<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สัญญาณเตือนstrokeรู้เร็วป้องกันได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนกำลังสงสัยว่าตัวเองเป็นโรค stroke หรือโรคหลอดเลือดในสมองหรือไม่ &amp;nbsp; ฉะนั้นจึงต้องฟังสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;เนื่องจากเรามักจะคุ้นเคยกันดีว่า หากป่วยโรคดังกล่าว ก็มักจะพบอาการรุนแรงอย่างโรคหลอดเลือดสมองแตกไปเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์อย่าง &amp;ldquo;Journal of Neurology Neurosurgery &amp;amp; Psychiatry&amp;rdquo; ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง อาจปรากฏขึ้นนานหลายปีก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง ในการศึกษาผู้เข้าร่วมเกือบ 15,000 คน นักวิจัยในเนเธอร์แลนด์พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มักแสดงสัญญาณบางอย่าง เช่น การลดลงของความรู้ความเข้าใจล่วงหน้า 10 ปี ก่อนที่พวกเขาจะป่วยเป็นโรคนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลังจากคุณป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยจะพบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยา ที่ทำให้ทักษะการรับรู้ลดลง และทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น ผู้เข้าร่วมการวิจัยข้างต้น ได้รับการประเมินความสามารถด้านการรับรู้ และกิจวัตรประจำวันที่ทำด้วยตนเอง เช่น ซักผ้าและแต่งตัว และจากการวิจัยนั้นพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองนั้นจะพบการเปลี่ยน โดยเฉพาะการรับรู้หรือแม้แต่ความทรงจำที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 12.5 ปี ดังนั้นผลการวิจัยข้างต้นจึงพอสรุปได้ว่า ก่อนที่คุณจะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรค stroke นั้น จะพบสัญญาณเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับระดับความจำ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำอย่างง่ายๆ ที่ลดลง ก่อนล่วงหน้าประมาณ 10 ปี และผู้หญิงมักจะมียีน APOE ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคอัลไซเมอร์ และเลี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากขึ้น หากว่าผู้หญิงคนนั้นได้เรียนในระดับที่น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ตีพิมพ์ในวารสารเครื่องมือผ่าตัดอย่าง &amp;ldquo;Lancet&amp;rdquo; พบว่าโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้สูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงสัญญาณเตือนอื่นๆ ที่ควรระวังมีดังต่อไปนี้ &amp;quot;ความดันโลหิต&amp;quot; ตามรายงานของหน่วยงานด้านโรค Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมองในอังกฤษ ระบุว่าภาวะความดันโลหิตสูงและโรคความดันโลหิตสูงมีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองประมาณครึ่งหนึ่งจากปัจจัยทั้งหมด แต่นั่นก็ทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศ.ปีเตอร์ ร็อธเวลล์&amp;rdquo; ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและผู้อำนวยการหน่วยวิจัยการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายว่า &amp;ldquo;โรคหลอดเลือดสมองตีบ (ischemic stroke) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 87 ที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเกิดจากการตีบของหลอดเลือดแดงที่คอและสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง และหากคุณมีความดันโลหิตสูง ยังส่งผลต่อหัวใจซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจห้องบน สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบภาวะหัวใจห้องบนคือการตรวจสอบชีพจรของคุณ เป็นเรื่องปกติที่การเต้นของหัวใจบางครั้งจะไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้ามันไม่สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง ควรรีบแจ้งให้แพทย์ประจำตัวของคุณทราบทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คุณสามารถตรวจความดันโลหิตของคุณได้ที่ร้านขายยา หรือวัดด้วยตัวเองโดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิต หากคุณได้รับการอ่านมากกว่า 140/90 สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้แพทย์ประจำตัวของคุณทราบ สำหรับคนส่วนใหญ่ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และบางครั้งการกินยา ก็เพียงพอแล้วที่จะลดค่าความดันโลหิตลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ&amp;quot; หรือ &amp;ldquo;TIAs (or mini strokes)&amp;rdquo; เป็นอาการทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน เกิดจากลิ่มเลือดเล็กๆ ที่ปิดกั้นหลอดเลือด ทั้งนี้จะทำให้คุณรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ฝ่ามือของคุณอยู่ตลอดเวลา ศ.ปีเตอร์ ร็อธเวลล์&amp;rdquo; กล่าวว่า &amp;ldquo;ซึ่งอาการเจ็บจี๊ดที่ฝ่ามือดังกล่าวจะคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมองมาก เนื่องจากคุณอาจมีอาการชาที่ขาข้างหนึ่ง หรืออ่อนแรงที่ใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือปากเบี้ยวพูดไม่ชัด หรือการมองเห็นด้วยตาข้างเดียว ทั้งนี้ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) อันเนื่องจากการที่ลิ้มเลือดอุดตันนั้นจะหายไปเอง เมื่อสมองฟื้นตัวได้จากการภาวะที่ลิ้มเลือดอุดตัน แต่ผู้ที่มีภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะนั้น อาจทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือเส้นเลือดในสมองแตกได้อย่างเฉียบพลัน ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการสมองขาดเลือดควรรีบไปพบแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คอเลสเตอรอลสูง&amp;quot; การมีคอเลสเตอรอลสูง ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง นี่เป็นเพราะการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดแดงได้ยาก และอาจแตกตัวเป็นก้อนที่เป็นอันตรายได้ หากคุณมีประวัติโรคหัวใจในระยะแรก หรือโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว คุณควรตรวจเลือด เพื่อตรวจดูว่าคุณมีระดับคอเลสเตอรอลสูงผิดปกติหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดี โรคอ้วน หรือการออกกำลังกายไม่เพียงพอ สามารถเพิ่มโอกาสในการมีคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีได้เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องประวัติครอบครัวของคุณ ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์หนัก การรับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันสูง และการขาดการออกกำลังกาย หมายความว่าคุณอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ในภายหลัง ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และมีเส้นใยสูง ซึ่งรวมถึงผลไม้สด ผัก และธัญพืชไม่ขัดสี คุณสามารถใช้เครื่องคำนวณความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อดูว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่ โดยคำนึงถึงอายุ ความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และประวัติครอบครัวของคุณ เพื่อคำนวณความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในช่วง 10 ปีข้างหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112735</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, สัญญาณเตือนstrokeรู้เร็วป้องกันได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6111154dc9831.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
