<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายแดง&#039;ไขปมไม่สั่งฟ้อง8ทหารคดี6ศพวัดปทุมปี53</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะทีมทนายความของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่สำนักงานอัยการทหารได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนายทหารที่ปฎิบัติหน้าที่บริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด พร้อมกลุ่มพยาบาลอาสาในการสลายการชุมนุมปี 2553 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีประจักษ์พยาน พยานพฤติเหตุแวดล้อม หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหากระทำผิดดังกล่าว นั้นว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การติดตาม กล่าวโทษดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;
ศาลในคดีไต่สวนการตายในคดีประชาชนเสียชีวิตและคดี &amp;ldquo;6 ศพ&amp;rdquo; หลายศพเสียชีวิต ในขณะเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลพลเรือน ความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยงย่อมถึง &amp;ldquo;ผู้สั่งการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง&amp;rdquo; ใน &amp;ldquo;ศอฉ.(ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน)&amp;rdquo; อันนำมาซึ่งการกล่าวโทษของนายพะเยาว์ อัคฮาด ผู้เป็นมารดาของนางสาวกมนเกด อัคฮาด หนึ่งในผู้เสียชีวิตในวัดปทุมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-โดยคดีนี้ปฐมบทคดีการตายของประชาชนมาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2553 ถึงวันที่ 19 พ.ค. 2553 หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้ ศอฉ. &amp;nbsp;ใช้กำลังเข้าขอคืนพื้นที่และกระชับวงล้อมผู้ชุมนุม &amp;nbsp;และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;จึงสั่งการให้ผู้ปฏิบัติใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนจริงในการขอคืนพื้นที่ดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.จนถึง 19 พ.ค. 2553 อย่างน้อย 89 ราย ซึ่งเมื่อมีการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาและกำกับดูแล ศอฉ. &amp;nbsp;และรองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติการฝ่ายยุทธการทั้งหมดมีอำนาจสั่งให้ทบทวนวิธีการ &amp;nbsp;วิธีปฏิบัติหรือระงับยับยั้งเปลี่ยนวิธีปฏิบัติได้ แต่กลับละเว้นเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จนกระทั่งหลังจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 03.00 &amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ &amp;nbsp;ศอฉ.ดำเนินการมาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่โดย ผอ.ศอฉ. ได้สั่งการให้มีการใช้อาวุธปืนและกระสุนจริง &amp;nbsp;ตามกระดาษเขียนข่าว &amp;nbsp;จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 11 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2553 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2553 ให้การกระทำความผิดทางอาญา 4 กรณี คือ การก่อการร้าย การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ อันเกี่ยวกับการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 เป็นต้นไป ในราชอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันเป็นคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวน นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในส่วนของกลุ่มคดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ดีเอสไอ ได้มีการสอบสวน ร่วมกับพนักงานอัยการ แล้วสรุปสำนวน ส่งเรื่องต่อให้อัยการสูงสุดพิจารณา และมีคำสั่งมีการพิจารณาสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ &amp;nbsp;เทือกสุบรรณ ให้ดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการต่อไป โดยเฉพาะคดีการเสียชีวิต 6 ศพในพื้นที่เขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม ในช่วงการสลายการชุมนุมของประชาชน เดือนพฤษภาคม 2553 ที่ &amp;ldquo;ศาล&amp;rdquo; ได้มีคำสั่งไปแล้วว่า &amp;ldquo;เสียชีวิตจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลทหารเริ่มมีแนวทางและกระบวนที่น่าสงสัย คือ ดีเอสไอได้มีการตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553&amp;rdquo; ขึ้นเมื่อวันที่ 18มีนาคม2558 &amp;nbsp;โดยทำในรูปแบบคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยนางสุวนา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ เป็นหน่วยงานภายใน อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและกำกับดูแลของรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง) แต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการกบางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553 จำนวน 14 ราย ทั้งนี้ ให้ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553 การแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการสอบสวนกรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของประชาชน ในปี 2553 อีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ เคยสรุปสำนวนการสอบสวนในคดีต่างๆ พร้อมส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลหลายคดีไปแล้ว. มีเพียงการต้องติดตามเอาตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ที่จะตกผู้ต้องหามาสอบสวนตามแนวคำวินิจฉัยของศาลให้ได้ นั่นคือหน้าที่ของ ดีเอสไอ
&amp;nbsp;
-คดีพิเศษเป็นอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 3 / 2553 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553 ให้การกระทำผิดทางอาญากรณีการก่อการร้าย &amp;nbsp;การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ อันเกี่ยวกับการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 เป็นต้นไป ในราชอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) &amp;nbsp;จึงตั้งเรื่องคดีพิเศษที่ 18 / 2553 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนท้องที่ที่ศพตั้งอยู่ดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย &amp;nbsp;ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับสำนวนไต่สวนการตายของผู้ตายมอบหมายให้กลุ่มการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ &amp;nbsp;ดำเนินการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;
โดยเฉพาะกรณีการตายในวัดปทุมวนารามฯ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่าผู้ตายที่ 1 ถึงผู้ตายที่ 6 ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันเหตุและพฤติการณ์ที่ตายสืบเนื่องจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด . 223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร ซึ่งวิธีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าวัดปทุมวนารามและบริเวณถนนพระรามที่หนึ่งจึงเข้าพบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 ถึงผู้ตายที่ 6 ถูกกระทำให้ถึงแก่ความตาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อตามคำสั่งของศาลที่ทำการไต่สวนการตายระบุรายละเอียดว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายทหาร พนักงานสอบสวนจึงต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามที่ศาลได้ระบุไว้ในคำพิพากษา ผลแห่งคำสั่งศาลเป็นคดีวิสามัญฆาตกรรมที่มีขั้นตอนบังคับตามกฏหมายบัตรต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดเพียงผู้เดียวเป็นผู้สั่งคดี ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 143 วรรคท้าย
&amp;nbsp;
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการ จึงมีมติร่วมกันให้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เพราะโดยความตายเป็นผลโดยตรงจากการสั่งการของบุคคลทั้งสองอันเป็นการกระทำละเว้นหรือนอกเหนือหน้าที่ที่มีอยู่ในการปาลิการแผ่นดินหรือตามกฏหมายรวมทั้งกฎการใช้กำลังในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเช่นการแจ้งข้อหาดังกล่าวได้มีการพิจารณาการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าด้วย ในที่นี้จึงต้องนำตัวเจ้าหน้าที่ทหารทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการตายเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญาด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ดีเอสไอจะเสี่ยงติดคุกกับเรื่องนี้ก็เอาสิ !
&amp;nbsp;
-อัยการศาลทหารไม่มีอำนาจทำความเห็นสั่งคดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อาจมีประเด็นถกเถียงหรือหาทางออกให้ทหารว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติการนั้น เป็นการปฎิบัติการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เป็นการกระทำของทหารประจำการ และเป็นอำนาจของอัยการศาลทหารหรือไม่
คงจะเป็นความฉลาดเฉลียวของเสนาธิการทหารหรืออัยการทหารหรือดีเอสไอบางคน แต่อาจไม่ละเอียดรอบคอบ คงลืมพิจารณาถึงอำนาจสอบสวน อำนาจสั่งคดี และอำนาจศาล
&amp;nbsp;
ข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่า กรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดร่วมกับพลเรือนที่เป็นผู้นำในรัฐบาล คดีจึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม &amp;nbsp;มิใช่ศาลทหารเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
อัยการศาลทหารจึงไม่มีอำนาจ ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2498 มาตรา 14 เพราะว่า
1.คดีที่บุคคลที่อยู่ในมาศาลทหารกระทำผิดกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร (ทหารกระทำผิดร่วมกับพลเรือน) 2.คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
ดังนั้น หนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 แจ้งผลคดีที่สำนักงานอัยการทหาร มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งแปด เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประจักษ์พยาน พยานพฤติเหตุแวดล้อม หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาทั้งแปดกระทำความผิด ตามหนังสือนี้จึงมีอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพวกของผู้ต้องหาทั้ง 8 ที่เป็นทหารประจำการในขณะนั้นจะอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ จึงต้องถือว่าพวกผู้ต้องหาทั้ง 8 และผู้เกี่ยวข้องที่ยังไม่ได้ตัวมาเป็นพลเรือน เป็นกรณีทหารร่วมกระทำความผิดกับพลเรือน จึงต้องขึ้นศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
แม้อัยการศาลทหารซึ่งไม่ทราบเป็นผู้ใดที่ลงนามและเป็นคณะทำงานหรือไม่ เชื่อว่าในอนาคตคงได้ทราบกัน แต่หากกระทำการนอกหน้าที่และไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การกระทำนั้นย่อมผิดกฎหมาย เรื่องนี้อัยการศาลทหารต้องทบทวนบทบาทของตนเองใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35310</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดี6ศพวัดปทุม, ดีเอสไอ, ทนายแดง, วิญญัติ, สั่งไม่ฟ้อง8นายทหาร, อัยการทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
