<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธนาธร&#039;โหน&#039;เกรตา ธุนเบิร์ก&#039;แซะสังคมไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.64- นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp; เรื่อง &amp;quot;ข้อคิดจาก Skolstrejk FOR KLIMATET ถึงสงครามของคนแต่ละรุ่น&amp;quot; ระบุว่า สุดสัปดาห์นี้ หนังสือเล่มสีเหลืองเล็กๆเล่มหนึ่ง ได้สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้ผม ในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 เด็กผู้หญิงสวีเดนคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 15 ปีในขณะนั้น ตั้งใจไม่เข้าเรียน เช้าวันนั้นเธอตั้งใจไปประท้วง ด้วยตัวตนเดียว ที่หน้ารัฐสภา ป้ายกระดาษที่เธอถือไปมีข้อความว่า &amp;ldquo;Skolstrejk FOR KLIMATET&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หยุดเรียนประท้วงเพื่อสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; เด็กนักเรียนคนนั้นชื่อ Greta Thunberg&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้สามชั่วโมง หนังสือที่รวบรวมคำปราศรัยและข้อเขียนในที่ต่างๆตลอดสามปีที่ผ่านมาของ Greta Thunberg เด็กผู้หญิงชาวสวีเดนที่จุดประกายคนเป็นล้านคนให้หันมาสนใจปัญหาภาวะโลกร้อน การกระทำของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่หลายแสนคน ในหลากหลายเมืองสำคัญออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองและนักธุรกิจจริงจังมากกว่านี้ในการหยุดภาวะโลกร้อน และนั่นเป็นที่มาของชื่อหนังสือ &amp;ldquo;No One is Too Small To Make A Difference&amp;rdquo; - ไม่มีใครเล็กเกินไปที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเข้าใจเธอ และเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการสื่อสารมากขึ้น ผมนั่งอ่านคำปราศรัยของเธอนับสิบๆ ครั้งในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัยบนเวที การแสดงออกของประชาชนบนท้องถนนในเมืองมอนทรีออล แคนาดา, ในรัฐสภาของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา, หรือในที่ประชุมที่เต็มไปด้วยผู้นำระดับโลก เช่นที่ประชุมใหญ่ขององค์กรสหประชาชาติ เธอส่งสารที่สั้น เข้าใจง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยพลัง เพียง 3 ประเด็นซ้ำไปซ้ำมาในทุกการปราศรัยในทุกเวที คือ หลักฐานทางวิทยาศาตร์บ่งชี้ชัดว่าหากเรายังไม่ทำอะไรจริงจังกว่านี้ อีกไม่กี่ปี ภาวะโลกร้อนจะเลวร้ายถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับได้ จุดที่เรียกได้ว่าเป็นมหันตภัยที่จะทำลายล้างโลก การสูญพันธุ์ขนานใหญ่ครั้งที่ 6 ของสิ่งมีชีวิตในประวัติศาสตร์โลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้ถูกจัดการหรือให้ความสำคัญ อย่างที่มันควรจะเป็น สิ่งที่ผู้นำทั้งทางการเมืองและทางธุรกิจทั่วโลกปัจจุบันทำนั้นยังไม่พอต่อการแก้ปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ หากผู้ใหญ่ไม่แก้ปัญหาในตอนนี้ คนที่ต้องรับผลกระทบคือคนรุ่นเธอ โลกจะพังเมื่อคนรุ่นเธอเติบโตขึ้น ครั้นจะรอให้คนรุ่นเธอ เติบโตพอที่จะกำหนดทิศทางของสังคม ก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้นเธอจึงต้องหยุดเรียน เพื่อส่งเสียงของอนาคต
เธอยกตัวอย่าง ง่ายๆว่า ในวิกฤตที่ใหญ่ขนาดนี้ เรากลับไม่เห็นนักการเมือง หรือนักข่าว นำเสนอถึงปัญหา สถานะและความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องประหนึ่งว่ามันเป็นวิกฤตเลย และเธอตั้งคำถามถึงสามัญสำนึกพื้นฐานของคนที่มีสถานะและอำนาจในปัจจุบันในทุกวงการว่าพวกคุณกำลังทำอะไรอยู่ คนในแต่ละรุ่นเผชิญปัญหาใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นวาระระดับโลกแตกต่างกันไป ในยุคหนึ่ง วาระระดับโลกคือการสร้างคุณค่าให้กับเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุว่า ในยุคพ่อแม่ผมยังหนุ่มสาว คนรุ่นเขาเรียกร้องให้หยุดสงคราม คนเรียกร้องเสรีภาพ เขาเติบโตมากับสโลแกนเช่น Make Love, Not War หรือกับบทเพลง Imagine ของ John Lennon โจทย์ของคนรุ่นปัจจุบัน หรือ สงครามของคนรุ่นปัจจุบัน -ถ้าจะเรียกให้สมกับความสาหัสของสถานการณ์- คือเรื่องวิกฤตภาวะโลกร้อนอย่างไม่ต้องสงสัย เป้าหมายคือการลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากในยุคก่อนอุตสาหกรรมให้ได้ และพยายามมุ่งสู่เป้าหมายของการจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาหากเป็นไปได้ ผมหวังและอยากเห็นประเทศไทยเอาจริงเอาจัง เป็นส่วนหนึ่งและส่วนนำในการผลักดันสังคมไร้คาร์บอนมากกว่านี้ ทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน และในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากใช้พลัง ความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ของตนเองผลักดันวาระดังกล่าวมากกว่านี้ เรายังต้องประชาสัมพันธ์ให้คนจำนวนมากเข้าใจถึงความสาหัสของสถานการณ์มากกว่านี้ เรายังต้องจริงจังกับการผลักดันนโยบายที่ทะเยอทะยานพอที่จะหยุดปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความเท่าเทียมในสังคม เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่จะทดแทนเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องใช้คอร์บอนในปัจจุบันอีกมากมาย เรายังต้องสร้างเครือข่าย ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดของกันและกันอีกมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุตอนท้ายว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมตระหนักว่าที่ผ่านมาตัวเองยังทำไม่พอในฐานะผู้มีบทบาทคนหนึ่งในสังคม และในอนาคตต้องทำมากกว่านี้ ที่สำคัญ เมื่อผมอ่านเรื่องราวของ Greta ผมก็นึกเสียดายพลังของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยเหลือเกิน คนหนุ่มสาวในประเทศของเราต้องใช้พลังมากมาย เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และเสียเวลาในเรือนจำกับคดีความที่มุ่งปิดปากพวกเขา ทั้งหมดเป็นการต่อสู้เพื่อผลักดันวาระของคนรุ่นที่แล้ว เพื่อปลดปล่อยประเทศให้ไปข้างหน้า เรากำลังปล่อยให้คนรุ่นปัจจุบันต่อสู้กับปัญหาที่ควรจะถูกแก้ไปแล้วตั้งแต่หลายสิบปีก่อน&amp;nbsp; แทนที่พวกเขาจะได้ต่อสู้ในสงครามของพวกเขา ในสงครามที่จะส่งผลกับโลกทั้งใบ และนี่คือเหตุผลที่ปัญหาการเมืองไทยต้องจบในรุ่นเราเสียที เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้พลังงานไปกับการแก้ปัญหาใหม่ๆ สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105439</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, สังคมไทย, เกรตา ธุนเบิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bc90f1ef374.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2020 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2020 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่านว.วชิรเมธีเตือนสติสังคมไทยให้เห็นอกเห็นใจอย่าฉวยโอกาสกล่าวโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.พ.2563 - พระเมธีวชิโรดม หรือ ว.วชิรเมธี โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรูประบุว่า เวลานี้...สิ่งที่สังคมไทยต้องการมาก ที่สุด คือ &amp;ldquo;ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์&amp;rdquo; ไม่ใช่การฉกฉวยโอกาสกล่าวโทษ และสร้างความเกลียดชังให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านเมืองของเรามีความเกลียดชังหมักหมมตกทอดมามากเกินพอแล้ว เราต้องร่วมกันนำพาบ้านเมือง ก้าวข้ามไปยังฝั่งตรงกันข้ามของความเกลียดชัง และความรุนแรง นั่นคือ ความอดทนอดกลั้น ความมีสติ ความเมตตาอาทร การสื่อสารกันด้วยปิยวาจา และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56726</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระเมธีวชิโรดม, ว.วชิรเมธี, สังคมไทย, เฟซบุ๊ก, เห็นอกเห็นใจ, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200209/image_big_5e3fe5613d267.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมไทยเปิดกว้างเพศที่ 3 เกินครึ่งหนุนเปลี่ยนคำนำหน้านาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 &amp;ndash; 31 กรกฎาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อเพศที่ 3 ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้านาม และการเพิ่มช่องเพศทางเลือกในการกรอกเอกสารราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการยอมรับของประชาชนกรณีหากมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 90.15 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ วัดกันที่ความสามารถและนิสัยใจคอเป็นหลัก ไม่ควรเอาเรื่องเพศมาเป็นการตัดสิน ถือว่าเป็นคนในสังคมเหมือนกันทุกคน อีกทั้งมีเพื่อนเป็นเพศที่ 3 ที่คอยสร้างความสนุกสนานและเพิ่มสีสันให้กับชีวิต&amp;nbsp;รองลงมา ร้อยละ 7.78 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว และร้อยละ 2.07 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่ยอมรับได้ในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่สามารถยอมรับได้ มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 88.72 ยอมรับได้ &amp;nbsp;ร้อยละ 10.00 ไม่สามารถยอมรับได้ และร้อยละ 1.28 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการยอมรับของประชาชนกรณีหากมีสมาชิกหรือคนในครอบครัวเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.81 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ ในเมื่อเป็นไปแล้วก็ต้องทำใจยอมรับ ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัว ไม่สามารถตัดขาดกันได้ เพียงแต่ขอให้เป็นคนดี สามารถดูแลตัวเองได้ก็พอ ครอบครัวก็มีสมาชิกเป็นเพศที่ 3 อยู่เหมือนกัน รองลงมา ร้อยละ 11.44 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ เป็นการฝืนธรรมชาติ ถือเป็นภาพลักษณ์ของครอบครัว ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่ยอมรับได้ในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่สามารถยอมรับได้ มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 79.92 ยอมรับได้ &amp;nbsp;ร้อยละ 16.80 ไม่สามารถยอมรับได้ และร้อยละ 3.28 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการอนุญาตให้เพศที่ 3 สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.49 ระบุว่า เห็นด้วย ขณะที่ ร้อยละ 36.53 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ บางคนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเพศไหน อาจเกิดความสับสนวุ่นวายตามมา เช่น &amp;nbsp;การตามหาตัวบุคคล การติดต่อเอกสารหน่วยงานต่าง ๆ ควรใช้คำนำหน้าตามเพศสภาพเดิม และร้อยละ 8.98 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วย นั้น ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 กลุ่มที่แปลงเพศแล้วสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ ขณะที่ ร้อยละ 43.44 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 ทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ที่เห็นด้วยในปี 2562 มีสัดส่วน &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น อย่างชัดเจน และไม่เห็นด้วย มีสัดส่วน ลดลง อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 39.44 ที่เห็นด้วย ร้อยละ 53.20 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 7.36 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเพิ่มเพศที่ 3 หรือเพศทางเลือกในการกรอกข้อมูลเอกสารราชการทุกชนิด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.69 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ จะได้เป็นการระบุให้ชัดเจน เป็นการเพิ่มช่องเพศให้ตรงกับเพศที่อยากจะเป็น และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ง่ายต่อการระบุหรือจัดประเภท รองลงมา ร้อยละ 26.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ไม่สามารถแยกแยะเพศสภาพที่แท้จริงได้ อาจเกิดปัญหาตามมา ควรระบุให้ตรงกับเพศสภาพ และร้อยละ 7.39 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่เห็นด้วยในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่เห็นด้วย มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ &amp;nbsp;ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 59.36 เห็นด้วย ร้อยละ 35.12 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 5.52 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42649</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, สังคมไทย, สังคมไทยเปิดกว้าง, เพศที่สาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d4631f922237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จอม&#039;เศร้าใจ!พวกขี้ข้าเผด็จการไม่ต้องการส.ส.คุณภาพอย่าง&#039;พิธา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.62 - นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ อยู่ระหว่างลี้ภัยที่อเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jom Petchpradab &amp;nbsp;&amp;quot;คนคุณภาพแบบนี้ต่างหากเล่า ที่ประเทศไทยต้องการ แต่คงได้แต่ฝัน และได้แต่หวังคนๆนี้ที่รู้จักตัวตนและความเป็นจริงของสังคมไทย จะได้เป็นนายกฯ หรืออย่างน้อย รมต เกษตรฯ แต่แม่ง....ที่มันจุกอกและเศร้าใจคือ ยังมีคนไทยจำนวนมากและพวกขี้ข้าเผด็จการ ไม่ต้องการคนคุณภาพแบบนี้เข้ามาทำงานช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42202</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอม เพชรประดับ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ส.ส.คุณภาพ, สังคมไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190517/image_big_5cde15d9ece6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
