<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 19:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช. อนุมัติผู้ใช้งานไทยคม 7-8 ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราวหลังสิ้นสุดสัมปทาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 2564 กสทช. มีมติเห็นชอบให้ผู้ได้รับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ/หรือ ผู้ได้รับการอนุญาตให้ตั้งสถานีฐาน (Earth Stations) ทุกราย ที่ใช้งานร่วมกับดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 10 ก.ย. 2564 สามารถใช้คลื่นความถี่และตั้งสถานีภาคพื้นดินได้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น หรือ กสทช. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (8 ก.ย. 2564) ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้ผู้ได้รับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ/หรือ การอนุญาตให้ตั้งสถานีภาคพื้นดิน (Earth Stations) ทุกราย ที่ใช้งานร่วมกับดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 10 ก.ย. 2564 ตามสัญญาสัมปทาน สามารถใช้คลื่นความถี่และตั้งสถานีภาคพื้นดินได้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น หรือ กสทช. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น พร้อมทั้งอนุญาตให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม การอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และตั้งสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับมอบสิทธิ์ในการบริหารทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116192</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., สัมปทาน, อนุมัติใช้คลื่นความถี่, ไทยคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_6139f9119f73a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉเล่ห์&#039;ทักษิณ&#039;ฮุบสัมปทานดาวเทียมไทย! จับตาเปิดประมูลใหม่ส่อล็อกสเปก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 64 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;quot;บทสรุปสัมปทานดาวเทียมไทย&amp;quot; โดยระบุว่า ในระยะเวลา 30 ปีของการสัมปทานไทยคม&amp;nbsp; เราจะพบการใช้เล่ห์กลของนายทักษิณ ชินวัตร ในหลายๆ เหตุการณ์ หลายวาระ โดยเฉพาะหลังการมีอำนาจ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเจ้าของสัมปทาน ผูกขาดดาวเทียมของรัฐ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 1 ไม่มีปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 2 ไม่มีปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 3&amp;nbsp; สร้างปัญหา หลังจากที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ตามเงื่อนไขที่ต้องส่งดาวเทียมสำรองคือไทยคม 4 แต่ไม่ยอมส่ง กลับส่งไทยคม 4 ในชื่อ IPstar ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ใช้เชิงพาณิชย์ และสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ปกติแล้วดาวเทียมสำรอง ไทยคม 4 จะต้องมีคุณสมบัติเหมือนไทยคม 3 แต่นี่ไม่ใช่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าไทยคม 3 มีปัญหาการทำงาน แต่ไม่มีดาวเทียมสำรองใช้งาน ครั้นได้ค่าประกันดาวเทียมไทยคม 3 มา 33 ล้านเหรียญ ก็มีการใช้อำนาจพิเศษ เอาเงินจากก้อนนี้ 6.7 ล้านเหรียญ ไปเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศ&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่ตนเองต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ยอมส่งดาวเทียมสำรอง และเงินค่าเช่า ต้องเป็นความรับผิดชอบของไทยคมเอง แต่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 4&amp;nbsp; ตามหลักแล้วต้องส่งเป็นดาวเทียมสำรอง เผื่อไทยคม 3 มีปัญหา แต่ไม่ยอมส่ง แต่มาส่งเป็น IPstar ซึ่งเป็นดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ส่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ทันสมัยที่สุดด้วยหลักการแล้ว ดวงนี้ต้องถือเป็นดวงหลักดวงใหม่ ต้องจ่ายค่าสัมปทานตามสัญญาใหม่ แต่ใช้กลไกพิเศษให้ตีความว่า เป็นดาวเทียมสำรอง ของไทยคม 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ IPstar ถูกตีความเป็นดาวเทียมสำรอง ก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มให้รัฐ สามารถไปแสวงหาผลประโยชน์ สร้างความร่ำรวยได้เต็มที่ มีการใช้งานในประเทศไทยเพียง 6% มี 1 สถานีภาคพื้นดิน แต่ใช้หาผลประโยชน์กับต่างประเทศ 96% ใน 14 ประเทศ 18 สถานีภาคพื้นดิน ถือว่าดวงนี้น่าจะสร้างความมั่งคั่ง ให้กับตนเองมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 5&amp;nbsp; สร้างทดแทนไทยคม 3 ที่ใช้การไม่ได้ แต่ก็มีปัญหาที่ไทยคม 5 นี้ ก็ใช้การไม่ได้ก่อนหมดอายุ ตามหลักต้องสร้างทดแทนดวงใหม่ แต่ก็ไม่ยอมสร้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 6 เป็นดาวเทียมสำรองดวง 5 ปัญหาที่เกิดคือ ไม่ได้สร้างตามมาตรฐานดวง 5 แต่มาสร้างขนาดเล็กลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 สร้างหลังจากมี พ.ร.บ. กสทช. และอนุมัติโดย ครม.นางสาวยิ่งลักษณ์ กำลังมีปัญหากับภาครัฐ เพราะไม่ยอมส่งมอบ โดยอ้างว่าสร้างตามใบอนุญาต แต่ กสทช. ก็อ้างภายใต้การสัมปทาน ซึ่งกำลังถกข้อกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาของดวง 7 ที่น่าสนใจคือ ตอนที่ส่งก็อ้างเพื่อส่งไปคุ้มครองสิทธิ์ในวงจร แต่แทนที่จะสร้างเอง กลับไม่ได้สร้างเอง ไปลากดาวเทียมของฮ่องกงมาอยู่ในสิทธิวงโคจรไทย คือเอเชียแซท 6 แต่แบ่งทรานส์ปอนเดอร์ฝั่งละ 14 ทรานส์ปอนเดอร์ เท่ากับผลประโยชน์คนละครึ่ง ระหว่างไทยคมกับเอเชียแซท 6 ของฮ่องกง แต่การที่มาอาศัยวงโคจรที่เป็นสมบัติของชาติ หากดวงนี้ไปสร้างปัญหา ประเทศชาติต้องรับผิดชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมปทานดาวเทียมไทยคมกำลังจะหมดอายุ ในวันที่ 10 กันยายน 2564 กำลังจะเปิดประมูลครั้งใหม่ ให้สัญญา 20 ปี ยังไม่ทันเริ่มต้น ก็ล็อกคุณสมบัติ ให้บริษัทที่มีประสบการณ์ดาวเทียม ซึ่งทั้งประเทศมีแค่ไทยคมบริษัทเดียว แต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วตอนนายทักษิณประมูล และไม่เคยมีประสบการณ์ดาวเทียม กลับให้ประมูลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่แปลกที่กลุ่มทุนพลังงานอย่าง GULF&amp;nbsp; เข้ามาซื้อ INTUCH ซึ่งคือหุ้นชินคอร์ปเก่า เพราะ INTUCH ถือหุ้นไทยคม 41% และมีหุ้น AIS อีก 40% เท่ากับว่าทุนผูกขาดใหม่แตะมือรับไม้ การผูกขาดกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม จากทุนผูกขาดเก่า ถ้าผูกขาดดาวเทียมได้ ก็แทบจะผูกขาดการสื่อสารและโทรคมนาคมของชาติได้ ไม่ต้องพูดถึงบริษัทมือถืออื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่แปลกที่มีข่าว นอกจากจะใช้เงิน 1.69 แสนล้านมาซื้อ INTUCH เพื่อได้สิทธิ์ไทยคมและ AIS ยังมีแผนซื้อ AIS แยกอีก 3.6 แสนล้าน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนี้ เมื่อยึดดาวเทียมได้ ทุกอย่างก็ง่าย ประเทศก็คงอยู่ใต้ทุนผูกขาดใหม่ ที่แตะมือกับทุนผูกขาดดาวเทียมเก่า ลองคิดดูครับ ประชาชนไทยและประเทศชาติ จะเป็นอย่างไร?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตามรายละเอียดไลฟ์สด หมอวรงค์ ดาวเทียมไทยคม : ขุมทรัพย์ของชาติในอวกาศ คลิกลิงก์ได้เลยครับ :&amp;nbsp;https://fb.watch/6wXDv79fWC/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวเทียมไทยคม, ทักษิณ, นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, สัมปทาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1d112b9980.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 21:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่าไม้มุกดาหาร ตะเพิดชาวบ้าน!ประเคนที่นายทุนเหมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จี้ผู้ว่าฯมุกดาหาร สอบพฤติกรรมหน่วยป้องกันรักษาป่าคำป่าหลาย &amp;nbsp;ไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ส่อเอื้อประโยชน์นายทุนเหมือง หลังหลอกชาวบ้านเซ็นต์ชื่อจนเสียสิทธิ์ครอบครอง &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย บี้รัฐตรวจสอบพิรุธไฟเขียวอนุญาตสัมปทานผิดกม.แร่ เหตุประเคนที่หวงห้ามป่าสงวนแหล่งต้นน้ำซับให้เอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ตรวจสอบ พฤติกรรมเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1( คำป่าหลาย ) โดยระบุว่า&amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายได้ติดตามโครงการเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรม ในท้องที่ หมู่ 6&amp;nbsp;บ้านนาคำน้อย ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการขอประทานบัตรและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ประชาชนในพื้นที่ถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1&amp;nbsp;(คำป่าหลาย) ใช้คำสั่งคุมคามและพยายามจับกุมประชาชนที่อยู่ระหว่างเขตรอยต่อป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง 2&amp;nbsp;ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบแนวเขตและพิสูจน์สิทธิ์การครอบครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย มีข้อเรียกร้องดังนี้1.ขอให้ตรวจสอบหนังสือคำสั่งระเบียบปฏิบัติและข้อกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ มห. 1 ( คำป่าหลาย ) ว่าได้ทำสอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกต้องหรือไม่อย่างไร 2.การอนุมัติอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง &amp;nbsp;ซึ่งยังเป็นพื้นที่ป่าและแหล่งต้นน้ำซับซึม ให้แก่บริษัทเอกชนเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรมนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ในการอนุมัติอนุญาตตามคำสั่งระเบียบ และข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทฯ ผู้ได้รับสัมปทานหลอกลวงประชาชน ให้เซ็นต์ลงนามรายชื่อโดยไม่แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงแก่ชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเสียสิทธิ์เสียโอกาสในที่ทำกิน การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร 4.ขอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบวินัยและพฤติกรรมที่ทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1 (คำป่าหลาย) การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไรหากได้ผลเป็นประการใดขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมายังที่อยู่ที่ปรากฏบนหนังสือฉบับนี้ ภายใน 15 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 1, 5, 6, และ 13 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยนายไส ชัยบัน อดีตกำนันตำบลคำป่าหลาย พร้อมด้วยตัวแทนหมู่บ้าน กว่า 50 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร คัดค้านการสัมปทาน โครงการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนอดหินทราย เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยมี บริษัท ทรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ขอสัมปทาน เมื่อปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายในการทำประชามติการขอประทานบัตร พ.ศ.2561 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2561 เป็นต้นไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายแร่, จังหวัดมุกดาหาร, ชาวบ้าน, นายทุน, ป่าไม้, สัมปทาน, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b80106b74f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ปมสัมปทาน&#039;เอไอเอส-ทรู&#039;นายกฯประกาศในที่ประชุมครม.ช่วยเอกชนไม่กระทบรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.61- พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงท้ายก่อนการเลิกประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. สั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเร่งรัดให้ติดตามเรื่องต่างๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและค่ายโทรศัพท์มือถือให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในเดือนเม.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยต้องคำนึงถึง 2ประเด็น คือ 1.การแก้ปัญหาเชิงธุรกิจของเขาต้องเป็นอย่างไร จากตรรกะที่แท้จริง โดยจะต้องให้ภาคธุรกิจอยู่ได้ด้วย &amp;nbsp;และ2.ต้องไม่มีผลกระทบทำให้รัฐเสียรายได้จากประโยชน์ที่ควรจะเป็น หาจุดลงตัวให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้นายกฯทักทวง เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขปัญหาให้ได้เร็ว และเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้อำนาจของคสช.ไม่ใช่ครม. ซึ่งไม่แน่ใจว่าคสช.จะเรียกประชุมเมื่อใด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่าการชี้แจงของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.ต่อที่ประชุมคสช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯบอกว่าจะรับฟังข้อมูลทุกอย่าง เพราะท่านเองก็รับข้อมูลมาจากหลายทางทั้งที่เปิดและไม่เปิดเผย &amp;nbsp;อีกมุมแต่ละคนก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าธุรกิจก็มีความเสี่ยง ในเมื่อทุกคนอยากมีกำไรแล้ววันหนึ่งไม่ได้กำไรตามปรารถนาแล้วมาบอกว่าคนนั้น คนนี้ต้องรับผิดชอบควรหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ช่วยเอกชน, พล.ท.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด, สัมปทาน, เอไอเอส-ทรู, โฆษกรัฐบาล, ไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180120/image_big_5a63353c02d9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วงเลื่อนประมูลปิโตรเลียมสูญ4.5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
นักวิชาการห่วงผลกระทบหากเลื่อนประมูลเอราวัณ-บงกช หวั่นทำความเสียหายต่อด้านพลังงานกว่า 4.5 แสนล้านบาท/ปี ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนในอนาคตและปัญหาการตกงานเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 เม.ย.61- แหล่งข่าวจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ หากมีการเลื่อนการประมูลโดยเฉพาะในแหล่งเอราวัณ-บงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ออกไป จะทำให้เกิดมูลค่าที่เสียหายสูงกว่า 450,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะรายได้ของรัฐบาลที่จะหายไปด้านค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรายได้อื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังส่งผลเรื่องก๊าซธรรมชาติทีเดิมมีการขุดเจาะได้จะหายไป 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(เทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาด 1,200 เมกะวัตต์ จำนวน 10 โรง หรือมากกว่า 50% ของโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทั้งหมด) &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)มาทดแทน ส่งผลต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อเทียบกับราคาแอลเอ็นจีที่ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอต่อการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นอกจากนี้ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจต่อเนื่องมีต้นทุนสูงขึ้นจากการที่ต้องนำเข้าสารตั้งต้นมาทดแทน ส่งผลให้เกิดมูลค่าความเสียหายรวม ๆ กว่า 230,000 ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แหล่งข่าวกล่าวว่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ด้วย และอาจจะหยุดการลงทุน ส่งผลให้เงินลงทุนจะหายไปจากผู้รับสัมปทานและบริษัทที่รับจ้างบริการต่าง ๆ รวมกว่า 160,000 ล้านบาทต่อปี และทำให้มีคนตกงานกว่า 10,000 คน อย่างไรก็ตามหากการประมูลล่าช้า ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้รายเดิมยิ่งได้เปรียบในการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวที่กระทบหลัก ๆ ก็จะเป็นเรื่องค่าภาคหลวงที่รัฐจะต้องสูญเสียไป และการนำเข้าแอลเอ็นจีที่จะใช้เงินมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำมันจะลดต่ำลงแล้วส่งผลให้ค่าภาคหลวงลดลงนิดหน่อย แต่เมื่อคิดจากกำลังการผลิตของแหล่งบงกชและเอราวัณก็ยังเป็นเงินที่สูงมากอยู่ดี&amp;rdquo;แหล่งข่าวระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6298</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, ก๊าซธรรมชาติ, ค่าไฟ, บงกช, ปิโตรเลียม, สัมปทาน, เอราวัณ, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac2307515cff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
