<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้อง‘ครม.-กทพ.’ ประเคนสัมปทาน ทางด่วน15ปี8ด.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาคประชาชนฟ้อง &amp;quot;นายกฯ-ครม.-กทพ.&amp;quot; ร้องศาลปกครองเพิกถอนต่อสัญญาทางด่วนขั้น 2 ชี้่งุบงิบประเคนสัมปทานให้เอกชนอีก 15 ปี 8 เดือน ละเมิดสิทธิประชาชนขัด รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วยนายพลภาขุน &amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐญาบดี ผู้ประสานงานคณะราษฎรไทยแห่งชาติ (ครช.) และตัวแทนองค์กรของผู้บริโภคเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ &amp;nbsp; เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เข้ายื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2653 ที่เห็นชอบแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง (ทางพิเศษศรีรัช) รวมถึงส่วน&amp;nbsp;D&amp;nbsp;และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งขอให้เพิกถอนสัญญาใดๆ ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ลงนามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง (ฉบับแก้ไข)&amp;nbsp;และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ฉบับแก้ไข) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บมจ.บีอีเอ็ม) และขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งห้ามกระทรวงคมนาคมลงนามในสัญญาสัมปทานดังกล่าว หลังจากสัญญาสัมปทานเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายพลภาขุนกล่าวว่า ทางด่วนขั้นที่ 2 จะหมดสัญญาสัมปทาน และให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐ ในวันที่ 28 ก.พ.2563 แต่เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ครม.กลับมีมติต่อสัญญาไปอีก 15 ปี 8 เดือน โดยไม่ได้ให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลพิทักษ์ทรัพย์สินของประเทศ และถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะได้ใช้ทรัพยากรที่ควรตกเป็นของรัฐในราคาถูก เป็นการเยียวยาให้กับประชาชนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ อีกทั้งสัญญาที่จะมีการลงนามกันก็ไม่เคยเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับขึ้นราคาค่าผ่านทาง ว่าจะมีการกำหนดหรือปรับขึ้นอย่างไร จึงเห็นว่าการที่ ครม.มีมติต่อสัญญา เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ จึงต้องมายื่นร้องต่อศาลปกครอง และอยากให้ศาลรักษามาตรฐานในการวินิจฉัยคดีที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษารวดเร็ว เช่นเดียวกับที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีเซ็นทรัล วิลเลจ ภายใน 7 วันหลังจากรับคำฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า&amp;nbsp;การต่อสัญญาและการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา มีข้อพิรุธหลายประการ เพราะในข้อเท็จจริงเมื่อสัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในวันที่ 28 ก.พ. ควรคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคนี้กลับมาเป็นสมบัติของประชาชน โดยมี กทพ.เป็นผู้ดูแล ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ใช้ทางด่วนในอัตราที่ถูกในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง อย่างน้อยเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาล เหมือนเป็นการมอบของขวัญให้กับประชาชนในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 3-6 เดือนนี้ ก่อนที่จะให้ กทพ.ไปดำเนินการเก็บค่าผ่านทางเอง ซึ่งน่าจะถูกกว่าเอกชนหลายเท่า แต่กลับมีการลงนามสัญญาทั้งที่ควรที่จะเปิดเผยให้กับประชาชนได้รับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญสัญญาสัมปทานที่ได้ลงนามกันไป ไม่มีการเปิดเผยให้กับประชาชนได้รับทราบ แต่จากคำแถลงของ รมว.คมนาคม ประธานบอร์ด กทพ.เป็นไปในทิศทางว่าจะนำไปสู่ค่าโง่ทางด่วนอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 หมายความว่าหลังสิ้นสุดสัญญาที่ต่ออายุ 15 ปี 8 เดือน ในสัญญาที่ระบุว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนได้สิทธิต่อสัมปทานได้อีก อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ณ วันนั้น ถ้า กทพ.อยากจะเอามาดำเนินการเองก็ทำไม่ได้ เพราะมีสัญญามัดไว้ ฉะนั้นเอกชนจะมีสิทธิเข้ามาดูแลต่อเนื่องอย่างน้อย 35-40 ปี ถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดทางด่วนทั้งหมดก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาปากท้องหรือลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้เลย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อ้างว่าการต่อสัญญาจะนำไปสู่การเพิกถอนคดีความต่างๆ ระหว่างรัฐกับเอกชนรวม 17 คดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ในศาลนั้น นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การที่มีการออกมาแถลงเช่นนี้ คิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อรัฐมีคดีความกับเอกชนหรือประชาชนแล้ว โดยปกติจะมีการสู้คดีกันจนถึงที่สุด จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดออกมา ไม่เคยมีที่หน่วยงานของรัฐจะหยุดกลางคัน หรือยกธงขาวก่อน คำกล่าวดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อพิรุธ และ 17 คดีดังกล่าวที่ผ่านมาบางคดี กทพ.ก็เป็นผู้ชนะ ดังนั้นจะไปเหมาว่าทั้ง 17 คดีต้องแพ้ทั้งหมดเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้เป็นผลประโยชน์โดยตรงของสาธารณชน ที่หน่วยงานของรัฐต้องปกป้อง ไม่ควรทำในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อสัญญาทางด่วน, ภาคประชาชน, ละเมิดสิทธิประชาชน, ศาลปกครอง, สัมปทานทางด่วน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e57d63ba36c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว!เขย่าสัมปทานทางด่วน แฉพิรุธผู้ว่าการทางพิเศษฯชิงลาออกไล่เลี่ยกันถึง 2 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.63 - นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวประเด็นกรณีการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน BEM ที่รัฐมนตรีกระทรวงว่าการคมนาคมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นได้ว่าจะได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข่าวออกมาว่า รักษาการผู้ว่าการทางพิเศษฯ ลาออกเพราะไม่อยากลงนามในสัญญานั้น ตนในฐานะตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ จะขอให้ข้อเท็จจริงและแสดงจุดยืนว่า การที่รักษาการผู้ว่าการลาออกทั้งที่เหลืออายุราชการอีก 5 ปี และเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 20 วัน โดยให้เหตุผลในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งข้อเท็จจริงในใบลาออกนั้นระบุว่า ขอให้การลาออกมีผลในวันที่ 3 มีนาคม ทั้งนี้สัญญาสัมปทานทางด่วนจะหมดสัญญาในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ท่านไม่อยากลงนามในสัญญาที่ไม่ชอบธรรมฉบับนี้ ซึ่งตนและพรรคอนาคตใหม่ก็ขอขอบคุณที่ท่านพยายามรักษาผลประโยชน์ให้หน่วยงานและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนอกจากการที่รักษาการผู้ว่าการทางพิเศษลาออกนั้น ผู้ว่าการทางพิเศษตัวจริงก็ลาออกเช่นเดียวกัน โดยท่านเหลืออายุงานตามสัญญาอีก 6 เดือน ซึ่งการณ์นี้ ตนมองได้เพียงอย่างเดียวว่า ผู้ว่าการทางพิเศษนั้นกลัวการลงนามของสัญญาฉบับนี้จึงชิงลาออกก่อนกำหนด ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่านได้เขียนลงไปในใบลาออกโดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าได้ทำงานที่การทางพิเศษด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มความสามารถตลอดระยะเวลา 30 ปีโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติองค์กรพนักงานและลูกจ้างของการทางพิเศษเป็นสำคัญซึ่งปัจจุบันข้าพเจ้าไม่สามารถบริหารงานได้ตามความตั้งใจดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอลาออกจากการทางพิเศษที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่น่าสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในระยะเพราะว่าผู้ว่าการถึง 2 ท่านลาออกในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แสดงให้เห็นว่ามันมีความกังวลใจ ในเนื้อหาสาระของสัญญาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน เพราะคนที่เซ็นต์ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ซึ่งในความไม่ชอบมาพากลแบบนี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการลาออก จุดยืนของผมและพรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องสู้อย่างสุดซอย เพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนนับแสนล้านบาท เราไม่ต้องการให้เดบรรทัดฐานใหม่ในการเอื้อผลประโยชน์ให้กับนายทุน และนำสัมปทานทางด่วนกลับมาเป็นของรัฐที่กำลังจะหมดอายุตามสัญญาในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ แล้วเราค่อยมาเขียนข้อดีข้อเสียกัน ว่าเราจะเดินเดินต่ออย่างไร นอกจากนี้อาจจะเปิดประมูลใหม่โดยให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในรูปแบบของสัมปทาน แล้วแบ่งสัดส่วนรายได้กันระหว่างรัฐกับเอกชนที่ดำเนินการ หรืออาจจะเป็นการจ้าง outsource แข่งขันโดยการประมูลทั่วไปว่าใครจะมารับจ้าง&amp;quot;นายสุรเชษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้จะต้องให้ผ่านวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ก่อน สัมปทานทางด่วนถึงจะตกมาเป็นของรัฐ แล้วเราก็ต้องมาคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุดจากทางด่วนตรงนี้ ไม่ใช่ว่าจะงุบงิบเจรจาแล้วยื่นขยาย 15 ปีให้เอกชนแบบนี้ไม่ถูกต้อง ผมและพรรคอนาคตใหม่จึงอยากให้ประชาชนรวมถึงพี่น้องสื่อมวลชนช่วยกันจับตานะครับประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่จะถึงนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะว่าจะหมดอายุสัมปทานในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ และอย่างที่เรียนข้างต้นว่า ร่างสัญญาฉบับนี้ไม่ชอบธรรมไม่ถูกต้องและเป็นการประโยชน์ให้นายทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57097</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน BEM, สัมปทานทางด่วน, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e44ff85d186c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายรบ.-ค้าน ตั้งกมธ.ศึกษา ค่าโง่แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านประสานเสียงตั้งกมธ.วิสามัญฯ 39 คน ศึกษาสัมปทานทางด่วน-รถไฟฟ้าบีทีเอส &amp;quot;หมอระวี&amp;quot; ยันหากไม่ต่อสัญญากับ &amp;quot;บีอีเอ็ม&amp;quot; กทพ.จะมีรายได้ถึง 6.5 แสนล้าน หักค่าใช้จ่ายแล้วไม่มีความเสี่ยง ต้องจ่ายค่าเสียหายในอนาคต &amp;quot;ยุทธพงศ์&amp;quot; ชี้ต่อสัญญาบีทีเอส 40 ปี ทำให้ค่าโดยสารแพง คนกรุงเดือดร้อน &amp;quot;พีระพันธุ์&amp;quot; ซัดค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อทุจริตตั้งแต่แรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 11 กรกฎาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.พรรคพลังธรรมใหม่, นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย และนายยุทธพงศ์ จรัส เสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีอภิปรายว่า กรณีที่คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. มีมติต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม อีก 30 ปี ใน 3 โครงการ เพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาท 137,000 ล้านบาท โดยมีข้อเสนอให้รัฐดำเนินการเอง หรือประมูลสัญญาสัมปทานใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับรัฐและประชาชนนั้น เพราะหากการทางพิเศษฯ ต่อสัญญาสัมปทานให้กับบีอีเอ็มอีก 30 ปี การทางพิเศษฯ จะมีรายได้อยู่ที่ 326,856 ล้านบาท แม้จะแลกกับการไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 137,089 ล้านบาท แต่ยังมีความเสี่ยงที่อาจมีการแก้สัญญาหรือจ่ายค่าเสียหายใน อนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่หากไม่ต่อสัญญากับบีอีเอ็มแล้วให้การทางพิเศษฯ บริหารจัดการเอง ก็จะมีรายได้ถึง 651,612 ล้านบาท ซึ่งหักจากการจ่ายค่าเสียหายแล้ว และไม่มีความเสี่ยงต้องจ่ายค่าเสียหายอีกในอนาคต อีกทั้งการบริหารจัดการพื้นที่จะเป็นของการทางพิเศษฯ ทั้งหมด ดังนั้นหากไม่ต่อสัญญาสัมปทานกับบีอีเอ็มจะเป็นการลดภาระให้กับประชาชนได้ เพราะหากต่อสัญญากับบีอีเอ็ม ค่าทางด่วนจะขึ้น 10 บาททุก 10 ปี แต่หากการทางพิเศษฯ บริหารจัดการเอง ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าทางด่วน และไม่ต้องจ่ายค่าทางด่วนระหว่างทางซ้ำ สามารถเก็บค่าทางด่วน 30 บาทรวดเดียวทั้งเส้นทางได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า นี่จึงทำให้ตนเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากรณีนี้ เพราะสัญญานี้มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท จึงควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม โดยการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่ายให้รอบคอบ เพราะมิเช่นนั้นรัฐบาลจะรับเผือกร้อนด้วยตนเอง หากมีข้อมูลชัดเจนแบบนี้ แล้วรัฐบาลยังจะต่อสัญญาสัมปทานให้บีอีเอ็มอีก 30 ปี ถ้าผมเป็นฝ่ายค้าน ก็จะนำเรื่องนี้ไปยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เพื่อรักษาผล ประโยชน์ทั้งของรัฐและเอกชนให้พอดีกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อเจรจาขยายสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอสออกไปอีก 40 ปี ทั้งๆ ที่ยังเหลือเวลาสัมปทานเดิมในช่วงสายหลักหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน อีก 10 ปี และเหลือสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า อีกถึง 23 ปีนั้น ถือว่า ส่อความไม่โปร่งใสอย่างยิ่ง และไม่เปิดผู้ให้บริการ รายอื่นเข้ามาแข่งขัน เพราะเส้นทางการเดินรถที่บีทีเอสได้รับสัมปทานอยู่นั้นคือหัวใจของคน กทม. ผ่านใจกลางธุรกิจ และผู้อยู่อาศัยของชาว กทม.อย่างหนาแน่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานยาวนานถึง 40 ปี แต่ความเดือดร้อนของพี่น้อง กทม.จากการให้บริการของบีทีเอสมีอยู่มาก ทั้งความเดือดร้อนจากแออัดของขบวนรถในช่วงเร่งด่วน และค่าโดยสารที่แพงมากถึงขนาดติดอันดับโลก จึงอยากให้สภาตั้งกมธ.ขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อดีและข้อเสียก่อนที่จะมีการต่อสัญญา&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ ส.ส.ฝ่ายค้านต่างอภิปรายสนับสนุนญัตติเพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาศึกษากรณีดังกล่าว อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การให้บริการด้านการคมนาคมเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ก็เป็นเรื่องธุรกิจด้วย เพราะมีการลงทุนมหาศาล ซึ่งในต่างประเทศเมื่อเก็บเงินจนคุ้มทุนแล้วก็เปิดให้บริการใช้ฟรีโดยไม่คิดค่าบริการ แต่กรณีของประเทศไทย มีการให้สัมปทานเอกชนเป็นผู้ลงทุน และกรณีนี้ก็มีการเก็บเงินจนคุ้ม ทุนแล้ว รัฐก็ไม่ควรต้องต่อสัมปทานให้เอกชนอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น กรณีที่รัฐจะต่อสัญญาให้เอกชนต่อไปอีก 30 ปี โดยมีเงื่อนไขจากสัญญาครั้งที่แล้วว่า ถ้าไม่ต่อสัญญาให้รัฐจะต้องจ่ายค่าโง่จากการผิดสัญญาเป็นจำนวน 137,000 ล้านบาท ถามว่าถูกต้องหรือไม่ &amp;nbsp;เพราะเรื่องค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อไปในทางทุจริตตั้งแต่แรก จึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวก่อนที่รัฐจะดำเนินการ&amp;quot; นายพีระพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ระวี ในฐานะเจ้าของญัตติ ลุกขึ้นขอบคุณ ส.ส.ที่ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ประชาชน ก่อนที่ที่ประชุมจะมีเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 39 คน &amp;nbsp;เพื่อศึกษาต่อไป โดยใช้เวลาพิจารณาญัตติดังกล่าวนานกว่า 4 ชั่วโมง. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40757</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่มักจะมาพร้อมกับการทำสัญญาที่ส่อทุจริตตั้งแต่แรก, ตั้งกมธ.ศึกษา, รถไฟฟ้าบีทีเอส, สัมปทานทางด่วน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d2741bce5c63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
