<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหาดไทยจับมือ พม. ลงนามบันทึกความร่วมมือ สนับสนุนระบบไฟฟ้า-ประปาพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in; text-align: center;&quot;&gt;ผู้ร่วมพิธีลงนามร่วมถ่ายรูปกับนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์ รมว.พม. (เสื้อเหลือง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt&quot;&gt;กระทรวง พม./ กระทรวงมหาดไทยจับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยหน่วยงานในสังกัดร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือสนับสนุนระบบไฟฟ้า&amp;nbsp; น้ำประปา ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; นำร่องกรณีเร่งด่วน 10 ชุมชน&amp;nbsp; เป้าหมายเพื่อบูรณาการวางแผนและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้านสาธารณูปโภค&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง &amp;nbsp;ช่วยลดค่าใช้จ่าย&amp;nbsp; และตอบสนองนโยบายรัฐบาลตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปีที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp;ขณะที่ พอช.เสนอแผน 3 ปีขอรับการสนับสนุนติดตั้งระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 43 จังหวัด&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 99&amp;nbsp; โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
วันนี้ (22 ธันวาคม) ระหว่างเวลา 14.30-15.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ &amp;ldquo;บูรณาการวางแผนและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ &amp;nbsp;ด้านระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; ระหว่างกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ การไฟฟ้านครหลวง&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; การประปานครหลวง&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; กับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;เป็นประธานสักขีพยาน&amp;nbsp; มีผู้แทนเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สลัมสี่ภาค&amp;nbsp; ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 70&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้&amp;nbsp; สืบเนื่องจากการที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) มีข้อเสนอต่อรัฐบาล&amp;nbsp; ให้มีนโยบายการติดตั้งระบบสาธารณูปโภคส่วนต่อขยายระบบน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; ภายใต้โครงการของรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากค่าติดตั้งระบบประปา ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายสูง สมาชิกบ้านมั่นคงเป็นผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;โดยมีการหารือและดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และผู้แทนของ ขปส.&amp;nbsp; ซึ่งมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานเป็น&amp;nbsp; 2 &amp;nbsp;ระยะ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; ดำเนินการสนับสนุนการจัดระบบสาธารณูปโภคน้ำประปา และไฟฟ้า &amp;nbsp;กรณีเร่งด่วน 10 ชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันดำเนินการเสร็จแล้ว 7 ชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนมีสุข&amp;nbsp; ต.แพรกษา จ.สมุทรปราการ (75 ครัวเรือน) ชุมชนทรัพย์มีสุข &amp;nbsp;ต.แพรกษา จ.สมุทรปราการ (105 ครัวเรือน) ชุมชนแสงตะวัน&amp;nbsp; ต.คลองด่าน &amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ (60 ครัวเรือน)&amp;nbsp; ชุมชนโรงช้าง&amp;nbsp; เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ (37 ครัวเรือน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง&amp;nbsp; เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ (168 ครัวเรือน)&amp;nbsp; และสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงธนภูมิเมืองนครศรีธรรมราช &amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต.ท่าซัก จ.นครศรีธรรมราช (48 ครัวเรือน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พิธีลงนามระหว่าง 5 หน่วยงาน&amp;nbsp; โดยมีนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์ รมว.พม.เป็นประธานสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt&quot;&gt;2.ระยะยาว&amp;nbsp; จัดทำบันทึกความร่วมมือ&amp;nbsp; บูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาที่อยู่อาศัยด้านระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา เพื่อวางแผนการดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าและประปาภายในโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว&amp;nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันจะส่งผลต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายของชุมชน &amp;nbsp;และตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเป้าหมายในการลงนามครั้งนี้เพื่อ&amp;nbsp; 1.บูรณาการแผนงาน &amp;nbsp;และประสานความร่วมมือในการร่วมดำเนินการพัฒนาพื้นที่ด้านระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;ไฟฟ้า &amp;nbsp;น้ำประปา ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;(มีทั้งการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม และการรื้อย้ายสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินใหม่) ตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยภายใต้โครงการบ้านมั่นคงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp;มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และมีระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนขอบเขตความร่วมมือมีดังนี้ &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมจัดทำแผนงานขยายเขตไฟฟ้า และประปาในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการให้กับครัวเรือนที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;โดยเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; สนับสนุนกระบวนการดำเนินงานตามระเบียบหลักเกณฑ์ของหน่วยงานร่วมกับองค์กรชุมชนในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;เพื่อการติดตั้งขยายเขตน้ำประปาให้สำเร็จลุล่วง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการจัดการ การขออนุญาตเรื่องที่ดิน &amp;nbsp;และการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ชุมชนภายใต้โครงการบ้านมั่นคงในการขอขยายเขตไฟฟ้าและน้ำประปา พร้อมจัดทำแผนระยะ 3 ปี และแผนรายปี &amp;nbsp;ระบุพื้นที่กลุ่มเป้าหมายเสนอการไฟฟ้าและการประปา โดยเชื่อมโยงกับองค์กรชุมชน และประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บ้านมั่นคงในพื้นที่ชนบทที่ระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; น้ำประปายังเข้าไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้&amp;nbsp; มีผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ร่วมลงนาม&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; นายวิลาศ เฉลยสัตย์&amp;nbsp; รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง&amp;nbsp; นายพงศกร ยุทธโกวิท&amp;nbsp; ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; นายสมบูรณ์ สุนันทพงศ์ศักดิ์&amp;nbsp; รองผู้ว่าการการประปานครหลวง นายกฤษฎา ศังขมณี&amp;nbsp; รองผู้ว่าการ (วิชาการ) รักษาการแทนผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; และนายสมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;นายจุติ ไกรฤกษ์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; ในฐานะประธานสักขีพยานการลงนาม&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามในวันนี้ต้องขอขอบพระคุณนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; พลเอกอนุพงษ์&amp;nbsp; เผ่าจินดา&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; การไฟฟ้าและการประปา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และพี่น้องภาคประชาชนที่ร่วมกันอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การลงนามในวันนี้เป็นการทำตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp; คือ ประชาชนเป็นใหญ่&amp;nbsp; เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;nbsp; และเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือ ความจริงใจ&amp;nbsp; และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน&amp;nbsp; ซึ่งกว่าจะสำเร็จได้ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ&amp;nbsp; การประสานงานถึง 3 ปีจึงจะลงนามความร่วมมือนี้ได้&amp;rdquo; นายจุติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช&amp;rsquo; กล่าวว่า พอช. ได้จัดทำแผนระยะ 3 ปี (พ.ศ.2563-2565) เพื่อนำเสนอการไฟฟ้าและการประปาในการสนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 43 จังหวัด&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 99&amp;nbsp; โครงการ&amp;nbsp; มีประชาชนได้รับประโยชน์&amp;nbsp; ลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบสายส่ง-เสาไฟฟ้า&amp;nbsp; และระบบจ่ายน้ำประปาในชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 11,810 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; พอช.เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2546 โดย พอช.สนับสนุนให้ชุมชนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; มีความไม่มั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อยู่ในที่ดินเช่า&amp;nbsp; หรือบุกรุก โดยชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; พอช.และหน่วยงานภาคีช่วยสนับสนุน&amp;nbsp; มีการแก้ไขปัญหาหลายรูปแบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; ปรับปรุง-สร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิม&amp;nbsp; หรือจัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถานเพื่อบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; ส่วน พอช.จะมีบทบาทเป็นที่ปรึกษา&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณบางส่วน&amp;nbsp; และให้สินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; ปัจจุบัน พอช. สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยไปแล้วประมาณ 249,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ในกว่า 3,000 ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวในตอนท้าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in; text-align: center;&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงในภูมิภาคต่างๆ ที่ พอช.ให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87686</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ  ไกรฤกษ์, บันทึกความร่วมมือ, พม., มหาดไทย, สาธารณูปโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201222/image_big_5fe1b7e2ba341.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยโครงสร้างพื้นฐานเปิดทาง&quot;อีอีซี&quot;  (สถานีอีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์สถานีอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อุตสาหกรรมกลายเป็นอุตสาหกรรมอีกแบบ ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนไปผลิตหุ้นยนต์และทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มีการพัฒนาไปอีกแบบ ดังนั้นหากประเทศไทยต้องก้าวไปอีกขั้น สิ่งที่รัฐบาลคิดและต้องกระโดดขึ้นไปให้ทันโลก โดยเป็นโลกดิจิทัลโลกของนวัตกรรม โดยเอาฐานเดิมแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) มาต่อยอดให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นจะสังเกตว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด หรืออีอีซีนั้น ได้ความคิดมาจาการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่แล้ว ใช้ฐานเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;(อีอีซี) เดินไปสู่จุดหมายที่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดขึ้น จึงต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารองรับภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับหน้าที่ดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ได้จัดทำแผน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยว่า อีสเทิร์นซีบอร์ดถือว่าประสบความสำเร็จเป็นกลไกสำคัญที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง และเพื่อให้โครงการอีอีซีเดินหน้าต่อไป จึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกือบ 1 ล้านล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมทำแผนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทั้งหมด 168 โครงการ ใช้งบลงทุนประมาณ 988,950 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ระยะ ในส่วนของ ระยะแรก 99 โครงการ ใช้เงินประมาณ 300,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2560-2561 อาทิ โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง) ซึ่งคาดว่าขณะนี้มีเอกชนสนใจเข้าซื้อซองร่างขอบเขตการประมูล หรือ TOR จำนวน 31 ราย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดดำเนินการภายในปี 2566&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่อู่ตะเภา (MRO) การลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัส ภายใต้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก สำหรับรูปแบบการลงทุน ทางการบินไทยและแอร์บัสจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,977 ล้านบาท เพื่อจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาครัฐจะเป็นผู้ก่อสร้างอาคารศูนย์ซ่อมและอาคารประกอบทั้งหมด เงินลงทุนประมาณ 6,333 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงการดังกล่าวมีอัตราผลตอบแทนที่ 14% ระยะเวลาคืนทุน 9 ปี โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน &amp;nbsp;ก.ค.2565 อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปลายปี 2561 ซึ่งจะช่วยให้การรื้อย้ายศูนย์ซ่อมเดิมและส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ลงทุนอาคารผู้โดยสาร 3 ได้ ภายในปลายปี 2563 สามารถร่นระยะเวลาการเปิดให้บริการลงมาเป็นปี 2564 ทำให้ไม่กระทบกับแผนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการซ่อมอากาศยานของการบินไทยไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 2 แสนล้านบาท หรือ 6 พันล้านดอลลาร์ในวันนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนได้ภายในเดือน ต.ค.61 และให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ.62 จากนั้นจะประกาศผลการคัดเลือกได้ในช่วงประมาณเดือน ก.พ.62&amp;nbsp; โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 คาดจะออก TOR ได้ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ กำหนดเสร็จปี 2567 และ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จะออก TOR ได้ในเดือนกันยายนปีนี้ กำหนดเสร็จปี 2568
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร คาดว่าเปิดใช้ได้ภายในปี 2562 ที่จะเร่งดำเนินการภายในปีนี้ รวมถึงท่าเรือจุกเสม็ดทำแล้ว นอกจากนี้ยังมีถนนสายรองที่เป็นเส้นเลือดฝอย กระทรวงคมนาคมจะให้มีการเริ่มต้นภายในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ทั้งหมดนี้ถือเป็นโครงการในระยะเร่งด่วน เป็นการเอาโครงการที่ทำมาแต่เดิมเอามาจับใส่เข้าไป แต่เลือกโครงการที่ส่งผลต่อกิจกรรมรองรับอุตสาหกรรมในอีอีซี ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว และเมืองสมาร์ทซิตี้ อย่างไรก็ตามทั้ง 99 โครงการนั้นได้มีการเดินหน้ามาตั้งแต่ปี 2560 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ เพราะอีอีซีเป็นเรื่องพิเศษของประเทศ สามารถไปเสนอของบประมาณได้ทั้งหมด&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนระยะกลาง ระหว่างปี 2562-2564 จะก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางแหลมฉบัง-มาบตาพุด และศรีราชา-ระยอง และเส้นทางแหลมฉบัง-ปราจีนบุรี เป็นประตูเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภาคอีสาน โดยจะดึงแรงงานภาคอีสานไปที่โรงงานภาคตะวันออกให้ได้โดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากนี้ภาคตะวันออกจะกลายเป็นอุตสาหกรรมโรงงานขนาดใหญ่ จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย โดยในระยะกลางมี 62 โครงการใช้เงินประมาณ 400,000 ล้านบาท พร้อมทั้งก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการบินด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการระยะยาวตั้งแต่ 2565 หลักการต้องการจะทำให้อีอีซียั่งยืน เมื่อทั้ง 2 ระยะที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลังจากนั้นต้องมองว่าทำอย่างไรให้โครงการเกิดความยั่งยืน 50 ปีอยู่ได้ ดังนั้นโครงการกิจกรรมต่างๆ เช่น รถไฟเชื่อมทวาย เชื่อมกัมพูชาต่อไปสินค้าจากเมียนมา, เวียดนาม และลาว มาทางรถไฟรวมถึงจีน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ รวมถึงการขยายแอร์คาโก้ หลังจากนี้ไปสินค้าจะไม่ใช่มาแค่อีอีซีอย่างเดียว มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจะเห็นว่าเรามี 3 เกตเวย์ ได้แก่ &amp;nbsp;1.ท่าเรือแหลมฉบัง 2.ท่าเรือมาบตาพุด และ 3.สนามบินอู่ตะเภา ดังนั้นโครงการต่อไปจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้มาก โดยมีทั้งสิ้น 7 โครงการ ใช้งบประมาณ 2.5 แสนล้าน&amp;nbsp;
เชื่อมอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ความพร้อมในการเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะต่อไป จะทำระรางเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านต่อไปถึงชายแดน เมื่อพูดถึงการขนส่งสินค้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือมูลค่าในการขนส่งด้านโลจิสติกส์สูงมาก ดังนั้นจึงหันกลับมามองท่าเรืออ่าวไทยฝั่งตะวันตก เช่น ประจวบคีรีขันธ์, หัวหิน, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และสงขลา ทั้งหมดนี้อยู่ในฝั่งอ่าวไทย แต่เมื่อกลับไปดูในฝั่งอันดามัน พบว่าท่าเรือมีน้อยมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีแผนที่จะสร้างท่าเรือใหญ่ปากบาราที่สตูล แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเกิดการต่อต้านสูงมาก จึงเป็นได้ยากที่ปากบาราจะเกิด ถือว่าเสียดายโอกาสมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เรามีท่าเรือระนองอยู่ เพราะว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ดังนั้นจะใช้ท่าเรือระนองเป็นฐานท่าเรือสินค้าฝั่งอันดามันที่จะไปทางด้านตะวันตก ซึ่งมองถึงส่งไปถึงแอฟริกา, อินเดีย, บังกลาเทศ, ศรีลังกา และปากีสถาน ซึ่งมีประชากรเท่ากับประเทศจีน และปรากฏว่าเศรษฐกิจดีมากกำลังซื้อมีมาก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงมีแนวความคิดว่าทำไมเราถึงไม่เจรจาเพื่อทำการค้ากัน อาศัยเขาเป็นทางเป็นตลาดใหญ่เพื่อเข้าไปสู่ทางด้านตะวันออกกลาง ตรงนี้คือโอกาสของประเทศไทยไม่ใช่แค่จีนเพียงเท่านั้น ยังมีช่องแคบทางตะวันตกเราสามารถค้าขายกับเขาได้แ ละสินค้าไทยเป็นสิ่งที่นิยม ดังนั้นจึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ทางภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเชื่อมยุทธศาสตร์ภาคใต้เข้ากับอีอีซี &amp;nbsp; ขณะนี้ได้ศึกษาแนวเส้นทางรถไฟสายใหม่ เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งทะเลอันดามันจากชุมพร-ระนอง สำหรับการคมนาคมขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว 2 ฝั่งทะเล และเชื่อมโยงไปยังท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยโครงการมีมูลค่าลงทุน 45,844 ล้านบาท สำหรับแนวเส้นทางอยู่บริเวณพื้นที่ทางใต้ของสถานีรถไฟชุมพร และอยู่ด้านเหนือของสถานีรถไฟแสงแดด ขนานไปกับถนนเพชรเกษม ผ่านพื้นที่เขต อ.เมือง จ.ชุมพร อ.กระบุรี อ.ละอุ่น และ อ.เมือง จ.ระนอง จนสิ้นสุดโครงการที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกระนอง ระยะทาง 102.79 กม. &amp;nbsp;และจากสถานีท่าเรือระนองจะมีเส้นทางแยก หรือ spur line เข้าสู่เมืองระนอง สิ้นสุดที่สถานีระนอง รวมเป็น 109 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกโครงการจะต้องเริ่มต้นให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ &amp;nbsp;คือต้องให้ได้เซ็นสัญญาเริ่มต้นเดินหน้าโครงการได้ ถ้าไม่ได้ลงมือทำวันนี้ ประเทศต้องแกว่งแน่ๆ ถามว่ารัฐบาลได้ประโยชน์จากการทำพวกนี้ไหม คำตอบคือประเทศได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นอย่ามาโจมตีกันเลยว่าทำไปรัฐบาลหาเสียง รัฐบาลได้ประโยชน์จากโครงการ ผมว่าไม่ใช่ ทั้งหมดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรานิ่งมานานมาก 10-20 ปี เวียดนามเขาจะแซงแล้ว ส่วนมาเลเซียเราตามไม่ทันแล้ว ดังนั้นจึงต้องคิดยุทธศาสตร์ของประเทศแบบนี้&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า &amp;quot;การทำอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ การทำระบบคมนาคมใหม่ของประเทศจำเป็นต้องทำ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่สุดของเศรษฐกิจ ถ้าไม่ทำ เราไม่มีทางจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้เลย แล้วถ้าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี อย่างหวังว่าประชาชนจะกินดีอยู่ดี ไม่มีทาง ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีเศรษฐกิจของประเทศ คนไทยจะไปทำอะไรกิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าอีอีซีถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญได้เริ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนของรัฐบาล จึงไม่แปลกถ้าจะใช้อีอีซีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ เห็นได้จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตอบรับเป็นอย่างดีที่จะเข้ามาลงทุนในไทย คาดการณ์ได้เลยว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยสดใสอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18344</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, รถไฟความเร็วสูง, สถานีอีอีซี, สาธารณูปโภค, อู่ตะเภา, แอร์บัส์, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8de797bd06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทงบหมื่นล้าน อัดฉีดหมู่บ้าน เข็น&#039;ไทยนิยม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ครม.อนุมัติงบประมาณอัดฉีดหมู่บ้านละ 2 แสน ดันโครงการ &amp;ldquo;ไทยนิยม&amp;rdquo; กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมไพเขียวอีกกว่าพันล้าน หลังกระทรวงเกษตรฯ ขอขยายโคงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ครม.เห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หมู่บ้าน/ชุมชนละ 2 แสนบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน (เม.ย.-ก.ค.61) มีเป้าหมาย 82,371 หมู่บ้าน/ชุมชน โดยสนับสนุนงบประมาณ หมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท เป็นเงิน 16,474.20 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพรกล่าวว่า สาระสำคัญคือ จำนวนโครงการในแต่ละหมู่บ้านไม่เกิน 2 โครงการ ให้ดำเนินการเองหมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท ขณะที่ลักษณะโครงการจะต้องเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงจะต้องเป็นโครงการที่น้อมนำศาสตร์พระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และต้องเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จะต้องจ้างแรงงานในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณ และจะต้องดำเนินโครงการให้เสร็จภายในวันที่ 31 ก.ค.2561 โดยห้ามนำงบประมาณไปต่อยอดเงินกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชน และห้ามไปดำเนินการแจกจ่ายเป็นเงิน หรือสิ่งของให้กับประชาชนในครัวเรือนกู้ยืม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภาพรวมโครงการไทยนิยม ยั่งยืนว่า จากการพูดคุยส่วนใหญ่ประชาชนต้องการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน แต่การจะนำมาทำแผนงานโครงการต้องทบทวนอีกครั้ง โดยคาดว่างบประมาณจะได้ในเดือน เม.ย.นี้ เวลานี้ก็ดูแผนงานที่ประชาชนต้องการและเกิดประโยชน์มากที่สุด ยืนยันว่าการพิจารณาแผนงานโครงการต่างๆ จะมีทั้งส่วนราชการ ภาคประชาชน สถานศึกษาร่วมกันพิจารณา เพื่อให้โปร่งใสและประชาชนได้รับประโยชน์ที่สุด และภาพรวมการลงพื้นที่โครงการดังกล่าวถือว่าดี ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะประมวลภาพรวมแล้วรายงานต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอเสนอทบทวนมติ ครม. เพื่อขอขยายเวลาโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งหลังนาปี โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ ก.ค.2560 - มิ.ย.2561 มีหลักการให้เกษตรกรในพื้นที่ 31 จังหวัด ในภาคเหนือ กลาง อีสาน ตะวันตก และตะวันออก ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าว เนื่องจากสภาพพื้นดิน และน้ำไม่เหมาะสม โดยรัฐบาลจะอุดหนุนให้ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ ทั้งหมดจำนวน 7 แสนไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงเกษตรฯ ขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการออกไป เนื่องจากปัจจุบันมีการดำเนินการได้ 6 แสนไร่ และขอปรับเปลี่ยนจังหวัดดำเนินโครงการ จาก จ.อุดรธานี และ จ.ลพบุรี เปลี่ยนเป็น จ.หนองคาย และ จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากสภาพความเหมาะสมของพื้นที่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอใช้งบประมาณในการดำเนินการครั้งนี้ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบกลางปี 2561 และมีงบดำเนินงาน 21 ล้านบาท&amp;rdquo; พล.ท.สรรเสริญกล่าว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5949</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, สาธารณูปโภค, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินกองทุนหมู่บ้าน, เศรษฐกิจรากหญ้า, ไทยนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5aba5a7fc340b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
