<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดาบแรกฟัน‘บรรยิน’8ปี คุกปลอมเอกสารโอนหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งจำคุก &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; 8 ปี ปลอมเอกสารโอนหุ้น &amp;quot;เสี่ยชูวงษ์&amp;quot; สองสาวคนสนิทโดน 4 ปี แม่โบรกเกอร์รอดศาลยกฟ้อง &amp;quot;วันเพ็ญ&amp;quot; ขอบคุณรักษาความเป็นธรรม ชูวงษ์ไม่เสียชื่อเสียง ส่ง &amp;quot;สองสาว&amp;quot; นอนคุกรอศาลอุทธรณ์สั่งประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด อายุ 50 ปี นักธุรกิจรับเหมา หมายเลขดำ อ.305/2561, อ.3352/2559 และ อ.3354/2559 (รวมกับคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม) ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง อายุ 57 ปี ภรรยาของนายชูวงษ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกสามี ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล อายุ 30 ปี อดีตพริตตี้คนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล (ชื่อปัจจุบัน น.ส.วัชรียา หรือน้ำมนต์ วัชรประยงค์วุฒิ) อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่การตลาด หรือโบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง และคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 57 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชาชน และ น.ส.ศรีธรา พรหมา อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.อุรชา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลักทรัพย์ และรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334, 335 วรรคหนึ่ง (5) (7) กับวรรคสาม, 357
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 และนางศิริรัตน์ แช่ตั๊ง โจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสี่แล้ว เห็นว่า เอกสารใบคำขอ/ถอนโอนหลักทรัพย์ทั้งสองบริษัทที่โอนหุ้นไปให้ น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 และ น.ส.ศรีธรา จำเลยที่ 4 และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ทั้งการโอนไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสอง ตามที่เจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ของบริษัท อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เบิกความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งได้ความจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยานซึ่งเป็นบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดว่า น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 กับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 และ น.ส.อุรชา จำเลยที่ 2 กับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษมากกว่านายชูวงษ์ ไม่มีเหตุที่นายชูวงษ์จะโอนหุ้นจำนวนมากให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-2 มีหน้าตาดี จำเลยที่ 3 ชอบพอ จึงร่วมกันยักย้ายหุ้นของนายชูวงษ์ จำเลยร่วมกันไปรับประทานอาหาร ตีกอล์ฟ เที่ยวประเทศอังกฤษ โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1-2 ไปซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ แพทย์เบิกความผลการตรวจว่าเด็กในครรภ์มีการปฏิสนธิประมาณเดือน มิ.ย.-ต้นเดือน ก.ค. 2558 ก่อนนายชูวงษ์เสียชีวิตวันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นเวลาไม่นาน และพยานหลักฐานไม่พบว่านายชูวงษ์มีพฤติกรรมสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1-2 ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโอนหุ้นนั้น จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่สามารถรับโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนเองได้ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ ต้องให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาเป็นผู้รับโอนแทน โดยโทรศัพท์ที่ใช้ในการยืนยันการโอนหุ้น อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 เสียงพูดโทรศัพท์ที่ยืนยันการโอนหุ้นไม่ใช่เสียงของนายชูวงษ์ แต่พยานที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายชูวงษ์และจำเลยที่ 3 ยืนยันว่าเป็นเสียงจำเลยที่ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนและหลังการโอนหุ้น จากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์และภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่ต่างๆ พบว่าจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ได้พบปะและพูดคุยบ่อย รวมทั้งระหว่างที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ไปเบิกเงินจากที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่รับโอนมา ทำให้เชื่อว่าในการโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มารดาจำเลยที่ 2 นั้น นายชูวงษ์ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์แล้วโอนหุ้นของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228,000,000 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) หลักทรัพย์ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) รวมมูลค่า 35,050,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 4 มารดาของจำเลยที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลเห็นว่า ในขณะที่จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันปลอมคำขอถอน/โอนหลักพรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์นั้น จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นคนดำเนินการ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งกับจำเลยที่ 4 ว่าคนรักของจำเลยที่ 2 เป็นคนดำเนินการโอนหุ้นให้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์จะเปิดบัญชีรับเองไม่ได้ เป็นเหตุผลที่จำเลยที่ 4 ที่เป็นมารดาย่อมเชื่อ พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมในการปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ดังกล่าวตามฟ้อง แต่เข้ามาเกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ดำเนินการโอนหุ้นเข้ามาในบัญชีหลักทรัพย์ที่เปิดไว้ในชื่อจำเลยที่ 4 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันขายหุ้นที่รับโอนมาเข้าบัญชีของจำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 เป็นคนดำเนินการเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจรเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าวด้วย แต่ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อหาดังกล่าวไม่มีมูล คดีถึงที่สุดไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม พิพากษาให้จำคุก น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล จำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี, จำคุก น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี, จำคุก พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ กระทงละ 4 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี ยกฟ้อง น.ส.ศรีธรา พรหมา จำเลยที่ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม รอมา 4 ปี 9 เดือน และขอแสดงความเสียใจกับพี่ชายของผู้พิพากษาที่เสียชีวิตจากคดีนี้ วันนี้เป็นคดีอาญาชั้นต้นในเรื่องหุ้น ส่วนคดีฆาตกรรมที่อัยการกับญาติเป็นโจทก์ร่วมนั้น จะคัดคำพิพากษาของคดีนี้ ไปยื่นต่อศาลอาญาพระโขนงในคดีฆาตกรรมต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่สาวของนายชูวงษ์เผยด้วยว่า คำพิพากษาเป็นการพิสูจน์สิ่งที่มีการใส่ความน้องชายตนว่ามีสัมพันธ์กับหญิงสาวไม่เป็นความจริง เพราะนอกจากถูกโกงหุ้นแล้วก็ยังเสียชื่อเสียง วันนี้ก็ดีใจที่ไม่เสียชื่อเสียง ซึ่งการโอนหุ้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผู้ตาย การเสียชีวิตมีมูลเหตุ คดีแพ่งที่จำหน่ายไว้ชั่วคราว หลังจากนี้ก็จะคัดคำพิพากษาคดีนี้ไปยื่นคดีแพ่งด้วย ตนมั่นใจในพยานหลักฐานที่กองปราบปรามทำไว้แน่นมาก ก่อนหน้าเราต่อสู้ฟ้องเองมา ขอบคุณ ผบ.ตร. อัยการสูงสุด ที่เห็นแย้งยื่นฟ้อง และเราได้กลับมาเป็นโจทก์ร่วม ที่ผ่านมาใช้ชีวิตลำบาก ต้องระแวดระวัง ไม่อยากเล่าว่าเจออะไรมาบ้าง ส่วนการอุทธรณ์คดีนั้น ต้องปรึกษาทีมทนายความก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยอื่นที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ในส่วนของ น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล อดีตพริตตี้ จำเลยที่ 1 นั้น ทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เดิม 5 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี ส่วนป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ จำเลยที่ 2 ยื่นหลักทรัพย์เดิม 3 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และมีคำสั่งว่าจะให้ประกันหรือไม่ต่อไป โดยจำเลยทั้งสองก็จะต้องถูกนำตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลางระหว่างรอฟังคำสั่งประกันจากศาลอุทธรณ์ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีปลอมเอกสาร, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ปลอมเอกสารโอนหุ้น, ศาลสั่งจำคุก, สั่งจำคุก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74d43ebc263.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุกอดีตพระพรหมดิลก โกงเงินทอนวัดสามพระยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอาญาทุจริตฯ พิพากษาคดีเงินทอนวัดสำนวนสอง สั่งจำคุกอดีตพระพรหมดิลก-เจ้าอาวาสวัดสามพระยา 6 ปี อดีตพระอรรถกิจโสภณ-ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันฟอกเงิน 5 ล้านบาท ทุจริตจัดสรรงบโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีโรงเรียน แต่นำไปใช้ก่อสร้างอาคาร ทนายเผยอุทธรณ์ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.196/2561 คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยา ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้ยื่นฟ้องนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ และเลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพ เป็นจำเลยที่ 1-2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณ พศ. ปี 2557 ให้กับวัดสามพระยา จำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งที่ไม่มีโรงเรียน โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ซึ่งอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อดีตพระเถระทั้งสอง ได้สึกจากความเป็นพระและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่การฝากขังในชั้นสอบสวนนับจากวันที่ 24 พ.ค. 2561 จนถึงการพิจารณาในชั้นศาล เนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวันนี้ (16 พ.ค.) ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษา ซึ่งสวมชุดสีขาว วันนี้มีพระลูกวัดและญาติโยมได้ติดตามมาร่วมให้กำลังใจอดีตพระเถระผู้ใหญ่ทั้งสองคน และร่วมฟังผลคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนพยานโจทก์-จำเลยแล้ว ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า เมื่อปี 2556-2557 พศ.ได้มีการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2557 จำนวน 72 ล้านบาทให้กับวัดต่างๆ เพื่อสนับสนุนโครงการ รร.พระปริยัติธรรมฯ โดยวัดสามพระยาเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ได้รับงบประมาณมา 5 ล้านบาท จากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ.ขณะนั้น ต่อมาจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์ร่วมเบิกเงินจากบัญชีวัด ได้มอบอำนาจให้ฆราวาสเบิกถอนเงินจากบัญชีภายหลังนำเช็คที่เป็นเงินที่ได้รับสนับสนุนจาก พศ. ในโครงการ รร.พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่า มีการเบิกถอนเงินจากบัญชีของวัด จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรก 500,000 บาท, ครั้งที่สอง 1.9 ล้านบาท และครั้งที่สาม 1.68 ล้านบาท โดยเมื่อเบิกถอนเงินมาแล้วได้นำเข้าบัญชีเงินฝากของวัด จำเลยทั้งสองได้นำเงินดังกล่าวโอนเข้าบัญชีนางวิภาพร อุดมโชคปิติ ทั้งที่ความจริงแล้ววัดสามพระยาไม่มี รร.พระปริยัติธรรมฯ แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเงินดังกล่าวเป็นการอนุมัติตามที่เคยมีหนังสือ 2 ฉบับ ของบประมาณในการก่อสร้างอาคารร่มธรรมและอาคารสงฆ์นั้น ศาลเห็นว่า จากการตรวจสอบเอกสารของบจาก พศ. ไม่ได้มีการลงเลขรับจากหน้าห้องนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. อย่างถูกต้อง และยังได้ความจากเจ้าหน้าที่ พศ. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกันไว้เป็นพยาน ระบุว่างบที่จัดสรรนั้นยังมีในส่วนของวัดอื่น โดยก่อนหน้าวัดสามพระยา ก็มีการจัดสรรให้วัดอื่นที่มีการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองรู้ดีอยู่แล้วว่างบดังกล่าวเป็นงบเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม ส่วนเอกสารที่จำเลยที่สองอ้างว่าเจ้าหน้าที่ พศ.ได้นำมาให้ โดนเว้นช่องรายละเอียดไว้ เพียงแค่ให้ลงชื่อนั้น ก็เป็นการนำมากล่าวอ้างหลังจากตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ 1 นัดไปแล้ว ทั้งที่จำเลยอ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็นเพียงสำเนา ไม่มีเอกสารตอบการรับเงินด้วย ทั้งที่เป็นเอกสารที่ควรอยู่คู่กัน ดังนั้นที่จำเลยอ้างว่าเป็นเพียงการใช้งบที่ผิดวัตถุประสงค์รับฟังไม่ได้ เพราะงบดังกล่าววัดสามพระยาไม่มีสิทธิได้รับตั้งแต่แรก ซึ่งหากเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ งบที่ได้มานั้นก็ต้องได้มาตามสิทธิที่ถูกต้องด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก และรับฟังได้ว่าเงินดังกล่าวมาจากการทุจริตจัดสรรงบของ พศ. ซึ่งจำเลยทั้งสองรู้ดีว่าเงินที่ได้มาใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษา รร.พระปริยัติธรรมเท่านั้น โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเจ้าพนักงานปกครองวัด จะต้องได้รับโทษเป็นสองเท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์คดีนี้แล้ว เห็นว่าแม้จะมีการเบิกเงินในบัญชี 3 ครั้ง ครั้งแรกเช้าวันที่ 13 ธ.ค.2556 จำนวน 500,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่คงอยู่ในบัญชีของวัดสามพระยา ที่คงเหลืออยู่ 1.63 ล้านบาทเศษ เพราะเมื่อได้รับเช็คงบประมาณ 5 ล้านบาทมาแล้ว ได้นำเข้าเช็คต่างธนาคารในวันที่ 12 ธ.ค.2556 ซึ่งจะเบิกจ่ายได้ช่วงบ่ายของวันถัดไป จึงเป็นการเบิกจ่ายเงินของวัดที่มีอยู่เดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนครั้งที่ 2 วันที่ 7 ม.ค.2557 จำนวน 1.9 ล้านบาท และครั้งที่ 3 วันที่ 14 ม.ค.2557 ที่เบิกไป 1.68 ล้านบาทเศษนั้น รับฟังได้ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณดังกล่าว โดยมีการเบิกเข้าบัญชีนางวิภาพร และไปฝากบัญชีเงินฝากประจำชื่อบัญชีของวัดจนได้รับดอกเบี้ย แล้วถอนเงินดังกล่าวไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมและอาคารพักสงฆ์ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการรับโอนเงิน และเปลี่ยนสภาพจากการกระทำผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 5 (1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายมาตรา 83&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือโดยทุจริต และฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายมาตรา 157 เห็นว่าจะต้องเป็นเจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติโดยตรง แต่เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการมอบอำนาจเบิกเงินจากบัญชี จึงไม่ใช่อำนาจโดยตรง จึงไม่มีความผิดตามฟ้องในข้อหานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า กระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฟอกเงิน 2 กระทง กระทงละ 2 ปี ให้จำคุกนายเอื้อน หรืออดีตพระพรหมดิลก รวมจำคุก 6 ปี และนายสมทรง หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 2 จำคุก 2 กระทง กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายโกศล ใสสุวรรณ ทนายความอดีตพระพรหมดิลก จำเลยที่ 1 เปิดเผยว่า จะอุทธรณ์สู้แน่นอนคดี โดยศาลพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 (ผู้ช่วยเจ้าอาวาส) เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษที่เราเห็นว่าศาลสามารถจะรอลงอาญาได้ นอกจากนี้สำหรับคดีฟอกเงินก็เคยมีคดีของเบนซ์ เรซซิ่ง ที่ศาลสั่งจำคุก 8 ปี ต่อมาได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ดังนั้นในสัปดาห์หน้าเราก็จะพิจารณาขอยื่นประกันตัวอดีตพระพรหมดิลก และอดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 1-2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่จะอุทธรณ์สู้คดีนั้น แม้ข้อเท็จจริงยุติว่าวัดสามพระยา ไม่มี รร.พระปริยัติธรรมแผนกสามัญฯ แต่วัดได้ของบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์อาคารร่มธรรม และ พศ.ได้พิจารณางบประมาณให้แล้ว ซึ่งวัดสามพระยาได้มอบฉันทะไปทำเรื่องรับเช็คจำนวน 5 ล้านบาท แล้วนำมาใช้ก่อสร้างอาคารจริงๆ จึงไม่ใช่การทุจริต และเราเห็นว่าขั้นตอนวิธีทางปฏิบัติโอนเช็คดังกล่าว พศ.ใช้กับทุกวัด แต่ถ้าเป็นเงินอุดหนุน รร.พระปริยัติธรรม พศ. จะใช้ช่องทางโอนเงินเข้าบัญชีของวัดโดยตรง ซึ่งเราอุทธรณ์จะสู้ในประเด็นนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีทุจริตการจัดสรรงบประมาณ พศ. นับตั้งแต่ปี 2557 ให้กับวัดต่างๆ ทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและวัดในพื้นที่ กทม. มูลค่านับ 150 ล้านบาทนั้น พนักงานสอบสวนได้กล่าวหาอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ทั้งวัดสามพระยา, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กับกลุ่มฆราวาส และกลุ่มข้าราชการสำนัก พศ. รวมกว่า 20 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ยังมีการกล่าวหาอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต่างจังหวัด ร่วมกับข้าราชการสำนัก พศ. ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อฉลจูงใจให้วัดพื้นที่ต่างจังหวัดมาร่วมรับการจัดสรรงบประมาณ พศ.ในส่วนที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการ จำนวน 28 ล้านบาท ที่กำหนดให้ใช้ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนานั้น แล้วภายหลังได้เรียกเงินคืนไปเป็นประโยชน์พวกตัวเองนั้น ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพิ่งตัดสินคดีสำนวนแรกไปเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2562 โดยพิพากษาจำคุก 26 ปี โดยไม่รอลงอาญา นายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ และอดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค ในความผิดฐานฟอกเงิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36070</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเงินทอนวัด, ฐานร่วมกันฟอกเงิน, ศาลอาญาทุจริต, สั่งจำคุก, หนังสือพิมพ์, อดีตพระอรรถกิจโสภณ, อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, โรงเรียนพระปริยัติธรรม, ไม่รอลงอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd715ad02b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
