<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสั่งไม่ฟ้องแอดมินเพจ&#039;CSI LA&#039;กับพวก! คดีแชร์ข้อมูลแหม่มถูกข่มขืนเกาะเต่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 64 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะทนายความ 13 ผู้ต้องหาเเชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกข่มขืน เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังที่พนักงานสอบสวน สภ.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายประมุข อนันตศิลป์ แอดมินเพจ &amp;ldquo;CSI LA&amp;rdquo; พร้อมพวก 13 คน กรณีเเชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษวัย 19 ปี อ้างโดนวางยาและถูกข่มขืน บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนบอกว่าตำรวจไม่รับแจ้งความ แต่ต่อมาตำรวจระบุหญิงชาวอังกฤษแจ้งความแค่ถูกลักทรัพย์ ไม่ได้ระบุว่าโดนข่มขืน ว่า ทั้ง 13 คนโดนเเจ้งข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน , นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายประมุขผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสารภาพวาดระบายสีภาพยนตร์ภาพหรือตัวอักษรทำให้ปรากฏว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือบันทึกเสียงบันทึกภาพหรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียงหรือกระจายภาพหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-13 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอายนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสารภาพวาดระบายสีภาพยนตร์ภาพหรือตัวอักษรทำให้ปรากฏว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือบันทึกเสียงบันทึกภาพหรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียงหรือกระจายภาพหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นปรากฎ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวว่า สำหรับเหตุที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น เนื่องจากได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำให้การผู้กล่าวหานั้นสรุปโดยรวมข้อเท็จจริงเรื่องสาวอังกฤษอายุ 19 ปีถูกข่มขืนที่ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊กชื่อ CSI LA นั้นถูกคัดลอกมาจากข่าวของเดลี่เมล์แล้วมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ดูแล (แอดมิน) เฟซบุ๊ก CSI LA มีข้อเท็จจริงดังกล่าวและข้อเท็จจริงอื่นๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวจำนวนหลายที่เข้ามาเที่ยวในตำบลเกาะเต่า ซึ่งข้อเท็จจริงบางเรื่องจริง บางเรื่องไม่จริง แต่ข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องก็มีทั้งส่วนที่ตรงและไม่ตรงกับเรื่องจริงปะปนกัน อันเป็นเรื่องปกติในการนำเสนอข่าวที่อาจมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้ต้องหาที่ 2-13 เป็นเพียงผู้รับข่าวสารดังกล่าวมา จึงไม่อาจรู้ได้ว่าข้อเท็จจริงส่วนใดถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งผู้ต้องหาแต่ละคนได้ให้การในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าได้โพสต์หรือเผยแพร่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไปต่อโดยเข้าใจว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความจริงโดยแม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง&amp;nbsp; แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง จึงเป็นการขาดเจตนาสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ประกอบกับนายกเทศมนตรีเกาะเต่าชาว ตำบลเกาะเต่า ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากข้อความที่มีการกล่าวถึงที่เกิดเหตุว่ามีเหตุข่มขืนกระทำชำเราที่เกาะเต่า ไม่เป็นการใส่ความนายกเทศมนตรีเกาะเต่า ชาวตำบลเกาะเต่า เพราะสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่บุคคลที่สามารถใส่ความได้ ในประเด็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคดี จึงมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ 13 ผู้ต้องหาประกอยด้วย นายประมุข อนันตศิลป์ แอดมินเพจ CSI LA และคนแชร์ข้อมูลดังกล่าว ประกอบไปด้วย 1.นายศตธัญชัย วจีปะสิทธิ์&amp;nbsp; 2.นายเขตโสภณ จรุงกลิ่น 3.นายณัฐวุฒิ วารีศรี 4.นายสุทธิรัตน์ แตงสกุล 5.นายภูมิชาญ สกุลโชติพาณิชย์ 6.นายวรสิทธิ์ มยุโรวาส 7.นายมานพ พันธุ์สุขเลิศ&amp;nbsp; 8.นายกริชนิพัสตร์ รันสูงเนิน 9.นายภัทรพล ศิวเทวินทรา 10.นายสุรวุฒิ สร้อยมุกด์ 11.นายชนกันต์ สุภาพัฒน์ 12.นายวรพรต ไชยยานะ และ13.นายสุทธิรัตน์ แดงสกุล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106970</URL_LINK>
                <HASHTAG>CSI LA, วิญญัติ ชาติมนตรี, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ, เกาะเต่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cee9f454bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีบอส! วิชา:เป็นกระบวนการสมคบคิดกันระหว่าง ตำรวจ อัยการ ทนายความ และบุคคลอื่นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ลากจูงกันไปสู่เหวนรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่ได้พิจารณากรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา(บอส) ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ปี 2555 กล่าวปาฐกถาพิเศษเมื่อวานนี้ ก่อนเริ่มเสวนาถอดบทเรียนกระบวนการยุติธรรม ณ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชา กล่าวว่า ขอเริ่มต้นการถอดบทเรียนคดีบอส อยู่วิทยา ในฐานะที่ได้ทำงานในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ด้วยคำที่มีความสำคัญกับการทำงานเรื่องนี้ว่า ความเหลื่อมล้ำในความยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เมื่อได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้มีสื่อถามว่า มีปัญหาเยอะหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็ได้ตอบไปสั้น ๆ ว่า ถ้าไม่เป็นปัญหาคงไม่ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและอัยการ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา แต่ปัญหาของความยุติธรรมอยู่ที่ตรงไหน ตรงนี้เคยได้พูดไปแล้วว่า ปัญหาเป็นเรื่องของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบไปด้วย ตำรวจ อัยการ สิ้นสุดที่ศาล ปลายทางไปราชทัณฑ์ และมีส่วนเกี่ยวข้องคือ ทนายความ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาที่คนจริง ๆ เพราะประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของกระบวนการยุติธรรม ที่จะให้ความยุติด้วยความเป็นธรรรม จะต้องอาศัยคนที่มีจิตใจที่สูงกว่าปกติ คนที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีมโนสำนึก ไม่มีจิตสำนึกที่ดีงาม ไม่มีความเสียสละ ไม่อุทิศตนเพื่อส่วนรวม ไม่นึกถึงประชาชนที่ทุกข์ยาก ไม่ได้เด็ดขาด เพราะว่าจะมีองค์กรต่าง ๆ ที่มีผู้มีอำนาจเข้ามาครอบงำได้ตลอดเวลา บางองค์กรถึงกับต้องซื้อตำแหน่งมา ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้ว ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่จะเข้ามาทำลายผู้คนซึ่งเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักเกณฑ์คุณสมบัติ 4 อย่าง คือ 1.ต้องรอบรู้ ต้องรู้ลึกซึ้งในสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้และรู้เท่าทันความทุจริต ความประพฤติไม่ชอบต่าง ๆ และรู้ทำทันเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้น 2.ต้องมีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจเด็ดขาดในการดำเนินการ ถ้าไม่มีความกล้าจะเกิดความอ่อนแอในการทำงาน และไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ต้องมีความพอประมาณ อย่าตึงเกินไป หย่อนเกินไป ต้องเดินทางสายกลาง ต้องคิดถึงประชาชนที่ถูกกดดันเป็นอันดับแรก เข้าใจหัวอกคนอื่น ถ้าตึงเกินไปก็จะเกิดความทรมานอย่างที่กล่าวกันว่า ในกระแสแห่งยุติธรรมยากจะหาความเกษมเปรมใจ และ 4.ต้องมีความยุติธรรม ถ้าเราขาดสิ่งนี้จะไม่ไม่มีความหมายเลยในกระบวนการยุติธรรม เพราะจะต้องบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลเป็นการทั่วไป ต้องไม่มีอคติ ความลำเอียง เพราะฉะนั้น คนที่จะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีความดีอันยิ่งใหญ่ทั้ง 4 อย่างนี้ จึงจะไม่โดนผู้มีอำนาจสั่ง บังคับ ขู่เข่นได้ ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้วกับคดี บอส อยู่วิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีความนี้เป็นกระบวนการที่สมคบคิดกันระหว่าง ตำรวจ อัยการ ทนายความ และบุคคลอื่นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ลากจูงกันไปสู่เหวนรก ซึ่งลึกมากเพราะว่าไม่ละอาย หรือเกรงกลัวต่อบาปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคำกล่าวขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่ให้ระวังถึงที่สุดในกระบวนการยุติธรรม การทุจริตหวาดกลัวต่อการเผชิญหน้าต่อความจริง เช่น ทำผิดไปแล้วพยายามที่จะดำเนินการให้พ้นจากความผิดนั้นโดยไม่ยอมสารภาพผิด ไม่ยอมเผชิญหน้าต่อความจริง เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมไปสู่กระบวนการคนหาความจริง ของตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจะตัดสินตามความเป็นธรรม เราจะเห็นได้เลยว่าเขาไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง โดยตั้งโจทย์ไว้ว่าฉันจะไม่ขึ้นศาล ให้จบลงที่พนักงานอัยการให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทุจริตที่คิดว่าความยุติธรรมซื้อได้ เมื่อไรที่คนคิดว่าความยุติธรรมซื้อได้ เมื่อนั้นความทุจริตจะเกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน มีบทเรียนจากสหรัฐอเมริกาในอดีต ยุคที่เจ้าพ่อมาเฟียขึ้นครองประเทศ พวกที่เป็นเจ้าพ่อซื้อความยุติธรรมทุกระดับ ไม่เคยขึ้นศาลเลยหรือขึ้นศาลก็หลุดคดีหมด เพราะคิดว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องซื้อได้ จนกระทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงโคนล้มเจ้าพ่อ แต่จะโคนล้มไม่สำเร็จ ถ้าไม่กันบุคคลที่อยู่ในกระบวนการทุจริตร่วมกันเอามาเป็นพยาน เพราะฉะนั้นจึงเกิดกรณีกฎหมายกันไว้เป็นพยาน เป็นตัวอย่างของการเอาชนะเหนือความทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทุจริตเกิดจากจุดที่อ่อนแอที่สุด เราก็จะเห็นได้แล้วว่าจุดที่อ่อนแอที่สุดของประเทศในขณะนี้ของกระบวนการยุติธรรม คือองค์กรไหน บอกได้เลยคือ ตำรวจ เป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะตั้งแต่เขาเข้ามาทำงาน เขาไม่ได้เข้ามาเพราะความรู้ความสามารถ ได้เข้ามาเพราะมีเส้นมีสาย ระบบอุปถัมภ์ การเลื่อนตำแหน่ง ถูกครอบงำด้วยผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น กระบวนการเหล่านี้หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เข็มแข็งขึ้น แต่องค์กรกลับมองว่าจุดอ่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยปกป้องพวกเขาได้ ด้วยความเกรงใจใน ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ถูกโจมตีมากสุดในคดีของ บอส อยู่วิทยา เพราะว่าตั้งต้นก็รวบรวมพยานหลักฐานแบบอ่อน ให้สามารถแก้ไขได้ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ก็อ่อนแอ ไม่เข็มแข็งอย่างเพียงพอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจสอบทางการนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เป็นจุดที่แข็งที่สุดของกระบวนการยุติธรรมกลับถูกทำให้อ่อนแอที่สุด เพราะใช้หลักซื้อได้ ฉะนั้นการตรวจสอบหลักวิทยาศาสตร์จึงมีความโอนเอียง มีคนมาบอกว่าอาจารย์ท่านนี้ มีวิธีคำณวนความเร็วรถใหม่ การตรวจสอบจะตรวจสอบเหลวไหลแบบนี้ไม่ได้ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการพิสูจน์จึงเป็นกระบวนการที่อ่อนแอที่สุดในขณะนี้ และเป็นจุดที่ต้องแก้ไขให้ถึงที่สุด เพราะหลักฐานพยานทางบุคคลจะเปลี่ยนไปได้ถ้าถูกซื้อ แต่วิทยาศาสตร์ซื้อไม่ได้ เช่น กรณีวันที่เกิดกระบวนการแก้ไขพยานหลักฐาน เพื่อให้เห็นได้ว่าเป็นวันเวลาที่สมควรนำมาประกอบการพิจารณาของอัยการสั่งไม่ฟ้อง จากที่สั่งฟ้อง วันที่มีการบันทึกรูปภาพเอาไว้ในโทรศัพท์ หลังการให้การบันทึกพยานใหม่นั้น จะไม่หายไป โทรศัพท์สามารถกู้ข้อมูลได้ จึงได้มีการหน้าแตก ว่าวันที่ 26 ก.พ.ได้บันทึกพยานบุคคลไว้ แต่ในโทรศัพท์บอกว่าไม่ใช่ เป็นวันที่ 29 ก.พ. โดยการยืนยันโดยสถาบันนิติวิทายาศาสตร์ 2 แห่ง โดยสถาบันของกระทรวงยุติธรรมและสถาบันสารสนเทศของรัฐบาล ได้ยืนยันและสามารถใช่ได้ถึงศาล เป็นพยานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ในคดีนี้เห็นได้ชัดว่าใช้เวลาเดินทางถึง 8 ปี จากที่เกิดเหตุรถชนกัน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต กระบวนการยุติธรรมได้เดินทางไปโดยที่ไม่นำตัวผู้ต้องมาฟ้องร้อง ปล่อยให้เลื่อนไปเรื่อย ๆ โดยอยู่ที่ตำรวจ 6 เดือน หลังจากนั้นร้องขอความเป็นธรรมถึง 14 ครั้ง การร้องข้อความเป็นธรรมใช้เวลารวมกัน 8 ปี ในระหว่างที่ความเป็นยุติธรรมเดินทางอย่างล่าช้านั้น การแทรกแซงอำนาจภายนอกก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าความยุติธรรมเดินช้าให้ตัดสินเลยว่า มีความทุจริตแทกซ้อน เข้าไปสู่กระบวนการที่ว่า ความยุติธรรมสามารถซื้อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แขนต้องแข็งแรงแล้วเท่ากัน หรือ ต้องมีความเท่าเทียมกัน คำนี้มาจากประเทศอังกฤษ เพื่อให้มองเห็นภาพว่า มือใครยาวกว่า มีพลังอำนาจมากว่า พลังงานเศรษฐกิจมากกว่า ก็จะได้ประโยชน์จากการเอาชนะในคดีนั้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นคนที่ยากจนกว่าจะเอาอะไรไปสู้ ตัวอย่างเช่น สู้ไม่ได้เพราะไม่มีเงินประกันตัวออกจากเรือนจำ แต่คนรวยจะได้การปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อจะได้ออกมาวิ่งเต้นคดีได้ เพราะฉนั้นคู่ความต้องได้รับความเป็นธรรม เปิดเผยข้อมูล อังกฤษได้สร้างกฎหมายที่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งด้านร้ายและด้านดีสำหรับจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการในการเปิดเผยข้อมูล ไม่มีเลยในคดีบอส เราจะเห็นได้ว่าปกปิดไว้ มารู้เมื่อสื่อต่างประเทศเปิดเผยข้อมูลว่ามีการสั่งไม่ฟ้อง แม้แต่อัยการสูงสุดยังแถลงในวันรับตำแหน่งว่า ต้องดำเนินการติดตามตัวเอามาลงโทษให้ได้ แต่วันนั้นเองได้มีการสั่งไม่ฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว คิดดูแล้วกันว่า กระบวนการยุติธรรมที่ลึกลับดำมืดขนาดนี้ มันคือความไม่ยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต้องได้รับความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล การสอบสวนทุกอย่างต้องถูกบันทึกเอาไว้ เปิดเผยในชั้นอัยการ ให้รับรู้ทั่วถึงกัน โดยที่เรากำลังจะมีร่างพระราชบัญญัติพิจารณาความคดีอาญา ที่กำลังดำเนินการออกกฎหมายอยู่ในขณะนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้มีส่วนร่วม จะผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้โดยทั่วถึงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ องค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรอิสระ แต่ความอิสระนี้ต้องอยู่บนรากฐานของการกลั่นกรองคดีด้วยความชอบทางกฎหมายด้วยหลักยุติธรรม ในคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญมาก การใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการต้องอยู่ในความสมเหตุสมผล ต้องมีกรอบด้วยความชอบกฎหมาย ซึ่งสามารถจะชี้แจงได้ เทียบเคียงได้กับการตัดสินของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการมอบอำนาจตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาของการบริหารทุกเรื่อง รวมถึงการบริหารงานกระบวนการยุติธรรมด้วย ในมาตรา 40 ของระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระบุว่า ให้ผู้มอบอำนาจพิจารณาถึงความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฎิบัติราชการ การกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งผู้รับมอบอำนาจ แลผู้รับมอบอำนาจต้องปฎิบัติหน้าที่ตามผู้รับมอบอำนาจ เพราะฉนั้นหลักของการมอบอำนาจ ต้องไม่ทำเกินกว่าผู้มอบอำนาจให้ไว้ ในวรรคที่ 2 ให้ผู้มอบอำนาจตรวจสอบติดตามผลข้อการปฏิบัติราชการ และเปลี่ยนตัวผู้รับมอบอำนาจได้ ถ้าไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระบวนการทการสอบสวนที่ได้รายงานต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการสมยอมคบคิดกัน โดยองค์กรระดับชาติ คือคณะกรรมาธิการหนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้มีอดีตผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจ รวมอยู่กับผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงของสำนักงานพิสูจน์พยานหลักฐาน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาเปลี่ยนความเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะเห็นได้เลยว่า ถ้าท่านรองอัยการที่ได้รับมอบอำนาจ ได้ตรวจดูตามหลักวิชา ใช้ความรู้ความสามารถของท่าน ที่เป็นอัยการมาในระยะเวลายาวนาน ท่านต้องเห็นแล้วว่ามีอะไรผิดปกติ เพราะว่ามีที่ทีมงานอัยการตรวจสอบแล้วพบว่าสมควรสั่งไม่ฟ้อง แต่กลุ่มดังกล่าวเป็นรุ่นเด็ก ที่มีความกล้าหาญมาก แต่คนสั่งกลับบอกว่าไม่ได้ดู บอกว่าไม่สนใจ กระบวนการรับมอบอำนาจจึงเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ดูอยากรอบครอบถี่ถ้วน เช่นเดี่ยวกัน ตำรวจ ที่ด้าน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งไม่ฟ้อง ก็บอกว่าไม่ได้ดูเอกสาร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้บอกเหมือนกันว่า มอบขาดอำนาจไปแล้ว ไม่รู้เรื่องเลย เรื่องใหญ่ๆแบบนี้ไม่ได้มีการติดตาม ตั้งข้อสังเกต แสดงให้เห็นว่าระบบเสื่อมถึงที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปกครองบ้านเมืองที่ปล่อยให้ดำเนินไม่มีหลักการ ข้อกำหนด ขาดสติ ไม่มีความรอบครอบ ถือว่าเข้าข่ายรัฐเสื่อมแล้ว ถ้าไม่แก้ไขจะเป็นปัญหาต่อคดีอื่น มากมายมหาศาล มีคดีเช่นนี้นับ 100 คดี ที่พิจารณาเรื่องของการขอความเป็นธรรม ตามระเบียบอัยการ และมีการพิจารณาให้ถอนฟ้องด้วยซ้ำไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการทั้งหมดนี้ เราต้องแก้ไขทั้งคนที่ต้องมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งระบบที่การเข็มแข็งในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีอาญา จะต้องมีการถ่วงดุลอย่างไร จะเติมเต็มแต่ละสิ่งให้สมบูรณ์อย่างไร ประเทศไทย มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่บังเอิญว่าคนที่ใช้กฎหมายขาดความสุจริต ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่ละอายต่อบาป &amp;nbsp;ไม่เข็มแข็งเพียงพอ มีความรู้น้อย ความประมาทมาก ขาดสติ ยั้งคิด เพราะฉะนั้นต้องแก้ไขทั้งคนและระบบไป พร้อม ๆ กัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณข้อมูลจาก&amp;nbsp;สำนักข่าวอิศรา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78474</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, คดีบอส, ตำรวจ, วิชา มหาคุณ, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e60563c9ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชูวิทย์&#039; แฉคดีบอส! ร้องขอความเป็นธรรมแป้ก 13 ครั้ง ก่อนจะมาปังครั้งที่ 14 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.63 - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุเกิดจาก...ร้องขอความเป็นธรรม แป้ก! 13 ครั้ง ปัง! ครั้งที่ 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ไปพบ คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มี นายสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน ดูแล้วท่าจะงานยุ่ง เพราะเช้าเรื่องบอส บ่ายเรื่องบ่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอัยการสูงสุด นายเนตร นาคสุข มาตอนเช้า แต่ท่านไม่ได้พูดเรื่องนี้ ว่าแท้ที่จริงแล้ว นายบอสหลุดคดีเพราะ การร้องขอความเป็นธรรม รวมเบ็ดเสร็จ 14 ครั้ง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เริ่มมีขึ้นในยุคของอัยการสูงสุด ชื่อ คณิต ณ นคร ปี 2537 เพื่อจุดมุ่งหมายต่อความยุติธรรม โดยอัยการสามารถสั่งให้พนักงานสอบสวน สอบเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรมของทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต่อมาสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย เกิดเรื่อง คดี สปก. 4-01 อัยการสูงสุดคนเดียวกันนี้ที่ชื่อ คณิต ณ นคร มีคำสั่ง &amp;ldquo;ไม่ฟ้อง&amp;rdquo; ในเรื่องนี้ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย ถึงการใช้อำนาจหน้าที่สั่งคดีของอัยการสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด คณิต ณ นคร จึงได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 72/2540 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ให้อัยการสูงสุดงดใช้ระเบียบและคำสั่งในการสั่งคดี โดยให้พนักงานอัยการ หัวหน้าคณะทำงาน ประธานคณะทำงาน รองอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งในแต่ละคดีแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดง่ายๆ ว่าอัยการสูงสุด &amp;ldquo;ชิ่ง&amp;rdquo; ไม่สั่งคดีด้วยตัวเอง เพราะอาจจะถูกติฉินนินทาว่าใช้อำนาจเข้าข้าง สั่งไม่ฟ้อง ทำให้คดีสิ้นสุดได้โดยทันที จึงขอมอบหมายเรื่องการสั่งคดีให้กับคนอื่นๆ แทน เช่น รองอัยการสูงสุด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ทำได้ 3 ช่องทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ยื่นต่ออัยการที่รับผิดชอบคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ยื่นต่ออธิบดีอัยการ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของอัยการคดีนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ยื่นต่ออัยการสูงสุด (แต่เนื่องจากคำสั่งที่ผมกล่าวด้านบน ทำให้อัยการสูงสุดไม่ได้เป็นผู้พิจารณาด้วยตัวเอง มอบหมายให้รองอัยการสูงสุดทำหน้าที่แทน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีบอส มีการร้องขอความเป็นธรรม รวมทั้งสิ้น 14 ครั้ง โดย 13 ครั้งแรก แป้ก (ยุติเรื่อง) มาปัง (ได้ผล) เอายุคของรองอัยการสูงสุดชื่อ นายเนตร นาคสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียงง่ายๆ เรื่องขอความเป็นธรรม 14 ครั้ง ยุคใคร สมัยใคร ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 1 วันที่ 1 เมษายน 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด จุลสิงห์ วสันตสิงห์
รองอัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมเพื่อทบทวนการคำนวณความเร็ว (ครั้งที่ 1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง ไม่มีเหตุจะสอบสวนเพิ่มเติม และคดีใกล้จะขาดอายุความบางข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีความเห็นควรสั่งฟ้องนายบอส ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 รวม 4 ข้อหา และไม่ฟ้อง 1 ข้อหา คือ เมาแล้วขับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด จุลสิงห์ วสันตสิงห์
รองอัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมเพื่อทบทวนการคำนวณความเร็ว (ครั้งที่ 2) รวมถึงขอให้สอบตัวนายบอสเพิ่มเติมด้วย (แต่นายบอสไม่เคยโผล่มา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 3 วันที่ 4 กันยายน 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด จุลสิงห์ วสันตสิงห์
รองอัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งที่แจ้งให้พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 4 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง
รองอัยการสูงสุด วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม เกี่ยวกับพฤติกรรมความเจ็บป่วยของนายบอส ในช่วงก่อน ขณะเกิดเหตุ และในวันเกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 5 วันที่ 21 เมษายน 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง
รองอัยการสูงสุด วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 6 วันที่ 24 มิถุนายน 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง
รองอัยการสูงสุด วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งที่แจ้งให้พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ โดยขอให้รอผลการสอบสวนเพิ่มเติมก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 7 วันที่ 18 กรกฎาคม 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ตระกูล วินิจฉัยภาค
รองอัยการสูงสุด วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม และขอให้สอบสวนนายบอสเพิ่มเติม (แต่นายบอสไม่โผล่มา) และขอให้ชะลอการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 8 วันที่ 16 มิถุนายน 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ตระกูล วินิจฉัยภาค
รองอัยการสูงสุด วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม (จำนวน 5 ราย โดยมี พลอากาศโทจักรกฤช ถนอมกุลบุตร และ นายจารุชาติ มาดทอง รวมอยู่ด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง พยานไม่มีน้ำหนัก เป็นเพียงคำบอกเล่า ผ่านไปเกือบ 3 ปีเพิ่งมาให้ปากคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 9 วันที่ 12 มกราคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
รองอัยการสูงสุด นิภาพร รุจนรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเร็วขอนายบอส (ครั้งที่ 3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ และพยานไม่มีน้ำหนักเพียงพอหักล้างข้อกล่าวหาเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 10 วันที่ 15 พฤษภาคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
รองอัยการสูงสุด นิภาพร รุจนรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้เรียกสำนวนคดีมาตรวจสอบ และตั้งคณะทำงานตรวจสอบสำนวนคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง เนื่องจากพยานไม่มีน้ำหนักเพียงพอหักล้างข้อกล่าวหาเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 11 วันที่ 23 ธันวาคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
รองอัยการสูงสุด นิภาพร รุจนรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ความเร็วของรถยนต์นายบอส (ครั้งที่ 4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 12 วันที่ 6 มีนาคม 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
รองอัยการสูงสุด นิภาพร รุจนรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้เรียกสำนวนของคณะกรรมาธิการ สนช. มาพิจารณาประกอบเพื่อมีคำสั่งในคดีให้ไม่ฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรองนิภาพร เสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาออกคำสั่ง เนื่องจากถูกฝ่ายผู้ต้องหาร้องเรียนว่าไม่สั่งคดีให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ เห็นว่า เนื่องจากคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาตลอดมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว จึงมีคำสั่งให้ &amp;ldquo;ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม&amp;rdquo; และให้นำตัวผู้ต้องหามาฟ้อง หากผู้ต้องหายังร้องขอความเป็นธรรมมาอีก ให้แยกพิจารณาโดยไม่ต้องรอฟังผลร้องขอความเป็นธรรม (เพราะร้องมาจนคนด่าแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นครั้งเดียวที่อัยการสูงสุด &amp;ldquo;สั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม&amp;rdquo; ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 13 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด เข็มชัย ชุติวงศ์
รองอัยการสูงสุด วัฒนชัย คุ้มวงศ์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบสวน สมาชิก สนช. ในประเด็นที่นายบอสร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล ยุติเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 14 วันที่ 7 ตุลาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสูงสุด วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์
รองอัยการสูงสุด เนตร นาคสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอให้สอบ พลอากาศโทจักกฤช ถนอมกุลบุตร และนายจารุชาติ มาดทอง ประเด็นความเร็วในขณะขับขี่รถยนต์ของบอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผล &amp;ldquo;ได้เรื่อง!&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุครองอัยการสูงสุด นายเนตร นาคสุข ผู้ร้องยังคงใช้พยานหลักฐานเดิม ที่รองอัยการสูงสุดคนก่อนๆ เคยมีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้วก่อนหน้านั้น รวมเบ็ดเสร็จ 13 ครั้งติดต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ครั้งนี้ได้ผล รองอัยการสูงสุด นายเนตร นาคสุข ได้ใช้พยานหลักฐานเดิมที่เคยถูกตีตกไปตั้งแต่ 13 ครั้งก่อน กลับมาใช้ใหม่ ในครั้งที่ 14 โดยมีความเห็นว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ขับรถเร็ว แต่รถจักรยานยนต์ของดาบวิเชียร เปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้นายบอสเบรครถไม่ทัน เป็นเหตุให้ชนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่เกิดจากความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง สั่งไม่ฟ้องนายบอส ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเลยจบเอวังด้วยประการฉะนี้ แต่สถาบันอัยการเสียหายจบเห่ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้อัยการสูงสุดจะรอด แต่รองเนตรใช้ดุลยพินิจรอบคอบอย่างไร เชิญวิพากษ์วิจารณ์ตามสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเอามาเล่าให้ฟัง เพราะไม่เคยมีใครทำให้เข้าใจ ว่า เหตุร้องขอความเป็นธรรมรวมทั้งสิ้น 14 ครั้ง ตีตกไป 13 ครั้ง แต่ครั้งที่ 14 ดุลยพินิจของอัยการได้เปลี่ยนไป ทั้งๆที่ พยานหลักฐานปรากฏเป็นของเดิมมาก่อนแล้วโดยทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้จึงอยู่ที่ดุลยพินิจของใคร จะเห็นอย่างไร แม้ว่าจะยืนยันอยู่อย่างเดียวว่า &amp;ldquo;ทุกเรื่องอยู่ในสำนวน ไม่ได้พิจารณานอกสำนวนแต่อย่างใด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ น่าจะบอกไปเลยว่า อัยการคนอื่นใจไม่ถึงเท่ากับรองเนตร นาคสุข ที่ท่านกล้า &amp;ldquo;สั่งไม่ฟ้อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่าท่าน ใจถึงพึ่งได้ ของแท้ แน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74415</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีกระทิงแดง, คดีบอส, ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f362b820f20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ละเอียดยิบ!ตำรวจแถลงเคลียร์ &#039;คดีบอส&#039; เคาะฟ้องใหม่ &#039;ขับรถเร็ว-เสพโคเคน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.63 -&amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษณะ ทรัพย์เดช จเรตำรวจ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้ดุลพินิจข้าราชการตำรวจกรณีไม่เห็นแย้งอัยการคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ใช้เวลาชี้แจงนานกว่า 1 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวว่า วันนี้ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการเสร็จสิ้นแล้ว โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งเพิ่มเติม 3 ประเด็น คือ มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าการไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ 2.ให้ตั้งชุดพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ใหม่ โดยใช้พยานหลักฐานที่รวบรวมมาได้ใหม่ และ3.มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 11 นาย ที่เคยเป็นผู้สอบสวนและทำคดีนี้ โดยระบุว่ามีกี่คนที่โดนลงโทษแล้ว และที่ไม่ได้โดนลงโทษ ว่าทำอะไรบ้าง ซึ่งบางคนยังมีการเลื่อนตำแหน่งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.ท.จารุวัฒน์ ได้ไล่ไทม์ไลน์เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงการสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคดีที่อยู่ในอำนาจชั้นพนักงานสอบสวน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2555- 4มีนาคม 2556 ช่วงที่สอง ชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 - 20 มกราคม 2563 ในชั้นนี้ผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมา 2556 จนทำให้อัยการอาญาใต้ฯ มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมถึง 10 ครั้ง ซึ่งพยานที่อัยการสั่งให้สอบเพิ่มเติมเป็นผู้ให้ปากคำชั้นพนักงานสอบสวน จำนวน 4 ปาก เป็นพยานเพิ่มเติมชั้นอัยการ 16 ปาก และช่วงที่สาม การทำความเห็นแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผลการตรวจสอบความบกพร่อง ของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ไม่พบความบกพร่อง เนื่องจากการพิจารณาคำแย้งคำสั่งพนักงานอัยการ แย้งได้เฉพาะประเด็นข้อกฎหมาย กฎระเบียบ ว่าตามที่พนักงานอัยการกล่าวอ้างมาถูกต้องหรือไม่ โดยจะนำความในคำพิพากษาศาลฎีกา หรือความเห็นทางกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญประกอบเหตุผลการพิจารณา และพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวนที่อัยการส่งมาเท่านั้น และแย้งได้เฉพาะประเด็นที่สามารถกลับความเห็นของพนักงานอัยการได้ ไม่มีอำนาจทำการสอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือหยิบยกพยานหลักฐานนอกสำนวนมาพิจารณาได้ เนื่องจากอำนาจการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ในประเด็นข้อเท็จจริงที่นำมาพิจารณาต้องประกอบด้วยพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันสามารถหักล้างความเห็นไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ตรวจสำนวนพิจารณาในกองคดีอาญาทุกระดับ มีผู้พิจารณาก่อนเสนอ พล.ต.ท.เพิ่มพูน มี 4 ราย ซึ่งทุกคนมีอิสระในการเห็นแย้งหรือไม่แย้งคำสั่งของอัยการ โดยผู้ตรวจสำนวนทุกคนมีความเห็นไม่แย้งตรงกัน ส่วน พล.ต.ท.เพิ่มพูน ผู้มีอำนาจในการพิจารณาทำความเห็นไปตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1 ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง คระกรรมการยังพบข้อบกพร่องหลายแห่ง จึงจะประมวลเรื่องเสนอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. พิจารณาดำเนินการ ในประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นำเรียนข้อบกพร่องทั้งหมดที่พบของตำรวจ และจะตรวจสอบว่ากรณีใดบ้างที่ ป.ป.ช. ได้พิจารณาชี้มูลไปแล้ว กรณีบกพร่องที่ยังไม่ได้มีการชี้มูลหรือลงทัณฑ์ ทางคณะกรรมการจะพิจารณามีความเห็นเสนอ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาสั่งการดำเนินการทางวินัยต่อไป หากพบความผิดทางอาญาจะเสนอให้ดำเนินคดีอาญาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบข้อเท็จจริงงเพิ่มเติม เช่น รายงานการคำนวณความเร็วจากผู้เชี่ยวชาญมายืนยันความเร็ว ที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และผู้เชี่ยวชาญอื่น ก็ยืนยันที่ความเร็ว 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญแก่คดีที่สามารถพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้ต้องหา เพื่อให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาตามกฎหมายได้ เห็นควรส่งพยานหลักฐานรายละเอียดข้อเท็จจริงไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการตาม ป.วิอาญามาตรา 147 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.คณะกรรมการตรวจพบความบกพร่องในการดำเนินคดีเรื่องยาเสพติดให้โทษ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยได้สอบถามเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ แล้วพบว่าสารแปลกปลอม ทั้ง 2 ชนิด ที่เกิดในร่างกาย เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับโคเคน ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น การใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน ไม่ทำให้เกิดสารแปลกปลอมดังกล่าวได้ ซึ่งกรณีความผิดการเสพโคเคน มีอัตราโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับ 1 หมื่น ถึง 6 หมื่นบาท และยังมีอายุความอยู่ เห็นควรให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีในเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ผบ.ตร. ได้สั่งการว่าจะเข้ามาดูแลการสั่งคดีเรื่องแย้งความเห็นของพนักงานอัยการด้วยเองทุกคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ยังกล่าวอีกว่า พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้มีการชี้แจงกับคณะกรรมการชุดนี้แล้ว โดยทางคณะกรรมการมีการพิจารณาและเชื่อคำให้การของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความสำคัญต่อคดี โดยทาง ผบ.ตร. จะส่งพยานหลักฐานให้อัยการไปดำเนินคดีใหม่ตาม ป.วิอาญา มาตรา 147 ทำให้มีการรื้อคดีนี้ขึ้นมาทำใหม่ 2 ข้อกล่าวหาในส่วนของคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และข้อหาเสพยาเสพติดประเภท 2 (โคเคน) มีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี ส่วนเรื่องการขอถอนหมายแดงของตำรวจสากลนั้น หากมีการรื้อคดีใหม่ก็สามารถที่จะเสนอขอหมายแดงใหม่ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ ตนเข้าใจถึงความห่วงใยของพี่น้องประชาชน และมีความสนใจในเรื่องการทำคดีครั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนการกระทำความผิดของตำรวจหากพบจะมีการลงทันฑ์อย่างเด็ดขาด โดยขณะนี้จากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนกับการกระทำความผิดตำแหน่งสูงสุดในขณะนั้นคือระดับรองผู้บัญชาการ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใคร เพราะตนเองไม่ใช่คณะกรรมการทางด้านวินัย แต่หนึ่งในนั้นมีชื่อของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ที่จะต้องถูกสอบวินัย และดำเนินคดีตามประมาลกฎหมายอาญามาตรา 157 กับตำรวจทั้ง 14 นาย เป็นพนักงานสอบสวนชุดเก่า 11 นาย และชุดใหม่ &amp;nbsp;3 นาย ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ส่วนกระแสข่าวที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ มีคำสั่งจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้กลับคำให้การเรื่องความเร็วรถนั้น จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีใครกดดัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ให้กลับคำให้การ ก่อนหน้านี้ในการเรียกมาสอบ ตนเองก็ปล่อยให้เจ้าตัวอธิบายอย่างเต็มที่ ไม่มีความกดดันแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ เคยจะไปให้การในเรื่องวิธีคำนวนความเร็วมาแล้ว แต่พนักงานสอบสวนบอกว่าคดีหมดอายุความแล้ว วันนี้ตนเองตั้งใจมาพูดในเรื่องของข้อเท็จจริงที่จับต้องได้ จะไม่มีการคาดเดา ซึ่งหากจะบอกว่าใครผิดหรือไม่ผิดก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวเพิ่มว่า วันนี้จะมีการเรียกสอบผู้เชี่ยวชาญของกองพิสูจน์หลักฐานที่เป็นคนกลางในเรื่องของความเร็วรถเกี่ยวกับวิธีการคำนวนซึ่งพบว่าพนักงานสอบสวนเชื่อว่าความเร็วที่ถูกต้องของรถคือ 177 หรือกว่า 80 ซึ่งตรงกับวิธีการตรวจสอบในครั้งแรก ยืนยันว่าไม่มีการฟอกขาวให้ใคร และจะตรวจสอบเฉพาะทางตำรวจ ไม่ขอก้าวล่วงไปถึงทางอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อบกพร่องของผู้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบเพิ่มเติม คือ 1.ไม่ดำเนินการตรวจสอบปัสสาวะ เพื่อตรวจสารเสพติดเมื่อได้ตัวผู้ต้องหา 2.ไม่เก็บหลักฐานคำให้การสอบสวนพยานเพิ่มเติมไว้ตามระเบียบ 3.ผู้ออกรายงานให้การไม่ตรงกับรายงาน 4.พนักงานสอบสวนไม่ออกหมายจับตามคำสั่งพนักงานอัยการ ส่วนข้อบกพร่องของผู้เกี่ยวข้องที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี วันที่ 25 เมษายน 2559 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานปปช.ดำเนินการตามกฎหมาย วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ปปช.มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาโทษทางวินัย วันที่ 31 มีนาคม 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งลงโทษทางวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อบกพร่องของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีจราจรที่ 632/2555 ของสน.ทองหล่อ ตามคำสั่งตร.ที่ 228/2559 ลง 22 เมษายน 2559 1.ไม่ได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ทำการตรวจค้นบ้านผู้ต้องหาในวันเกิดเหตุประกอบสำนวนการสอบสวน 2.ไม่ได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานในทันทีเป็นเหตุให้ขาดพยานหลักฐานในการฟ้อง 3.ไม่ได้สอบสวนปากคำผู้นำตัวผู้ต้องหามามอบตัวประกอบสำนวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาไปที่ไหนอย่างไร เพื่อสอบสวนขยายผลและอาจจะใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันในเรื่องความเมา และข้อเท็จแห่งคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การทำสัญญาประกันปล่อยตัวชั่วคราวบกพร่อง ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวเอง จึงไม่ใช่ผู้ถูกจับกุมและไม่มีหมายจับ ตามป.วิ.อาญา มาตรา 134 วรรคท้าย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจให้ประกันตัว ซึ่งจะต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปที่ศาล เพื่อขอหมายขังทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การใช้ดุลพินิจของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ที่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ผลการตรวจวิเคราะห์สารเสพติดที่เป็นสารเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกายจากการเสพโคเคน (ยาเสพติดประเภท 2) และคำให้การของแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ยืนยันว่าพบสารที่เกิดจากการเสพโคเคนในร่างกายผู้ต้องหาไม่นำเข้าพิจารณาในการทำความเห็นในข้อหาขับรถโดยประมาทฯ และไม่มีการพิจารณาในเรื่องข้อหาเสพยาเสพติด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.พนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง บก.น. 5 ที่ 183/55 ลง 4 ก.ย. 55 ไม่กำกับดูแลให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ไม่เป็นไปตามป.วิ.อาญามาตรา 134 วรรคท้าย 8.คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง บก.น. 5 ที่ 183/55 ลง 4 ก.ย. 55 ไม่ขอขยายเวลาการสอบสวนตามคำสั่งตร. ที่ 960/37 ลง 10 ส.ค. 37 เมื่อได้ทำการสอบสวนครบกำหนดระยะเวลา 9.คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง บก.น. 5 ที่ 183/55 ลง 4 ก.ย. 55 มีหลักฐานการรับสำนวนของพนักงานอัยการ แต่ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และไม่ส่งตัวผู้ต้องหาไปขอให้ศาลออกหมายขังเมื่อการสอบสวนครบกำหนดเวลา 6 เดือนตามป.วิ.อาญามาตรา 113 วรรคสอง 10.ผกก.สน.ทองหล่อ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ไม่ได้กำกับดูแลการสอบสวนโดยใกล้ชิดทั้งที่เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74304</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทิงแดง, คดีบอส, ตำรวจ, วรยุทธ อยู่วิทยา, สั่งไม่ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34e53d8b1ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการตั้งคณะทำงานใหม่สั่งคดี &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; ให้พนักงานสอบสวนสอบพยานหลักฐานใหม่ ขีดเส้นส่งสำนวน 20 ส.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.63 - 11.15 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดี นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง กรณีขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2563 ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี สำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 &amp;nbsp;ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 คดีระหว่าง พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ผู้กล่าวหา นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาเมื่อคณะทำงานได้ตรวจพิจารณาการสั่งสำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้น และได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบแล้วเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะทำงานได้ตรวจพบว่าข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไปแล้วนั้น ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นพยานสำคัญสามารถทำให้ศาลลงโทษนายวรยุทธได้ จึงเข้าหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่สามารถแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป และคณะทำงานยังตรวจสำนวนพบว่ามีหลักฐานการตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) ในร่างกายนายวรยุทธ แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหา ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) &amp;nbsp;โดยคณะทำงานได้ทำบันทึกรายงานและเรียนอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีนายวรยุทธ ต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานของคณะทำงานดังกล่าวแล้ว เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงานและอัยการสูงสุดได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 จึงมีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค. 2563 แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นคณะทำงานพิจารณามีคำสั่งคดีอาญาสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ดังนี้ นายอิทธิพร &amp;nbsp;แก้วทิพย์ &amp;nbsp;เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน, นายอุทัย สังขจร เป็นคณะทำงาน, นายประยุทธ &amp;nbsp;เพชรคุณ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ, นายนรา เขมอุดลวิทย์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีนายสมใจ &amp;nbsp;โตศุกลวรรณ์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้คณะทำงานมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้ดำเนินการเรียกสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณา สั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถาม และหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอิทธิพร กล่าวว่า วันนี้ (10 ส.ค. 2563) คณะทำงานตามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ดังกล่าว ได้ประชุมพิจารณาสำนวนคดี ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 แล้ว คณะทำงานได้มีคำสั่งทางคดี คือ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26 ) พ.ศ.2560 มาตรา 4 และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการแล้วเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.63 อันเป็นผลให้คดีต้องห้ามมิให้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของนายวรยุทธในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่ อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ทั้งนี้ ตามนัยประมวลกฎหมาย &amp;nbsp;วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธดังกล่าวแล้ว ได้ปรากฏข้อเท็จจริงทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่ามีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการขับรถของนายวรยุทธ แตกต่างจากอัตราความเร็วที่ใช้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาความเห็นสั่งไม่ฟ้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้คำนวณความเร็วรถยนต์ที่นายวรยุทธขับ ได้ความเร็ว 177 กม./ชม. 2. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้คำนวณความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธขับได้ความเร็ว 126 กม./ชม. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการให้สัมภาษณ์และการคำนวณของ ดร.สธน และดร.สามารถ เป็นพยานหลักฐานใหม่ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 โดยเห็นว่า พยานหลักฐานใหม่ หมายถึง พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งอาจมีผลให้การพิจารณาความเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับในขณะเกิดเหตุจึงเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ และสามารถทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีต่อไป ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้สอบสวน ดร.สธน และดร.สามารถ เป็นพยานตามรูปคดี ที่คณะทำงานได้กำหนดเป็นประเด็นในหนังสือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม 2.ให้สอบสวนนายกสภาวิศวกรหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นพยานในประเด็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ขาดต่อใบอนุญาตจริงหรือไม่ การขาดต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรจะมีผลต่อการทำเอกสารรับรองการคำนวณความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับ มากน้อยเพียงใด การคำนวณความเร็วของรถยนต์มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผลการตรวจร่างกายของนายวรยุทธพบสารโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 คดีจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) เข้าสู่ร่างกาย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่พนักงานยังไม่ได้ดำเนินคดีข้อหานี้กับนายวรยุทธ คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายวรยุทธ ป็นคดีใหม่ต่อไปตามกฎหมาย โดยคณะทำงานได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวโดยด่วน และให้จัดส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 ส.ค. 2563 นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายชาญชัย กล่าวว่า ความเห็นเกี่ยวกับความเร็วที่เพิ่มเติมขึ้นมา การที่ความเห็นเรื่องความเร็วเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แปลว่าความเห็นเดิมจะเป็นเท็จ สิ่งที่แสวงหาเวลานี้คือการสอบสวนต่อไป เราดำเนินการต่อไปในลักษณะการให้สอบสวนเพิ่มเติมจากผู้ให้ความเห็นทั้งสอง ใช้หลักการคำนวณอย่างไร สามารถให้ความเห็นโดยอิสระบนหลักการคำนวณที่น่าเชื่อถือที่สุด สามารถรับฟังยุติได้ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรขาดต่อของ ดร.สายประสิทธิ์ มีผลหรือไม่ ในคดีอาญาข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติจนสิ้นกระแสความ และอาจมีประเด็นมากกว่าที่ได้สั่ง ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงอะไร ส่วนประเด็นยาเสพติด พนักงานสอบสวนต้องไปสอบให้ได้ความจริงว่าผู้ต้องหาที่ 1 กระทำผิดหรือไม่ การพบสารโคเคนเกิดจากความตั้งใจเสพหรือเหตุอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับรถประมาท คณะทำงานรอพนักงานสอบสวนดำเนินการ และมีหน้าที่พิจารณาสั่งคดีเรื่องนี้ แสวงหาข้อเท็จจริงให้ยุติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อกล่าวหาการเสพยาเสพติดกับนายวรยุทธ จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีดุลพินิจของท่าน ในสำนวนเดิมมีความเห็นของหมอผู้เชี่ยวชาญ การพบสาร 2 ตัว ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนนั้นเสพโคเคนมาหรือไม่ เพียงแต่ยืนยันว่าได้รับสารโคเคน ซึ่งสารนี้อาจจะเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่นการได้รับยาบางตัว ในสำนวนเดิมบอกได้รับการจ่ายยา ทำให้พนักงานสอบสวนเข้าใจว่าความผิดยังไม่ชัดเจน อาจจะผิดหรือไม่ผิดแล้วแต่พยานที่จะสอบกัน ไม่ผูกมัดต้องสอบพยานผู้เชี่ยวชาญที่เคยให้การไว้แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ กล่าวเสริมว่า การตรวจร่างกายผู้ต้องหาพบสารโคเคนตั้งแต่วันแรก แต่นักวิชาการสอบไว้หลายคราว่าอาจจะมีผลข้างเคียง เมื่อมีข่าวปรากฏนักวิชาการหลายท่าน สิ่งที่พนักงานสอบสวนสอบไว้ในสำนวนไม่เป็นบทสรุปทางวิชาการ เช่น การใช้แอมม็อกซีรักษาฟันแล้วทำให้ค่ารวมเหมือนโคเคน ก็มีทันตแพทย์บอกว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นเรื่องร้อยปีมาแล้ว เราก็ใช้ดุลพินิจ ต้องไปสู้กันในศาล คณะทำงานเห็นพ้องต้องกันว่าเพียงพอที่จะดำเนินคดีจึงมีคำสั่งออกไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงในหลักวิชาการ ต้องวัดความเร็วใหม่หรือไม่ นายอิทธิพร ระบุว่า ดูจากหลักฐานเดิม ตามคลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อ นำไปคำนวณความเร็วตามหลักวิชาการ เพื่อข้อเท็จจริงที่ฟังโดยยุติ โดยนายชาญชัย กล่าวเสริมว่า ถ้ามีคนพบคลิปใหม่ที่แสดงจุดชนได้ยิ่งดีใหญ่ เรากำลังหาความเร็วที่เป็นที่ยุติว่า ความเร็วที่เฉี่ยวชนกันขณะเกิดเหตุความเร็วเท่าไหร่ มีผลต่อการพิจารณาสั่งคดีว่าผู้ขับรถปราศจากความระมัดระวังหรือไม่ ต้องหาความเห็นที่น่าเชื่อถือที่สุด โดย ดร.สามารถ ให้ 126 กม./ชม. กับ ดร.สธน 177 กม./ชม. ยังไม่ชัดเจนพอสมควร หากมีผู้เชี่ยวชาญปรากฏตัวขึ้นอีก ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ทั้งสิ้น เรากำลังแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ ตอบคำถามช่วงท้ายถึงรายละเอียดและพนักงานสอบสวนจะดำเนินการเสร็จทันใน 10 วันหรือไม่ ว่า คณะทำงานสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป รายละเอียดอยู่ที่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน วิธีการอย่างไรไม่ก้าวล่วง ดร.สธน เป็นพยานที่ปรึกษาของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุและทำความเห็นทางวิชาการ ว่ารถแล่น 177 กม./ชม. สิ่งเหล่านี้มันหายไปจากสำนวน จึงย่อมเป็นพยานหลักฐานใหม่ จะแสวงหามากกว่านี้ก็ได้ ท่านแสวงหาได้ตามอำนาจหน้าที่ ส่วนจะเสร็จทันหรือไม่นั้น อย่าเพิ่งคาดการณ์ อาจจะเสร็จพรุ่งนี้ก็ได้ สำนักงานอัยการสูงสุดเดินหน้าคดีบอสต่อไปอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73976</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส อยู่วิทยา, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการสูงสุด, อิทธิพร แก้วทิพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f30e34c90802.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะกรรมการสอบของตำรวจเตรียมส่งผลสอบ &#039;บอส&#039; เสนอ &#039;ผบ.ตร.&#039; แจ้งข้อหาใหม่เสพโคเคน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค. 63 -&amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองประธานกรรมการสอบสวนชุดตำรวจคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา เปิดเผยว่า วันอังคารที่ 11 ส.ค.นี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะประมวลสรุปผลการตรวจสอบเสนอต่อพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เพื่อพิจารณาสั่งการ รวมทั้งกำหนดวันแถลงข่าวชี้แจงต่อประชาชนถึงข้อเคลือบแคลงสงสัยตามกรอบที่กรรมการได้วางแนวทางในการสอบสวนไว้ โดยเฉพาะประเด็นสาเหตุการสั่งไม่แย้งคำสั่งอัยการในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่าการประชุมวันนี้เป็นการประชุมของคณะกรรมการชุดย่อยเนื่องจาก ประธานและรองประธานติดภาระกิจโดยที่ประชุมได้เรียกพล.ต.ท.วิเชียร ตันตะวิริยะ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.พฐ.)พล.ต.ท.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ทีมงานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าให้ข้อมูลในประเด็นเกี่ยวกับความเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเด็นที่คณะกรรมการสอบถาม คือ วิธีการตรวจวัดความเร็วของรถยนต์เพื่อนำข้อมูลมาวินิจฉัยว่าความน่าเชื่อถือของ 2 สำนัก ระหว่าง นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ สถาบันฯพระจอมเกล้านครเหนือ เพื่อพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูล หากหน้าเชื่อถือทั้ง 2 สถาบัน คณะกรรมการสอบสวนอาจทำความเห็นเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้หาหน่วยงานกลางมาตรวจพิสูจน์เพิ่ม &amp;nbsp;ซึ่งประเด็นความเร็วรถของนายวรยุทธขณะนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเข้าพบพนักงานสอบสวนของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ.4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เมื่อวานนี้ซึ่งถูกสอบสวนต่อเนื่อง 2 วัน ปรากฎว่าพ.ต.อ.ธนสิทธิ ได้กลับข้อมูลใหม่ระบุว่าความเร็วรถนายวรยุทธ ขณะเกิดเหตุ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหมือนกับในสำนวนครั้งแรก ส่วนที่มาให้การภายหลังเมื่อปี 2559 ระบุ ความเร็วลดลงเหลือ 79.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอ้างกับคณะกรรมการสอบสวนว่าสับสนในการคำนวณข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า จากการสอบปากคำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้รับการยืนยันตรงกันว่าสารโคเคนที่พบในเลือดของนายวรยุทธ เกิดจากการเสพโคเคนและแอลกอฮอล์ คณะกรรมการจึงจะเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาตั้งข้อหาเสพโคเคนเพิ่มเป็นข้อหาใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73722</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส, บอส วรยุทธ, พนักงานสอบสวน, พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ, สั่งไม่ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d144c2477e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก!ตำรวจอ้างใช้ 4 เดือนก่อนมีความเห็นไม่แย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องบอส อยู่วิทยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งได้รับมอบหมายดำเนินการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การทำสำนวนคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอสอยู่วิทยา ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 เปิดเผยว่า จากการชี้แจงของเจ้าหน้าที่สำนักงานกฎหมายและคดี ที่เรียกมาซักถามตั้งแต่ขั้นตอนการรับความเห็นทางคดีมาจากอัยการ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการประมวลผลตรวจสอบ ก่อนเสนอต่อพล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้มีความเห็นทางคดี สั่งไม่แย้งอัยการ พบว่าคณะทำงานดังกล่าวได้ใช้เวลาพิจารณาสำนวนและความเห็นไม่ฟ้องนานกว่า 4 เดือน โดยมีการหยิบยกมาพิจารณาซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะมีความเห็นทางคดีเห็นพ้องกับอัยการ และสั่งไม่แย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตน ยืนยันว่าไม่ใช่เสือกระดาษ ที่ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ แต่ต้องขอให้อดใจรอ เพราะเป็นการตรวจสอบย้อนหลังไปถึง 8 ปี เพื่อแสวงหาผู้บกพร่องในการทำหน้าที่และหากพบว่าใครที่บกพร่องต่อหน้าที่ ก็พร้อมเสนอพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พิจารณาลงโทษแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73282</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, บอส กระทิงแดง, วรยุทธ อยู่วิทยา, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27ac9faca2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
