<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รัฐบาลเดินหน้าดูแล&#039;สังคมสูงอายุ&#039;ส่งเสริมให้คนไทยออมเงินทุกช่วงวัย มีใช้ยามชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 เม.ย.64 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ (13 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี ได้ส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังผู้สูงอายุ ครอบครัวพี่น้องชาวไทย รวมถึงผู้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานด้านกิจการผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหวังให้คนไทยตื่นตัวเรื่องสังคมสูงอายุให้มากเพราะเกี่ยวข้องกับคนทุกคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลจึงได้กำหนดให้ &amp;ldquo;สังคมสูงอายุ&amp;rdquo;เป็นวาระแห่งชาติ และได้สานต่อแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ (พ.ศ.2545-2565) เพื่อสร้างความพร้อมสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่คาดการณ์ปี 2564 จะมีประชากรไทย อายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป จะมีคนไทยอายุถึง 60 ปี ปีละล้านคน รวมถึงในปี 2576 สัดส่วนผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 28 เข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการผู้สูงอายุ รัฐบาลกำหนดให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ (25-59 ปี) และผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ในส่วนกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการออม การสร้างทัศนคติไม่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลผู้สูงอายุ และการปรับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพผู้สูงอายุ ส่วนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้สูงอายุ จะเน้นการเสริมทักษะการทำงานใหม่ การสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุ การสร้างงานผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ สนับสนุนเงินทุนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ในด้านสุขภาพ รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาระบบการให้บริการสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุได้รับการตรวจ ป้องกัน และดูแลสุขภาพในระยะยาวที่บ้านและในชุมชนตามระดับความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา กล่าวว่า นอกจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลการรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ยังพบว่าคนไทยมีอายุยืนขึ้น และผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ในปี 2563 ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 80.4 ปี ผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 73.2 ปี และในปี 2583 อายุเฉลี่ยทั้งเพศหญิงและชายอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 83.2 ปี และ 76.8 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เพื่อเชิญชวนให้คนไทยออมเงินจะได้มีใช้ในวัยเกษียณ ด้วยการเริ่มต้นการออมขณะที่อายุยังน้อย โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น เกษตรกร รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; พ่อค้าแม่ค้า&amp;nbsp; วินมอร์เตอรไซด์ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการในหลายรูปแบบเพื่อสร้างหลักประกันในวัยเกษียณแก่ประชาชน คือ 1) การออมของผู้มีอาชีพอิสระ เริ่มออมได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี ผ่านกองทุนเงินออมแห่งชาติ (กอช.) รัฐบาลช่วยสมทบด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกกว่า 2.4 ล้านคน&amp;nbsp; 2) สำนักงานประกันสังคม เมื่อปีที่แล้วได้ปรับปรุงกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีอายุเกิน 60 ปี แต่ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ขณะนี้มีจำนวนผู้ประกันตนกว่า 3.5 ล้านคน และ 3) ล่าสุด มี.ค.. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบร่างกฎหมายตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อการออมไว้ใช้ยามเกษียณของลูกจ้างในระบบทุกประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวในหลายโอกาสว่า อยากให้คนไทยทุกช่วงวัย เห็นคุณค่าของการออม ซึ่งถือเป็นการวางแผนชีวิตในระยะยาวสำหรับทุกคน&amp;nbsp; เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ มีเงินพอใช้ในการดำเนินชีวิตในช่วงสูงอายุ และยามจำเป็น แม้เวลานี้เราจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; รายได้ลดลง&amp;nbsp; ก็ขอให้คำนึงถึงการออมเพื่อบั้นปลายชีวิตด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเดินหน้าการกระจายการฉีดวัคซีน ซึ่งคาดว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น&amp;quot; น.ส.รัชดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99346</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ผลกระทบโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, สังคมผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d7cbc51fac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญ รับสังคมสูงอายุพุ่งปีละล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.ไฟเขียวตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ รองรับสังคมผู้สูงอายุ ช่วยแรงงานในระบบมีเงินใช้หลังเกษียณ&amp;nbsp; พม.เผยตั้งแต่ปี 66 คนแก่พุ่งขึ้นปีละล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2562 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ซึ่งสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2562 มีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.6 ล้านคน หรือร้อยละ 17.5 ของประชากรทั้งประเทศ และตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป จะมีคนไทยอายุถึง 60 ปี ปีละ 1 ล้านคน และในปี 2576 จะมีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่การเกิดในปี 2562 มีจำนวนลดต่ำลงเหลือเพียง 6.1 แสนคน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุมาตลอด โดยดำเนินการจัดสวัสดิการด้านต่างๆ อาทิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ด้านการศึกษา เช่น จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 1,555 แห่ง โดยกำหนดเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ในมิติสุขภาพ มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติสภาพแวดล้อม 2.ด้านสุขภาพอนามัย เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ซึ่งมีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแล จำนวน 219,518 คน 3.ด้านที่อยู่อาศัย ดำเนินการปรับปรุงซ่อมบ้านให้แก่ผู้สูงอายุ จำนวน 3,200 หลัง และปรับปรุงสถานที่สาธารณะให้เอื้อต่อผู้สูงอายุและคนทุกวัย จำนวน 20 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ด้านการทำงานและการมีรายได้ เช่น รัฐบาลออกมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนจ้างแรงงานผู้สูงอายุเข้าทำงานมากขึ้น ตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ 1,489 แห่ง สนับสนุนเงินทุนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพผู้สูงอายุผ่านกองทุนผู้สูงอายุ จำนวน 8,991 คน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 9.09 ล้านคน 5.ด้านบริการทางสังคม เช่น ช่วยเหลือการทำศพผู้สูงอายุตามประเพณี การช่วยเหลือผู้สูงอายุในภาวะยากลำบากผ่านกลไกในระดับพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พม.มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนากลไกให้ดียิ่งขึ้น ดังนี้ 1) ทบทวนและคำนึงถึงความยั่งยืน และภาระด้านงบประมาณอย่างจริงจังต่อการจัดสวัสดิการ ผ่านโครงการต่างๆ ของรัฐ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ควรคำนึงถึงการนำเงินที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดรายได้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและการดำรงชีวิตในระยะยาว 2) ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเป็นสากลมากขึ้น โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะแนวคิดการสงเคราะห์ แต่ควรจัดสวัสดิการสังคมบนพื้นฐานของสิทธิพลเมือง ที่ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงและได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน 3)กระจายความรับผิดชอบในการจัดสวัสดิการสังคมผ่านการสร้างหุ้นส่วน โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมและสนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยด้วยว่า เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็น &amp;ldquo;สังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนเมื่อเข้าถึงวัยสูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ และเป็นการสร้างวินัยการออมของประชาชนวัยทำงาน ครม.จึงอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ อาทิ (1) จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชน และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และเป็นศูนย์กลางบูรณาการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบบำเหน็จบำนาญ โดยรายได้ของ กบช.ไม่ต้องนำส่งคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) กำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี (ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ต้องเป็นสมาชิกของ กบช. (3) กำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่าย แบ่งเป็น ปีที่ 1-3 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของค่าจ้าง, ปีที่ 4-6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของค่าจ้าง, ปีที่ 7-9 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ของค่าจ้าง, ปีที่ 10 เป็นต้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7-10 ของค่าจ้าง&amp;nbsp; โดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน กรณีลูกจ้างเงินเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ให้นายจ้างส่งเงินฝ่ายเดียว หากลูกจ้างและนายจ้างต้องการส่งเพิ่ม สามารถส่งเพิ่มได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้าง โดยไม่จำกัดเพดานค่าจ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(4) การรับเงินจาก กบช. เมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี สามารถเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญรายเดือนเป็นระยะเวลา 20 ปี กรณีเลือกบำเหน็จ ได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่ลูกจ้างส่งเงินสมทบจากนายจ้าง รวมผลตอบแทนกรณีเลือกบำนาญ แล้วต้องการเปลี่ยนเป็นบำเหน็จก็สามารถทำได้ เช่น รับบำนาญแล้ว 5 ปี ต้องเปลี่ยนเป็นบำเหน็จ จะได้รับเงินเท่ากับเงินบำนาญ 15 ปีที่เหลือ กรณีที่ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยจนใกล้ถึงแก่ชีวิตก่อนครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อออกจากงานแล้ว จะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ..... มีสาระสำคัญเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (คนบ.) มีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแนวทางการพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันระบบบำเหน็จบำนาญทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่ในการกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน จนเกิดความซ้ำซ้อนทั้งการดำเนินงาน งบประมาณ และบุคลากร สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย 13 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและเลขานุการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97824</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ, ช่วยแรงงานในระบบมีเงินใช้หลังเกษียณ, สังคมผู้สูงอายุ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แรงงานในระบบมีเงินใช้หลังเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6063303d6efec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลไฟเขียว ตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ รองรับสังคมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.64 - &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) &amp;nbsp;ว่า เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็น &amp;ldquo;สังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; (Aging Society) &amp;nbsp;และคาดว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป จะมีคนไทยอายุถึง 60 ปี ปีละล้านคน แต่ประชาชนไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออมและการวางแผนทางการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนเมื่อเข้าถึงวัยสูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ และเป็นการสร้างวินัยการออมของประชาชนวัยทำงาน ครม.จึงอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1)จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชน และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และเป็นศูนย์กลางบูรณาการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบบำเหน็จบำนาญ โดยรายได้ของ กบช. ไม่ต้องนำส่งคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2)กำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและไม่เกิน 60 ปี (ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ต้องเป็นสมาชิกของ กบช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3)กำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่าย แบ่งเป็น ปีที่ 1 - 3 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของค่าจ้าง ปีที่ 4 - 6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ปีที่ 7 - 9 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ของค่าจ้าง ปีที่ 10 เป็นต้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7-10 ของค่าจ้าง &amp;nbsp;โดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน กรณีลูกจ้างเงินเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ให้นายจ้างส่งเงินฝ่ายเดียว หากลูกจ้างและนายจ้างต้องการส่งเพิ่ม สามารถส่งเพิ่มได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้าง โดยไม่จำกัดเพดานค่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4)การรับเงินจาก กบช. เมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี สามารถเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญรายเดือนเป็นระยะเวลา 20 ปี กรณีเลือกบำเหน็จ ได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่ลูกจ้างส่ง เงินสมทบจากนายจ้าง รวมผลตอบแทน กรณีเลือกบำนาญ แล้วต้องการเปลี่ยนเป็นบำเหน็จก็สามารถทำได้ &amp;nbsp;เช่น รับบำนาญแล้ว 5 ปี ต้องเปลี่ยนเป็นบำเหน็จ จะได้รับเงินเท่ากับเงินบำนาญ 15 ปีที่เหลือ กรณีที่ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยจนใกล้ถึงแก่ชีวิตก่อนครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อออกจากงานแล้ว จะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (คนบ.) มีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแนวทางการพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันระบบบำเหน็จบำนาญทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่ในการกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน จนเกิดความซ้ำซ้อนทั้งการดำเนินงาน งบประมาณ และบุคลากร สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย 13 คน โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและเลขานุการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า แม้ว่าการจัดตั้ง กบช. จะทำให้รายได้รายเดือนของลูกจ้างลดลงและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้นายจ้าง แต่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ลูกจ้างทำให้มีหลักประกันรายได้หลังเกษียณ ทำให้นายจ้างมีการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมแก่ลูกจ้าง และการออมภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ อีกทั้งช่วยบรรเทาภาระงบประมาณการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97791</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก, สังคมผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60473cc908331.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว&#039;กฎก.พ.&#039;ให้ขรก.พลเรือนสามัญอายุครบ60สิบปีรับราชการต่อไป รองรับปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.62 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๘ (๕) และมาตรา ๑๐๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗ มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระท าได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ก.พ. โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี จึงออกกฎ ก.พ. ไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๑ กฎ ก.พ. นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๒ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของข้อ ๑ ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ. ๒๕๕๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๓ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของข้อ ๔ ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ. ๒๕๕๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
&amp;ldquo;(๑) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญขึ้นไปหรือประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป แล้วแต่กรณี ต่อเนื่องกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไว้ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒
วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี
ประธาน ก.พ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.พ. ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ. ๒๕๕๒เพื่อให้สามารถน าระยะเวลาของการเคยด ารงต าแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป หรือประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป ซึ่งมีระยะเวลาต่อเนื่องกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มาใช้เป็นคุณสมบัติในการได้รับการพิจารณาให้สามารถรับราชการต่อไปเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ได้อันเป็นการบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากรในสาขาที่เป็นภารกิจสำคัญของรัฐ และเพื่อรองรับปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ., ข้าราชการพลเือนสามัญ, สังคมผู้สูงอายุ, เกษียณอายุราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ตลาดสูงวัยบูมมูลค่าพุ่งแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.2562 นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ และในอีก 20 ปีข้างหน้าสังคมผู้สูงอายุจะโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากปัจจัยของคู่รักที่ไม่นิยมมีบุตร และอัตราการเกิดลดน้อยลง ขณะเดียวกันพบว่าการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้น จึงเป็นเหตุผลให้ผู้สูงวัยมีอายุยืน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยปี 2561 อยู่ที่10,666,803 ล้าน คิดเป็น 15% จากจำนวนประชากรทั้งหมดของไทย และคาดว่าในปี 2564 จะเพิ่มเป็น 20% ของจำนวนประชากร ส่งผลให้สถานการณ์ตลาดผู้สูงอายุ มีแนวโน้มการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการผู้สูงอายุ อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมและโฮมแคร์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจการวางแผนทางการเงิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความต้องการด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประชากรโลกก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ประกอบกับประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางของคนสูงวัยจากทั่วโลกต้องการเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อน หรือใช้ชีวิตยามบั้นปลาย เนื่องจากไทยตั้งอยู่บนพื้นที่เขตอบอุ่น ไม่หนาว บวกกับความได้เปรียบในเรื่องของอาหาร เมดิคัลแคร์ เซอร์วิส และการบริการที่ดีเยี่ยมพร้อมกับราคาที่ไม่แพงมาก จึงเป็นโอกาสให้กับประเทศไทย ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) เติบโตเป็นเมดิคัลฮับ หรือศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ตลาดกลุ่มสินค้าและธุรกิจบริการสุขภาพในประเทศไทย มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 107,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาพบว่าตลาดคนไข้ต่างชาติของโรงพยาบาลเอกชนไทยมีผู้ใช้บริการกว่า 3.42 ล้านครั้งในปี 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมกับรักษาพยาบาล หรือเมดิคัลทัวริซึ่ม 2.5 ล้านครั้ง และกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย 9.2 แสนครั้ง ตลาดสำคัญยังเป็นลูกค้าชาวเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เมียนมา กัมพูชา และจีน ซึ่งจะเข้ามาชดเชยรายได้กลุ่มคนไข้จากตะวันออกกลางที่มีจำนวนลดลงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพิจารณาสัดส่วนคนไข้ชาวต่างชาติที่มาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทยพบว่ากลุ่มตะวันออกกลางยังครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 12.5% รองลงมาคือเมียนมา 8.7% สหรัฐอเมริกา 6.2% สหราชอาณาจักร 5% ญี่ปุ่น 4.9% และกัมพูชา 2.2% สะท้อนกำลังซื้อของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีศักยภาพและเป็นโอกาสในการรุกตลาดสุขภาพของผู้ประกอบการไทยได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38225</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดสูงวัย, สังคมผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190512/image_big_5cd814f56546d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับสภาพแวดล้อม รับมือสังคมผู้สูงอายุ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี 2568 ดังนั้นการวางนโยบายและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ในการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและคุณภาพที่ดี ทั้งในระดับครอบครัว&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp; และสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่อาคารคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีพิธีเปิดศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula UDC) อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ ได้เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้บริการประชาชนในการรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม ให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ความรู้การปรับปรุงบ้านที่เหมาะสม ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัย และยังเป็นศูนย์รวบรวมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ สำหรับพื้นที่ให้บริการของศูนย์ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาและแนะนำได้ฟรี&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมสนับสนุนให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องนี้&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต และร่วมขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเพื่อสังคมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย และได้สนับสนุน 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปรับสภาพที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ และเอื้อต่อการใช้งานของทุกคนช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุของคนในบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2557 พบว่าประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเกือบ 1,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน และ1 ใน 5 ของผู้สูงอายุที่หกล้มและกระดูกหักไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 พบว่าสถานที่หกล้มอยู่ภายในบ้าน ร้อยละ 31.2มและหกล้มนอกบ้าน ร้อยละ 64.6 ซึ่งจะเห็นว่าเป็นปัญหาทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม ส่วนสาเหตุอันดับแรกคือ การลื่นหกล้ม สะดุดสิ่งของ เสียการทรงตัว พื้นต่างระดับ ตามลำดับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำเพื่อประยุกต์หลักวิชาการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ การมีศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ จะทำให้เกิดการให้บริการที่ทั่วถึงครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้&amp;nbsp; 


respin88​​​​​​​&amp;nbsp;สสส.ยังสนับสนุนการเสริมศักยภาพของช่างชุมชนและการสื่อสารสังคมเรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า กรมมีแผนการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ เพื่อให้ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในทุกมิติ โดยจัดทำมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุและหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้การจัดสถานที่พำนักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีคุณภาพ มาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ด้านสภาพแวดล้อม ปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านหรือที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกันให้มีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ และด้านนวัตกรรม พัฒนานวัตกรรมการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.พรรณชลัท สุริโยธิน รองคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสังคมสูงวัย จึงให้การสนับสนุนจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลศึกษาและวิจัยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ โดยได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการจัดตั้งศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนกับ สสส. และสนับสนุนงานด้านการวิจัยในโครงการบูรณาการสหศาสตร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 11 คณะในการดำเนินการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายศาณิต เกษสุวรรณ เลขานุการคณะทางานประชารัฐเพื่อสังคมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย (E6) กล่าวว่า ในฐานะของตัวแทนคณะทำงานประชารัฐ รู้สึกยินดีที่เห็นทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนให้เกิดขึ้น เพราะแนวทางและหลักการของคณะทำงาน เน้นการเป็นผู้ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนทั้งด้านความรู้ บุคลากร และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้ทุกแนวทางของประชารัฐเพื่อสังคม ได้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย โดยไม่มุ่งเน้นในเรื่องผลประโยชน์เชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สนใจสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้ที่ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (โรงภาพยนตร์สามย่านเดิม) ซอยจุฬาฯ 42 ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างที่มีการจัดพื้นที่และแสดงอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ วันทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น. (เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์กรุณานัดหมายล่วงหน้า) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์: 08-4554-9301, Line: chula.udc, อีเมล: chula.udc@gmail.com, Face book: universal design center&amp;ldquo;เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อว่าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนจะเป็นต้นแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อรองรับสังคมวัยเก๋าได้อย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พังงารับขบวนปั่น ปลุก ลุก สร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และ 4 องค์กรวิชาชีพสาธารณสุข ประกอบด้วย ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมหมออนามัย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย และสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข จัดกิจกรรมปั่นจักรยาน &amp;quot;6x4 ปั่น ปลุก ลุก สร้าง&amp;quot; เพื่อสนับสนุนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ปีที่ 3 โดยการปั่นจักรยานจาก 4 ภาค เข้าสู่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ในระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเส้นทางปั่นจักรยานของภาคใต้มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายอ่าวไทย (สงขลา-นครศรีฯ-สุราษฎร์ธานี) และเส้นทางสายอันดามัน (สตูล-ตรัง-กระบี่-พังงา-ระนอง) โดยทั้ง 2 เส้นทางจะไปบรรจบพบกันที่จังหวัดชุมพร ก่อนจะปั่นกันไปสู่จังหวัดนนทบุรี ในส่วนของจังหวัดพังงา ขบวนนักปั่นเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพังงาตั้งแต่วันที่ 2-4 กรกฎาคม 2561 และวันนี้ (3 กรกฎาคม 2561) ได้ปั่นผ่านอำเภอตะกั่วป่า เริ่มจากบริเวณสามแยกหินดาน ตำบลตำตัว ผ่านบ้านตำตัว ผ่านตลาดเก่า ถึงศาลาอเนกประสงค์โรงเรียนเทศบาลบ้านย่านยาว อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล นายอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า ชาวอำเภอตะกั่วป่ายินดีต้อนรับคณะนักปั่นทุกท่านด้วยมิตรไมตรี และต้องขอขอบคุณทางกระทรวงสาธารณสุขที่ได้จัดกิจกรรมโดยนำนักปั่นมาท่องเที่ยวอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งหวังว่าทุกท่านจะกลับมาท่องเที่ยวเมืองตะกั่วป่าในโอกาสต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ นายอำเภอตะกั่วป่าได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงาน องค์กร ชมรม ที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมปั่น &amp;quot;6x4 ปั่น ปลุก ลุก สร้าง&amp;quot; และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ จำนวน 3 ราย จากนั้นได้ทำพิธีส่งขบวนนักปั่นเพื่อปั่นเข้าสู่อำเภอคุระบุรีต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15372</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ชุมชน, ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ, นโยบายประชารัฐ, ภรณี ภู่ประเสริฐ, สสส, สังคมผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b728b9fb28cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อม รับมือผู้สูงอายุพลัดตกหกล้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;รู้หรือไม่ว่าปัจจัยที่ทำให้ผู้อายุเสียชีวิตและพิการเป็นจำนวนมากมาจากพลัดตกหกล้ม เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบตัวตั้งแต่บ้าน&amp;nbsp; สภาพแวดล้อม ไปจนพื้นที่สาธารณะไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิต ทั้งที่ประเทศไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อลดความสูญเสียที่คาดว่ามีจำนวนมากขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อไม่นานนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือการสนับสนุนศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Universal Design Center)&amp;nbsp; ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนจากคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สำนักประสานงานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สปสว.) และภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนโครงการเข้าร่วมงานเป็นสักขีพยาน เพื่อเตรียมความด้านสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ &amp;ldquo;สังคมสูงวัย&amp;rdquo; ซึ่งอีกเพียง 3 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ หรือมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุสูงถึง 20% การออกแบบและปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุและเอื้อต่อการใช้งานของทุกคนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุขในปี 2557 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตเพราะการพลัดตกหกล้มเกือบ 1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน และมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยพบว่ากว่า 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุที่หกล้มและกระดูกหักจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นไปตลอด รวมทั้งทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเองและต้องมีคนดูแลตลอดเวลา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของระบบบริการในผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2557 พบว่า เกือบครึ่งของผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ใช้ส้วมแบบนั่งยอง และจากการสำรวจสภาวะสุขภาพประชากรไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 ปี พ.ศ.2557 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า เพียงร้อยละ 24.6 ของบ้านที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่มีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัย โดยมีเพียงร้อยละ 15.2 มีการติดราวในห้องน้ำ และมีราวเกาะในห้องนอน เพียงร้อยละ 5.8 เท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;สสส.สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการปรับที่พักอาศัยและพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้าน รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า&amp;nbsp; 


ทดลองเล่นสล็อต&amp;nbsp;การจัดตั้งศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ 1.เพื่อรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรมท้องถิ่นและนวัตกรรมใหม่ๆ 2.เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ ให้ความรู้ในเรื่องการออกแบบก่อสร้างและปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ 3. เป็นธนาคารอุปกรณ์ ที่รวบรวมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการและคนทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยศูนย์จุฬาฯ ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานกลางและศูนย์หลักประจำกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก ดำเนินการสร้างแล้วเสร็จเป็นศูนย์แรก จะเปิดให้เยี่ยมชมได้ตั้งแต่บัดนี้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ เบอร์ โทร.08-4554-9301 หรือ E-mail: chula.udc@gmail.com และจะเริ่มทยอยเปิดศูนย์ของภูมิภาคอื่นๆ ในปีนี้ โดยคาดว่าจะเปิดศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนครบทั้ง 5 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562 สามารถติดตามผ่านช่องทาง Facebook: ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน Universal Design Center การติดต่อ: ติดต่อในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น.&amp;nbsp;


respin88&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ประกอบด้วย ศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก) เบอร์โทรศัพท์ 08-4554-9301 หรือ Email: chula.udc@gmail.com, ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) เบอร์โทรศัพท์ 08-7557-0590 (UD), 08-1951-0255 (ทั่วไป) หรือ Email: cmu.udc@gmail.com, ศูนย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน) เบอร์โทรศัพท์ 09-8696-2245 หรือ Email: thammasat.udc@gmail.com, ศูนย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เบอร์โทรศัพท์ 09-8174-0078 หรือ Email: msu.udc@gmail.com และศูนย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้) เบอร์โทรศัพท์ 0-7520-1769 หรือ Email: psu.udc@gmail.com​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;มั่นใจว่าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนจะเป็นทั้งพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา รวมทั้งช่องทางออกแบบที่พักอาศัย&amp;nbsp; พร้อมแนะนำอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนรับมือการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;27 ประเทศชี้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ยืนยันความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;รศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตัวแทนจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ภาคี สสส. กล่าวว่า แม้ในรายงานวิจัยปี พ.ศ.2559 โดยเบิร์นสไตน์ (Bernstein SL.) สรุปว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ปกติจะมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายน้อยกว่าในขณะที่ให้นิโคตินเท่ากัน และแวเกอเนอร์ (Wagener) และคณะ ได้รายงานในวารสารควบคุมยาสูบ (Tobacco Control) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2560 ว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่พัฒนาเป็นรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 มีปริมาณนิโคตินที่เท่ากับบุหรี่ปกติ แต่มีระดับของสารก่อมะเร็งในปอดน้อยกว่าบุหรี่ปกติ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่อาจจะมีศักยภาพที่จะใช้เพื่อการเลิกสูบบุหรี่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ตนเห็นว่าในหลักการของการเลิกบุหรี่จำเป็นต้องลดระดับการรับสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายจะส่งผลเสียต่อสมองและหัวใจ จึงต้องค่อยๆ ลดปริมาณนิโคตินลง หรือหักดิบ และเลิกรับสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ รายงานจากวารสารกุมารแพทย์ (Pediatrics) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ปีที่ 141 ฉบับที่ 4 ตีพิมพ์เดือนมกราคม ปี พ.ศ.2561 ชี้ว่า ละอองจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีสารก่อมะเร็ง ซึ่งสารก่อมะเร็งไม่มีระดับที่ปลอดภัยจึงควรหลีกเลี่ยง และการที่ผู้สูบไม่สามารถเลิกได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ก็จะเป็นเหยื่อระยะยาวของอุตสาหกรรมยาสูบ นี่เป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมยาสูบในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นอ้างว่าเป็นอันตรายน้อยกว่า ดังนั้นจังอยากฝากคำถามสำคัญของประเทศว่าบุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นมาตรการทางเลือกสำหรับการเลิกบุหรี่ของประเทศไทยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิดมีอยู่ 27 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย นโยบายที่ใช้กันส่วนใหญ่คือ การห้ามใช้ในสถานที่สาธารณะ การห้ามนำเข้า และการห้ามการทำการตลาด เหตุผลหลักคือบุหรี่ไฟฟ้ากำลังถูกตรวจสอบเรื่องความเสี่ยงต่อสุขภาพและยังไม่มีผลยืนยันว่าปลอดภัย&amp;rdquo; คณะทำงานจาก ศจย.กล่าวทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14592</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, ลงนาม, ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.), สสส, สังคมผู้สูงอายุ, สุขภาพประชากรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b62cf6ddfb56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
