<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2021 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2021 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงรัฐบาลตั้งคณะผู้พิพากษาพิเศษ พิจารณาคดีการเมือง &#039;พันธมิตรฯ-กปปส.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.64 - รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา แสดงความคิดต่อคดีของกลุ่มกปปส. และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจตนา&amp;rdquo; เป็นเครื่องกำหนด &amp;ldquo;กรรม&amp;rdquo; - สมควรหรือ &amp;ldquo;เจตนาต่อต้านคอรัปชั่นของ พธม.และกปปส.จึงถูกตัดสินว่าผิด???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ใคร่สบายใจนักที่เห็นแกนนำ พธม.และกปปส.ถูกฟ้องร้องคนละหลายสิบคดี และบางคดีของแกนนำพธม.ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นและใจกลางการเคลื่อนไหวของพธม.และกปปส.เหมือนกันคือเป็นการต่อต้านการคอรัปชั่น การมีผลประโยชน์ทับซ้อนและการบริหารประเทศที่ขาดความโปร่งใสของรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมจึงเกิดปรากฎการณ์พธม.และกปปส.ขึ้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยังจำได้ดีว่าภายใต้วาทกรรมที่เรียกว่า&amp;rdquo;ระบอบทักษิณ&amp;rdquo;นั้นทักษิณมีอำนาจและอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระ &amp;nbsp;ตามรัฐธรรมนูญเช่นศาลรัฐธรรมนูญ ปปช.และกกต. มิใยต้องพูดถึงกระทรวงและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานตำรวจ ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอสไอ ปปง.และอัยการ มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าคุณทักษิณควบคุมสังคมไทยไว้ด้วยการสร้างรัฐตำรวจขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณทักษิณโกงการเลือกตั้งโดยมีกกต.ให้ความร่วมมือ ซึ่งต่อมากรรมการกกต.ชุดนั้นถูกศาลตัดสินให้จำคุกด้วยข้อหาทุจริต นอกจากนี้คุณทักษิณยังใช้ปปง.อายัดทรัพย์สินของผู้ที่เห็นแตกต่างทางการเมืองและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของคุณทักษิณอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณทักษิณใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงค่าสัมปทานของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทชินคอร์ป นำรายได้จากสลาก2 ตัวและ3ตัวไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หาประโยชน์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการประมูลโทรศัพท์ 5.6 แสนหมายเลข โครงการแปรรูปปตท. โครงการสร้างสนามบินหนองงูเห่าและการประมูลซื้อที่ดินรัชดา เป็นต้น ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินให้ยึดทรัพย์ของคุณทักษิณที่ได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของรัฐจำนวน 46,373 ล้านบาท นอกจากนี้คุณทักษิณยังถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทุจริตและหลบหนีออกจากประเทศไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับครม.ชุดยิ่งลักษณ์ที่ออกมติต่างๆที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่นพรก.เงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และพรบ.เงินกู้ 2 ล้านๆบาทเพื่อจัดทำโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดในท้ายที่สุดแล้วถูกศาลวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกยังสร้างภาระหนี้สินให้แก่ประเทศเป็นเงินราว 7-8 แสนล้านบาท ปัญหาการคอรัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน(administrative corruption)ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางอาทิเช่นเอาญาติมาเป็นผบ.ตร. และการย้ายเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติและเอาพวกพ้องมาทำหน้าที่แทน ซึ่งในที่สุดสุดแล้ว ศาลปกครองสูงสุดตัดสินได้วินิจฉัยว่าการใช้ดุลพินิจของยิ่งลักษณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้คืนตำแหน่งแก่คุณถวิล เปลี่ยนสี หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงมีผลให้คุณยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีจำนวน 10 คนที่เข้าร่วมการประชุม ครม.ในวันดังกล่าวต้องพ้นจากตำแหน่งไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ยังได้สร้างวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น โดยพยายามจะนำเงินฝากจากธนาคารออมสินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งสร้างความโกรธเคืองให้กับผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารออมสินทั่วประเทศ โดยมีการแห่กันออกไปถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากเป็นจำนวนเงินสูงถึง 121,700 ล้านบาทในระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนหมดความอดทนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือการออก&amp;rdquo;พรบ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย&amp;rdquo; ที่ทำให้สส.จำนวนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากการเป็นสส.และการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ การ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมนุมค่อยๆพัฒนาและเติบโตขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นขบวนการกปปส. มีการประมาณการว่าในวันที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงสุดอาจสูงถึง 5-7 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ร่วมชุมนุมของพธม.ที่อยู่ในราว 3 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าร่วมการชุมนุมของกปปส.ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่มีระดับการศึกษาดี อยู่ในวัยทำงาน เป็นเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวค่อนข้างมาก คนเหล่านี้ต้องการเห็นการปฏิรูปด้านสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการปฏิรูปการเมืองเพื่อล้มล้าง &amp;ldquo;ระบอบทักษิณ&amp;rdquo; ที่พวกเขาเห็นว่าเต็มไปด้วยการทุจริตในทุกๆด้าน จนประเทศไทยมีภาพลักษณ์เรื่องเงินใต้โต๊ะที่จ่ายให้แก่นักการเมืองและข้าราชการสูงถึงร้อยละ 30-40 ของมูลค่าโครงการภาครัฐ พวกเขาเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความสำนึกรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ มีความกล้าหาญและเสียสละสูง โดยยอมเสียสละทั้งเวลาที่เข้าร่วมการชุมนุม ต้องทนตากแดด ตากฝน กินและนอนบนถนนเป็นระยะเวลายาวนานกว่าครึ่งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณทักษิณสร้างวิกฤตทางการเมืองให้แก่ประเทศ ภายหลังจากที่ถูกเปิดโปงเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กของสิงคโปร์ ด้วยการยุบสภาแล้วประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มหาชนและชาติไทยเห็นว่าคุณทักษิณเอาเปรียบการเลือกตั้งจนเกินไปจากการกำหนดวันเลือกตั้งเองอย่างกระชั้นชิด ทั้งสามพรรคจึงทำสัตยาบันร่วมกันในการขอถอนตัวและไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนใช้การลงโทษทางสังคมต่อรัฐบาลทักษิณเช่นการฉีกบัตรที่หน้าคูหาการเลือกตั้ง การสละสิทธิ์ไม่ไปเลือกตั้ง การทำให้บัตรเลือกตั้งเสียและการกาบัตรว่าไม่ประสงค์ลงคะแนน การลงโทษทางสังคม(social sanctions) แบบนี้ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ระหว่าง 13-15 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 29-34 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติกรรมของคุณยิ่งลักษณ์ไม่แตกต่างจากพี่ชายที่สร้างความไม่สงบทางการเมืองขึ้น โดยการส่งตำรวจและชายชุดดำกระทำการย่ำยีต่อกปปส. และหนีปัญหาด้วยการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งเองในวันที่ 2 เมษายน 2557 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ประกาศบอยคอทการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าอำนาจในการกำหนดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเป็นของกกต. ไม่ใช่ของรัฐบาลนอกจากนี้กกต.ยังเห็นว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งไปอีกระยะหนึ่ง เพราะมีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นทั่วไป แต่เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนยันที่จะจัดการเลือกตั้งให้ได้ กปปส.จึงต้องเข้าไปดำเนินการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกทม.และในหลายเขตเลือกตั้งที่ภาคใต้ ทำให้กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ใน 28 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงโทษทางสังคมของประชาชนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการเลือกตั้งคราวนี้มีจำนวน 14.86 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด จำนวนผู้ลงโทษทางสังคมต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเท่ากับร้อยละ 72.35 ในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะกกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่าเจตนารมณ์ที่ดีของ พธม.และมวลมหาประชาชน-กปปส.ที่ต้องการต่อต้านการคอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายคือเป็น&amp;rdquo;ผู้ก่อความไม่สงบ ขบฏ ผู้ก่อการร้าย...&amp;rdquo; ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวาทกรรม(discourse)และการกล่าว หาจากรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้และการปะทะกันระหว่างชุดความรู้และชุดความคิดของพธม. และกปปส.กับของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ จะไม่เป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตกเท่าใดนัก ตราบเท่าที่ความขัดแย้งถูกจำกัดเอาไว้ที่การโต้แย้งกันในเรื่องของข้อมูล หลักฐาน ข้อเท็จจริง หลักคิด การตีความและการหาเหตุผลต่างๆมาต่อสู้กันระหว่างสองฝ่าย แต่การที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถครอบงำ (domination) ความคิดและความเชื่อต่อประชาชนได้อีกต่อไป ทำให้รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือและต้องหันมาใช้การกำหราบและการใช้กลไกความรุนแรงของรัฐเข้ามาแทนที่ รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ใช้วาทกรรมและชุดความรู้ของพวกเขาบีบบังคับให้ทั่วทั้งสังคมต้องยอมรับว่ามีแต่ชุดความรู้ของรัฐบาลเท่านั้นที่เป็นความจริง (truth ) ประการเดียวของสังคมและไม่มีความจริงอื่นนอกเหนือจากนี้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ บัดนี้ความรู้ ความคิด ความเชื่อและความจริงของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างและครอบงำสังคมไว้ ได้เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้นแล้ว เพราะเมื่อไม่มีอำนาจทางการเมืองค้ำจุนอีกต่อไปชุดความรู้ ความคิด ความเชื่อและความจริงของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์จึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีความต่างๆที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ฟ้องร้องแกนนำพธม. และกปปส.ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งจำนวนมากมายนั้น แท้จริงแล้วมีเหตุและปัจจัยเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างกันไปตามวันเวลาและสถานที่ เพราะฉะนั้นจึงสมควรรวมคดีความต่างๆของพธม.ให้เหลือเพียงคดีเดียว เช่นกันกับคดีความต่างๆของกปปส. การมองคดีความต่างๆของทั้งสองขบวนการควรมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาล ในประเด็นที่ภาคประชาชนต่อต้านและคัดค้านรัฐบาลที่ทุจริตจากการบริหารบ้านเมืองและการใช้นโยบายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หากมองแบบนี้จะเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งระหว่าง พธม.กับรัฐบาลทักษิณ และระหว่าง กปปส.กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างพธม.-กปปส. กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากนี้ควรมองความขัดแย้งข้างต้นว่าเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความขัดแย้งทางการเมือง&amp;rdquo; ไม่ใช่ &amp;ldquo;ความขัดแย้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง&amp;rdquo;ตามที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ดำเนินการไว้แต่อย่างใด ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่สมควรโยนภาระเรื่องการวินิจฉัยคดีความขัดแย้งทางการเมืองและคดีความทั้งหมดให้แก่ศาล แต่รัฐบาลน่าจะเสนอแนะให้แต่งตั้งคณะผู้พิพากษาพิเศษเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองให้ &amp;ldquo;ยุติ&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;เป็นธรรม&amp;rdquo;แก่ทุกฝายที่เกี่ยวข้องในเวลาไม่ช้านานนัก เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้แก่คดีทางการเมืองทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ในศาลเป็นจำนวนมากมาย เพื่อให้การเมืองไทยเกิดเสถียรภาพตามสมควร และประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95920</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สังศิต พิริยะรังสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603de09a95157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดร.สังศิต ออกบทความ &#039;นัยยะทางประวัติศาสตร์ของขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชัน : พธม.และ กปปส.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ประธานกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;นัยยะทางประวัติศาสตร์ของขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชัน : พธม.และ กปปส.&amp;quot; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศไทยปัญหาหนึ่งที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนแก้ได้สำเร็จคือปัญหาการคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อราว 40 ปีล่วงมาแล้ว ผมมีโอกาสอ่านตำราภาษาเยอรมันชื่อ &amp;ldquo;การก่อตัวของรัฐเยอรมันสมัยใหม่&amp;rdquo; ของ Prof.Dr. Juergen Kocka นักประวัติศาสตร์สังคม(social history)ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้านประวัติศาสตร์สังคมในโลกยุคปัจจุบัน
ผมได้มุมมองใหม่ๆและแรงบันดาลใจอย่างล้นเหลือจากงานเขียนชิ้นนี้ งานชิ้นนี้วิเคราะห์และอธิบายถึงการก่อตัวของรัฐเยอรมันสมัยใหม่ในยุคที่บิสมาร์กเป็นนายกรัฐมนตรี สาระสำคัญที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือการก่อตัวของรัฐเยอรมันสมัยใหม่เกิดขึ้นพร้อมกับการทำลายล้างอุดมการณ์ศักดินา(feudalism) ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ความเชื่อแบบไสยศาสตร์(ที่ถูกทดแทนด้วยความคิดแบบวิทยาศาสตร์)และที่สำคัญคือการทำลายการคอร์ปชันแบบดั้งเดิมลงอย่างสิ้นเชิง กล่าวโดยสรุปคือรากฐานของระบบราชการสมัยใหม่ของเยอรมันเกิดขึ้นพร้อมกับการรื้อถอน (deconstruction) ความคิด ความเชื่อและความสัมพันธ์ทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองแบบดั้งเดิมลงไปแทบทั้งหมด และแทนที่ด้วยอุดมการณ์ที่เน้นความเท่าเทียมกันของคนในสังคม โดยไม่สนใจชาติกำเนิดและฐานะทางด้านเศรษฐกิจอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อย้อนคิดถึงเรื่องการปฏิรูประบบราชการในสมัย ร.5 ผมพบว่าการสร้างระบบราชการสมัยใหม่ของไทยไม่ได้รื้อถอนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และและการฉ้อราษฎร์บังหลวงแบบดั้งเดิมเหมือนที่เกิดขึ้นในเยอรมนี นี่จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากกลับมาทำวิจัยเรื่องคอรัปชั่น เพราะว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงแบบดั้งเดิมยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานระบบราชการสมัยใหม่และการเมืองที่ก่อปัญหาแก่สังคมไทยอย่างมากมายติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้าด้านการศึกษา การทุจริตและฉ้อฉลอย่างรุนแรงในทุกหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังสำเร็จการศึกษาและกลับมาที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมทำงานวิจัยชิ้นแรกกับอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรเรื่อง &amp;ldquo;คอร์รัปชันกับประชาธิปไตยไทย&amp;rdquo; (2537) งานชิ้นนี้ผมพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ในขณะนั้นมองว่าพรรคชาติไทยเป็นพรรคที่ทุจริตมากที่สุด ทำให้หัวหน้าพรรคการเมืองนี้ประกาศฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับผมทั่วราชอาณาจักร งานชิ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพรรคชาติไทยกับผมโดยมีสื่อมวลชนสนับสนุนงานวิจัยของผมอย่างกว้างขวาง เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชนและสื่อมวลชน พรรคชาติไทยได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นถัดมาอาจารย์ผาสุก ผมและอาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์เรื่อง &amp;nbsp;&amp;ldquo;เศรษฐกิจนอกกฎหมาย:หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า&amp;rdquo; (2543) ผมได้ประมาณการขนาดของเงินในบ่อนการพนันที่ผิดกฎหมายใน กทม.และชี้ให้เห็นว่าตำรวจมีส่วนพัวพันกับ&amp;rdquo;ส่วย&amp;rdquo;ที่เจ้าของบ่อนจ่ายให้ ผลที่ติดตามมาคืออธิบดีกรมตำรวจได้ประกาศให้ผู้กำกับทุกโรงพักทั่วประเทศแจ้งความเอาผิดผมในข้อหาหมิ่นศักดิ์ศรีตำรวจ ตำรวจกล่าวอ้างว่าใน กทม.ไม่มีบ่อน ความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับผมส่งผลกระทบต่อสังคมและตัวผมอย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;มีการส่งกำลังตำรวจมาล้อมจับผมที่บ้าน ตำรวจแถลงข่าวทางวิทยุตลอดทั้งวันว่าผมบิดเบือนความจริงเรื่องบ่อนโรงเรียนสาธิตจุฬาส่งครูมาคุ้มครองลูกผมเป็นพิเศษ เพราะเกรงว่าลูกชายของผม(อยู่ ป.1)จะถูกตำรวจอุ้ม มีการนำประเด็นเรื่องงานวิจัยและการคุกคามผมไปอภิปรายในสภาโดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ความขัดแย้งยุติลงเมื่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีคำสั่งย้ายอธิบดีตำรวจให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนเบอร์ 1 ของตำรวจ แต่ไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรตำรวจ จึงทำให้การทุจริตของตำรวจเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศตราบจนกระทั่งถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยของผมหลังจากนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่น และผมตกอยู่ในวงจรที่ถูกพรรคการเมืองนักการเมือง (คุณทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง นรม.) และ ผบ.ตร.อีกหลายคนฟ้องหมิ่นประมาทมาโดยตลอด คดีสุดท้ายที่ สตช.ยอมถอนฟ้องผมเกิดขึ้นในปี 2562 นี่เอง ตลอดเวลาราว 30 ปีที่ทำวิจัยเรื่องคอรัปชั่น ผมพบว่าความโกรธแค้นของผู้มีอำนาจในภาครัฐที่มีต่อผม เป็นเพราะพวกเขาต้องการรักษาโครงสร้างของระบบราชการและระบบการเมืองที่ทุจริตเอาไว้ ส่วนตัวผมได้ข้อสรุปอย่างมั่นใจว่าถ้าไม่มีการปฏิรูประบบตำรวจให้เป็นตำรวจของจังหวัด และไม่มีการปฏิรูประบบราชการให้เกิดธรรมาภิบาลคงยากที่ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานวิจัยเรื่อง&amp;rdquo;การลงโทษโดยสังคม&amp;rdquo;(social sanctions)(2559) ซึ่งผมได้สร้างทฤษฎีต่อต้านการคอรัปชั่นสำหรับสังคมไทยขึ้น ผมได้นำกรณีการเคลื่อนไหวของ พธม.และ กปปส.มาศึกษา และพบว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (new social movement) ของทั้งสองขบวนการนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการคอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ทรยศต่อผลประโยชน์ของประเทศ และทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกพวกเขาเข้ามา ผมเห็นว่าขบวนการ พธม.และ กปปส.เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านการคอรัปชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประสบความสําเร็จมากที่สุดในแง่ของการให้ความรู้เรื่องการทุจริตที่สลับซับซ้อนของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ผลงานการต่อสู้ของพวกเขาทำให้ศาลมีหลักฐานเพียงพอที่สามารถตัดสินให้คุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์มีความผิดในข้อหาทุจริตได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ได้มองว่า พธม.และ กปปส.เป็นขบวนการของภาคประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันมากกว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของ &amp;rdquo;เจตจำนงค์ของมวลมหาประชาชน&amp;rdquo; ที่ต้องการต่อต้านการคอรัปชั่นของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์อย่างเด็ดเดี่ยวและจริงจัง หากแกนนำไม่ทำตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน แน่นอนว่าพวกเขาพร้อมที่จะละทิ้งแกนนำไปอย่างไม่ใยดี การที่แกนนำนำพามวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่ง ปิดล้อมสนามบิน สถานีโทรทัศน์ หรือยึดทำเนียบรัฐบาล ล้วนแล้วแต่เป็นเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีของ พธม. และ กปสส.แสดงให้เห็นถึงความตื่นรู้ในระดับสูงของมวลชนที่ไม่อดทนต่อการคอร์รัปชันของนักการเมืองอีกต่อไป ผมมองว่าทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่แกนนำที่ชี้นำการเคลื่อนไหวของมวลชนได้อย่างง่ายๆในทางตรงกันข้าม มวลมหาประชาชนต่างหากที่เป็นฝ่ายกำหนด กดดัน ชี้นำและต่อรองให้แกนนำต้องนำพาเจตนารมณ์ของพวกเขาไปขับเคี่ยวกับรัฐบาลที่ทุจริตมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผลลัพธ์ของการเปิดโปงการทุจริตของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์กลับทำให้แกนนำ พธม.และ กปปส.ถูกตำรวจ ดีเอสไอ ปปง.และอัยการฟ้องร้องคนละหลายสิบคดี ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งในข้อหากบฏ ผู้ก่อการร้าย ผู้บุกรุกและยึดสถานที่ราชการเป็นต้น เห็นได้ชัดเจนว่าการฟ้องร้องเป็นความต้องการทางการเมืองของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการกลั่นแกล้ง รังแก และทำลายแกนนำและขบวนการต่อต้านการคอรัปชั่นของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างการชุมนุมอย่างสงบ การลอบทำร้าย และลอบสังหารแกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมด้วยอาวุธสงครามเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกวัน ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนตาย บาดเจ็บและกลายเป็นคนพิการไป ในสถานการณ์ที่โหดร้ายและน่าขมขื่นที่สุด ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่มาจากทั่วทุกสารทิศทั่วประเทศต่างยืนหยัดเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาลและโจมตีระบบราชการและระบบการเมืองที่ทุจริตอย่างไม่ย่อท้อ ผมคิดว่านี่เป็นนัยยะที่สำคัญทางประวัติศาสตร์สังคม ที่แสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองและระบบราชการไทยที่ดำรงอยู่จำเป็นต้องถูกปฏิเสธและการปฏิรูปถึงรากฐานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าใจกลางของการปฏิรูปคือต้องขจัดการทุจริตของระบบราชการและระบบการเมืองให้สิ้นซาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่าศาลพึงเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นว่า การที่ตำรวจ ดีเอสไอและอัยการร่วมกันทำสำนวนฟ้องแกนนำ พธม.และ กปปส.เป็นเพราะหน่วยงานเหล่านี้ตกอยู่ใต้อำนาจการบงการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ความจริงเรื่องนี้ปรากฎให้เห็นแล้วว่าในเวลาต่อมาอธิบดีดีเอสไอได้ถูกศาลตัดสินให้จำคุกในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ศาลรับสำนวนที่ไม่สุจริตจากตำรวจ ดีเอสไอและอัยการมานั้น ศาลพึงตระหนักด้วยว่าท่านควรทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธเจ้าทรงสอนเราไว้ว่า การพิจารณากรรม(กระทำ)ใดๆนั้นให้พึงพิจารณาเจตนาของผู้กระทำประกอบกันไปด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งคือจะพิจารณาการกระทำความผิดใดๆ พึงพิจารณาเจตนาของผู้กระทำประกอบกันไป
เมื่อเร็วๆนี้ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าปฏิบัติการต่างๆของแกนนำ กปปส.ไม่เข้าข่ายเป็นการกบฏและการก่อการร้าย และการกระทำของพวกเขาไม่ได้มุ่งล้มล้างรัฐธรรมนูญ และระบบการปกครอง นี่เป็นความจริงอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะว่าเจตนารมณ์ของ กปปส. (และของ พธม.) คือต้องการต่อต้านการคอรัปชั่นของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่าการพิจารณาคดีนี้ของศาลต่อแกนนำ พธม.และ กปปส.มิได้คำนึงถึงเจตนาของแกนนำและบริบทที่เป็นจริงในขณะนั้นประกอบกันไปด้วย แม้ว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาของศาลที่ให้จำคุกแกนนำของ พธม.และ กปปส. น่าจะมีนัยยะอย่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่อขบวนการต่อต้านการคอรัปชั่นของไทย เพราะคำพิพากษานี้อาจส่งผลกระทบต่อขบวนการและจิตสำนึกที่ต่อต้านการคอร์รัปชันของคนไทยที่เติบโตมาโดยตลอดกว่าสองทศวรรษ และอาจไปบั่นทอนจิตใจที่จะหาญกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลและนักการเมืองที่ทุจริต เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในวันข้างหน้าผู้ที่จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์แบบนี้คือนักการเมืองและรัฐบาลที่โกง เท่านั้น การกล่าวอ้างถึงนโยบายปราบปรามการคอรัปชั่นจะเป็นเพียงโวหารของรัฐบาลที่ฉ้อฉล ดังนั้นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แก้ปัญหาการทุจริตในเชิงระบบและในระดับโครงสร้างจะถูกยืดเวลาออกไป แน่นอนว่าประชาชนคือผู้ที่สูญเสียโอกาสที่แท้จริงที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรควรจะทำให้ประชาชนรักษาจิตวิญญาณและความกล้าหาญที่จะออกมาต่อต้านรัฐบาลที่ทุจริตต่อไปในอนาคต...สวัสดีครับจากผมเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สังศิต พิริยะรังสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049cd6a59cca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะประธานกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 26 คณะ &#039;สังศิต-สมชาย&#039; ได้เฮแก้ปัญหายากจน-ปกป้องสิทธิมนุษชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานในการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาครั้งแรกวานนี้ กำหนดวาระให้เลือกประธาน รองประธาน เลขานุการ โฆษก และตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ส.ว.ปี 2562 ข้อ 87 โดยผลการเลือกประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา จำนวน 26 คณะ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ
&amp;nbsp;- นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
2. คณะกรรมาธิการการกีฬา
&amp;nbsp;- พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์
3. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์
&amp;nbsp;- พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ
4. คณะกรรมาธิการการคมนาคม
&amp;nbsp;- พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ
5. คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง
&amp;nbsp;- นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ
6. คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
&amp;nbsp;- นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์
7. คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ
&amp;nbsp;- พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
8. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;- พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
9. คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น
&amp;nbsp;- พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช
10. คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน
&amp;nbsp;- พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์
11. คณะกรรมาธิการการพลังงาน
&amp;nbsp;- พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์
12.คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
&amp;nbsp;- นายเสรี สุวรรณภานนท์
13. คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
&amp;nbsp;- นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
14. คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและการตำรวจ
&amp;nbsp;- พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์
15. คณะกรรมาธิการการแรงงาน
&amp;nbsp;- พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว
16. คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
&amp;nbsp;- พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง
17. คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม
&amp;nbsp;- พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์
18. คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรมจริยธรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม
&amp;nbsp;- นายมหรรณพ เดชวิทักษ์
19. คณะกรรมาธิการการศึกษา
&amp;nbsp;- นายตวง อันทะไชย
2 0.คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
&amp;nbsp;- นายเจตน์ ศิรธรานนท์
21. คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;- นายกล้านรงค์ จันทิก
22. คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;- พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์
23. คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;- พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ
24. คณะกรรมาธิการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;- นางอภิรดี ตันตราภรณ์
25. คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค
&amp;nbsp;- นายสมชาย แสวงการ
26.คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ
&amp;nbsp;- พลเอก ชาตอุดม ดิตถะสิริ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวว่าคณะกรรมาธิการ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ มีความตั้งใจ มีเจตนาชัดเจนที่จะแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย มุ่งให้เกิดความสำเร็จโดยจะบูรณาการวิธีคิดและการทำงานร่วมกับกันมาธิการชุดอื่นที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนฯนี้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมการร่างข้อบังคับการประชุม ที่บรรจุการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ไว้ในร่างข้อคับการประชุมจนผ่านการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 27 มิยฯ โดยมีท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ และเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ และนำเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา เมื่อวันที่ 19 สค 2562 &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ขึ้นใหม่อีกชุดหนึ่ง คือ คณะกรรมาธิการ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วันที่ 19 สิงหาคม 2562 ถือเป็นวันกำเนิดของคณะกรรมาธิการชุดนี้&amp;quot;นายสังศิต กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45477</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาย แสวงการ, สังศิต พิริยะรังสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d7850f595bb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สังศิต” หนุนสลากฯออกลอตโต้ ชี้รวมชุด5ใบแก้ขายแพงไม่ได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;สังศิต&amp;rdquo; ฟันสลากฯ เตรียมคลอดหวยชุด 5 ใบไม่เวิร์ค แก้ปัญหาขายเกินราคาไม่ได้ เหตุเลขไม่ตรงใจผู้ซื้อ แนะออกลอตโต้ เปิดช่องผู้ซื้อเลือกตัวเลขเองตอบโจทย์มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.62 - นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เตรียมออกสลากรวมชุด 5 ใบ เพื่อแก้ไขปัญหาสลากแพง หลังออกสลากรวมชุด 2 ใบและคละเลข ว่า มองว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาที่กำหนดไว้ที่ 80 บาทได้ แม้ว่าจะปรับการรวมชุดจากแบบ 2 ใบเป็นแบบ 5 ใบก็ตาม เพราะตัวเลขที่นำมารวมชุดไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แนวทางในการแก้ไขปัญหาสลากแพง สำนักงานสลากฯ ควรจะจำหน่ายสลากในรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ได้เลือกสลากด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการออกลอตโต้ ที่ผู้บริโภคจะเลือกตัวเลขแต่ละตัวในสลากได้ แต่สำนักงานสลากฯ จะต้องทำการศึกษาแนวทางให้เหมาะสม ซึ่งจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนมีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันจะต้อง ชดเชยผู้ค้า ทั้งผู้ค้าโควตาและผู้ค้ารายย่อย เพื่อให้ได้รับผลกระทบจากการทำลอตโต้ดังกล่าวให้น้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การชดเชยผู้ค้านั้น ในส่วนของมูลนิธิต่าง ๆ รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณในการชดใช้แต่ละแห่ง ขณะที่ผู้ค้ารายย่อย รัฐบาลต้องส่งเสริมการหาอาชีพใหม่ให้ เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ที่ได้รับจากการขายสลากที่หายไป&amp;rdquo; นายสังศิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสลากฯ ได้มีการศึกษาเรื่องการออกสลากรูปแบบใหม่ และเงินรางวัลต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว ภายหลังจาก พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2562 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในช่วงที่ผ่านมา โดยใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่มีการเขียนกฎหมายเปิดกว้างให้สำนักงานสลากดำเนินการออกสลากในรูปแบบใหม่ ๆ ได้เหมือน พ.ร.บ.ฉบับเดิม ทั้งให้สามารถออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว หรือ สลากออนไลน์ หรือ สลากผ่านคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะมีรายละเอียดเรื่องรางวัลที่ 1 ในกรณีที่มีการออกสลากลอตโต้ โดยในกฎหมายใหม่จะกำหนดให้สมทบเงินรางวัลที่ 1 ได้ไม่เกิน 1 งวด หากยังไม่มีผู้ถูกรางวัล เงินจะถูกส่งเข้าคลังทันที ซึ่งจะต่างจากสลากลอตโตของต่างประเทศ ที่จะทบเงินรางวัลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีผู้ถูกรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ. บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า การออกผลิตภัณฑ์ใหม่โดยเฉพาะสลากลอตโต้ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารูปแบบ จำนวนรางวัล จำงวด และเงินรางวัลที่จะจ่ายให้กับผู้ถูกรางวัล โดยในกฎหมายใหม่กำหนดให้สมทบเงินรางวัลได้ไม่เกิน 1 งวด หมายถึง กรณีการออกรางวัลงวดวันที่ 1 ไม่มีผู้ถูกรางวัลแจ็คพ็อต หรือรางวัลอื่น ๆ ก็จะนำเงินรางวัลในงวดดังกล่าวไปสมทบในการออกรางวัลงวดวันที่ 16 และถ้าในงวดวันที่ 16 ยังไม่มีผู้ถูกรางวัลแจ็คพ็อต ก็จะนำเงินรางวัลของวันที่ 1 นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน โดยจะสมทบในลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งต่างจากการจ่ายรางวัลแจ็คพ็อตของต่างประเทศที่จะมีการสมทบต่อไปเรื่อย ๆ ทุกงวด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37325</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยรังสิต, สังศิต พิริยะรังสรรค์, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, สำนักงานสลากฯ, หวย, หวยชุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb6ada3a5a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิโธ่!เหลือ13วัน 48%ยังเข้าใจผิด &#039;บัตรลงคะแนน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อึ้ง! เหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่ชาวบ้านกว่า 48% ยังนึกว่าต้องกาบัตรลงคะแนน 2 ใบ เสียงส่วนใหญ่ 80% หนุนพรรคชนะมีสิทธิ์ชอบธรรมตั้งรัฐบาลก่อน &amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; คว้าอันดับหนึ่งผู้นำขัดแย้งน้อยสุด ส่วน &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; รั้งบ๊วย โพลสังศิตเชื่อ &amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; กวาดชัยดันลุงตู่คว้านายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเรื่องการเมืองถึง 3 สำนัก โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หรือนิด้าโพล เผยผลโพลเรื่องการลงคะแนนเลือกตั้ง 2562 ที่สำรวจประชาชน 1,251 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงการรับทราบของประชาชนว่าจะต้องกาบัตรลงคะแนนคนละกี่ใบ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 51.96% ระบุว่าทราบต้องกาบัตรกี่ใบ ขณะที่ 48.04% ระบุว่าไม่ทราบ ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าทราบพบว่า 92.77% ระบุคำตอบได้ถูกต้องว่าต้องกาบัตร 1 ใบ และ 7.23% ระบุว่ากาบัตร 2 ใบ ซึ่งไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการรับทราบของประชาชนเกี่ยวกับหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มาจากพรรคการเมืองเดียวกันจะเป็นแบบต่างเขตเลือกตั้ง ต่างหมายเลข พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 51.8% ระบุว่าทราบ ขณะที่ 48.2% ระบุว่าไม่ทราบ สำหรับการรับทราบหมายเลขผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือพรรคการเมืองที่จะเลือก พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 62.03% ระบุว่าทราบหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.หรือพรรคการเมือง และ 37.97% ระบุว่าไม่ทราบ และเมื่อถามถึงปัญหาการจำหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.ที่จะเลือก พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 80.98% ระบุว่าไม่มีปัญหาในการจำหมายเลข ขณะที่ 19.02% ระบุว่ามีปัญหาในการจำหมายเลข &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ความสงบบ้านเมืองกับพรรคที่ชอบ กรณีศึกษาประชาชนทั่วประเทศ 1,060 ตัวอย่าง โดยเมื่อถามความสงบบ้านเมืองกับพรรคที่ชอบถูกยุบว่าจะเลือกปกป้องอะไร พบว่าส่วนใหญ่หรือ 95.7% ระบุเลือกที่จะปกป้องรักษาให้บ้านเมืองสงบ ในขณะที่ 4.3% เลือกปกป้องรักษาพรรคที่ชอบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือ 80.1% เห็นด้วยที่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีความชอบธรรมและต้องได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน ในขณะที่ 19.9% ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 77.9% เห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรีที่จะสง่างามเป็นที่ยอมรับของประชาชนต้องให้ ส.ส.เลือก ในขณะที่ 22.1% ไม่เห็นด้วย และที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ ที่ขัดแย้งน้อยถึงน้อยที่สุด กับคนอื่นๆ พบว่า 78.6% ระบุนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองลงมาคือ 73.3% ระบุนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พรรคเพื่อไทย, 66% พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พรรคเสรีรวมไทย, 64.6% นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่, 62.7% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ในขณะที่ 61.5% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และ 54.3% พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคพลังประชารัฐ ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เผยผลโพลเรื่องคะแนนนิยมประชาชนที่มีต่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ และการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ซึ่งศึกษาประชากร 16,000 คน พบว่า รายชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ 5 อันดับแรก อันดับ 1 พล.อ.ประยุทธ์ 23.51%, อันดับ 2 นายอภิสิทธิ์ 17.67%, อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ 14.63%, อันดับ 4 นายอนุทิน 8.29% และอันดับ 5 นายธนาธร 7.52% ส่วนที่เหลือเป็นอื่นๆ 28.38%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงนำเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องนับตั้งแต่การสำรวจครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2561 แต่คะแนนนิยมครั้งล่าสุดนี้ลดลงจากที่อยู่ระดับ 26.04% เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2561 ซึ่งเป็นการลดลงเช่นเดียวกับผู้ถูกเสนอชื่อรายอื่น ส่วนผลสำรวจจำนวน ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อจำแนกตามพรรคและคะแนนนิยมพรรคทั่วประเทศ พบว่า พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.รวม 128 คน, พรรคพลังประชารัฐ 100 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 86 คน, พรรคภูมิใจไทย 38 คน, พรรคอนาคตใหม่ 30 คน, พรรคเสรีรวมไทย 25 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย 25 คน, &amp;nbsp;พรรคชาติไทยพัฒนา 19 คน, พรรคเพื่อชาติ 15 คน ,พรรคชาติพัฒนา 13 คน, พรรคประชาชาติ 12 คน และพรรคอื่นๆ รวม 9 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้วิจัยประเมินว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชารัฐน่าจะได้ในวันที่ 24 มี.ค. จะอยู่ระหว่าง 110-130 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ราว 100-110 เสียง โดยพรรคพลังประชารัฐน่าจะจับมือกับพรรคพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงระหว่าง 285-310 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยกับเครือข่ายพันธมิตรจะมีเสียงราว 180-190 เสียง&amp;rdquo;. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, สังศิต พิริยะรังสรรค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190310/image_big_5c852e3fddfdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม้วพลาดมหันต์ &#039;ทษช.&#039; จบเห่ - นายทุนชิ่งพรรคตระกูลเพื่อเฉา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.62 - รองศาสตราจารย์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่าได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองและการเลือกตั้งของไทยในขณะนี้ค่อนข้างสูง กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พรรคไทยรักษาชาติต้องยุติบทบาททางการเมืองในแง่พฤตินัยอย่างน้อยที่สุดเป็นการชั่วคราว แต่มีความโน้มเอียงสูงว่าพรรคการเมืองพรรคนี้อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ดังนั้นพรรคไทยรักษาชาติคงไม่สามารถรณรงค์หาเสียงต่อไปได้แล้ว ยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณที่กำหนดไว้ให้ทษช.เป็นพรรคที่เก็บคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อจึงไม่เป็นจริงอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผลกระทบของทษช.ส่งผลให้พรรคการเมืองของคุณทักษิณทำงานได้ลำบาก พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อไทยและพรรคที่เหลือทั้งหมดต่างต้องถอยหลังหรือประกาศยุติการหาเสียงในบางพื้นที่แล้ว การต้องเสียงเวลากับการปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงใหม่หมดเป็นตัวกำหนดให้เกิดกระแสนิยมของคุณทักษิณทั้งหมดตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.พลังสำคัญที่ไปเร่งให้พรรคการเมืองของคุณทักษิณตกต่ำหนักลงไปอีกคือความหวาดระแวงและความกลัวของบรรดานายทุนที่สนับสนุนทางด้านการเงินให้แก่พรรคของคุณทักษิณจะถอยห่างออกมา พรรคการเมืองที่ขาดน้ำเลี้ยงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เหมือนกองทัพที่มีทหารแต่ไม่มีข้าวปลาอาหารจะบริโภค ขวัญของทหารจะตกต่ำและค่อยๆพากันหนีทัพอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.คะแนนนิยมส่วนตัวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพรรคพลังประชารัฐจะตีกลับ คนจะตัดสินใจเลือกพลเอกประยุทธ์เพราะเห็นว่าการกระทำความผิดของคุณทักษิณในครั้งนี้โจ่งแจ้งและมิบังควรเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศตกอยู่ในความไม่แน่นอนของอนาคตอยู่ตลอดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติกรรมของ ทษช.ในครั้งนี้ได้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเปลี่ยนแปลงไปหมด ฝ่ายรุกตกเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายรับกลับมาเป็นฝ่ายรุก เพราะคนได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ในการรับมือและการเผชิญหน้ากับการก่อตัวของวิกฤติการเมืองไทยครั้งใหม่อย่างสงบนิ่ง รวมทั้งยังมาจากกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของคุณทักษิณที่ทำให้คนเห็นว่าคุณทักษิณทำได้ทุกอย่างเพียงแค่ได้อำนาจกลับคืนเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28883</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการ, รองศาตราจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์, วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ, สังศิต พิริยะรังสรรค์, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb6ada3a5a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สังศิต” ชี้สลากฯ ปรับสูตรพิมพ์ล็อตเตอรี่ปราบรวมชุดขายไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค. 2562 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการปรับสูตรพิมพ์สลากและจำหน่ายให้ผู้ค้าในระบบจอง-ซื้อ จำนวน 57 ล้านใบ คิดเป็นสัดส่วน65% ของยอดพิมพ์สลาก เป็นแบบคละเลขในระบบ 2-2-1 ว่า วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ค้ารายย่อย ที่ได้โควตาสลาก 5 เล่ม เพราะยังได้ขายสลากชุด 2 ใบได้ ส่วนรายใหญ่ ที่เป็นสมาคม มูลนิธิ มีโควตารวมกัน 33 ล้านฉบับ ยังได้รับการจัดสรรโควตาแบบเดิม กลุ่มนี้ยังสามารถรวมชุดได้ แต่การจะรวมชุดให้มีจำนวนมากแบบเดิม ๆ คงทำยาก จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ราคาสลากชุดใหญ่จะแพงขึ้นกว่าเดิมอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังว่าเมื่อการรวมชุดใหญ่ทำได้ยาก คนซื้อสลากก็หาของได้ยากอาจทำให้ปริมาณการบริโภคสลากลดลงได้ในระยะยาว แต่ยังต้องรอดูสถานการณ์ตลาดต่อไปว่า ในรายย่อย 57 ล้านฉบับ จะเป็นนอมินีของรายใหญ่มากน้อยเท่าไร ที่จะทำให้มีสลากรวมชุดออกมาได้แค่ไหน&amp;quot; นายสังศิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากวงการค้าสลาก เปิดเผยว่า การปรับวิธีการพิมพ์สลากครั้งนี้ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสลากชุดและสลากแพงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้นตอของการรวมชุดคือโควตาสลากของรายใหญ่ สมาคม มูลนิธิ &amp;nbsp;จำนวน 33 ล้านฉบับ ที่ยังคงอยู่แบบเดิม ทำให้อย่างน้อยรายใหญ่ยังสามารถรวมชุดสลากได้อย่างน้อย 20 - 30 ชุด แต่คงไม่ได้มากถึง 60 ชุด แบบเดิมที่เคยมีคนถูกรางวัลถึง 180 ล้านบาทได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายย่อยที่โควตาสลาก 5 เล่ม กลุ่มที่ขายตังจริงก็ไม่กระทบ แต่กลุ่มที่รับสลากแล้วไปขายต่อ ก็จะมีรายได้ลดลง จากเดิมอาจจะขายเกินราคาได้เล่มละ 1 พันบาท อาจจะเหลือเล่มละ 500 บาทเท่านั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกมาทำสลากฯ ชุดขายเอง โดยที่ผ่านมาในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นการทำสลากชุด &amp;nbsp;มูลนิธิก็แสดงความเห็นคัดค้านมาตลอด เพราะเชื่อว่าเมื่อมีการทำรวมชุดแล้ว ก็เท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมให้คนไทยซื้อหันมาซื้อลอตเตอรี่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมงวดหนึ่งอาจเคยซื้อทีละใบ แต่ต่อไปหากมีสลากฯชุด 2 ใบออกมาขายมากขึ้นและขายในราคา 160 บาท ก็จะทำให้นักเสี่ยงโชคหันมาซื้อเลขชุด 2 ใบ แทนสลากฯแบบใบเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ควรจะรณรงค์ให้ประชาชนลดการเล่นพนัน ลดซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ ก็บอกมาตลอดผู้ค้ามาตลอดว่า อย่านำไปขายต่อเพื่อทำรวมชุด แต่ที่ไหนได้พอเห็นยี่ปั้วะทำสลากฯ ชุดออกมาขายดีก็เข้าไปทำขายเอง ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง&amp;rdquo; นายธนากร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมองว่าการออกสลากฯ ชุด ไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาของสลากฯ แพงได้ เพราะท้ายที่สุดผู้ค้ารายย่อยก็ยังน่าจะนำไปขายต่อและจัดชุดได้อยู่ดี ซึ่งวิธีการแก้ไขอาจจะมีการปรับวิธีการออกรางวัลที่ 1 หรือการขายลอตเตอรี่ผ่านแอปพลิเคชั่นแทน สามารถตัดวงจรยี่ปั้วะรับซื้อมารวมชุดและตั้งราคาสูง ๆ ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27503</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับสูตรพิมพ์สลากและจำหน่ายให้ผู้ค้า, สลากรวมชุด, สังศิต พิริยะรังสรรค์, แก้ปัญหารวมชุดไม่ได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb6ada3a5a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
