั้นการมีลูกจึงเหมือนของขวัญที่พ่อแม่ได้มา และสิ่งสำคัญการที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกตั้งแต่เล็กกระทั่งโตที่มาพร้อมกับการคาดหวังก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่สุดท้ายแล้วต้องประคับประคองให้อยู่ในแนวทางที่ดีและสมดุล หรืออยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่เข้มงวดจนเกินไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เข้าสู่กิจกรรมที่สองอย่างการเลือกลักษณะคำที่ตรงกับบุคลิกนิสัยของเราคนละ 5 ใบ เพื่อดูว่าเราเป็นคนแบบไหน ซึ่งสามารถนำไปใช้กับการเป็นพ่อแม่ได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากที่สมาชิกเลือกบัตรคำแล้ว ก็จะนำไปเทียบกับลักษณะการเลี้ยงลูก 4 ทิศ หรือ 4 สไตล์ ที่จำลองมาจากการชาวอินเดียนแดง โดยแบ่งพฤติกรรมของมนุษย์ออกเป็น 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะมีตัวแทนเป็นสัตว์ตามทิศ เช่น &amp;ldquo;ทิศเหนือ&amp;rdquo; คือสัญลักษณ์ของ &amp;ldquo;กระทิง&amp;rdquo; (เป้าหมายมีไว้พุ่งชน, กระฉับกระเฉง ว่องไว, ดุ, ห้วน, ขี้หงุดหงิด, เป็นผู้นำ, รักพวกพ้อง ขณะที่ &amp;ldquo;ทิศใต้&amp;rdquo; สัญลักษณ์คือ &amp;ldquo;หนู&amp;rdquo; (ขี้กลัว, ขี้ตกใจ, รู้จักแคร์ผู้อื่น, ไม่กล้าปฏิเสธผู้อื่น, พูดจาอ้อมๆ, ชอบอยู่กับคนจำนวนมาก, ไม่กล้าแสดงออก, ยอม, ช้า, เวลาทำงานชอบทำหลายๆ คน, เป็นกำลังใจที่ดี) ส่วน &amp;ldquo;ทิศตะวันออก&amp;rdquo; สัญลักษณ์คือ &amp;ldquo;นกอินทรี&amp;rdquo; (เป็นคนมองทุกอย่างภาพรวม, มีความคิดสร้างสรรค์, ชอบทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ, ทำงานได้ไม่นาน, ขี้เบื่อ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ, กฎมีไว้แหก) ส่วนทิศสุดท้ายคือ &amp;ldquo;ทิศตะวันตก&amp;rdquo; สัญลักษณ์คือ &amp;ldquo;หมี&amp;rdquo; (ช้าแต่ชัวร์, รอบคอบ, มีตรรกะหรือทำทุกอย่างแบบมีเหตุและผล, ใส่ใจข้อมูล, ใส่ใจรายละเอียด, ไม่ชอบเปลี่ยนแปลงตัวเอง, ทำอะไรซ้ำๆ ได้, กฎมีไว้ทำตาม) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเลือกบัตรคำและเช็กว่าตัวเองเป็นพ่อแม่และเลี้ยงดูลูกอย่างไร ตามลักษณะของสัตว์ประจำทิศทั้ง 4 แล้ว กระบวนกรทั้ง 2 คนได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 8 คนเขียนจดหมาย 1 ฉบับ เพื่อชื่นชมสัตว์ทั้ง 4 ทิศที่เป็นเพื่อนเรา (กระทิง, หนู, นกอินทรี, หมี) พร้อมกับเขียนจดหมายอีก 1 ฉบับเกี่ยวกับการขอร้องบางสิ่งบางอย่างกับทั้ง 4 ทิศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับเวิร์กช็อปนี้จะมีประโยชน์ในแง่ของการสะท้อนให้ผู้ปกครองรู้ว่า เราเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกเป็นแบบไหน โดยจำลองเป็นตัวแทนของสัตว์ประจำทั้ง 4 ทิศ ตามแบบศาสตร์ของคนอินเดียนแดง ซึ่งจะช่วยให้เราเรียนรู้และรู้จักการปรับตัวเองในการดูแลบุตรหลานได้อย่างถูกต้อง เพราะอย่าลืมว่าการที่ลูกกำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นนั้น เขามักจะชอบอะไรที่แปลกใหม่และติดเพื่อน หรือต้องการมีสังคมของตัวเอง ซึ่งจะไปตรงกับสัตว์ที่ไม่ชอบมีกรอบ หรือไม่ชอบอยู่ในกรอบอย่างนกอินทรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งศาสตร์การเลี้ยงดูลูกหลานที่สำคัญในยุคที่โลกโซเชียลกลายเป็นเพื่อนลูก หรือแม้หากเราต้องการเช็กว่าเด็กในปัจจุบันจะเติบโตไปในทิศทางไหน ก็สามารถดูจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ โดยย้อนกลับไปดูสมัยพ่อแม่อยู่ในวัยเยาว์ได้เช่นกัน เพราะบางครั้งตอนที่ผู้ปกครองยังเล็กนั้นมักจะได้รับการอบรมและเลี้ยงดูในครอบครัวที่แตกต่างกัน โดยอาศัย &amp;ldquo;การฟัง&amp;rdquo; ที่จะไม่เพียงช่วยให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมได้ระบาย แต่ทว่ายังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ที่เป็นพ่อแม่ย้อนมองการเลี้ยงลูกในยุคนี้เช่นกัน ทั้งนี้ ครูยุ้ย และ ครูธี ได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่กัน เพื่อบอกเล่าชีวิตในช่วงวัยเยาว์ของตนว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร ซึ่งให้เวลาในการผลัดกันเล่าคนละ 10 นาที โดยที่อีกฝ่ายให้นั่งฟังอย่างเดียวโดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่เราได้ระบายความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตในวัยเยาว์จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญการที่เราไม่ถามเพื่อนขณะที่เรากำลังฟังเพื่อนเล่าชีวิตนั้น ไม่เพียงทำให้อีกฝ่ายพูดไปในทิศทางหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมที่เขายังไม่ได้ระบาย หรือไม่เคยระบายให้ใครฟัง ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายหรือคลายปมในชีวิตที่ผ่านมา อีกทั้งทำให้เรารู้จักเพื่อนมากขึ้นจากสิ่งที่เขาเล่ามา อีกทั้งการที่เราตั้งใจฟังเพื่อนโดยไม่ถามนั้น ไม่เพียงทำให้เรารู้ว่าคุณค่าการฟังเป็นอย่างไร แต่การฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็นจะทำให้ผู้เล่ามีคำตอบจากปมหรือเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตได้เอง และทำให้เราเห็นแง่มุมของชีวิตและนำไปใช้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูธี-ธีรชาติ บอกอีกว่า สำหรับทฤษฎีของการฟังนั้นมีด้วยกัน 4 ระดับ เริ่มจาก 1.I in me หรือการฟังแบบตัดสินผู้พูดหรือผู้เล่า 2.I in it คือระดับของการฟังที่ดีขึ้น แต่ผู้ฟังจะเทียบเคียงเรื่องที่ฟังจากประสบการณ์ของตัวเอง 3.I in you คือการฟังแบบจมอยู่กับความทุกข์ โดยผู้รับฟังจะเป็นทุกข์ร่วมกับผู้เล่าไปด้วย 4.I in you now คือการฟังด้วยสติสัมปชัญญะ หรือเมื่อฟังแล้วจะรู้สึกว่าเราจะหาวิธีช่วยผู้เล่าอย่างไรดี (เป็นระดับการฟังที่มีคุณภาพ และทำให้ผู้ฟังอยู่กับคนตรงหน้าได้ดียิ่งขึ้น หรือทำให้ผู้เล่าระบายความทุกข์ในใจออกมาได้เป็นอย่างดีเช่นกัน)&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงเวลาทองที่สำคัญในการพูดคุย สื่อสาร ทำความเข้าใจกับลูก เวลาที่เขาออกไปเรียนหรือไปพบเจอสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน คือเวลาหลังเลิกงาน หรือหลังเลิกเรียน โดยการใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีในการพูดคุยกับลูก (สังเกตอย่างง่ายว่าลูกวางมือถือแล้วหรือไม่ หรือให้ผู้ปกครองถามก่อนว่าลูกพร้อมพูดคุย หรือมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องทำหลังเลิกเรียน เลิกงานหรือไม่) แต่หากลูกยังไม่พร้อมที่จะเล่า ก็แนะนำว่าให้หาเวลาที่พร้อมกันทุกคู่ จึงค่อยทำการพูดคุย เล่าและแลกเปลี่ยนเรื่องที่ได้พบเจอกับลูก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าลืมว่าถ้าหากลูกพร้อมเล่า พร้อมคุย แต่พ่อแม่ไม่พร้อมฟัง เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่มีพื้นที่ให้เขา และเด็กก็จะไปอยู่กับสิ่งอื่น เช่น มือถือ เกม เป็นต้น ที่สำคัญเวลาพูดคุยสื่อสารกับลูกนั้น การใช้อวัจนภาษา หรือสีหน้า ท่าทาง แววตา ที่นุ่มนวล เบาลง หรือทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่พร้อมจะฟังที่สิ่งลูกพูดจริงๆ เด็กจะกล้าเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเจอให้ฟัง เพราะอันที่จริงแล้วคำว่าการสื่อสารนั้นไม่ได้หมายถึงคำพูดอย่างเดียว เพราะคำพูดหรือเนื้อหาที่พูดนั้นคิดเป็นเพียงร้อยละ 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่อีก 93 เปอร์เซ็นต์ คือทางท่า สีหน้าและแววตา ที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้การพูดคุยสื่อสารทำได้ดีและเข้าใจกันมากขึ้น&amp;rdquo;. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจในช่วงบ่าย โดย 2 วิทยากรได้ทบทวนเรื่องราวในวัยเด็กของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมตามสัตว์ทั้ง 4 ทิศ (กระทิง หนู อินทรี หมี) ที่ควงกันมาเป็นคู่สามีภรรยา และคู่แม่ลูก โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับในช่วงวัยเด็กของพ่อแม่ (ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 10 ปี) ว่า &amp;ldquo;อยากได้พ่อแม่แบบไหน?&amp;rdquo; เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ในปัจจุบันเมื่อมีลูกแล้วพ่อแม่ยุคใหม่ดูแลลูกของตัวเองอย่างไร และช่วยให้เข้าใจว่าเด็กยุคใหม่นั้นก็มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะหากว่าตัวผู้ปกครองมีต้นแบบที่ดีตั้งแต่เด็กอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งคำตอบก็จะค่อนข้างมีหลากหลาย เช่น &amp;ldquo;พ่อแม่กลุ่มกระทิง&amp;rdquo; อยากได้ผู้ปกครองที่มีส่วนร่วมในการช่วยตัดสินใจหรือช่วยพิจารณาอนาคตต่างๆ ของลูกหลาน ทั้งการเรียนและการทำงาน หรือ &amp;ldquo;พ่อแม่กลุ่มหมี&amp;rdquo; อยากได้พ่อแม่ที่พาไปเที่ยว ตามใจ ซื้อของให้ และอยากให้พ่อแม่รักกันมากขึ้น กระทั่ง &amp;ldquo;พ่อแม่กลุ่มหนู&amp;rdquo; ที่ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงตัวเองมากเกินไป ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากวัยเด็กนั้นเป็นเรื่องของการพึ่งพิง ดังนั้นสิ่งที่สรุปได้จากความต้องการของพ่อแม่ในแต่ละกลุ่มนั้น เพื่อสะท้อนไปสู่การเลี้ยงดูลูกในปัจจุบัน อีกทั้งทำให้เข้าใจลูกหลานได้มากขึ้น คือ เมื่อครั้งที่พ่อแม่ยังเป็นวัยรุ่นก็มักจะต้องการพื้นที่ส่วนตัว, ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงมากเกินไป, เป็นเพื่อนรับฟังปัญหา, ช่วยวางแผนและเป็นที่ปรึกษาอนาคตของลูกโดยไม่กำกับ, ไม่เปรียบเทียบลูกตัวเองกับผู้อื่น, ไม่ห้ามเรื่องการมีแฟน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งสำคัญหากเราตั้งคำถามในการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรนั้น?? ให้ลองนึกภาพของการหาความรู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะหาความรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต ฟังพอดแคสต์ ดูยูทูบ ถามผู้รู้หรือกูรูต่างๆ หรือลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อหาประสบการณ์ แต่ในอดีตนั้นความรู้ที่เราจะได้ก็มักจะมาจากการอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด อ่านการ์ตูน อ่านหนังสือเรียนนอกเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเราต้องการความรู้อะไรสักอย่างก็จะมีวิธีในแบบของแต่ละคน และเป็นไปตามช่วงสมัยของตัวเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือการไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ เพราะถ้าเรายึดติดกับความคิดหรือความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งของสมาชิกในบ้าน เช่น ถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้าน เช่น ลูกชอบนอนอ่านนิยายที่บ้าน แต่พ่อบอกว่าชอบไปเที่ยวเขาใหญ่ ส่วนแม่อยากทำสปา แต่ถ้าหากตกลงกันด้วยการเลือกใช้ทางสายกลาง โดยบอกว่าถ้าไปเที่ยวเขาใหญ่ ลูกก็จะได้เปลี่ยนที่อ่านหนังสือ และแม่ก็จะได้ทำสปาที่พักในเขาใหญ่ด้วย ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของสมาชิกลงตัว ไม่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งก็คล้ายกับการเลี้ยงลูกหลานในปัจจุบัน ที่ต้องเป็นไปด้วยความเข้าใจเขา และก่อนที่จะเข้าใจลูก พ่อแม่เองก็ต้องเข้าใจตัวเอง และย้อนคิดไปถึงอดีตเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองชอบและไม่ชอบด้วยเช่นกัน เพื่อนำมาบริหารจัดการทุกอย่างได้แบบลงตัว&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75834</URL_LINK>
                <HASHTAG>สังคมก้มหน้า, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด, “ห้องเรียนพ่อแม่”รู้เรา-รู้ลูก  รับมือปัญหาสังคมก้มหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f48e5bcd73bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุเทพ&quot;จับงานแรก แก้ปัญหา &quot;สังคมก้มหน้า&quot;เด็กนักเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21พ.ค.62-นายสุเทพ ชิตยวงษ์ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในวันนี้ (21 พ.ค.) ตนเข้ารับตำแหน่ง เลขาฯ กพฐ.วันแรก ซึ่งสิ่งที่ตนจะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่เหลือในระยะเวลา 4-5 เดือนต่อจากนี้ คือ การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวสู่การปฏิบัติ นโยบายรัฐบาลเรื่องโรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;nbsp;ซึ่งเร็วๆ นี้ ตนจะประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพราะตนยึดหลักการทำงานด้วยการใช้ห้องเรียนเป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมจะรับฟังเสียงสะท้อนจากระดับพื้นที่ว่ามีความต้องการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานในจุดใดบ้าง รวมถึงจะวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละเขตพื้นที่ด้วยว่าเขตใดมีปัญหาหรือมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอะไรบ้าง โดยตนจะให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทั่วประเทศและผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องยึดหลักการบริหารจัดการห้องเรียนเป็นฐาน และครูยึดเด็กเป็นฐาน ในการทำงานพัฒนาคุณภาพ พร้อมกับจะมีการสร้างศูนย์ข้อมูลระดับเขตพื้นที่ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย โดยประเด็นการสร้างศูนย์ข้อมูลนั้นถือเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา เพื่อยกระดับการศึกษาเพื่ออาชีพ &amp;nbsp;รวมถึงการทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สำหรับกรณีที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือนั้น ผมการหารือร่วมกับผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศในการสร้างมาตรการร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนเป็นสังคมก้มหน้า ทั้งนี้การออกมาตรการดังกล่าวจะต้องรับฟังเสียงจากรอบด้านเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเทคโนโลยีก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยเช่นเดียวกัน&amp;quot;ปฏิบัติหน้าที่ เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36417</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นายสุเทพ ชิตยวงษ์, นโยบายสพฐ., สังคมก้มหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce3f93774b21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กไทย 13 ล้าน อยู่ในเขาวงกต &quot;สังคมก้มหน้า&quot;ติดมือถือหนัก พลัดพรากครอบครัวซึ่งๆหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ส.ค.61- ในโอกาสครบรอบ 40 ปี มูลนิธิเด็ก จึงได้จัดเสวนา &amp;ldquo;พิทักษ์เด็ก พิทักษ์อนาคตชาติ ด้วยสังคมก้มหน้าได้จริงหรือ&amp;rdquo; เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สังคม ภาครัฐเกิดการพัฒนาอย่างตรงจุดอย่างเข้าใจ และโดยเฉพาะพ่อแม่ หรือผู้ปกครองได้เกิดการรับรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเลี้ยงดู ให้อยู่ในสังคมโซเชียลมีเดีย นำไปใช้ให้ถูกทางและเกิดประโยชน์ ให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นอนาคตของชาติอย่างมีคุณภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในวงเสวนา พิภพ ธงไชย เลขาธิการมูลนิธิเด็ก กล่าวว่า ขณะนี้การพัฒนาเด็กอยู่ในภาวะวิกฤต เด็กไทย 30% จบจากโรงเรียน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีอาการจากโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือโรคแอลดี ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งถูกคัดออกจากระบบการศึกษา เมื่อเรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นำไปสู่การถูกผลักไสเจ้าสู่วงจรของผู้ใช้แรงงาน &amp;nbsp;ดังนั้น การศึกษาไทยและการเลี้ยงดูเด็กไทย ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการศึกษา ที่สำคัญตอนนี้ เป็นยุคที่สังคม ถูกย่อขนาดให้อยู่ในสมาร์ทโฟน &amp;nbsp;ที่สะดวกสบาย พบว่ามีกลุ่มเด็กและเยาวชนกว่า 13 ล้านคน ที่ก้าวเข้าสู่สังคมก้มหน้า ติดเกมส์ เสพความบันเทิง หรืออื่นๆ นำไปสู่ปัญหาสมาชิกในครอบครัวสนใจสิ่งที่อยู่ในโลกออนไลน์ แม้จะอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน จนทำให้เกิดภาวะพลัดพรากซึ่งๆหน้า อีกทั้งข้อมูลจากทางสำนักสถิติแห่งชาติปี 2560 พบว่าในประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป มีการใช้มือถือร้อยละ 88.2 คอมพิวเตอร์ 52.9 และอินเตอร์เน็ต 30.3 โดยในกลุ่มอายุ 6-14 ปี ใช้ 60% &amp;nbsp;มากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ใช้ถึง 80% และในกลุ่ม 25-34 ปี วัยที่เป็นพ่อและแม่ ใช้ถึง 60%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นเด็กและเยาวชน 13 ล้านคนจึงควรได้รับ การเลี้ยงดูเพื่อให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ที่ต้องเริ่มมาจากสถาบันครอบครัว ซึ่งผู้ที่เป็นพ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกให้อยู่กับเทคโนโลยีได้ แต่ก็ต้องคอยดูอยู่ใกล้ๆด้วย เพื่อให้คำแนะนำสิ่งต่างๆที่อยู่ในโซเชียล เพื่อให้เด็กได้รู้จักสิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิด และไม่นำไปลอกเลียนแบบ เพราะในอนาคตพวกเขาก็คือผู้ที่พัฒนาและจับเคลื่อนสังคม และพ่อแม่เองในยุคสมัยนี้ก็ติดโซเชียลเช่นเดียวกันดังนั้นจึงควรทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย&amp;quot;เลขาธิการมูลนิธิเด็กกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแชะวิเทศสัมพันธ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า จากการศึกษาการติดสมาร์ตโฟนและผลกระทบ ในปี 2559 วัยรุ่นใช้สมาร์ตโฟนตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอนเฉลี่ย 10-15 ชั่วโมง ส่งผลให้มีอาการปวดตา ปวดแขน และในปี 2557 มีเด็กที่ติดเกมส์ออนไลน์ ทั่วประเทศราวๆ 10-15% ใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมง ส่งผลให้วัยรุ่นไทยมีความเครียดและจิตใจที่แปรปรวน นอกจากนี้ข้อมูลจากทางสถาบันสุขภาพจิตได้รายงานว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2560 พบผู้ป่วยและวัยรุ่นส่วนใหญ่ อายุ 14-16 ปี ที่มีอาการเสพติดเกมส์ที่ต้องเข้ารับการบำบัดถึง 53 คน เพิ่มสูงขึ้น 1.5 เท่าในรอบ 3 ปี และเริ่มพบในเด็กที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยน้อยที่สุดอยู่ที่อายุ 5 ขวบ ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่ปล่อยปละละเลย จากผู้เป็นพ่อและแม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา ให้ความเห็นว่า สัมพันธภาพของครอบครัวที่ดีต้องสร้างตั้งแต่เด็กเกิดมา ด้วยหลัก 2 ร. คือ ร.แรก การให้ความรักความอบอุ่น ไม่รักจนจาดสติ ตามใจอย่ามีเหตุและผล เพื่อให้เด็กรู้จักควบคุมความต้องการ ไม่เกิดอาการก้าวร้าว โวยวาย และ ร.สอง คือ ระเบียบวินัย เด็กควรรู้จักควบคุมตัวเองตามระเบียบกฎเกณฑ์ตามช่วงวัยที่เหมาะสม และที่สำคัญคือต้องสมดุลกับ ร.ตัวแรกเพื่อให้เกิดสัมพันธ์ที่ดี เด็กก็จะเกิดการเชื่อฟังมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15458</URL_LINK>
                <HASHTAG>มูลนิธิเด็ก, สังคมก้มหน้า, เด็กติดมือถือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b73e899abdcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
