<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา!&#039;ท่านใหม่&#039;เขียน&#039;สามก๊ก&#039;ในประเทศไทย&#039;รักเจ้า-ลิงหลอกเจ้า-ล้มเจ้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.62 - ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือท่านใหม่ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Chulcherm Yugala โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามก๊ก ฉบับประเทศไทยในปัจจุบัน......&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นเพื่อนๆผมเขียนเรื่องสามก๊ก วันนี้ขอเขียนเรื่องสามก๊กบ้าง เพราะสถานะการณ์สามก๊กในปัจจุบัน ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊กที่ 1 ก๊กรักเจ้า รักแผ่นดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มี กำลังพล ประมาณ 30 ถึง 50 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊ก ที่ 2 ก๊ก ลิงหลอกเจ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊กนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2475 พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจนถึงปัจจุบัน มีกำลังไม่มาก แต่มีอำนาจรัฐ อยู่ในมือ บางท่านใน ก๊กนี้ ก็เอนเอียงไปอยู่ในก๊กที่ 1 บางท่านก็เอนเอียงไปอยู่ใน ก๊กที่ 3 เอาแน่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊กที่ 3 ก๊กพวกล้มเจ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณการ ว่ามีกำลังพลประมาณ 8 ล้านคน + 3 คน และ +++ (บวก บวก) กับพรรค (ไม่ใช่ก๊ก) ที่ 1 + พรรคที่ 2 และพรรค 3 พรรคที่ 4.......(คิดกันเอาเองก็แล้วกันครับ มีกี่พรรคอะไรบ้าง .......?)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอจบเรื่องสามก๊ก ของประเทศไทยในปัจจุบัน สำหรับวันนี้ ครับ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41011</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านใหม่, ม.จ.จุลเจิม ยุคล, สามก๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb0da767c20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไพศาลวิเคราะห์ท่าทีล่าสุดของสามก๊กการเมืองไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.2562 - นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;สรุปท่าทีล่าสุดของสามก๊กการเมืองไทย&amp;rdquo; ระบุว่า 1.ก๊กพลังประชารัฐย้ำแล้วย้ำเล่าว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียง ในสภาผู้แทนราษฎรเกิน 250 แต่พรรคที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะมาร่วมรัฐบาลนั้นได้ปฏิเสธ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ก๊กเพื่อไทยแสดงท่าทีให้คุมกำลังตั้งมั่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ก๊กตัวแปร
3.1 ปชป.ได้ออกแคมเปญใหม่ว่า&amp;quot;เราจะกลับมา&amp;quot; และ จุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ&amp;nbsp;
3.2 ภูมิใจไทย มีการเรียกร้องให้ลุงตู่ใช้มาตรา 44 ปลดล็อกกัญชาเสรีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นท่าทีที่ได้สัญญากับประชาชนว่าถ้าไม่ปลดล็อกกัญชาเสรีจะไม่ร่วมรัฐบาลโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34099</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, การเมืองไทย, นายไพศาล พืชมงคล, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สามก๊ก, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190414/image_big_5cb289494c7ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์ เลียววาริณ&#039;ชี้สงครามสามก๊ก ยามนี้&#039;อนุทิน&#039;คือ&#039;ขงเบ้ง&#039;ผู้สามารถเลือกสร้าง&#039;เล่าปี่&#039; ขึ้นเป็นใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.62- วินทร์ เลียววาริณ &amp;nbsp;ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สงครามแห่งสามก๊กรบกันด้วยยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์ในสงครามระดับชิงแผ่นดินจีนจำเป็นต้องใช้กุนซือชั้นเซียนเหนือเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งเล่าปี่ โจโฉ และซุนกวนต่างหาปราชญ์ผู้มีสติปัญญาสูงมาทำงานด้วย โจโฉมีคนเก่งในมือมากมาย ส่วนเล่าปี่ผู้กำลังไต่เต้าขึ้นที่สูง รู้ดีว่าหากไม่ได้กุนซือชั้นยอด ชาตินี้มิมีทางครองแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล่าปี่โชคดีได้ชีซีมาร่วมงาน แต่ด้วยแผนของโจโฉ ชีซีก็หลุดจากเขาไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเล่าปี่ได้พบอาจารย์สุมาเต็กโชผู้แนะนำเขาว่า &amp;quot;หากคิดจะครองแผ่นดิน ต้องได้ปราชญ์หนึ่งในสองคนนี้มาข้างกาย หนึ่งคือฮกหลง (臥龍 มังกรซุ่ม) ขงเบ้ง หนึ่งคือฮองซู (鳯雛 หงส์ดรุณ) บังทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่ามังกรหรือหงส์ก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฤดูร้อนวันหนึ่ง เล่าปี่พากวนอูกับเตียวหุยไปตามหาตัวขงเบ้ง ผ่านไปหลายเที่ยวจึงได้พบตัวกัน เล่าปี่บอกขงเบ้งว่า ตนคิดฟื้นฟูราชบัลลังก์ของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ที่ใกล้จะล่มสลาย &amp;quot;เพื่อคืนความสงบแก่แผ่นดิน แลประโยชน์สุขของราษฎร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขงเบ้งตกลงใจช่วยเล่าปี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าสู่วงการเมืองเพราะ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาคร่ำหวอดในวงการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชวรัตน์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากบิดาเป็นนักธุรกิจ เป็นนายทุนให้กับหลายพรรคการเมือง สายสัมพันธ์ทางการเมืองกว้างขวาง ในปี พ.ศ. 2539 อนุทินรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2547 / 2548) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พ.ศ. 2547)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขายังเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เมื่อพรรคนั้นถูกยุบ เขาก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองห้าปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพ้นกำหนดการตัดสิทธิ์ทางการเมือง เขาเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อปี พ.ศ. 2555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นคนไม่พูดมาก อย่างน้อยก็ต่อหน้าสาธารณะ มาดสุขุมลุ่มลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม ปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงเป็นลำดับที่ 3 รองจากพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ กุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในมือ 39 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกระดานหมากรุกที่หมายเลข 1 และ 2 มีคะแนนสูสีกัน หมายเลข 3 กลายเป็นตัวแปรทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และทันใดนั้นเขาก็สวมบทบาท &amp;#39;kingmaker&amp;#39; อำนาจต่อรองสูงขึ้นในพริบตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยามนี้ อนุทิน ชาญวีรกุล คือ &amp;#39;ขงเบ้ง&amp;#39; ผู้สามารถเลือกสร้าง &amp;#39;เล่าปี่&amp;#39; ขึ้นเป็นใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำถามคือ ใครคือเล่าปี่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. kingmaker แปลว่าบุคคลที่ใช้อิทธิพลทางการเมือง ทำให้คนใดคนหนึ่งขึ้นสู่อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32273</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขงเบ้ง, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, วินทร์ เลียววาริณ, ศิลปินแห่งชาติ, สามก๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c91ab1a49b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมชัย&#039;พลิกตำรา&#039;สามก๊ก&#039;เลือกตั้ง  ต้าน&#039;โจโฉ&#039;เหลิงอำนาจ นิสัยหยาบช้า!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23 ก.พ.62 - นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 2 จังหวัดสมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง &amp;nbsp;(กกต.) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;ldquo;Somchai Srisutthiyakorn&amp;rdquo; ระบุเนื้อหาว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันธมิตรต้านโจโฉ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจโฉ อัครเสนาบดีใหญ่แห่งวุ่ยก๊ก เหลิงอำนาจ นิสัยหยาบช้า คิดครอบครองแผ่นดินจีนเป็นเนื้อเดียว แต่มิอาจชนะใจผู้คนได้ ผู้กล้าในแผ่นดินที่ต่อต้านโจโฉจึงอุบัติขึ้นมากมาย ในจำนวนดังกล่าวมีทั้งเล่าปี่ และซุนกวน ทั้งสองแม้จะมีผู้สนับสนุนแต่มิอาจเทียบกับสรรพกำลังที่โจโฉมี ไม่ว่า จะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ งบประมาณกองทัพ หรืออาหารโต๊ะจีนที่จัดเลี้ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราว ค.ศ.๒๐๘ โจโฉทุ่มสรรพกำลังยกไพร่พลจำนวนมาก ถึง ๘๓๐,๐๐๐ นาย ที่ดูดเอาแม่ทัพนายกองจากที่ต่างๆ ยกทัพใหญ่จากเมืองหลวง หวังจะกำจัดเล่าปี่และซุนกวนซึ่งมีไพร่พลน้อยกว่าถึง ๑๐ เท่าให้สิ้นซาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล่าปี่มีเพียงขงเบ้งเป็นเสนาธิการคู่ใจ ข้างซุนกวนมีจิวยี่แม่ทัพผู้ปราดเปรื่อง เมื่อเจอศึกใหญ่ ทั้งสองจึงร่วมมือกันเป็นพันธมิตรต้านศึกโจโฉ โดยช่วยกันคิดค้นยุทธวิธีการรบมากมายเพื่อเอาชนะศึก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขงเบ้งจึงร่วมมือกับจิวยี่แบบร่วมมือกันไประแวงสงสัยกันไป ผลัดกันใช้กลยุทธ์ต่างๆนานา จึงท้ายสุดกองทัพมหึมาของโจโฉต้องพังพินาศท่ามกลางเปลวไฟในแม่น้ำแยงซีเกียง ตรงหน้าผาแดง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศึกผาแดง หรือ ศึกเซ็กเพ็ก เป็นสงครามแรก ที่สั่งสอนโจโฉว่า แม้มีไพร่พลมาก มีดาบอาญาสิทธิ์ในมือ เงินในท้องพระคลังที่พร้อมจับจ่ายใช้สอยมากมาย แต่หากมิได้รับการสนับสนุนอย่างจริงใจจากผู้คน และวางกลยุทธ์ในการรบที่ผิดพลาดก็นำไปสู่ความเสียหายอย่างคณานับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล่าปี่ และ ซุนกวน หลังจากชนะศึกเซ็กเพ็ก กลับมิรู้จักสามัคคี กลายเป็นบาดหมาง แยกออกเป็นต่างคนต่างอาณาจักร นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นจุดกำเนิดของสามก๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29752</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมชัย ศรีสุทธิยากร, สามก๊ก, เลือกตั้ง, เล่าปี่, โจโฉ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f4f589145f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะเอาสามก๊กเวอร์ชั่นไหนดี???</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครจะออก-ไม่ออก...จะยึดมาตรฐานทางกฎหมาย หรือมาตรฐานทางกฎแห่งกรรม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่สำหรับพงศาวดาร สามก๊ก ฉบับไทยๆ ในช่วงระยะนี้ ออกจะชุลมุน ชุลเก สับสน วุ่นวาย ไปทั่วทุกก๊กเอาเลยก็ว่าได้ ชนิดไม่ว่ามังกร หรือมังกือการเมือง ยังอดปวดเศียร เวียนเกล้า แยกออก-บอกไม่ถูก ว่าไผเป็นไผ อะไรเป็นอะไร ไปแล้วถึงขั้นนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะด้วยเหตุเพราะการดำเนินกลยุทธ์ กลศึก ตามแบบฉบับ แตกแบงก์พันให้กลายเป็นแบงก์ร้อย ดังที่คุณลุงกำนัน เทพเทือก ท่านอุปมา-อุปไมยเอาไว้หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ ไม่ว่าจะ ก๊กเอาบิ๊กตู่ หรือ ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่ ต่างมีลักษณะอาการไม่ต่างอะไรไปจากกัน อาทิ พรรคพลังประชารัฐ ของ 4 กรรมการ หรือ 4 รัฐมนตรี บวกกับอีก 2-3 ข้าราชการการเมือง ไปๆ-มาๆ ทำท่าว่าชักไม่ค่อยสนใจ เศษสตางค์ ของพวก กลุ่มสามมิตร ขึ้นมามั่งแล้ว โดยเฉพาะประเภทที่แบงก์ออกไปทางยับยู่ยี่ หรือเศษเหรียญออกจะดำคล้ำหงิกๆ งอๆ อันเนื่องมาจากถูกดูด ถูกลำเลียง ผ่านท่อพญานาคของ สุโขทัย เรียงหิน แบบเป็นกระบิๆ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คืออาจเพราะหนักไปทางดูดมั่ว ดูดไม่เลือก จนแทบไม่รู้ว่าอะไรคืออดีต ส.ส. อะไรคือแค่อดีต อบต. ก็แล้วแต่จะสรุปกันเอาเอง...แต่เอาเป็นว่า เมื่อต้องแยกก้อนแต่ละก้อน ว่าก้อนไหนเป็นก้อนแร่ ก้อนไหนเป็นก้อนขี้ อันนี้นี่แหละ...เลยทำให้พลังประชารัฐ ชักไม่ได้ออกไปทาง เพื่อผไทของไทยทุกส่วนขึ้นมามั่งแล้ว หรืออาจส่งผลให้ทวยไทยบางส่วน มีสิทธิ์ต้องแยกสาย แยกกอ ไหลต่อไปรวมกับพรรคไหนต่อพรรคไหนก็มิอาจรู้ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ พลังประชารัฐ เป็นที่รวมของรัฐมนตรี ของข้าราชการ และของบรรดานักวิชาการ ระดับด๊อกต้ง ด๊อกเตอร์ แบบสดใส สะอาด บริสุทธิ์ ขึ้นมาหน่อย ไม่ต้องเปื้อนขี้ เปื้อนเยี่ยว อะไรต่อมิอะไรมากมายจนเกินไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ใช่แค่เฉพาะ แตกแบงก์พันให้กลายเป็นแบงก์ร้อย เท่านั้น...แต่ยังต้องแตกเป็นเศษเหรียญ เศษสตางค์ โดยแต่ละเศษจะถูกกวาดรวมไปอยู่พรรคใดต่อพรรคใด คงต้องตามไปดูกันอีกเที่ยว ไม่ต่างไปจาก ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่ ที่ไม่ใช่แตกออกไปเป็น เพื่อไทย กับ อนาคตใหม่ แต่ยังมี เพื่อธรรม โผล่ขึ้นมาสอดแทรก โดยจะเป็นแบงก์สิบ แบงก์ร้อย หรือแบงก์อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...พร้อมที่จะ เผา ใครต่อใคร ตามแบบฉบับ เผาไทย ของแท้แต่ดั้งเดิมได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะบรรดาทหารและเผด็จการทั้งหลาย ย่อมมีสิทธิ์ถูกจับขึ้นเมรุได้แบบฉับพลันทันที ถ้าหากแบงก์ในแต่ละใบนั้น สามารถแลนด์สไลด์ แอฝะลานช์ ได้ตามที่ นายใหญ่ ท่านวาดหวังและจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้านี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน ก๊กเอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง ที่ยังกำแบงก์พันเอาไว้แน่นอยู่ในมือ...แต่มาถึงช่วงระยะนี้ ระหว่าง กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ กับ กลุ่มเพื่อนอภิสิทธิ์ ก็ชักจะ ใส่ กันแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่รู้ว่า...หลังการเลือกตั้งหัวหน้าก๊กผ่านไปแล้ว จะต่อกันติดอีกหรือไม่ เพียงใด หรือจะต้องนิราศร้างห่างเหเสน่หา แบบกลุ่ม 10 มกราฯ หรือกลุ่มใดต่อกลุ่มใด เท่าที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ ดังนั้น...โดยสรุปรวมความแล้ว พงศาวดารสามก๊กฉบับไทยๆ ช่วงนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากพงศาวดารสามก๊กฉบับจีนๆ เมื่อไม่รู้กี่ต่อกี่พันปีที่ผ่านมานั่นเอง คือต้องสู้กันทั้งภายนอกและภายใน ตราบใดที่สิ่งที่เรียกว่า อำนาจ ยังคงเป็นเป้าหมายและกรรมวิธีของแต่ละเหล่า แต่ละก๊ก อย่างไม่มีวันผันแปรไปเป็นอื่น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนบรรดาไพร่ฟ้า ประชาราษฎร์ พสกนิกร...คงหนีไม่พ้นต้องรับบท ลิ่วล้อในหนังจีน ไปตามสภาพ เพราะหลังจากที่มีโอกาสได้ เข้าฉาก หรือได้รับบทเป็น ตัวประกอบ ภายในคูหาเลือกตั้ง ประมาณ 4 วินาที หรือไม่น่าจะเกินไปกว่านี้ จากนั้น...ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงไม่ได้ต่างอะไรไปจากเดิมมากมายซักเท่าไหร่ ไม่ว่า ก๊กเอาบิ๊กตู่,&amp;nbsp; ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่ หรือ ก๊กเอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง จะกวาดเก้าอี้ กวาดคะแนนเสียง ได้มาซักกี่สิบ กี่ร้อย โอกาสที่ต้อง รบกันต่อ ไม่ว่าในเวทีรัฐสภา หรือนอกเวทีรัฐสภา ย่อมเป็นสิ่งซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย ปัญหาจึงขึ้นอยู่กับว่า...จะส่งผลให้บรรดา ลิ่วล้อ ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย ไปอีกถึงขั้นไหน อันนี้นี่แหละ...ที่เป็นเรื่องของ ผู้แต่งพงศาวดาร จะต้องใคร่ครวญ พิจารณา ให้ละเอียด ประณีต เอาไว้ก่อนล่วงหน้า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะพงศาวดารสามก๊กในแต่ละเรื่อง แต่ละเวอร์ชั่นนั้น...มันยังมีอยู่ด้วยกันหลายรูป หลายแบบ มีทั้งสามก๊กฉบับนักบริหาร สามก๊กฉบับวณิพก สามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภา สามก๊กฉบับนายทุนของอาจารย์ คึกฤทธิ์ ปราโมช สามก๊กฉบับเล่าชวนหัว หรือแม้แต่สามก๊กฉบับ เสธ.ไพศาล หรือฉบับเรืองวิทยาคม ฯลฯลฯลฯ ก็แล้วแต่ใครจะแต่ง ใครจะเรียบเรียง ไปตามมุมมองของใครของมันได้ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งถ้าหาก ผู้แต่งพงศาวดาร ไม่ได้คิดจะเน้นน้ำหนักไปที่ความเก่ง ความฉลาด ความมีอำนาจของบรรดาผู้นำในแต่ละก๊ก ซึ่งล้วนแล้วแต่เหมือนๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น แต่หันมาให้ความสำคัญกับความทุกข์ ความสุข ของบรรดาอาณาประชาราษฎร์ ของไพร่ฟ้า พสกนิกร เป็นที่ตั้ง อันนี้...ไม่ว่าใครแพ้-ใครชนะ ใครเป็นโจโฉ ซุนกวน เป็นเล่าปี่ ก็ตาม แต่ราชอาณาจักรไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา คงได้มีโอกาสสุข สงบ ร่มเย็น ไปโดยตลอดชั่วนิรันดรกาล นั่นแล...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Sanskrit saying.... Rise and fall are properties of the big as wax and wane are of the moon; stars, however, suffer no change- ความเจริญและความเสื่อมเป็นเรื่องของคนใหญ่ คนโต อุปมาดั่งพระจันทร์ซึ่งมีขึ้น มีแรม ส่วนดวงดาวทั้งหลาย หาได้มีการผันแปรไม่...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19031</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มสามมิตร, คึกฤทธิ์ ปราโมช, ท่านขุนน้อย, พรรคพลังประชารัฐ, พลังประชารัฐ, สามก๊ก, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สองก๊ก-สามก๊ก-หรือสี่ก๊ก???</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่ม สามมิตร ที่ชักจะมีแนวโน้มออกไปทาง สามช่า ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...คือประเภท เหมารอบ ออกมาเต้นโยกไป-โยกมา จนจังหวะอื่นๆ แทบไม่มีโอกาสได้วอลซ์ ได้ตะลุง บ้างเลย ก็ดูจะยังคงเดินหน้า ดูดด์ด์ด์ ต่อไปเรื่อยๆ อย่างชนิดไม่คิดจะบันยะบันยัง ไม่สนหน้าหน้าอินทร์-หน้าพรหม คลำไป-คลำมา มีหาง-ไม่มีหาง ต่างเป็นอันถูก บ๊วบ ไปด้วยกันทั้งสิ้น...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มสี่ซ้าห้ามิตร...หรือกี่มิตรก็แล้วแต่ แต่ออกอาการเป็นมิตรกับท่านนายกฯ บิ๊กตู่ อยู่แล้วแน่ๆ ก็เริ่มอวดโชว์ศิลปะลีลาเต้นแทงโก้ เต้นรุมบ้า สอดใส่จินตลีลา กันมั่งแล้ว แต่ที่น่าคิด น่าสนใจ ก็คือว่า...แล้วพงศาวดารเมืองไทยในอนาคตข้างหน้า มันจะหนักไปทาง สามก๊ก หรือ สองก๊ก กันแน่!!! คือถ้า สองก๊ก นั้น...คงไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมีอยู่แค่ ก๊กเอาบิ๊กตู่ กับ ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่ แต่เพียงเท่านั้น แต่ถ้าว่ากันตามสายตา ตามมุมมอง ของอดีตนายกฯ ที่ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองยาวนานนับเป็นทศวรรษๆ อย่างท่านอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ หรือ คนเคยหล่อ มาตั้งแต่อดีต ท่านกลับเห็นของท่านว่า...น่าจะออกไปทาง สามก๊ก ซะล่ะมากกว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง สามก๊ก ในทัศนะของท่านอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์&amp;nbsp; ไม่เพียงแต่ประกอบไปด้วย ก๊กเอาบิ๊กตู่ และ ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่ เท่านั้น แต่ยังมี ก๊กประชาธิกัด ที่น่าจะอยู่ในสภาพ เอาบิ๊กตู่ก็ได้-ไม่เอาบิ๊กตู่ก็ได้ หรือ เอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง ทำนองนั้น คือยังคงต้อง กั๊กไป-กั๊กมา จนตราบวินาทีสุดท้ายนั่นแหละ ถึงจะพอสรุปได้ว่าเอา-ไม่เอา อันย่อมน่าจะส่งผลให้ สมการทางการเมือง ยังคงต้องมี ตัวแปร ที่ต้องนำไปคิด คำนวณ ถอดรูท ถอดสมการ กันอีกเยอะ ไม่อาจตอบโจทย์แบบด่วนสรุปกันง่ายๆ ว่า 2+1 ต้องเป็น 3 หรือ 2+2 ต้องเป็น 4 อะไรประมาณนั้น....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;--------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ ก๊กที่สาม หรือ ก๊กประชาธิกัด ออกจะเป็นไปในแนว เอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง แม้อาจเป็นอะไรที่ดู สลิ่ม หรือดู แมลงสาบ อยู่บ้าง แต่ถ้าว่าให้ลึกๆ ลงไปแล้ว...ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอยู่ตามสมควร คืออย่างน้อย...ก็ยังพอมีอะไรถ่วงๆ รั้งๆ ไม่ให้เกิดการ สุดโต่ง ในด้านใด ด้านหนึ่ง จนเกินไป อีกทั้งยังอาจช่วยให้แรงเสียดสี เสียดทาน ระหว่าง พลังดูด กับ พลังดึง มันไม่ถึงกับทำปฏิกิริยากันและกัน จนต้องแตกหัก ต้องโค่นล้ม ทำลายกันและกัน แบบชนิดรุนแรงจนเกินไป คือยังอาจอาศัยอาการ กั๊กไป-กั๊กมา ของก๊กที่สาม หรือก๊กประชาธิกัดนี่แหละ เป็น สปิลเวย์ หรือเป็นทางระบายน้ำ บนสันเขื่อน หรือใต้สันเขื่อน ก็ตามที...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อันที่จริงแล้ว...ไม่ว่าพงศาวดารการเมืองแห่งอนาคต จะออกไปทางสามก๊ก หรือสองก๊ก ก็แล้วแต่ สิ่งที่ใครต่อใครอาจลืมคิด หรือไม่อยากจะคิด ด้วยเหตุผลกลใด ก็เถอะ...ก็คือ ก๊กที่สี่ ที่แม้ไม่ได้เปิดเผยรูปร่าง หน้าตา ให้เห็นเป็นกลุ่มก้อน เป็นก๊วน หรือเป็นก๊ก แต่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ มีอยู่จริง แถมยังมีศักยภาพ ประสิทธิภาพ และพลานุภาพมากพอ ที่จะหักโค่นทุกๆ ก๊ก ชนิดไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี เอาง่ายๆ และบรรดาพลังเหล่านี้...ก็เคยแสดงตัวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว ผ่าน ปรากฏการณ์ ต่างๆ ที่ทำให้ ความเป็นไทย กับ ความเป็นธรรม นั้น สามารถก้าวเดินไปด้วยกัน อย่างชนิดแทบไม่น่าเชื่อ ก็ยังต้องเชื่อจนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์ตูน บอดี้สแลม หรือ ปรากฏการณ์หมูป่าอะคาเดมี ฯลฯ เป็นต้น...ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเอาเลยกับการ เอาบิ๊กตู่ หรือ ไม่เอาบิ๊กตู่ อีกทั้งยังไม่ได้ออกไปทาง เอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง ด้วยต่างหาก แต่ถ้าลอง เอา เมื่อไหร่แล้ว รับรองว่า...พลั่กๆๆ ออกัสซั่มกันไปทั้งบ้าน ทั้งเมือง เอาเลยถึงขั้นนั้น แถมยังไม่ใช่พลังที่มีเอาไว้ใช้แค่ช่วงระยะ 4 วินาที ในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น ชนิดไม่ว่าใครจะแลนด์สไลด์ จะแอฟวะลานช์ กันเพียงใดก็เถอะ ถ้าหากลองไม่เข้าท่า เข้าทาง ไม่เอาเรื่อง เอาราว ไม่ดำเนินไปตามครรลองคลองธรรมกันอย่างจริงๆ จังๆ โอกาสที่จะโดนถล่มยิ่งกว่าหิมะถล่ม หรือโดนแผ่นดินไหว ธรณีสูบ ย่อมเป็นไปได้ทุกเมื่อ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้นี่แหละ...ที่บรรดาทั้งสามก๊ก หรือสองก๊ก อาจลืมคิด หรือมองข้ามกันไปบ้าง เลยหันมาเต้นชะ-ชะ-ช่า เต้นสโลว์ เต้นแทงโก้ กันไปตามเรื่อง-ตามราว หรือตาม วาสนา (สันดาน) ที่ตัวเองเคยประพฤติ ปฏิบัติ มาโดยตลอด ทั้งที่โลกยุคใหม่ สมัยใหม่ มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เยอะซะจนชนิด ประชาธิปไตย แบบเดิมๆ ระดับโคตรพ่อ โคตรแม่ประชาธิปไตยทั้งหลาย ยังหนีไม่พ้นต้องหงายท้อง กลิ้งไป-กลิ้งมา กลายเป็น ประชาธิป...ตาย กันไปเป็นแท่งๆ ด้ามๆ ด้วยเหตุเพราะแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย มันหันไปให้ค่ากับ คุณธรรม, ศีลธรรม หรือ ธรรมาภิบาล ยิ่งกว่าความเป็นไปประชาธิปไตยที่กินก็ไม่ได้ ทาก็ไม่ได้ ได้แค่อม-หยอด-สอด-เสียบ ให้พอหายบ้า หายคัน เท่านั้นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก Gustave Flaubert... The whole dream of democracy is to raise the proletarian to the level of stupidity attained by the bourgeois.- ฝันทั้งหมดของประชาธิปไตย ก็คือการยกระดับชนชั้นล่าง ให้ขึ้นมาสู่ระดับความโง่ที่ทัดเทียมกับชนชั้นกลาง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;--------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15080</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านขุนน้อย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ประชาธิปไตย, สามก๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2018 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าเศร้าจินดามณี!&#039;นิธิ&#039;วิพากษ์&#039;บิ๊กตู่&#039;ใช้อดีตเป็นเกราะป้องกันตัว ชี้คนไทย&#039;ท่องจำ&#039;เป็นเหตุทหารนั่งบนหัวประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 เม.ย.61- นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความเรื่อง &amp;quot;ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง&amp;quot; ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง...&amp;quot; นิราศสุนทรภู่บาทหรือบทนี้กำลังสร้างความขบขันไปทั่วเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในความขบขันนี้แฝงไว้ด้วยความสะท้อนใจอยู่ด้วย นั่นคือทำไมจึงต้องท่องจำ สื่อบางแหล่งกล่าวด้วยว่า หัวหน้าคณะรัฐประหารสั่ง ครม. ของเขาทุกคน ให้ท่องจำหนังสือหลักภาษาไทยชื่อจินดามณีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรรณคดีคืองานประเภทที่เรียกในปัจจุบันว่า &amp;quot;สร้างสรรค์&amp;quot; หรือ creative เราจะเรียนรู้งานประเภทนี้ผ่านการท่องจำคงไม่ได้ผลอะไรนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า น่าเศร้าที่ทหารเรียนรู้วรรณคดีจากการท่องจำ ผมบอกเขาว่า ถ้าทหารเรียนรู้วรรณคดีจากการท่องจำเพียงอย่างเดียวคงไม่เป็นไร ที่น่าเศร้าจริงก็คือคนไทยปัจจุบันล้วนเรียนรู้วรรณคดีจากการท่องจำทั้งนั้นต่างหาก เพราะนั่นคือเหตุผลที่ทหารสามารถขึ้นมานั่งอยู่บนหัวประชาชนได้ เพียงเพราะมีปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในพระนิพนธ์คำนำหนังสือ สามก๊ก ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าว่า นายทหารระดับท่านขุนและคุณหลวงในกองทัพอ่านวรรณคดีเรื่องนี้อย่างแตกฉาน ทั้งสร้างบทวิจารณ์ในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของการรบและสงครามในสามก๊กไว้มาก ชี้ข้อบกพร่องของนายทัพนายกองของสามก๊กนอกเหนือจากที่ปรากฏในหนังสือ ที่ขัดแย้งกับความเห็นของผู้เขียนหนังสือก็มีไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นายทหารรุ่นนั้นเรียนรู้วรรณคดี (อย่างน้อยก็เรื่องสามก๊ก) ในเชิงวิพากษ์ ไม่ได้ท่องจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริงในกระบวนการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของไทย ทหารหรือกองทัพนับได้ว่าเป็นหน่วยราชการที่ก้าวหน้ามาก ผมอยากเดาว่า เป็นเพราะการศึกษาด้านการทหารของไทยนั้น ต้องรับของใหม่จากตะวันตกล้วนๆ แทบไม่สามารถเอาไปเชื่อมโยงกับความรู้ด้านการทหารของไทยโบราณได้เลย เปรียบเทียบกับการเรียนครูหรือเรียนแพทย์ ในระยะแรกๆ ยังเชิญ &amp;quot;ครู&amp;quot; รุ่นเก่ามาช่วยสอนด้วย เช่น การแพทย์แผนไทยเป็นส่วนหนึ่งของศิริราชพยาบาลมาแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จะว่าไปแล้ว ทรรศนะเชิงวิพากษ์ต่อวรรณคดีคงมีมา (อย่างน้อย) ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีวรรณคดีเรื่องพระมะเหลเถไถ, อุณรุทร้อยเรื่อง และระเด่นลันได แต่ทรรศนะวิพากษ์เช่นนี้มาหายไปในช่วงที่ผู้นำไทยกำลังเปลี่ยนประเทศมาสู่ความทันสมัยในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพราะในช่วงเดียวกันนี้ เราเพิ่งรับคติฝรั่งที่ว่า มีการใช้ภาษาที่ดีสุดยอดในรูปต่างๆ ทั้งที่เป็นงานเขียนหรือมุขปาฐะ ซึ่งรวมเรียกว่า &amp;quot;วรรณคดี&amp;quot; อันเป็นคำที่เราบัญญัติขึ้นให้ตรงกับภาษาฝรั่งว่า literature ซึ่งมีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมอันสูงของบ้านเมือง และต่อมาในช่วงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นักปราชญ์ในสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชสำนัก จึงประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดให้งานเขียนชิ้นใดมีคุณค่าสูงส่งสมเป็นวรรณคดีได้บ้าง (สมัยนั้นยังไม่ค่อยคำนึงถึงงานที่ไม่ได้เขียน หรืองานประเภทมุขปาฐะ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดสั้นๆ ก็คือ เราได้สร้างลำดับชั้นของวรรณกรรมในภาษาไทย (กรุงเทพฯ) ขึ้น (hierachicalization of Thai writings) ในขณะเดียวกันก็เห็นความสำคัญในการนำเอาวรรณคดีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษา (แบบใหม่-ที่ทำกันในโรงเรียน) ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะสอน &amp;quot;วรรณคดี&amp;quot; อันอยู่ในลำดับขั้นสูงสุดของงานเขียนเหล่านี้ด้วยความเคารพอันสมควรแก่สถานะของมันได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคืออ่านมันให้รู้เรื่อง ด้วยการแปลศัพท์และสำนวนที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องนั้น อธิบายเกี่ยวกับผู้เขียนและประเภทของรูปแบบที่ใช้ในการเขียน (โดยไม่มีแม้แต่การตรวจสอบต้นฉบับตัวเขียนซึ่งมีหลาย &amp;quot;ฉบับ&amp;quot; หรือ versions) แต่เพื่อให้สมควรแก่สถานะอันสูงของวรรณคดี ก็ควรจดจำบางช่วงบางตอนของงานเขียนนั้นได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือที่มาของการท่องจำ ซึ่งผู้นำคณะรัฐประหารได้แสดงความสามารถให้ปรากฏ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสามารถที่จะจำบางบทบางตอนซึ่งเป็นที่ประทับใจในวรรณคดีนั้น ที่จริงแล้วก็เป็นความสามารถหรือเป็นแนวโน้มธรรมดาที่คนโบราณทำได้ แม่ผมจำบางบทบางตอนเช่นนี้ได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่ได้มาจากการท่องจำ หากมาจากวิถีชีวิตของท่านเอง เช่น ต้องอ่านหนังสือให้ยายฟังมาแต่เล็ก ได้ดูการแสดงซึ่งนำเอาบทเหล่านี้มาร้องเป็นเพลงอยู่บ่อยๆ ได้ฟังเพลงที่เอาบางบทของวรรณคดีมาเป็นเนื้อร้อง ได้สนทนากับเพื่อนฝูงที่ผ่านชีวิตแบบเดียวกันมา ก็ย่อมอ้างถึงหรือท่องให้ฟังได้อยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดง่ายๆ ก็คือ วิถีชีวิตต่างหากที่ทำให้จดจำบางบทบางตอนในวรรณคดีไทยได้ แต่คนสมัยหลังโดยเฉพาะในปัจจุบัน แทบไม่ได้ดูโขนดูละคร ไม่ฟังเพลงไทย และไม่มีเพื่อนซึ่งสามารถว่ากลอนตอนดังๆ ให้ฟังในการสนทนา จะทำอย่างเดียวกับคนโบราณได้อย่างไร หากไม่ท่องจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปมีความสามารถอย่างคนโบราณทำไม เพราะที่น่าจะทำตามมากกว่าคือทรรศนะเชิงวิพากษ์ต่อวรรณคดี ซึ่งคนโบราณก็มีต่างหาก แต่เพราะเราเรียนวรรณคดีกันด้วยความเคารพอย่างสูงเช่นนี้ต่างหาก ที่ทำให้วรรณคดีกลายเป็นเรื่องแค่ท่องจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเรียนวรรณคดีก็เพื่อฝึกฝนการประเมิน คือประเมินความงาม, คุณค่า, ความหมาย, ความจริง และความสัมพันธ์ (เอาเข้าจริง ไม่ว่าจะเรียนอะไรก็เพื่อประเมิน 5 อย่างนี้) ต่างคนต่างประเมิน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ถูกสำหรับทุกคน เพียงแต่ว่า ไม่ว่าประเมินอย่างไร ก็สามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นว่าเหตุใดจึงประเมินเช่นนั้น แม้ว่าการประเมินวรรณคดีต้องอาศัยความรู้สึกอยู่มาก แต่ก็เป็นความรู้สึกที่คนอื่นก็มีหรือสามารถจินตนาการไปได้เหมือนกัน ไม่ใช่ความรู้สึกเฉพาะของผู้ประเมินเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การท่องจำจึงไม่มีบทบาทอะไรในการศึกษาวรรณคดี เพราะไม่ช่วยให้ใครประเมินได้ดีขึ้น แต่การคิด การวิเคราะห์ การชั่งน้ำหนัก การเปรียบเทียบ ฯลฯ มีความสำคัญกว่าในการประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การศึกษาวรรณคดีแบบให้ความเคารพอย่างสูงในการศึกษาไทย ทำให้ความสามารถอย่างหลังเหล่านี้ไม่ได้รับการส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาขึ้นจนงอกงามเต็มที่ เสียเวลาและความเอาใจใส่ไปกับการท่องจำ จนไปเข้าใจผิดว่า การรู้วรรณคดีคือการท่องจำบางบทบาทตอนได้คล่อง แม้จะอยู่ผิดเล่ม และผิดยุคสมัยอย่างไร ก็ยังดีกว่าท่องจำอะไรไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผิดจากนายทหารรุ่นต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งอ่านสามก๊กด้วยทรรศนะเชิงวิพากษ์ และประเมินเรื่องต่างๆ ในสามก๊กเป็นที่เลื่องลือจนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงนำมาเล่าไว้ในคำนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง นอกจากนายทหารที่ได้ผ่านโรงเรียนทหาร (ซึ่งเริ่มรับตั้งแต่ชั้นประถม) ผมเข้าใจว่า นักเรียนในรุ่นนั้นต่างก็มีความสามารถในการศึกษาวรรณคดีเชิงวิพากษ์ทั้งสิ้น นักเขียนกลุ่ม &amp;quot;สุภาพบุรุษ&amp;quot; หลายคน (ส่วนใหญ่คือนักเรียนเก่าของโรงเรียนเทพศิรินทร์) กล่าวอ้างถึงวรรณคดีเก่าในเชิงวิพากษ์ (อย่างจริงจังหรืออย่างล้อเลียน) ที่รู้จักกันดีคือ &amp;quot;ยาขอบ&amp;quot; ซึ่งเขียนสามก๊กฉบับวนิพกทั้งชุด ด้วยการสร้างความเป็นคน (ไทย?) ให้แก่ตัวละครเด่นๆ ในเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมนักเรียนรุ่นนั้นจึงศึกษาวรรณคดีด้วยวิธีที่แตกต่างจากนักเรียนรุ่นหลัง ผมคิดว่าเกิดขึ้นจากความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ผมคิดว่ายุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึงปี 1947 (หรือ พ.ศ.2490) คนไทยที่มีการศึกษาต่างสำนึกดีว่าตัวต่างมีชีวิตอยู่ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ อนาคตข้างหน้าที่กำลังมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น จะไม่เหมือนเก่า จนทำให้คำตอบของสมัยโบราณอาจไม่ตอบคำถามของยุคใหม่ไปได้ทุกเรื่องอีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนึกแบบนี้ทำให้กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ทดลอง กล้าเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เป็นผลให้การศึกษาวรรณคดีมีลักษณะเชิงวิพากษ์ ทั้งการศึกษาของนักปราชญ์และคนธรรมดา แม้ว่าตัวบทที่ใช้ศึกษายังไม่มีคุณภาพมากนักก็ตาม (เช่น ขาดการสอบค้นอย่างทั่วถึงพอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนอาจยกสาเหตุให้แก่ &amp;quot;ครูฝรั่ง&amp;quot;ในระบบการศึกษาของกรุงเทพฯ เพราะในช่วงนั้น ราชการมีอัตราจ้างครูชาวต่างประเทศมาสอนในโรงเรียนที่หลวงตั้งขึ้นอยู่ไม่น้อย ฝรั่งบางคนได้เป็นผู้บริหารโรงเรียนด้วย และส่วนใหญ่เป็นคนจากบริเตนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมสงสัยว่า &amp;quot;ครูฝรั่ง&amp;quot; ไม่ใช่แรงบันดาลใจสำคัญเท่ากับสำนึกของนักเรียนเอง ในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การศึกษาของยุโรปเองก็ยังไม่ก้าวมาถึงการ &amp;quot;ถอดรื้อ&amp;quot; อุดมคติและความรู้อะไรมากนัก มีความรู้ที่นักปราชญ์ได้สร้างเอาไว้ซึ่งถูกต้องแน่นอน นักเรียนจึงควรจดจำสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แม้ไม่ใช่ด้วยการท่องจำก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งครูเป็นคนจากบริเตนใหญ่ ก็ยิ่งล้าสมัยกว่าชาวยุโรปอื่น Thomas Piketty กล่าวว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศที่เข้าร่วมสงครามในยุโรปต่างเป็นหนี้สินพะรุงพะรังทั้งฝ่ายชนะและฝ่ายแพ้ ในขณะที่ในประเทศอื่นแก้ปัญหานี้ด้วยการกู้ยืม แต่อังกฤษใช้การประหยัดแทน ผลจึงทำให้อังกฤษตกอยู่ในความอัตคัดขัดสนนานกว่าเขาอื่น และการศึกษาของอังกฤษเองก็ตกต่ำลงอย่างมาก ซึ่งยิ่งทำให้ฟื้นตัวได้ยากขึ้นไปอีก (Capital in the Twenty-First Century)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้นั้น ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาทีเดียว ไม่ว่าจะไปลอกรูปแบบการศึกษาจากฟินแลนด์หรือประเทศอะไรที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง หากนำมาใช้ในสังคมที่ปราศจากความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ก็คงทำได้แต่รูปแบบ แต่ไม่อาจทำไปถึงหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงื่อนไขทางสังคมในแง่นี้ ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักปฏิรูปการศึกษาภาครัฐสักเท่าไร เพราะไปให้ความสำคัญแก่เทคนิควิธี (สอนอย่างไร) มากกว่า ความคิดว่า &amp;quot;ครูฝรั่ง&amp;quot; ทำให้นักเรียนไทยในรุ่นเก่ามีความกระตือรือร้นใครเรียนรู้มาก ก็มาจากการมองเทคนิควิธีเป็นเงื่อนไขสำคัญสุดเพียงอย่างเดียวในการศึกษา ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากมองเงื่อนไขทางสังคม หรือสำนึกของผู้เรียนเองว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน บรรยากาศ - ทั้งที่กระทบต่อตัวผู้เรียนโดยตรงและโดยอ้อม - ของความตื่นตัว กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ ของการศึกษาในเชิงวิพากษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยในปัจจุบันก็รู้ดีว่า เรากำลังเผชิญกับความเปลี่ยน-แปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกและภายใน บางคนกลัวว่าคำตอบเก่าที่เคยใช้ได้ดีในสังคมไทยมาก่อน จะใช้ไม่ได้อีกแล้ว แต่บางคนไม่กลัว และพร้อมจะเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ให้แก่ปัญหาใหม่ ซึ่งไม่มีวันจะเหมือนเดิมอีก แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเสียดายที่ประเทศต้องมาติดตังอยู่กับเงื่อนไขทางการเมืองที่บีบบังคับให้เราไม่อาจหาคำตอบอะไรได้มากไปกว่าที่มีมาแต่โบราณ เงื่อนไขของการรัฐประหารในครั้งนี้ ถือได้ว่าบรรลุจุดสุดยอดของแนวโน้มที่เกิดมาตั้งแต่การรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 นั่นคือ การยึดอดีตเป็นเกราะกำบังภัยให้แก่ ทั้งผู้ทำรัฐประหารและชาติบ้านเมืองจากความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จำเป็นที่การรัฐประหารในเมืองไทยทุกครั้งจะต้อง &amp;quot;ย้อนอดีต&amp;quot; เช่นนี้เสมอไป หากไม่นับการรัฐประหารของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราใน พ.ศ.2476 แล้ว การรัฐประหารครั้งอื่นล้วนเป็นคำสัญญาว่าจะมุ่งสู่อนาคตที่ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรยากาศที่มุ่งกลับไปใช้คำตอบที่มีมาแต่อดีต ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ก็ไม่จำเป็น จึงไม่แปลกที่การปฏิรูปการศึกษาที่ทำกันภายใต้อำนาจทางการเมืองที่ &amp;quot;ย้อนอดีต&amp;quot; เช่นนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7039</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., จินดามณี, ท่องจำ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, รัฐประหาร, วรรณคดี, สามก๊ก, ใช้อดีตเป็นเกราะกำบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa73a51e289c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
