<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดให้หน่อย!&#039;สมชาย&#039;อยากเห็นพรรคการเมืองแสดงท่าที กรณีม.112 เอาคนโกงกลับบ้าน นิรโทษกรรมสุดซอย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.62- สมชาย แสวงการ สมาชิกสนช. โพสต์ข้อความ กรณีการจัดเวทีสัญญาประชาคม พรรคการเมือง ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ล้มเหลวอีก ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ มีการเชิญแกนนำพรรคการเมืองอาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ,นายอุตตม สาวนายน,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นต้น รวมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชายตั้งคำถามว่า วันพรุ่งนี้จะรอดูว่ามีนักข่าวคนไหนถามคำ​ถามที่คนทั้งประเทศสงสัยบางพรรคการเมือง​เช่น
1)​การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2)สถานะวิธีคิดของพรรคนั้นต่อความมั่นของชาติ ศาสนา​ พระมหากษัตริย์​ โดยเฉพาะบางพรรคที่มีแกนนำในพรรคจำนวนมากเคลื่อนไหว​ เรื่องมาตรา112
3)​การนำนักการเมืองหนีคดีทุจริตมาขึ้นศาลหรือเอากลับบ้านแบบเท่ห์ๆ​หรือแนวคิดนิรโทษกรรมสุดซอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอแค่สื่อมวลชนทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณ​ถามแทนประชาชนทีเถอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก​คนข่าวเก่า​แต่ไม่กลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ​ ประชาชนทั่วไปเข้าไปฟังและตั้งคำถามได้ครับ​เพราะเป็นเวทีสาธารณะ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31554</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, นิรโทษกรรมสุดซอย, ม.112, สมชาย แสวงการ, สมาชิกสนช., สัญญาประชาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190317/image_big_5c8e1a553aa7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ชู&#039;5คูณ2&#039;ประกันราคายาง-ปาล์มเอาใจคนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;26 ธ.ค. 61 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภาคใต้ ทั้ง 50 เขต แถลงนโยบายการแก้ปัญหาราคาปาล์มและยางพาราว่า วันนี้ได้เชิญว่าที่ผู้สมัครมาทำสัญญาประชาคม ว่าสิ่งที่พรรคจะประกาศต่อไปนี้เป็นภาระหน้าที่ของผู้สมัครที่ต้องปฏิบัติตาม และต้องผลักดันเมื่อเราเข้าไปเป็นรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้นโยบายที่พรรคประกาศ ผู้สมัครต้องท่องให้ได้และต้องทราบอย่างละเอียด โดยเมื่อเราเป็นรัฐบาล ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งนี้ภาคใต้เป็นเมืองหลวงของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าที่ผู้สมัคร 50 คน เป็นขุนพลที่ต้องรักษาเมืองหลวง และรักษาพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ 4-5 ปีที่ผ่านมา เราตระหนักดีว่าประชาชนโดยเฉพาะภาคเกษตรกรอยู่กันอย่างยากลำบาก ดังนั้น 1 ปีหลังจากเลือกตั้ง ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน เป็น 1 ปีที่ต้องฟื้นฟูวิถีเกษตรกร โดยเราเดิมพันว่าเราจะฟื้นฟูชีวิตของเกษตรกรกลับมาให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรามีนโยบายสำหรับภาคใต้ 5 เรื่องหลัก คือ 1.ยางพารา 2.ปาล์ม 3.การประมง 4.การท่องเที่ยว และ 5.ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้เราขอพูดเรื่องยางและปาล์มที่เป็นหัวใจของเกษตรกรในภาคใต้ โดยขึ้นว่า &amp;ldquo;นโยบายปาล์มและยาง 5 คูณ 2&amp;rdquo; โดยเรื่องราคายางพารา มี 5 เรื่องที่ต้องทำ คือ มาตรการที่ 1 เราจะประกันราคายางที่กิโลกรัม (กก.) ละ 60 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ รวมทั้งเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ได้ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลจ่ายชดเชยไว้ที่ 15 ไร่เป็นหลัก ไร่ละ 16,000-17,000 บาท แต่การทำอย่างนี้ในอดีตไม่ได้ผล เพราะคนกรีดยางที่เป็นคนส่วนใหญ่ ไม่ได้รับผล แต่จะได้รับต่อเมื่อราคายางสูงขึ้น เราจึงใช้คำว่า &amp;ldquo;60 บาท 25 ไร่ ได้ทุกคน&amp;rdquo; มาตรการที่ 2 ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นด้วยการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ ปีละ 1 ล้านตัน เพื่อการทำถนนพาราซอยซีเมนต์ และการปูอ่างเก็บน้ำ ถ้าสามารถผลักดันให้ราคาสูงได้ ก็ไม่ต้องแทรกราคายางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 ตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรชาวสวนยาง เป็นสังคมสวัสดิการแบบสมัครใจ จ่ายสมทบตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 49 (5) มาตรการที่ 4 แก้ปัญหาเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีแอกสารสิทธิ์ จำนวน 300,000 ครัวเรือน พื้นที่สวนยาง 5 ล้านไร่ โดยโฉนดสีฟ้าและโฉนดชุมชน และมาตรการที่ 5 การสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยาง ด้วยชุดความคิดสวนยางยั่งยืน ตามทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง การเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นสมดุลนิเวศน์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการปลูกพืชอื่นร่วมกับยางพารา ทำเกษตรผสมผสาน ลดต้นทุนเพิ่มรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำนั้น โดยมาตรการที่ 1 ประกันรายได้เกษตรกรที่กก.ละ 4 บาท 25ไร่ ซึ่งใช้คำว่า &amp;ldquo;4 บาท 25ไร่ ได้ทุกคน&amp;rdquo; มาตรการที่ 2 การใช้น้ำมันดีเซลบี 10 ทั่วประเทศ และการใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ในการขนส่ง การประมง และใช้น้ำมันดีเซล บี 100 เพื่อสิ่งแวดล้อมในการเกษตร การทำประมง และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มในปี 2562 ถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มาตรการที่ 3 เสนอร่างพ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ. ... ฉบับสภาเกษตรกร และให้มีการซื้อปาล์มคุณภาพตามราคาหน้าโรงงานมาตรการที่ 4 นำน้ำมันปาล์มไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าจ.กระบี่ เพื่อปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ และมาตรการที่ 5 สนับสนุนการส่งออกและชะลอการนำเข้าน้ำมันปาล์ม ซึ่งเราไม่สามารถหยุดยั้งการนำเข้าได้ เพราะกฎหมายไม่ให้ทำ แต่เราใช้การชะลอหรือการผ่านแดนของน้ำมันปาล์ม นี่คือ 5 มาตรการสำหรับฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรชาวสวนปาล์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สวนยาง สวนปาล์ม เราใช้นโยบาย 5 คูณ 2 เราเชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนปาล์มและชาวสวนยางพารา ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พ้นจากความทุกข์ ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน จากปัญหาราคาปาล์มและยางพาราตกต่ำ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพราะเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาทั้งระบบแบบครบวงจร&amp;rdquo;นายนิพิฏฐ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25130</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิพิฏฐ์, นโยบาย5คูณ2, ปชป., ราคายาง-ปาล์ม, สัญญาประชาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181226/image_big_5c232ce4151a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ได้ทีซักฟอก‘อนุพงษ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เพื่อไทยเพิ่งเข้าใจ ทุจริตเชิงนโยบายคืออะไร ไล่บี้ &amp;quot;อนุพงษ์&amp;quot; เผย 5 ข้อพิรุธโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โยงกรณีย้ายผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ลั่นแค่สงสัยยังไม่ได้บอกว่าใครทุจริต แต่ถ้าเป็นการเมืองปกติถูกซักฟอกไปแล้ว เตรียมคุ้ยตารางนัดหมายลูกชาย มท.1 กับ ผวจ.ภูเก็ต มาเผยกับสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง &amp;nbsp;ได้พาน้องเกี่ยวก้อยลงพื้นที่ร่วมงานไทยนิยมยั่งยืน เพื่อชุมชนอยู่ดีมีสุข ในเขต กทม. ที่ พล.ม.2 รอ. โดยได้ร่วมสร้างความเข้าใจใน &amp;ldquo;สัญญาประชาคม&amp;rdquo; กับประชาชน เพื่อให้สามารถนำสัญญาประชาคมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงยังได้ร่วมรับฟังปัญหาที่รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหายาเสพติด ปัญหาขยะ เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหากรณีโครงการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบครบวงจรเพื่อแปรรูปผลิตพลังงาน หรือโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) จำนวนทั้งสิ้น 7,852 แห่ง โดยมีงบประมาณกว่า 178,000 ล้านบาท ที่ส่อว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีข้อสงสัยหรือข้อพิรุธว่าอาจจะมีการทุจริตเชิงนโยบาย คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ครม.มีมติให้การบริหารจัดการขยะ ซึ่งแต่เดิมมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่น ได้ปรับเปลี่ยนมาให้กระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลจังหวัดและ อปท.ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการและแผนปฏิบัติการเพื่อขอตั้งงบประมาณรายปีในการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มีการจัดตั้งองค์กรเป็นการภายในที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มท. เพื่อพิจารณาโครงการศูนย์กำจัดขยะฯ ขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย
สงสัยลูกชาย มท.1
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มีข้อสังเกตว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 งดเว้นการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA &amp;nbsp;และยกเว้นกฎหมายผังเมือง ทั้งๆ ที่การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญยิ่งสำหรับโครงการที่อาจมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกับประชาชน ซึ่งหากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ผู้ใช้มาตรา 44 จะรับผิดชอบอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.มีข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนออสเตรเลีย ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ ได้เสนอข้อมูลเชิงลึกถึงเหตุผลในการย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร จาก ผวจ.เชียงราย ไปเป็น ผวจ.พะเยา เพราะปกป้องงบประมาณของทางราชการด้วยการไม่เห็นชอบโครงการที่ไม่ถูกต้องหลายโครงการ และหนึ่งในหลายโครงการ มีโครงการกำจัดขยะของจังหวัดเชียงรายรวมอยู่ด้วย โดยมีโครงการศูนย์บริหารจัดการขยะและเตาเผาขยะ มูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้มีการฟังความเห็นของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งอาจจะใช้งานไม่ได้อีกด้วย เพราะตั้งแต่สร้างมาไม่ได้ใช้งานแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.มีสื่อบางฉบับมีข้อสงสัยว่า กรณี มท.1 ปฏิเสธว่า ลูกชาย มท.1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะของ มท. แต่เหตุใดลูกชาย มท.1 จึงมีนัดหมายพบ ผวจ.ภูเก็ต ในเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 3 พ.ค.61 ที่ผ่านมา แม้ มท.1 จะออกมาปฏิเสธแทนลูกชายว่าไม่ได้พบกับ ผวจ.ภูเก็ต แต่นัดหมายดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ได้กระจายไปทั่วแล้ว แม้ ผวจ.ภูเก็ตจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าลบนัดหมายไปแล้ว และจำภาพคนมาพบไม่ได้ ก็ยิ่งเป็นข้อน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น เพราะการนัดหมาย ผวจ.ในแต่ละวันมีข้อราชการสำคัญ ต้องผ่านการกลั่นกรองจากเลขานุการ และได้รับความเห็นชอบจาก ผวจ.จึงจะลงนัดหมายได้ ยิ่งเป็นการนัดหมายจากลูกชาย มท.1 แล้ว จะลงนัดหมายหลวมๆ โดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้อง ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ สื่อฉบับที่เผยแพร่การนัดหมายดังกล่าว คงมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งตารางนัดหมายของลูกชาย มท.1 กับ ผวจ.ภูเก็ต เพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัยต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทั้ง 5 ข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้น ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงข้อสงสัยหรือข้อพิรุธ ยังมิได้กล่าวหาว่า มท.1 หรือผู้ใดทุจริตในโครงการกำจัดขยะ &amp;nbsp;
อยากซักฟอก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง จากข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าเป็นช่วงการเมืองปกติ มท.1 ก็คงถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว เพื่อเป็นการขอตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยมีเหตุผลสำคัญเพื่อรักษางบประมาณแผ่นดินของชาติให้ใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการสำคัญ สังคมคงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายการปราบปรามการทุจริต ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบริหารจัดการโครงการกำจัดขยะของ มท. ว่ามีการดำเนินการที่ส่อว่ามีการทุจริตในขั้นตอนใดหรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าลูกชาย มท.1 อาศัยอำนาจและบารมีของบิดาเข้าไปทำธุรกิจโครงการกำจัดขยะจริงหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สังคมคงอยากเห็น ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทำงานเชิงรุก ด้วยการลงไปตรวจสอบและให้คำแนะนำโครงการใหญ่ทั้งระบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มท. และลงไปตรวจโครงการย่อยที่จังหวัดเชียงราย ว่าโครงการก่อสร้างเสร็จแล้วใช้งานไม่ได้จริงหรือไม่ ป.ป.ช.ก็จะได้ชื่อว่าเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต ไม่สองมาตรฐาน ความเชื่อมั่นด้านการปราบปรามการทุจริตก็จะฟื้นกลับคืนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนี้ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นโครงการนี้ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในการแก้ไขปัญหาขยะและลดมลพิษ แต่กลับแปรผันกลายเป็นว่า ปัจจุบันชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น น้ำที่เน่าเสีย ทำให้เกิดมลภาวะและมลพิษ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางเกษตร และบั่นทอนสุขภาพของชาวบ้าน เหตุดังกล่าวก่อให้เกิดการร้องเรียนต่อหน่วยงานในหลายจังหวัด แต่ภาครัฐยังไม่มีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงใช้อำนาจพิเศษตาม ม.44 งดเว้นการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA เพราะเรื่องโรงงานขยะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชุมชน เพราะฉะนั้นประชาชนควรจะมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ และควรจะดำเนินการจัดทำ EIA ให้ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล
ยังไม่ได้กล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีการตั้งประเด็นข้อสงสัยกรณีลูกชาย พล.อ.อนุพงษ์ ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงงานขยะของ มท.หรือไม่นั้น และเหตุใดลูกชาย มท.1 ถึงได้มีการนัดหมายกับนายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวว่า เป็นเพียงข้อสงสัยของประชาชนเท่านั้น ยังมิได้เป็นการกล่าวหา มท.1 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคเพื่อไทยขอให้สื่อต่างๆ ช่วยติดตามเรื่องนี้กันต่อไป และอยากวอนขอให้ภาคประชาชนช่วยกันคนละไม้คนละมือช่วยกันตรวจสอบโรงงานขยะของ มท. ในส่วนที่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ว่าทำถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และควรจะมีหน่วยงานมาช่วยในการตรวจสอบว่าส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างไร และหากพบข้อสงสัยควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่งว่า เรื่องนี้เวลาผ่านมากว่า 7 ปี และได้ทิ้งเศษซากการทุจริตไว้เป็นหลักฐานอยู่ทั่วประเทศ ตามสถานีตำรวจต่างๆ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จและไม่ได้ก่อสร้างต่อ ตนเชื่อว่าเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่าใครถูก ใครผิด เพียงแต่ถูกประวิงเวลาและดึงเวลาให้ล่วงเลย แต่วันนี้ ป.ป.ช.ได้มีการตั้งข้อกล่าวหานายสุเทพ ซึ่งเป็นรองนายกฯ กำกับดูแลตำรวจในขณะนั้นกับพวก จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้เวลาผ่านมานาน แต่ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะนำคนดีที่ทำผิดมาลงโทษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายสุเทพออกมาระบุว่ามีขบวนการในการตั้งข้อกล่าวหา ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ สตช. ดีเอสไอ จนมาถึงขั้นตอนของ ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.มีอคตินั้น อยากให้นายสุเทพ ลองย้อนกลับไปว่า ในอดีตที่ผ่านนายสุเทพเคยสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช.มาโดยตลอด ว่าตรงไปตรงมาในการปราบปรามทุจริต โดยเฉพาะคดีของพวกตนและพรรคเพื่อไทยและคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนายสุเทพ แต่พอวันนี้โดนตั้งข้อกล่าวหาทุจริตบ้าง กลับออกมาฟาดงวงฟาดงาบอกว่า ป.ป.ช.ทำงานอย่างมีอคติ มีธง เรียกร้องให้ประชาชนมาตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
แม่น้ำสายไหน?
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป.ป.ช.ชุดนี้ก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามาจากแม่น้ำสายไหน สายเดียวกับที่นายสุเทพเป็นคนขุดให้ไหลมาหรือไม่ นายสุเทพเรียกร้องให้ทุกคนเคารพการตรวจสอบ ก็ต้องบอกตัวเองด้วย อยากเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกว่าไปตามถูก ไม่อยากให้เป็นเพียงกระแสข่าวแล้วก็หายไป อย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดู หรือเป็นเพียงการฟอกตัวให้กับใคร&amp;quot; นายก่อแก้วกล่าว
.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. กล่าวว่า การที่นายสุเทพโต้ ป.ป.ช.ในกรณีดังกล่าว บ่งบอกให้เห็นว่านายสุเทพผิดหวังที่ถูกขุดเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่เห็นคุณงามความดีกันหรืออย่างไร นายสุเทพแคร์กับเรื่องนี้มาก เป็นสาเหตุที่นายสุเทพจำเป็นต้องล้มรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอกล่าวว่า นายสุเทพมองเห็นว่าการถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตโรงพัก คดีแฟลตตำรวจ หรือคดีสลายการชุมนุมปี 53 เป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่คดีสลายการชุมนุมปี 53 นายสุเทพก็หลุดแล้ว โดย ป.ป.ช.ไม่สั่งฟ้อง ตอนนั้นก็ชื่นชมและขอบคุณ ป.ป.ช.ว่าให้ความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานที่ปรึกษา นปช.ระบุว่า เรื่องนี้มันมีประจักษ์พยานทางวัตถุถึงความเสียหายอันเกิดจากการยกเลิกสัญญาเก่า 9 สัญญา แล้วมารวมเป็นสัญญาเดียว เด็กเล็กๆ ก็อ่านออกว่าเพราะอะไร มีผลประโยชน์หรือเปล่าไม่รู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลวกว่า 5 พันล้าน ยังไม่นับความล้มเหลวที่ตำรวจต้องไปนั่งทำงานในห้องน้ำ เอาผู้ต้องขังไปอยู่ในห้องน้ำห้องส้วมก็มี หรือตำรวจต้องไปนั่งทำงานในตู้คอนเทนเนอร์ก็มี หรืออาศัยใต้ถุนวัดต่างๆ ก็มี ความเสียหายเช่นนี้ไม่นับเป็นเงิน และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องไปหามากว่า 7 พันล้านเพื่อดำเนินการใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณสุเทพมีความกังวลเรื่องคดีความเยอะ แต่ถ้ากังวลคดีความแล้วต้องสร้างม็อบ ต้องชัตดาวน์กรุงเทพฯ และทำร้ายประเทศถึงขนาดนี้ เพราะต้องการแก้ปัญหาคดีความ มันไม่เห็นแก่ตัวมากเกินไปหรือเปล่า&amp;quot; นายธิดากล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15677</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนอยู่ดีมีสุข, ทุจริตเชิงนโยบาย, ปัญหาขยะ, ปัญหายาเสพติด, ปัญหาหนี้นอกระบบ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, พล.ม.2 รอ., พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, สัญญาประชาคม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180818/image_big_5b780cf9d3b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอดคู่ขัดแย้งไม่ร่วมสร้างปรองดอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่าจากการสำรวจหลังพบปะพูดคุยกับประชาชนทั่วประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;โครงการไทยนิยมยั่งยืน&amp;rdquo; ที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นถึงความจำเป็นต้องมีสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และเห็นด้วยว่าสัญญาประชาคมจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งและนำสังคมกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุข &amp;nbsp;หากทุกฝ่ายร่วมมือยึดมั่นและปฏิบัติตาม หรือร่วมกันนำสาระสำคัญของสัญญาประชาคมมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีความกังวลกับปัญหาต่างๆที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมในอนาคต ตามลำดับ อันได้แก่ ปัญหาการเมือง การทุจริตคอร์รัปชัน การไม่เคารพกฎหมาย ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การบิดเบือนข่าวสาร ปัญหาการขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งปัญหาระบบการศึกษา และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมทราบดีถึงความตั้งใจและความพยายามหาทางออกจากความขัดแย้งที่ทุกรัฐบาลในอดีตพยายามดำเนินการ หากแต่ได้รับการปฏิเสธจากคู่ขัดแย้งเสมอมา &amp;nbsp;ดังนั้น กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่รัฐบาลปัจจุบันจัดทำขึ้นเป็นสัญญาประชาคม จึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมรับฟังประชาชนทั้งประเทศ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งที่มีต่อเนื่องกว่า 10 ปี มาวิเคราะห์ร่วมกับผลการศึกษาทางออกจากความขัดแย้งของทุกรัฐบาลที่ทำมา ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างจริงใจจากทุกฝ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง เดินหน้ามาไกลกว่าที่จะกลับไปอยู่จุดเดิม และเชื่อว่าประชาชนเบื่อหน่ายและทราบดีถึงสาเหตุหลักของความขัดแย้ง &amp;nbsp;ซึ่งเราทุกคน ต่างต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุข เฉกเช่นทุกสังคมทั่วโลก &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อเราต่างแสดงตนยึดมั่นในสังคมประชาธิปไตย &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องรับฟังและเคารพต่อความคิดเห็นร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ในสัญญาประชาคม &amp;nbsp; ด้วยการแสดงความจริงใจสนับสนุนกระบวนการสร้างความรักความสามัคคีกันในสังคม &amp;nbsp;ร่วมกันคลี่คลายเรื่องที่ยังเป็นกังวลของประชาชนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9566</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ขัดแย้ง, ประชาชน, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, สัญญาประชาคม, สามัคคีปรองดอง, โครงการไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171227/5a4358d2ac99a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
