<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.ไตรรงค์ ออกบทความ &#039;กว่าจะได้เป็นประเทศไทย ให้ระวังการรุกเงียบ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 64 -&amp;nbsp;ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่าจะได้เป็นประเทศไทย #ให้ระวังการรุกเงียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความนี้อาจจะยาวนิดหนึ่ง แต่ผมหวังว่าจะเหมาะสำหรับการส่งเสริมให้ทุกคนอยู่บ้านอ่านหนังสือในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างนี้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ถูกขุดพบมากมาย พอจะยืนยันได้ว่า ในดินแดน 4 ประเทศที่อยู่ติดกันคือ ไทย ลาว เขมร พม่า (ส่วนที่เคยเป็นประเทศมอญ) เคยมีมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ก่อนแล้ว (กลองมโหระทึกและเครื่องปั้นดินเผาเป็นหลักฐานในเรื่องนี้) แต่กระจายกันอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ หาได้เป็นเมืองหรือเป็นรัฐหรือเป็นประเทศไม่ ที่ดินจึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ต่อมามีเหตุและปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกันได้ผลักดันให้ชนเผ่าต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณแผ่นดินตรงนี้ ชนเผ่าเหล่านี้ก็มีเช่น เผ่าไต เผ่ามอญ เผ่าเขมร เผ่ามาเลย์ และชนเผ่ากลุ่มเล็กๆ ต่างๆ อีกมากที่ไหลเข้ามาอยู่ร่วมกัน จนเกิดเป็นประเทศขึ้นมาถึง 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว เขมร และมอญ (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่าในปัจจุบัน) เพราะมีหลักฐานว่าประเทศเหล่านี้เกิดจากการรวมตัวของวัฒนธรรมและภาษา ไทย - ลาว &amp;nbsp;มอญ - เขมร &amp;nbsp;มาแต่โบราณกาล*&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ชนเผ่าที่ไหลเข้ามาอยู่ในถิ่นแหลมทองที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้มีอยู่หลักๆ 4 เผ่าด้วยกันคือ ไต มอญ เขมร และมาเลย์ ซึ่งเผ่าไตนั้นไหลจากทิศเหนือของประเทศลงมาสู่แหลมทอง ส่วนมอญ - เขมร ไหลจากทิศใต้แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นทางเหนือของแผ่นดินแหลมทอง จนมีอยู่ทั่วไปทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ส่วนเผ่ามาเลย์นั้นได้อพยพจากหมู่เกาะต่างๆ ในประเทศอินโดนีเซียเข้ามาร่วมอาศัยอยู่ในด้ามขวานของแหลมทอง และมีประปรายในภาคกลางและภาคอื่นๆ หลังจากกรุงศรีอยุธยาได้เข้ายึดแหลมมลายูมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม (ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นกษัตริย์ของสยามประเทศ) แต่เราจะอธิบายรายละเอียดเฉพาะของเผ่าใหญ่ๆ 2 เผ่า คือ เผ่าไตและเผ่ามอญ - เขมร เท่านั้น ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ชนเผ่าไตนั้นเดิมมีแหล่งกำเนิดอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน อาจจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งในประเทศมองโกเลีย แต่คงไม่ใช่จากภูเขาอัลไตอย่างที่เคยพูดกัน เพราะผู้เขียนเคยเป็นแขกของรัฐบาลมองโกเลียเคยสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับผู้ใหญ่ของมองโกเลีย ได้รับคำอธิบายว่า ประเทศเขามีทิวเขาชื่อ &amp;ldquo;อัลไต&amp;rdquo; จริง แต่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ซึ่งอากาศจะหนาวมากตลอดปี จึงไม่เคยมีชนเผ่าใดสามารถอาศัยอยู่ได้ในแถบนั้นมาก่อน อย่างไรก็ดี เผ่าชาวไตก็ถูกชนเผ่าอื่นขับไล่แย่งที่ทำมาหากินจนต้องถอยร่นลงใต้มาเรื่อยๆ แบ่งการถอยร่นออกเป็น 2 ระยะ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 1 คือ ระยะเวลาก่อนและหลังการประกาศตั้งอาณาจักรน่านเจ้า
ระยะที่ 2 คือ ระยะเวลาก่อนและหลังจากอาณาจักรน่านเจ้าแตกสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจะได้อธิบายในรายละเอียดในหัวข้อต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ส่วนการอพยพเข้ามาของเผ่ามอญ - เขมร นั้น มีเหตุผลน่าจะเชื่อได้ว่า พวกเขาอพยพมาจากรัฐเตลังกานา (Telangana) ทางภาคใต้ของอินเดีย (และนี่คือเหตุผลที่ในพงศาวดารพม่าเรียก &amp;ldquo;มอญ&amp;rdquo; ว่า &amp;ldquo;ตะเลง&amp;rdquo;) เพราะรัฐดังกล่าวอยู่ตรงรอยต่อของอินเดียเหนือกับอินเดียใต้และเป็นรัฐที่มีการพัฒนาการชลประทานในการทำการเกษตร โดยเฉพาะบนที่ราบสูงเดคคัน (Deccan Plateau) เพราะมีเหตุจูงใจให้ต้องเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อป้อนความต้องการของพ่อค้าชาวทมิฬที่อยู่ใน 3 รัฐที่อยู่ริมอ่าวเบงกอลของอินเดีย (รัฐปัณฑัย รัฐโจฬะ และรัฐปัลลวะ) เพื่อนำสินค้าเกษตร (รวมทั้งผ้าที่ทอจากฝ้าย) ไปเป็นสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างอื่นจากประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย และอาจจะเป็นเพราะคำบอกเล่าของพ่อค้าชาวทมิฬเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในประเทศเหล่านั้นที่เขาเรียกกันว่า &amp;ldquo;สุวรรณภูมิ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;แผ่นดินแห่งทองคำ&amp;rdquo;** บวกกับความรู้สึกกลัวเพราะเป็นช่วงที่พวกเผ่าอารยันกำลังรุกจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุและปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนผลักดันให้ชนชาติเผ่ามอญ - เขมร ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ถูกเรียกว่า &amp;ldquo;สุวรรณภูมิ&amp;rdquo;เพื่ออนาคตที่ดีกว่า ชนชาติมอญ - เขมร อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ 2 จุด คือ ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจุดหนึ่ง กลายเป็นอาณาจักรทวารวดีมีนครปฐมเป็นศูนย์กลาง และทางตอนล่างของประเทศพม่าแถบลุ่มแม่น้ำอิรวดีอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นอาณาจักรสุธรรมวดีมีเมืองสะเทิม (THATON) เป็นศูนย์กลาง***(พวกมอญเป็นชื่อเรียกพวกที่นับถือพุทธศาสนาส่วน&amp;ldquo;เขมร&amp;rdquo; คือพวกนับถือพราหมณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) เมื่อกรุงศรีอยุธยาไปตีอาณาจักรขอมมาเป็นเมืองขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) (ซึ่งเป็นกุศโลบายของนโยบายต่างประเทศที่ไม่อยากพูดตรงนี้เพราะจะยาวเกินไป) วัฒนธรรมทั้งของอยุธยาและของเขมรก็เกิดการคลุกเคล้าเข้าหากัน นับถือกันทั้งพุทธและพราหมณ์ เวลามีงานประเพณีใดๆ ถ้าจะให้เป็นมงคลสูงสุดก็ต้องมีทั้งพิธีพราหมณ์และพิธีพุทธมาจนถึงปัจจุบัน ภาษาที่ใช้เขียนทั้งของไทยและของเขมรก็ล้วนมีรากฐานมาจากตัวอักษรปัลลวะเหมือนๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) การอพยพของชาวไตจากจีน ขอแบ่งง่ายๆ เป็น 2 ช่วงดังต่อไปนี้**** (เพื่อให้สั้นเข้ามาหน่อย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.1) ก่อนและหลังก่อตั้งอาณาจักรน่านเจ้า ชนชาติไตเคยอพยพลงใต้มาตามลุ่มน้ำฮวงโหและแยงซีเกียง ตั้งอาณาจักรของตนอย่างมั่นคงได้ก่อนคริสตกาลหลายพันปี ซึ่งมีอยู่ 3 เมือง คือ เมืองปา เมืองลุง และเมืองจุงกิง (ตรวจสอบกับตำราอื่นพบว่าเมืองปาเป็นเมืองเดียวกับเมืองจุงกิง) ต่อมาเมื่ออยู่ระหว่าง พ.ศ. 205 - 320 อาณาจักรและเมืองทั้งสามถูกพวกตาดและจีนทำลายลง จึงต้องอพยพหนีลงใต้ แบ่งเป็นหลายพวกหลายสายพวกหนึ่งไปตั้งหลักอยู่ที่บริเวณริมอ่าวตังเกี๋ยและเวียตนาม เรียกว่า ไตดำ ไตขาว และไตจ้วง &amp;nbsp;พวกที่สอง ไปตั้งหลักที่ภาคเหนือของพม่าเป็นอาณาจักรใหม่มีเมืองมาว เป็นเมืองหลวง (ในปี พ.ศ. 523) ต่อมาได้ขยายอาณาจักรออกจนมีเมืองขึ้นถึง 99 เมือง ย้ายเมืองหลวงมาเป็นเมืองแสนหวี &amp;nbsp;พวกที่สามไปกระจายกันอยู่ทั้งทางเหนือและภาคกลางของทั้งไทยและลาว ตั้งเมืองของตนเองตามความเหมาะสม***** &amp;nbsp;พวกที่สี่คือพวกที่ไม่ยอมอพยพไปไกลปักหลักสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่ในจีนที่บริเวณทะเลสาบ &amp;nbsp;เอ๋อห่าย (เมืองหนองแส) ครั้งแรกเรียกอาณาจักรหนองแส ใช้เมืองหนองแสเป็นเมืองหลวงแต่ตั้งเมืองบริวารไว้หลายเมือง เป็นการปกครองแบบเครือญาติเป็นอิสระต่อกัน แต่ช่วยเหลือกันและกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เลยเรียกกันว่า อาณาจักรสหรัฐหนองแส ซึ่งอาณาจักรดังกล่าวตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. 205 ในบริเวณทะเลสาบเอ๋อห่ายอยู่บนที่ราบสูง ในเมืองต้าลี่ มณฑลยูนนานในปัจจุบัน (เมืองต้าลี่นั้นภาษา PinYin เขียนว่า DALI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.2) อาณาจักรน่านเจ้านี้มีเมืองหลักๆ อยู่ 6 เมือง คือ &amp;nbsp;เอ้เส้ ล้านกุง สุย ทุ่งช้าง เขียวล้าน และหนองแส มีความรุ่งเรืองจนถึงช่วง พ.ศ. 649 - 674 กษัตริย์ของอาณาจักรคือ พระเจ้าสีนุโล (จีนเรียกสีหนุหล่อ) ได้ประกาศสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ยกเลิกระบอบสหรัฐ แต่เปลี่ยนเป็นการปกครองในระบอบราชาธิปไตย &amp;nbsp;อยู่ต่อมาเกิดมีกษัตริย์ที่มีความสามารถในการทำสงครามเป็นนักรบที่มีชื่อเสียง ชื่อว่า ขุนบรมราชาธิราช (จีนเรียกปีล่อโกะ) ได้ขยายอาณาจักรเพิ่มขึ้นอีก 12 เมือง ทำสงครามชนะกองทัพของราชวงค์ถังโดยตลอด จนฮ่องเต้ราชวงค์ถังขอเจริญสัมพันธไมตรีไม่บุกรุกกัน ครั้งหนึ่งทางจีนขอให้ขุนบรมฯ ยกทัพไปช่วยรบกับกองทัพพวกอาหรับที่มารุกรานจีนที่ซินเกียง ขุนบรมฯ รบชนะพวกอาหรับอย่างสวยงาม จนทางจีนให้สมญานามว่าเป็น &amp;ldquo;ยูนนานอ๋อง&amp;rdquo;****** &amp;nbsp;ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดมีกษัตริย์นักรบของชาวไตอีกพระองค์หนึ่งชื่อ ขุนลอราชาธิราช (จีนเรียกโกะล่อฝง) สามารถขยายอาณาจักรเพิ่มขึ้นอีก 32 เมือง (รวมทั้งเมืองเฉินตูด้วย) มีความสามารถสูงในสงครามรบชนะกองทัพราชวงค์ถังโดยตลอด จนกษัตริย์ของอาณาจักรทิเบต ถวายพระสมญานามว่าเป็นจักรพรรดิแห่งภาคตะวันออกเรียกเป็นภาษาจีนว่า &amp;ldquo;ตงตี้&amp;rdquo;******* เลยทีเดียว พอถึง พ.ศ. 1286 อาณาจักรน่านเจ้าจึงเป็นที่รู้จัก และเกรงขามในฐานะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ทางตอนล่างของประเทศจีนจนบางคนเรียกว่า &amp;ldquo;อาณาจักรต้าเหมิง&amp;rdquo; และบางคนก็เรียกว่า อาณาจักรไตอ้ายลาว เป็นที่เกรงขามของทั้งจีนและทิเบต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.3) อาณาจักรน่านเจ้าถูกจักรพรรดิกุบไลข่านยึดได้ใน พ.ศ. 1823 จริงหรือไม่&amp;hellip; หลังจากการมีกษัตริย์นักรบชื่อกะฉ่อนที่ได้สมญานามว่า &amp;ldquo;ยูนนานอ๋อง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ตงตี้&amp;rdquo; แล้ว กษัตริย์องค์ต่อๆมาก็ไม่มีใครเข้มแข็ง จนถึง พ.ศ. 1420 สมัยพระเจ้าฟ้าเป็นกษัตริย์น่านเจ้า ฮ่องเต้จีนจึงขอเจริญสัมพันธ์ไมตรีโดยพระราชทานพระราชธิดาชื่อ &amp;ldquo;หงางฝ่า&amp;rdquo; มาให้เป็นมเหสี เพื่อใช้พระราชธิดาเป็นเครื่องมือในการรุกเงียบโดยค่อยๆ ผันแปรขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีภายในราชสำนักของชาวไตให้มีแบบแผนเป็นแบบของจีนให้มากขึ้นตามลำดับ ให้ประชาชนชาวไตค่อยๆ นับถือบูรพกษัตริย์ของจีนมากกว่าบูรพกษัตริย์ของชาวไต จนประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มนิยมจีน กษัตริย์องค์ต่อๆ มาก็มีเลือดจีนผสมได้ดำเนินนโยบายกลืนชาติของชาวไตติดต่อกันมา &amp;nbsp;จนคนชาวไตส่วนหนึ่งที่ยังรักสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของตนทนไม่ได้ต้องอพยพลงใต้ไปสมทบกับชาวไตที่อพยบไปก่อนหน้านั้นแล้ว พวกที่เหลืออยู่ก็เกิดการแตกแยกความสามัคคี ไม่มีใครนับถือใคร ไม่มีพี่มีน้องกันแบบจารีตของชาวไตอีกต่อไป จึงเกิดการไม่เชื่อฟังกฎเกณฑ์การเปลี่ยนถ่ายอำนาจตามประเพณี มีการฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งราชสมบัติ จนถึง พ.ศ. 1823 อาณาจักรสิ้นสุดลงจากการโจมตีของจักรพรรดิกุบไลข่าน อาณาจักรแตกดับลงด้วยเหตุประการฉะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวไตที่ยังคงมั่นคงในความเป็นไตยังภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของตนก็ถึงคราวอพยพลงใต้อีกเป็นจำนวนมาก พวกที่แปรพักตร์ไปเป็นจีนก็คงอยู่ในจีนเป็นขี้ข้าของพวกมองโกลต่อไป พวกที่อพยพลงใต้ครั้งใหญ่นี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม******** คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.1) กลุ่มไตหลวง กลุ่มนี้ได้อพยพไปอยู่กับชาวไตในอาณาจักรเมืองมาว (หรือแสนหวี) แต่อยู่ต่อมาก็ถูกชนเผ่า &amp;ldquo;มิรันดา&amp;rdquo; รุกรานจนอาณาจักรล่มสลาย ส่วนหนึ่งกระสานซ่านเซ็นไปอยู่กับชาวไตในอาณาจักรไทอาหมที่รัฐอัสสัมในอินเดีย (พ.ศ. 1753 - 2369) บางส่วนก็ยอมอยู่ที่เดิมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของพม่า (ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐฉาน จนถึงปัจจุบัน) บางส่วนก็หนีมาตั้งอาณาจักรใหม่ที่ลุ่มน้ำโขง(เชียงราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.2) กลุ่มไตอ่อน กลุ่มนี้ได้ลงใต้มาสมทบในการสร้างอาณาจักรโยนกที่ลุ่มน้ำโขง บางส่วนก็ไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ประเทศลาว เช่น อาณาจักรเชียงขวาง อาณาจักรโคตรบูรณ์ทางอีสานของไทย (มีนครพนมเป็นศูนย์กลาง) อีกกลุ่มหนึ่งลงไปอยู่แถวสุโขทัยตอนหลังร่วมกำลังกับพ่อขุนบานเมืองและพ่อขุนบางกลางหาวประกาศเอกราชจากการปกครองของอาณาจักรขอมเกิดอาณาจักรใหม่เรียกอาณาจักรสุโขทัยในประมาณ พ.ศ. 1780&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9) จากจดหมายเหตุของนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ ลา ลูแบร์ ในเรื่อง &amp;ldquo;พระราชพงศาวดารศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระนพรัตน์&amp;rdquo; นั้นตรงกับพงศาวดารเมืองเงินยาง เชียงแสน โดยสังเขปของพระมหาสมณเจ้า กรมปรมานุชิตชิโนรส ที่ระบุตรงกันว่า พระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) ผู้สถาปนาราชอาณาจักรอยุธยา โดยทรงสร้างเมืองอยุธยาเป็นราชธานีนั้น สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระเจ้าพรมมหาราช********* แห่งเมืองโยนกนคร ซึ่งต่อมาสายเลือดของท่านได้เสกสมรสกับบุคคลในราชวงค์พระร่วงแห่งสุโขทัยเราจึงได้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นกษัตริย์ของทั้งอยุธยาและสุโขทัย และในยุคพระเจ้าตากสินฯ ได้ร่วมกับรัชกาลที่ 1 (พระพุทธยอดฟ้า) และพระอนุชา (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถ) ได้ยกทัพไปขับไล่พวกพม่าที่ยึดอาณาจักรล้านนามาร่วม 300 ปี โดยมีพระเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้านร่วมกับพี่น้องชาวเหนือจำนวนมากเป็นทัพหน้าจนกองทัพพม่าแตกพ่ายหนีออกจากล้านนา อาณาจักรล้านนาจึงได้ประกาศเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามในปี พ.ศ. 2317 &amp;nbsp;และที่เรามีประเทศไทยให้ได้อยู่อาศัยอย่างมีอิสระและมีอธิปไตยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกนักล่าเมืองขึ้นใดๆ ก็เพราะพระปรีชาสามารถของกษัตริย์ในราชวงค์จักรีร่วมกับสถาบันกองทัพไทย และประชาชนชาวไทยผู้ยอมเสียสละเลือดเนื้อด้วยความรักชาติยิ่งชีพกันมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10) บทเรียนที่ได้จากอาณาจักรน่านเจ้า&amp;hellip; ดังได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อ 7.3 ว่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 1420 วิธีการเดียวที่จีนจะปราบอาณาจักรน่านเจ้าได้ก็โดยการต้องใช้กุศโลบาย #รุกเงียบ เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าปกระเทศจีนเป็นมหามิตรที่ดีของอาณาจักรชาวไต ฮ่องเต้จีนในสมัยนั้น จึงได้พระราชทานพระธิดาชื่อ &amp;ldquo;พระนางหงางฝ่า&amp;rdquo; ให้มาเป็นพระมเหสีของกษัตริย์แห่งอาณาจักรน่านเจ้าคือพระเจ้าฟ้าโดยฮ่องเต้มอบหมายให้พระราชธิดาใช้นโยบายค่อยๆ เปลี่ยนชาวไตให้เลิกนับถือจารีตประเพณีของชาวไต ให้ไปนิยมจารีตประเพณีของจีนว่า ดีกว่าเหนือกว่าของชาวไต (เรียกว่า #สอนให้ชังชาติตนเอง) ซึ่งพระนางหงางฝ่าคงจะต้องใช้วิธีการหลายๆ ทางจึงจะสำเร็จได้ ผมเกิดไม่ทันในสมัยนั้น แต่ขออนุญาตเดาว่าพระนางคงน่าจะทำดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.1) ตั้งหน่วยงาน CIA (CHINA&amp;rsquo;S INTELLIGENCE AGENCY) เพื่อทำหน้าที่บ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของชนชาติไตให้แตกแยกกันเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.2) พระนางคงน่าจะตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า NED (National Endowment for HUANG Di) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยรับเงินจากพระนางเพื่อไปจ้างชาวไตบางส่วนที่เห็นแก่เงินมากกว่าเห็นแก่ชาติไปปลุกระดมชาวไตด้วยกันโดยเฉพาะพวกที่ยังเด็กหรือโตแล้วแต่อับปัญญาให้หันเหจากความรักชาติของตนเองเป็นชังชาติของตนเองและเห็นจีนดีกว่าชาติอันเป็นเผ่าพันธุ์ของโคตรพ่อโคตรแม่ของตนเองให้สิ้น**********&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.3) พระนางในฐานะเป็นราชทูตของพระบิดาก็คงจะขอข้าราชการเก่งๆ จากพระบิดามาตั้งให้เป็นที่ปรึกษา คงทรงจ่ายเงินให้ที่ปรึกษา (ผู้ชาย) เอาไปเลี้ยงต้อยสาวๆ ชาวไตที่เห็นเงินดีกว่าชาติยอมเปลืองตัวชี้ช่องให้ข่าวเพื่อช่วยชาวจีนให้สามารถบ่อนทำลายประเทศของตนตามที่นายเงินเขาสั่งมา (รับเงิน - ทำงาน - แล้วก็รายงานผล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.4) พระนางคงจะขอพระบิดาให้ส่งนักวิชาการที่พูดเก่งๆ ชั้นครูให้มาแทรกซึมตามสถาบันการศึกษาเพื่อหว่านพืชความชังชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของราชอาณาจักรชาวไตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนพระนางอาจจะทำไม่สำเร็จในช่วงชีวิตของพระนางแต่ลูกๆ ของพระนางก็เป็นผู้สืบราชสมบัติเป็นกษัตริย์น่านเจ้าองค์ต่อๆ ไป ทุกคนล้วนสืบทอดนโยบาย #รุกเงียบกลืนชาติไตให้เป็นชาติจีน ให้ได้ (ก็คงใช้หน่วยงาน CIA และ NED เป็นหลักเหมือนเดิม) ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ &amp;nbsp; เมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านยกทัพมายึดอาณาจักรน่านเจ้าได้ใน พ.ศ. 1823 นั้น ใครอย่าไปคิดว่าพวกมองโกลยึดอาณาจักรของชาวไตไปนะครับ เพราะพวกเขาแค่ยึดได้อาณาจักรที่เป็นของชาวไตแต่เพียงกายแต่ใจเป็นจีนไปเกือบหมดแล้ว แค่นั้นเองครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ทราบว่าคนไทยได้สำนวนบางอย่างมาจากไหน แต่สำนวนที่ว่า #เรียบร้อยโรงเรียนจีนน่าจะใช้ได้ดีกับประวัติศาสตร์ตอนปลายของอาณาจักรน่านเจ้า &amp;nbsp;แล้วคิดหรือว่ามันจะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นมาอีกกับประเทศไทยที่เป็นที่รักของเรา ถ้าเรายังอยู่ในความประมาท โดยลืมคิดไปว่าไม่มีแผ่นดินให้อพยพไปที่อื่นได้อีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียนว่าบทความที่ลงในเฟซบุ๊ก เป็น #ความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรคปชปแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100570</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สามสี, ไตรรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c23fb3df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 18:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 18:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามสี&#039; แจงเหตุไม่ได้ปราศรัยเลือกตั้งนายก อบจ. ขออภัยปฏิเสธคำขอร้องเหล่าแฟนคลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค.63 - ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเขียนจดหมายแด่แฟนคลับเพื่อตอบคำถามที่ว่า&amp;nbsp;ทำไมถึงไปปราศรัยช่วยเลือกนายกอบจ.ไม่ได้ โดยระบุว่า&amp;nbsp;ในหลายวันมานี้ ผมได้รับโทรศัพท์จำนวนมากจากสมาชิกผู้เป็นแฟนคลับของผมจากหลายจังหวัดในภาคใต้ พวกเขาอยากให้ผมไปปราศรัยให้ฟังโดยเฉพาะบนเวทีหาเสียงของผู้สมัครเป็นนายก อบจ. (นายกองค์การบริหารจังหวัด) ที่ลงสมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพวกเขาเห็นว่าผมไม่ได้มีตำแหน่งเป็น ส.ส. ไม่มีตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองใดๆ และมิได้เป็นกรรมการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย จึงไม่อยู่ในจำนวนบุคคลที่ กกต. ห้ามไปปรากฏตัวหาเสียงให้ผู้สมัครนายก อบจ. ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมต้องขอกราบขอบพระคุณสมาชิกแฟนคลับทุกคนที่ยังรักและยังเห็นคุณค่าการปราศรัยทางการเมืองของผมอยู่ แต่ผมมีปัญหาไม่สามารถจะรับเชิญได้อยู่ 2 ประการ คือ&amp;nbsp;1) ผมยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อยู่ โดยมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานฯ โดยตำแหน่ง ผมได้ส่งที่ปรึกษาทางกฎหมายไปปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กกต. แล้ว ได้รับคำแนะนำว่า มูลนิธิเสนีย์ ปราโมช นั้นไม่เหมือนมูลนิธิปอเต็กตึ้ง เพราะยังแอบแฝงการหาเสียงให้แก่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ ถ้าผมไปปราศรัยหาเสียง และมีคนร้องเรียนทาง กกต. ก็จำเป็นต้องตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ผมยังมีปัญหากล่องเสียงอักเสบ เพราะโรคภูมิแพ้ (ทั้งแพ้ฝุ่นและอากาศหนาว) ทำให้ไอและกระแอมบ่อยๆ จนกระทบสายเสียง โดยเฉพาะธรรมชาติในการปราศรัยของผม ผมจะต้องตะเบ็งเสียงอย่างเต็มที่เพื่อให้เสียงที่ออกจากปอดและออกจากใจจะได้ตรงกับปากและดวงตาจะให้ผมดัดจริตพูดค่อยๆ เบาๆ เพื่อให้เกิดความนุ่มและไพเราะนั้นเป็นสิ่งที่ผมทำไม่ได้เลย แพทย์ประจำตัวจึงสั่งห้ามผมปราศรัยที่ใช้เสียงแบบตะเบ็งให้ดังในระยะนี้โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นภัยในระยะยาวแก่การพูดและออกเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงกราบขออภัยต่อบรรดาสมาชิกแฟนคลับทุกท่านที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำเรียกร้องของท่านทั้งหลายได้ แต่ก็เชื่อเถอะครับ เรายังมีเวลาและโอกาสที่ท่านจะได้ฟังคำปราศรัยของผมอีกมากในอนาคต ถ้าผมไม่เป็นอะไรไปเสียก่อนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ไตรรงค์ &amp;nbsp;สุวรรณคีรี&lt;/p&gt;


	&amp;#39;เลขาฯเยาวชนปลดแอก&amp;#39; โดน 3 นิ้วเท
	&amp;#39;สุวินัย&amp;#39; ชี้เปรี้ยงม็อบ3นิ้วยุติแบบฝ่อไปเอง
	&amp;#39;เยาวชนปลดแอก&amp;#39; ออกทะเลกู่ไม่กลับ
	&amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ปลุกประชาชนล้มการเมืองอิทธิพลผูกขาด
	นายกฯ ยันปิดคอนเสิร์ตไม่เกี่ยวการเมือง
	&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก บอกข้อเท็จจริงมีอยู่แล้ว
	&amp;#39;โฆษกเพื่อไทย&amp;#39; อัด &amp;#39;จตุพร&amp;#39;
	ทนาย3นิ้วรับทราบข้อหา &amp;#39;มาตรา 112&amp;#39; เป็นคดีที่ 5
	สิ้นนักการเมืองดังนครปฐม


&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86846</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, นายกอบจ., พรรคประชาธิปัตย์, สามสี, อบจ., เลือกตั้งท้องถิ่น, ไตรรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f5a3a2f2ceb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกสามสี&#039; ออกโรงอบรม &#039;ปชป.&#039;  เชียร์ &#039;บิ๊กตู่&#039; มาตามระบบ-ด่าลั่นส.ส.กาลกิณีโหน&#039;โคโรนา&#039;เล่นการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.63 - นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองหัวหน้า กล่าวในงานเลี้ยง &amp;quot;รวมกันเป็นเกลียว เหนียวแน่นเป็นประชาธิปัตย์&amp;quot; ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อคืนที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งว่าขอพูดตรงๆว่าที่ผ่านมาพรรคไม่ค่อยดีท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้วว่ามีการลาออกกัน ตนก็ต้องมาทบทวน เพราะเรานำของฝรั่งมาใช้แล้วพวก เรามีจิตวิญญาณมากน้อยแค่ไหน ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เขาก็เลือกหัวหน้าพรรคแต่ไม่ค่อยขัดแย้ง หลังจากเลือกตั้งเสร็จเขาจะรวมเป็นหนึ่ง เพื่อสู้กับพรรคอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรงค์ กล่าวว่า คนที่ลาออกไปเราไปตำหนิไม่ได้ เพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัวบางประการ ที่เขาเล่าให้ฟัง แต่ตนพิสูจน์ให้เขาเห็นไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย &amp;nbsp;จิตใจของคนอาจคิดได้ แต่คนเหลืออยู่จะต้องปรับปรุง อย่าอ้างว่าพรรคอยู่มา 70 ปีแล้วต้องรักษาประเพณี เพราะหากอ้างถึง 70 ปีเราก็ไปไม่รอด ต้องเปลี่ยนแปลงไม่เช่นนั้นก็ไม่เจริญ และพรรคก็ไปไม่รอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรงค์ ยกตัวอย่าง นายเติ้ง เสี่ยวผิง จะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องรอจนกว่านายเหมา เจ๋อตุง ตาย จึงเอาแนวความคิดของตัวเองมาใช้ได้ แต่เราไม่ต้องรอให้ใครตาย เราต้องปฏิรูปสังคยนาพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าที่ผ่านมานายจุรินทร์ เป็นหัวพรรคไปตรวจราชการที่ไหนก็เรียกผู้อาวุโสมาพูดคุย ซึ่งทำถูกแล้วแ ต่ยังไม่พอ อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณนายจุรินทร์ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อนข้างดี ในเรื่องสมาชิกสัมพันธ์ &amp;nbsp;แต่ไม่พอสำหรับโลกอนาคต ต้องมีการแบ่งอำนาจหน้าที่ หัวหน้าพรรคทำคนเดียวไม่ทัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นลักษณะรวมศูนย์ ต้องกระจายอำนาจออกไป ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าหัวหน้าพรรคหาคะแนนเสียงทั่วทุกจังหวัด โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่มีนายทุน ไม่มีทุนทางการเมืองต้องแข่งกับพรรคอื่น แล้วจะเอาชนะอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตน ชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครสามารถเอาเงินมาซื้อได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาดูพรรคการเมืองใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จ ว่าเขาแบ่งความรับผิดชอบอย่างไรกระจายอำนาจอย่างไร ถ้าเราคิดแต่รวมศูนย์อย่างเดียวโดยไม่กระจายอำนาจก็ไปไม่รอด เพราะพรรคการเมืองมีมากขึ้นคนเก่งมากขึ้นมาลงการเมืองมากขึ้น คนชั่วก็มาลงการเมือง มากเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และปัจจุบันเป็นที่หน้า อดสูที่ส.สจำนวนมากในรัฐสภาที่ถูกประชาชนประณามว่าเป็นกาลกิณีของประเทศ เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ ผมโชคดีที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ต้องไปร่วมกับพวกกาลกิณี พวกเราต้องปรับตัว ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด บางคนพูดแล้วทำให้ประเทศเสียหายอย่างเรื่อง ไวรัสโคโรนา ก็มาให้สัมภาษณ์ ไม่รักษาหน้า รักษาตาของประเทศเอาเรื่องโลก มาเล่นการเมือง ผมไม่ได้รักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่เขามาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และที่พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่เราทำนี้ถูกต้องแล้วไม่ต้องไปฟังใครวิพากษ์วิจารณ์ &amp;nbsp;โดยเฉพาะนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของพรรคถือว่าดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่าแบบอื่นทำให้เสียหายมาก แต่แบบนี้เสียหายน้อยที่สุดเพราะผมเคยบริหารแบบนี้มาก่อน ดังนั้นต่อไปทุกคนมีอะไรก็ต้องอยู่กันแบบพี่แบบน้องรักษาน้ำใจกันแบบนี้ต่อไป&amp;quot;นายไตรรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในงานเลี้ยงดังกล่าวมีผู้อาวุโส แกนนำพรรค รวมทั้งอดีตส.ส.และส.ส.ปัจจุบัน มาร่วมงานด้วย อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองหัวหน้าพรรค นายเจริญ คันธวงศ์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรองหัวหน้าพรรค นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคและรมช.มหาดไทย นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวบนเวทีว่า งานในวันนี้เกิดขึ้นจากที่ไปร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนอดีตส.ส.จากหลายภาคและหลายโอกาส ซึ่งหลายคนเสนอว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมาเจอกันพูดคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จึงเป็นที่มาของการจัดงานนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55789</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ปชป., ประชาธิปัตย์, สามสี, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e3129c5b09c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
