<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลงนามจองซื้อวัคซีนโควิด อึ้ง!ผู้ติดเชื้อใหม่พุ่ง19ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ประธานลงนามสัญญาจองวัคซีนโควิด เผยพระมหากรุณาธิคุณในหลวง พระราชทานให้บริษัทในพระปรมาภิไธยผลิตต่อแจกจ่าย ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 19 ราย กลับจากต่างประเทศอยู่ในสถานกักกัน สธ.เปิดแพลตฟอร์มจองแพ็กเกจโรงแรมกักตัวประเทศแรกของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้ากับบริษัท AstraZeneca จำกัด และสถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทย โดยมี พ.ต.อ.ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม รองราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง,&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ประธานกรรมการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และอธิบดีกรมการแพทย์, อธิบดีกรมควบคุมโรค,&amp;nbsp; อธิบดีกรมยุโรป และอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ร่วมพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาถือเป็นวิกฤตการณ์ที่สร้างความเสียหายทางด้านสังคมและเศรษฐกิจแก่ประเทศต่างๆ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการแพร่ระบาด จึงได้มีมาตรการในการป้องกันตนเอง การดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้กระทรวงสาธารณสุขและทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันให้โครงการจะทำวัคซีนในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญในการลงนามร่วมกันระหว่างประเทศผู้ค้นคว้าวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเราได้ทำสัญญาเรื่องการจองซื้ออยู่หลายประเภทด้วยกัน โดยกลุ่มนี้มีความก้าวหน้าในระดับที่สูงมาก มีแนวโน้มว่าจะผลิตได้ในต้นปีหน้านี้ ซึ่งคาดว่าคนไทยจะมีวัคซีนใช้ในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการเตรียมความพร้อมภายในประเทศรับวัคซีน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย ทำการผลิตต่อ แจกจ่าย หรือบรรจุ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ และวันนี้ทุกอย่างถือว่าพร้อมรับหากวัคซีนผลิตได้สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือเป็นสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งรัชกาลที่ 10 ก็ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดตรงนี้มา และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ฯ เป็นผู้ที่จะทำการผลิตต่อ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาด้วย และคงไม่ใช่แค่ตรงนี้ เพราะวันหน้าเราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นมาอีก แต่อันนี้ถือเป็นความพร้อมของเราแล้ว ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของวัคซีน ก็ขอให้คนไทยทุกคนได้ช่วยกันตั้งจิตให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดี&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากที่ดูแลและจ่ายประชาชนในประเทศ ยังมีสัญญากับอาเซียนว่าจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน และวัคซีนจะต้องเป็นสินค้าสาธารณะ เพื่อให้คนทุกคนนั้นเข้าถึง ส่วนด้านการวิจัย พัฒนายา และวัคซีน หรือการวิจัยอื่นๆ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มีการจัดทำกองทุนและระเบียบใหม่ในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในขณะนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่มีการผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วย พร้อมกับในอนาคต หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าและสามารถฟื้นฟูได้ ประเทศไทยจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ในเรื่องวัคซีน และจะต้องเพียงพอต่อประชาชนทั้งในภาวะปกติและในภาวะฉุกเฉิน
ติดเชื้อเพิ่ม 19 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 19 ราย จึงทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมมีจำนวน 3,961 ราย ส่วนผู้ที่รักษาหายแล้วเพิ่ม 2 ราย จึงมียอดสะสมผู้ที่ได้รับการรักษาหายแล้ว 3,790 รายส่วนผู้เสียชีวิตยังมียอดสะสมอยู่ที่ 60 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 111 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 19 ราย ได้แก่ 1.ผู้ที่มาจากประเทศเยอรมนี 2 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 26 และอายุ 52 ปี&amp;nbsp; 2.ผู้ที่มาจากประเทศอินเดีย 2 ราย เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 32 ปี อาชีพพนักงานบริษัท รายที่ 2 เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 44 ปี อาชีพวิศวกร 3.ผู้ที่มาจากประเทศสวีเดน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางต่อเครื่องที่ประเทศกาตาร์
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผู้ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 3 ราย โดยรายที่ 1 เป็นชายไทย อายุ 30 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์, รายที่ 2 เป็นชายไทย อายุ 75 ปี มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2563 เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ ส่วนรายที่ 3 เป็นชายสัญชาติอเมริกัน อายุ 61 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่เกาหลีใต้ 5.ผู้ที่มาจากประเทศสหราชอาณาจักร 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 27 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางต่อเครื่องบินที่เกาหลีใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้ที่มาจากประเทศอิตาลี 1 ราย เป็นชายสัญชาติอิตาลี อายุ 42 ปี อาชีพโปรแกรมเมอร์ เดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 7.ผู้ที่มาจากประเทศลักเซมเบิร์ก 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 30 ปี อาชีพเชฟทำอาหาร เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ 8.ผู้ที่มาจากประเทศโอมาน 1 ราย เป็นชายสัญชาติโอมาน อายุ 69 ปี อาชีพนักธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.ผู้ที่มาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย 4 ราย ประกอบด้วย นักเรียนชายไทย อายุ 5 ขวบ, นักเรียนชายไทย อายุ 10 ขวบ, นักเรียนหญิงไทย อายุ 12 ปี และหญิงไทย อายุ 40 ปี อาชีพครู ทั้งหมดเดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 10.ผู้ที่มาจากประเทศจอร์เจีย 2 ราย ได้แก่หญิงไทย อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานนวด และหญิงไทย อายุ 37 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ทั้งคู่เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ และ 11.ผู้ที่มาจากประเทศโปแลนด์ 1 ราย ชายไทย อายุ 41 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.-25 พ.ย.2563 กระทรวงการต่างประเทศร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกคนไทยกลับมาแล้วทั้งสิ้น 128,103 คน จาก 141 ประเทศ รวมทั้งได้ออกหนังสือรับรองให้ชาวไทยเดินทางเข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.-24 พ.ย.2563 รวม 40,401 ราย แบ่งตามสัญชาติมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จีน 7,116 ราย, ญี่ปุ่น 5,472 ราย, สหรัฐอเมริกา 3,279 ราย, สหราชอาณาจักร 2,640 ราย และเกาหลีใต้ 2,169 ราย โดยทุกคนเข้ารับการกักตัวเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ยังได้เสนอแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น (ธ.ค.2563-ม.ค.2564) สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศตะวันตก โดยอยู่ระหว่างพิจารณาให้เข้ามาเป็นกลุ่มโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ และให้กักตัวในรีสอร์ตหรือสถานที่ที่จะมาท่องเที่ยว นอกจากนี้ ได้มีการผ่อนคลายเรื่องการตรวจลงตราประเภทต่างๆ รวมถึงปลดล็อกให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้ทุกประเทศทั่วโลก จากเดิมที่อนุญาต 23 ประเภท โดยมีผลตั้งแต่ 2 พ.ย.2563 ซึ่งกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาแล้ว 260 ราย
สธ.เปิดจอง รร.กักตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และนายจอห์น บราวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อโกด้าฯ ร่วมแถลงข่าว &amp;ldquo;การดำเนินงานสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก (Alternative State Quarantine) และเปิดตัวแพลตฟอร์มจองแพ็กเกจโรงแรมสถานที่กักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก (ASQ)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาธิตกล่าวว่า สธ. โดย สบส. ได้ร่วมมือกับบริษัท อโกด้าฯ เปิดตัวระบบปฏิบัติการจองแพ็กเกจโรงแรมสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก ประเทศแรกของโลกที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจองโรงแรมสถานที่กักตัวแก่ชาวไทยที่ต้องการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย และชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทย ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการค้นหาเปรียบเทียบแพ็กเกจ ASQ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการ มีการแสดงผลมากถึง 39 ภาษา บริการดูแลลูกค้าใน 21 ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและจีนบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และมีกระบวนการชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว นับเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบกิจการในทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธเรศกล่าวว่า ขณะนี้มีโรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็น ASQ แล้ว 113 แห่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ 1,200 ล้านบาท สำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์ม เบื้องต้นมีสถานประกอบการเข้าร่วมแพ็กเกจ ASQ ให้เลือกรับบริการประมาณ 37 แห่ง และจะขยายเพิ่มจำนวน ASQ และสถานที่ควบคุมโรคทางเลือกในต่างจังหวัด อีกกว่า 100 แห่ง คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ราย และสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มอีกกว่า 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต พล.ร.ท.โทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) เปิดเผยว่า เป็นวันแรกของการเข้ามาของเรือยอชต์ จำนวน 3 ลำ ที่ขอเข้าจอดในภูเก็ต ดังนี้&amp;nbsp; 1.เรือ Crabby สัญชาติออสเตรีย 2.เรือ Investigator ll&amp;nbsp; สัญชาติมาเลเซีย และ 3.เรือ Cayenne สัญชาติมาเลเซีย โดยศรชล.ภาค 3 จัดตั้งหมู่เรือรักษาความปลอดภัยเรือยอชต์ที่เข้ามาในพื้นที่ และได้วางกำลังจัดหมู่เรือรวม 3 ชุด ซึ่งทุกลำที่เข้ามาต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดเพื่อควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85256</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, บริษัทในพระปรมาภิไธย, บริษัทในพระปรมาภิไธยผลิตแจกจ่าย, สัญญาจองวัคซีน, สัญญาจองวัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc112bf1acfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
