<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนปรับนโยบายครั้งใหญ่ อนุญาตให้มีลูกได้3คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อัตราเกิดต่ำน่าตกใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่จะอนุญาตให้สามี-ภรรยามีลูกได้ 3 คน เพิ่มจากที่เคยจำกัดไว้แค่ 2 คนเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญและกระแสในสื่อโซเชียลชี้ว่าอาจช้าเกินกว่าจะแก้แนวโน้มที่จีนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พ่อแม่จูงลูกเดินบนทางเท้าในนครเซี่ยงไฮ้ (Photo by Zhang Peng/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนเมื่อวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองหรือโปลิตบูโร ที่มีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อตอบสนองต่อประชากรที่กำลังสูงวัย คู่สามีภรรยาสามารถมีลูกได้ 3 คน&amp;quot; สื่อทางการจีนรายงานการผ่อนคลายนโยบายควบคุมประชากรของจีนครั้งล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยกเลิกนโยบาย &amp;quot;ลูกคนเดียว&amp;quot; ที่ใช้มานานกว่า 4 ทศวรรษเมื่อปี 2559 โดยอนุญาตให้มีลูกได้ 2 คน เพื่อพยายามกำจัดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเพราะประชากรที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่นโยบายนี้ยังไม่สามารถทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เนื่องจากความท้าทายเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกในเมืองต่างๆ ของจีน ที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวกล่าวว่า การเปลี่ยนนโยบายนี้จะมีควบคู่กับมาตรการสนับสนุน ที่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างประชากรของประเทศ ตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศในการรับมือกับประชากรสูงวัย มาตรการเหล่านี้รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับครอบครัว, เพิ่มการสนับสนุนด้านภาษีและที่อยู่อาศัย, รับประกันผลประโยชน์ทางกฎหมายสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน และจำกัดค่าสินสอดที่สูงลิ่ว นอกจากนี้ยังจะให้การศึกษาแก่คนหนุ่มสาว &amp;quot;เรื่องการแต่งงานและความรัก&amp;quot; ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำมะโนประชากรปี 2563 ซึ่งจัดทำทุก 10 ปี ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน&amp;nbsp; เผยว่า จีนมีอัตราการเกิดแค่ 1.3 และมีประชากรเกิดใหม่เพียง 12 ล้านคนในปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับของประเทศที่เป็นสังคมสูงวัย เช่น ญี่ปุ่น และอิตาลี และต่ำกว่าอัตราที่จำเป็นต่อการทดแทนประชากรอย่างมั่นคง หรืออยู่ที่ราวๆ 2.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเพิ่มของประชากรรอบ 10 ปี ที่ต่ำสุดนับแต่ทศวรรษ 1950 คุกคามต่อการเกิดวิกฤติด้านประชากร สร้างความตื่นตัวแก่พรรคคอมมิวนิสต์จากแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า ภายในปี 2593 จะต้องรองรับผู้สูงอายุหลายร้อยล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจีนมีประชากร 1,400 ล้านคน และทำนายว่า ประชากร 1 ใน 3 ของจีนจะเป็นประชากรสูงวัยภายในปี 2593 ที่เพิ่มภาระต่อรัฐในการจัดหาการดูแลสุขภาพและบำเหน็จบำนาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จะผ่อนคลายนโยบายการคุมประชากรตั้งแต่หลายปีก่อน แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นการเกิดใหม่ได้มากพอ หลายปีมานี้อัตราการแต่งงานที่ต่ำก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดที่ชะลอตัวลงเช่นกัน รวมไปถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น และผู้หญิงมีการศึกษาและมีอำนาจมากขึ้นจึงชะลอหรือเลี่ยงการมีลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวกันว่า การเปลี่ยนนโยบายของจีนครั้งนี้อาจช้าเกินกว่าที่จะย้อนกลับแนวโน้มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างทัศนะของลอเรน จอห์นสตัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และประชากรจีนที่มหาวิทยาลัยโซแอสแห่งลอนดอน ว่าขณะนี้ครอบครัวจีนส่วนใหญ่เลือกที่จะมีลูกน้อย เหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ การสำมะโนประชากรครั้งต่อไปจะมีลูกคนที่ 3 เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ก็น่าจะมีไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า มีการทำโพลทางแพล็ตฟอร์มเว่ยป๋อของจีน ถามว่า #คุณพร้อมสำหรับนโยบายลูก3คนไหม ราว 29,000 ราย จาก 31,000 รายที่ตอบคำถาม กล่าวว่า พวกเขา &amp;quot;ไม่เคยคิดเลย&amp;quot; กลุ่มที่เหลือเลือกระหว่าง &amp;quot;ฉันพร้อมและกระตือรือร้นที่จะทำ&amp;quot;, &amp;quot;มันอยู่ในวาระของฉัน&amp;quot; หรือ &amp;quot;ฉันกำลังลังเลและมีหลายอย่างต้องพิจารณา&amp;quot; อย่างไรก็ดี โพลนี้ถูกลบทิ้งในเวลาต่อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104829</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, นโยบายลูกคนเดียว, ประชากรสูงวัย, พรรคคอมมิวนิสต์จีน, มีลูกได้ 3 คน, สังคมสูงวัย, อัตราเกิดต่ำ, เปลี่ยนนโยบายประชากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4cec5bcc99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 22:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 22:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียใกล้ทันแล้ว อัตราเพิ่มประชากรจีนช้าสุดในรอบหลายสิบปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลสำรวจสำมะโนประชากรของจีนรอบ 10 ปีเผยแนวโน้มน่าวิตกว่า จีนอาจเผชิญวิกฤติสังคมสูงวัยในอนาคตอันใกล้ เมื่ออัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรจีนในทศวรรษที่ผ่านมาช้าที่สุดในรอบหลายสิบปี แม้ประชากร 1,410 ล้านคนของจีนยังคงมากที่สุดในโลก แต่อินเดียก็ใกล้ไล่ทันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ข้อมูลที่ทางการจีนเผยแพร่เมื่อวันอังคารระบุว่า จีนมีอัตราเพิ่มของประชากรเพียง 5.4% ซึ่งเป็นอัตราเติบโตช้าที่สุดนับแต่ทศวรรษ 1960 ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดที่น้อยลงและจำนวนประชากรในช่วงวัยทำงานลดจำนวนลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยประชากร 1,410 ล้านคน จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก แต่เพื่อนบ้านอย่างอินเดียซึ่งมีประชากรประมาณ 1,380 ล้านคนก็กำลังจะไล่ทันจีนแล้ว และคาดด้วยว่าประชากรวัยหนุ่มสาวของอินเดียจะแซงหน้าจีนในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนเคยใช้นโยบาย &amp;quot;ลูกคนเดียว&amp;quot; นานร่วม 40 ปีเพื่อควบคุมอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรเมื่อปลายทศวรรษ 1970 แต่ได้ยกเลิกในปี 2559 โดยอนุญาตให้ครอบครัวหนึ่งมีลูกได้ 2 คน ท่ามกลางความหวั่นเกรงมากขึ้นว่าจำนวนแรงงานของจีนกำลังลดน้อยลง แต่การผ่อนคลายนโยบายนี้ยังไม่เห็นผลในการชะลอการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวัง เฟิง อาจารย์สังคมวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ กล่าวว่า ผลสำรวจประชากรจีนครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันว่าประชากรสูงวัยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังยืนยันอัตราเจริญพันธุ์ต่ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงทางประชากรในจีนบ่งชี้อย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเมืองของจีนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก จากผลการสำรวจประชากรครั้งนี้ จีนมีประชากรวัยระหว่าง 15-59 ปี ลดลงเกือบ 7% ขณะที่ประชากรที่อายุเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อัตราการแต่งงานที่ลดลงในช่วงหลายปีมานี้ก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดที่ชะลอตัวลงเช่นกัน สาเหตุเนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น อีกทั้งผู้หญิงมีอำนาจและการศึกษามากขึ้น จึงชะลอหรือหลีกเลี่ยงการมีลูก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102595</URL_LINK>
                <HASHTAG>สังคมสูงวัย, สำมะโนประชากร, สำรวจประชากรจีน, อัตราการเพิ่มของประชากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609aa59551c4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ดันร่างแผน&#039;สังคมสูงวัย&#039;2.5พันล้านส่งสำนักงบฯพิจารณาเน้นเตรียมพร้อมก่อนแก่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ม.ค.64 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2565 แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งมี นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาแผนงาน/โครงการที่จะมีการขับเคลื่อนและใช้งบประมาณร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้งบบูรณาการปี 2565 เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย &amp;ldquo;สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความพร้อมในทุกด้านก่อนวัยสูงอายุ&amp;rdquo; ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบ กรอบงบวงเงินงบประมาณ&amp;nbsp; 2.56 พันล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของ 6 กระทรวง (41หน่วยงาน) ภายใต้ 4 แนวทางหลัก คือ 1) สร้างการตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย 2) เสริมทักษะด้านอาชีพในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง 3) พัฒนาเครือข่ายการคุ้มครองทางสังคมและปรับปรุงสภาพแวดล้อมสิ่งอำนวยความสะดวก 4) พัฒนาระบบและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม แผนงานและงบประมาณจะต้องเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณา ก่อนเสนอครม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้งบบูรณาการฯ ผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2563 ถือว่ามีความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง การให้ความรู้แก่ประชนเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ 6.8 ล้านคน สูงกว่าเป้าสี่แสนคน การจัดหางานให้ผู้สูงอายุ 1.5 แสนคน สูงกว่าเป้า 208% แสดงถึงความสนใจที่จะทำงานของผู้สูงอายุและภาคเอกชนให้การสนับสนุน สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานปี 2565 ได้มีการปรับให้สอดรับสถานะ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์&amp;rdquo; ที่ประชากรไทย อายุ 60ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเป็น 28% ในปี 2574 ซึ่งเป้าหมาย อาทิ 1) สัดส่วนประชากรช่วงอายุ 25 - 59 ปีร้อยละ 60 มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการเงิน สุขภาพ และสภาพแวดล้อม 2) ผู้สูงอายุ (61-65ปี) มีงานทำและมีรายได้จำนวน 3.85 แสนคน 3) ผู้สูงอายุเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพ 11.7 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำหนดให้วาระผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องทำงานกันหลายได้และเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน มีทั้งต้องเริ่มต้นจากตัวทุกคนในวัยหนุ่มสาว ให้รู้จักเรื่องการออม การดูแลสุขภาพ ภาครัฐช่วยสร้างเครือข่ายสังคมให้มีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุ การสร้างสภาพแวดล้อมในบ้าน องค์กร ชุมชน และสังคม ให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการเสริมและให้โอกาสผู้สูงอายุในการใช้ศักยภาพของตนเอง แผนงานบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงวัยของรัฐบาล จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งให้ ภาครัฐ ประชาชน เอกชน ประชาสังคม เดินหน้าสู่เป้าหมายเพื่อคนทุกคน เมื่อเป็นผู้สูงอายุ ก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้ และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89211</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, สังคมสูงวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f997e8e1682c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมสูงวัยสู่อนาคตประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจพอจำได้ว่าประเทศไทยเคยมีนโยบายวางแผนครอบครัวแห่งชาตินานหลายสิบปีมาแล้วโดยมีการรณรงค์ทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อการคุมกำเนิดซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องยอมรับว่านโยบายที่ดีมากในสมัยหนึ่งอาจจะไม่เหมาะสมหรือกลับส่งผลกระทบต่อสังคมในภายหลังอย่างไม่ได้ตั้งใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประเทศไทยเริ่มมีการนำนโยบายวางแผนครอบครัวแห่งชาติมาใช้ ในปี พ.ศ. 2513 ซึ่งขณะนั้นประเทศเรามีประชากรรวมอยู่ที่จำนวนประมาณ 37 ล้านคนและการใช้นโยบายเชิงรุกทำให้ทารกเกิดใหม่ได้เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีหลายปัจจัยนอกเหนือจากผลพวงของการคุมกำเนิด กล่าวคือ 1) ครอบครัวไทยในปัจจุบันไม่มีบุตรด้วยความตั้งใจ หรือที่มีคำย่อว่า &amp;ldquo;DINK&amp;rdquo; ( Double Income No Kids) 2) หญิงไทยมีความรู้ความสามารถที่ดูแลตัวเองได้และไม่ต้องการมีครอบครัว และ 3) ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่อำนวย&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามในมุมกลับกันนั้น ประเทศก็ยังมีปัญหาคุณแม่วัยใส หรือ &amp;ldquo;คนพร้อมไม่มี&amp;nbsp; คนมีไม่พร้อม&amp;rdquo; ที่ส่งผลกระทบตามมาต่อคุณภาพในการดำรงชีวิตและโครงสร้างของสังคมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รายงานของกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ &amp;ldquo;สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; (Complete Aged Society) ในปี พ.ศ. 2564 (20 %) และเข้าสู่ภาวะ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยระดับสุดยอด&amp;rdquo; (Super Aged Society) ใน พ.ศ. 2578 โดยคาดการณ์ว่าจะมี ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ของจำนวนประชากรทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จำนวนประชากรที่ออกจากตลาดแรงงานในหลายปัจจัย ส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานมีฝีมือ&amp;nbsp; ประกอบกับตลาดแรงงานมีความผันผวนเช่นวัยหนุ่มสาวที่ไม่ต้องการทำงานประจำ อยู่ในกลุ่มของ GIG Economy หรือในงานอาชีพอิสระต่างๆ เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้จะส่งผลให้จำนวนผู้คนในตลาดแรงงานมีจำนวนน้อยกว่าผู้สูงวัยในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัญหาใหญ่ของประเทศได้เกิดขึ้นแล้ว ดำรงอยู่และถูกตอกย้ำในภาวะ Covid 19 และ New Normal ที่เห็นชัดเจนคือการขาดรายได้ จากรายงานการศึกษาพบว่า ผู้สูงวัยจำนวนมากต้องพึ่งพาลูกหลาน และมีจำนวนที่น้อยมากที่มีรายได้จากเงินออมหรือจากเงินลงทุน และคนไทยส่วนใหญ่ (ในทุกๆ วัย) ยังขาดการออมอย่างเป็นระบบและมีเงินเก็บเพียงพอในยามฉุกเฉินหรือในยามเกษียณก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของรัฐบาลนั้นก็ได้ออกนโยบายรองรับสังคมสูงอายุมาระยะหนึ่งแล้วไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพรายเดือน หรือการตั้ง &amp;ldquo;กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)&amp;rdquo; โดยมีกฎหมายรองรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่านโยบายต่างๆ นั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้เบ็ดเสร็จเพียงพอด้วยเหตุผลของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น เบี้ยยังชีพรายเดือนๆละ 600-1,000 บาท หรือจำนวนอัตราสูงสุดที่รัฐจะสนับสนุนต่อการออมในกองทุนการออมแห่งชาติได้ไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี ซึ่งหากคำนวนคร่าวๆ แล้วจะได้ตัวเลขรายเดือนที่ผู้สูงอายุรวมเงินช่วยทั้งสองทางประมาณเพียง 3,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น โดยกองทุนการออมแห่งชาติเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2562 มีสมาชิกประมาณ 2.4 ล้านคนโดยในจำนวนนี้ เกือบ 50% ของทั้งหมดเป็นเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัญหาการออมเป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลยังคงต้องขบคิดหาแนวนโยบายใหม่ๆที่จะเข้ามาแก้ไข ไม่รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัยอีกหลายบริบท เช่น สุขภาพ ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม การเข้าสังคมและการมีสังคมเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong learning) ซึ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดการสร้างนโยบายในหลายประเทศเช่นในประเทศญี่ปุ่น ที่สนับสนุนกลุ่มคนที่เป็น &amp;ldquo;Young Old&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Yold&amp;rdquo; (อายุระหว่าง 60-70 ปี) ที่มีศักยภาพ มีความรู้และประสบการณ์ที่หากเราสามารถนำพลังบวกหรือการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มนี้กลับมาช่วยชาติ ช่วยสร้างสมดุลในตลาดแรงงานได้อย่างเป็นระบบแล้ว สังคมสูงวัยสู่อนาคตประเทศไทยน่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-left:144.0pt; text-align:center&quot;&gt;เทวัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-left:144.0pt; text-align:center&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-left:144.0pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70965</URL_LINK>
                <HASHTAG>สังคมสูงวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4bd20b82a4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี เตรียมพร้อมรับมือไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ปี 2564 นักวิชาการชี้อย่าเลียนแบบญี่ปุ่น แนะไทยออกแบบพัฒนานวัตกรรมทางสังคม หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพปรับใช้ให้เหมาะสม นำร่อง “ธนาคารเวลา” หวังเป็นต้นแบบงานจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนกรสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย สมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และ SASAKAWA PEACE FOUNDATION จัดงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยไทย &amp;ndash; ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand )&amp;rdquo; โดย นางภรณี&amp;nbsp; ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูล แนวทางเชิงนโยบาย ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ต่อมาตราการในการเตรียมพร้อมรับมือ สังคมสูงวัยในไทย &amp;ndash; ญี่ปุ่น&amp;nbsp; และเกาหลีใต้ ตลอดจนบทบาทสื่อ คนรุ่นใหม่ และศิลปินผู้สูงวัยที่มีพลังในการสร้างสรรค์ ศิลปะวัฒนธรรม ต่อการสร้างพลังบวก และการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจเพื่อสังคมไทยในโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ และเตรียมพร้อมของสังคมไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางภรณี กล่าวต่อว่า สถานการณ์สูงอายุไทย ปี 2560 มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.1 ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 โดยจะมีประชากรสูงอายุจะมีถึง 1 ใน 5 และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด อย่างไรก็ตาม พบว่าประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้ ที่ผ่านมา สสส.พยายามสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงอายุของประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม เช่น อัตราการเกิดที่น้อย ส่งผลถึงวัยแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต การแบกรับภาระการดูแลครอบครัวของคนรุ่นใหม่ แม้ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะรวมกันเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงอายุอย่างต่อเนื่องแต่บทเรียนในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงอายุในมิติต่าง ๆ ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นประเด็นน่าสนใจ มีการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น ธนาคารเวลา ศูนย์สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะธนาคารเวลาที่ สสส.ได้ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่นำร่อง 42 พื้นที่ใน 28 จังหวัด เหล่านี้เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์สามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของสังคมไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.คิอิชิโร่&amp;nbsp; โออิซูมิ ผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึง &amp;ldquo;ความเหมือนและความต่างของนโยบายและมาตราการต่างๆในการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยในญี่ปุ่นและไทย&amp;rdquo;ว่า ขณะนี้ประเทศไทยญี่ปุนและไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วและมีแนวโน้มในทิศทางเดียวกันคืออัตราการเด็กเกิดน้อยโดยสัมพันธ์กับระดับรายได้มากจะมีบุตรน้อย การมีค่านิยมการแต่งงานที่เปลี่ยนไป ยิ่งในโลกยุคดิจิตัลจากการสอบถามผู้ชายรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น พบว่าผู้ชาย 60% ตอบว่ามีแฟนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น โดยญี่ปุ่นอายุขัยเฉลี่ยราว 80 ปี คนไทยราว 70 ปี อย่างไรก็ตาม ประชากรหนุ่มสาวคนไทยยังมีเวลาเตรียมตัว หากมีการกำหนดให้ผู้สูงอายุมีอายุ 65 ปีขึ้นไปเหมือนญี่ปุ่น แต่ไทยนิยามให้ผู้สูงอายุต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทำให้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเร็วขึ้น ดังนั้น อยากให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นสูงวัยที่มีความกระปรี้กระเปร่า(Active Ageing) ส่วนการเตรียมการรองรับหรือแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยนั้นญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีนักและกำลังประสบปัญหาเช่นกัน แต่อยากให้นำบางส่วนปรับใช้ เช่นตัวอย่างในภาคประชาสังคมมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นการให้บริการดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน อำนวยความสะดวกในการส่งผู้ดูแลอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.คิม ซุง-วอน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวในหัวข้อ &amp;ldquo;สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของสังคมสูงวัยในเกาหลีใต้&amp;rdquo; ว่า สังคมเกาหลีใต้และไทยมีเวลา 18 ปี ในการเตรียมความเข้าสู่สังคม ขณะที่ญี่ปุ่นใช้เวลา 25 ปี ถือเป็นรุ่นพี่ที่มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน เกาหลีใต้จึงนำเอาระบบประกันแบบบำนาญที่ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวของญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่างซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีแต่ความเป็นจริงญี่ปุ่นและเกาหลีมีความแตกต่างกันรัฐบาลญี่ปุ่นให้งบประมาณในการอุดหนุนมากกว่าทำให้ได้รับบริการที่คลอบคลุมเพียงพอในการดำเนินชีวิต โดยที่เกาหลีไม่สามารถเลียนแบบได้ เพราะหมายถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากและการเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ ทำให้ผู้สูงอายุของเกาหลีใต้เป็นผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุดในโลก ต้องทำงานเมื่อแก่ชรา พึ่งพิงลูกหลาน และได้รับเงินสวัสดิการจำนวนน้อยนิด ดังนั้น เกาหลีจึงริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า ในปี 2549 จึงตั้งศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมนขึ้น 4 แห่ง เพื่อทำงานขับเคลื่อนสังคมเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานระหว่างผู้สูงอายุและชุมชน ศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชนจึงเป็นทั้งโรงอาหาร ส่งอาหาร ตรวจสุขภาพ จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ฯลฯ และยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยประสานกับเอกชนหรือร้านค้าในชุมชน ให้บริจาคเป็นบริการต่างๆ เช่น ตัดผม รับประทานอาหารในร้าน คาราโอเกะ โดยการใช้คูปอง ในปี 2558 จึงมีศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชน 454 แห่ง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ญี่ปุ่น, ภรณี  ภู่ประเสริฐ, สตาร์ทอัพ, สังคมสูงวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c8771c3d5ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี 64 ผู้สูงอายุไทยพุ่งสูง 5.6 ล้านคน กรมอนามัยเตรียมแผนงานส่งเสริมสุขภาพสู้รับมือสังคมสูงวัยระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน &amp;nbsp;เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี ว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึงร้อยละ 17.52 ซึ่งคาดว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งประเทศ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีจำนวน 4.6 ล้านคน หรือร้อยละ 42.9 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.6 ล้านคนในปีพ.ศ. 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งจากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวม เพราะจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี 2553-2583 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงถึง 20.5 ล้านคนหรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด แต่จะมีประชากรวัยแรงงานเพียง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;35.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวน 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อไปว่า จากการลดลงของจำนวนและสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานและการเพิ่มของจำนวนประชากรผู้สูงอายุสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระบบบริการด้านสุขภาพ ให้กับประชากรที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงต้องเผชิญกับปัญหาสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และระบบการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความมั่นคงทางด้านรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ที่มีฐานะยากจน ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องรายได้ การขาดผู้ดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการวางแผนรองรับกับสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;ภายในทศวรรษต่อไป คนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยกำหนดผลกระทบระดับชาติ 20 ปีไว้ คือ 1.อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดไม่น้อยกว่า 85 ปี และ 2.อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่น้อยกว่า 75 ปี ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุโดย ผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานนำแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุไปใช้กับแรงงานในสถานประกอบการ พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานตอนปลาย (ระบบSelf-Assessment และให้ความรู้ผ่าน Digital platform) และพัฒนาความร่วมมือ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย เช่น ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายระดับเขตร่วมกับสถานประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายในสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในผู้สูงอายุ โดยการยืดเวลาของการเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพออกไปที่เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงการเตรียมการเพื่อรองรับสภาพปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; กรมอนามัย จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัดในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว 2 แผนงาน ได้แก่ 1.แผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต โดยมีกิจกรรมประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อม และโครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ และ2.แผนบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งประกอบด้วย โครงการพัฒนาระบบการดูแลด้านสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชน และโครงการบูรณาการการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุภายใต้แผนงานทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย พ.ศ.2558-2565 แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ โดยมี ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่ายการดำเนินงาน cluster กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับส่วนกลาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศูนย์อนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จำนวน 250 คน&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21887</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ผู้สูงอายุไทย, สังคมสูงวัย, สุขภาพ, อธิบดีกรมอนามัย, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea842da0994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2018 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.แนะวางแผน &quot;รวยก่อนแก่&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ คาดว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ หรือประชาการอายุ 60 ปี ขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปี 2561 ซึ่งถือว่าเป็น &amp;ldquo;สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; แล้วตามนิยามขององค์การสหประชาชาติในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดไว้ว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2564 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด และจากการจัดอันดับของประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรผู้สูงอายุ ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์เท่านั้น.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า สศช.ประมาณว่า ปี 2561 จะเป็นปีแรกที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าวัยเด็กหลายแสนคน จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2564 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20% และในปี 2579 ประชากรจะมีจำนวนน้อยกว่าในปัจจุบัน ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 30% &amp;ldquo;ปัจจุบัน จำนวนเด็กแรกเกิดลดลงขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนายังไม่ถึงจุดที่มีรายได้สูง อยู่ในโครงการสร้างประชากรและเศรษฐกิจที่ แก่ก่อนรวย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ปรเมธี แนะนำว่า ถ้าเราไม่อยากเป็นคนสูงวัยที่เป็นภาระให้สังคม ต้องเริ่มต้นวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณตั้งแต่วันนี้ หรือ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าให้เกินอายุ 40 ปี เพราะถ้ามาเริ่มหลังจากนี้แผนชีวิตสุขสบายวัยเกษียณอาจจะไม่ค่อยมีคุณภาพสักเท่าไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ปรเมธี วิมลศิ, ผู้สูงอายุ, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ, สศช., สังคมสูงวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180217/image_big_5a87f4a7e2ed5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
