<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.สามารถ&#039;เปิดหลักฐานฟาดรฟม.! กรณี&#039;ประกวดราคานานาชาติ&#039;รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.64 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;เปิดหลักฐานฟาด รฟม.! กรณี &amp;ldquo;ประกวดราคานานาชาติ&amp;rdquo; รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม.กำลังประกวดราคานานาชาติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ หรือสายสีม่วงใต้ โดยไม่อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท. ให้ใช้ได้เฉพาะผลงานกับรัฐบาลไทยเท่านั้น ทำให้ผู้รับเหมาต่างชาติที่มีศักยภาพสูงหลายรายแต่ไม่มีผลงานกับรัฐบาลไทยไม่สามารถเข้าประมูลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ผมจะสนับสนุนผู้รับเหมาไทยก็ตาม แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้รับเหมาต่างชาติ ที่ผ่านมา รฟม.เคยให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.ได้ แล้วทำไมครั้งนี้จึงไม่ให้? จึงมีเหตุที่เป็นข้อสงสัยของประชาชนทั่วไปว่า มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม.กำหนดให้ผู้รับเหมาที่จะเข้าประกวดราคานานาชาติ (International Competitive Bidding) ต้องมีผลงานอะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีโออาร์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดชัดว่าผู้เข้าประมูลจะต้องมีผลงานกับ &amp;ldquo;รัฐบาลไทย&amp;rdquo; เท่านั้น และต้องแล้วเสร็จไม่เกิน 20 ปี นับถึงวันที่ยื่นซอง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินในสัญญาเดียวไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยก่อสร้างด้วยวิธีใช้เครื่องเจาะ TBM (Tunneling Boring Machine) และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้าในสัญญาเดียวไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ออกแบบอุโมงค์ใต้ดินหรือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้าในสัญญาเดียวที่มีค่าก่อสร้างไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายความว่าผู้รับเหมาต่างชาติที่มีขีดความสามารถในการออกแบบและก่อสร้างสูงแต่ไม่มีผลงานกับรัฐบาลไทย จะไม่สามารถเข้าประมูลได้ ซึ่งในความเป็นจริงผู้รับเหมาต่างชาติที่มีประสบการณ์งานออกแบบและก่อสร้างในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้า ย่อมมีความสามารถที่จะออกแบบและก่อสร้างงานดังกล่าวในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม.เคยอนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา รฟม.ได้มีการประกวดราคานานาชาติ โดยอนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.ได้เป็นจำนวนอย่างน้อย 2 โครงการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-คูคต ประมูลปี 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีโออาร์อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาลใดในโลกก็ได้ แต่จะต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จไม่เกิน 15 ปี นับถึงวันที่ยื่นซอง และจะต้องเป็นผลงานที่สอดคล้องกับงานที่กำลังประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ-มีนบุรี) ประมูลปี 2559
ทีโออาร์อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาลใดในโลกก็ได้ แต่จะต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จไม่เกิน 15 ปี นับถึงวันที่ยื่นซอง และจะต้องเป็นผลงานที่สอดคล้องกับงานที่กำลังประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยงานอื่นก็เคยอนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างน้อยมีการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เคยอนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.ได้เป็นจำนวนอย่างน้อย 3 โครงการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม-ประจวบคีรีขันธ์-หัวหิน ประมูลปี 2560
ทีโออาร์อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานในต่างประเทศนำมายื่นได้ แต่ต้องเป็นผลงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับส่วนราชการ หรือหน่วยงานเอกชนที่การรถไฟฯ เชื่อถือ และต้องแล้วเสร็จไม่เกิน 20 ปี นับถึงวันที่ยื่นซอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายกลาง ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ประมูลปี 2560
ทีโออาร์อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานในต่างประเทศนำมายื่นได้ โดยมีเงื่อนไขเหมือนกับการประมูลก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ประมูลปี 2564
ทีโออาร์อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานก่อสร้าง &amp;ldquo;อุโมงค์&amp;rdquo; ในต่างประเทศนำมายื่นได้ แต่
ต้องเป็นผลงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชนที่การรถไฟฯ&amp;nbsp;
เชื่อถือ และต้องแล้วเสร็จไม่เกิน 20 ปี นับถึงวันที่ยื่นซอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีประกวดราคานานาชาติรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ทำไม รฟม.จึงไม่อนุญาตให้ผู้รับเหมาต่างชาติใช้ผลงานที่มีกับรัฐบาล ตปท.?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม.อ้างว่าเป็นไปตามหนังสือหารือกับคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กวจ) 0405.3/24575 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนได้เห็นหนังสือฉบับนี้ ผมคิดว่าคงเป็นหนังสือที่ รฟม.หารือกับคณะกรรมการวินิจฉัยฯ เกี่ยวกับการประมูลรถไฟฟ้า แต่กลับกลายเป็นหนังสือที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หารือเกี่ยวกับเอกสารประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ของ กฟน. ตามแบบฟอร์มมาตรฐาน (อ้างอิงหนังสือที่ กค (กนบ) 0405.2/ว410 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2560) จึงเท่ากับเป็นการตีความนิยาม &amp;ldquo;หน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo; ตามแบบฟอร์มมาตรฐานว่าหมายถึงหน่วยงานของรัฐไทยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการแล้ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้แบบฟอร์มมาตรฐานในทุกกรณี แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้แตกต่างตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ทำให้รัฐเสียเปรียบ (อ้างอิงข้อ 43 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบหนังสือที่ กค (กจว) 0405.3/59110 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้เป็นการประกวดราคานานาชาติ ซึ่งมุ่งหวังให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง และให้ได้มาซึ่งผู้ที่ชำนาญ (อ้างอิงมติ ครม. 28 กุมภาพันธ์ 2560) อีกทั้ง ต้องการให้ช่วยลดการสมยอมราคา (ฮั้ว) ซึ่งจะส่งผลดีต่อความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (อ้างอิงหนังสือกระทรวงคมนาคม ที่ คค 0208/2840 ลงวันที่ 7 เมษายน 2560) ดังนั้น รฟม.จึงสามารถที่จะปรับเปลี่ยนรายละเอียดของทีโออาร์ให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ รฟม.อ้างว่าได้ทำถูกต้องตามกฎหมาย เพราะได้ปฏิบัติตามหนังสือข้อหารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายคำนิยาม &amp;ldquo;หน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo; ในข้อความ &amp;ldquo;ผลงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชนที่ (หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการจัดจ้าง) เชื่อถือ&amp;rdquo; ตามแบบฟอร์มมาตรฐานที่ใช้บังคับกับการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปว่าหมายถึงหน่วยงานของรัฐไทยเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฯ อนุญาตให้ปรับเปลี่ยนข้อความในแบบฟอร์มดังกล่าว รวมถึงคำนิยาม &amp;ldquo;หน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo; ได้ ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐ ซึ่ง รฟม.ไม่ได้ปรับเปลี่ยนคำนิยาม &amp;ldquo;หน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo; แต่ไม่ได้ระบุ &amp;ldquo;หรือหน่วยงานเอกชนที่ รฟม.เชื่อถือ&amp;rdquo; ไว้ในทีโออาร์ นั่นหมายความว่าผู้รับเหมาจะใช้ผลงานที่มีกับเอกชนไม่ได้ ต้องใช้ผลงานที่มีกับรัฐไทยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีเหตุชวนให้น่าสงสัยว่า ทำไม รฟม.จึงไม่ปรับเปลี่ยนคำนิยาม &amp;ldquo;หน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo; ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานของรัฐ ตปท.ด้วย และทำไมจึงไม่ระบุ &amp;ldquo;หรือหน่วยงานเอกชนที่ รฟม.เชื่อถือ&amp;rdquo; ไว้ในทีโออาร์ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประกวดราคานานาชาติตามที่ ครม.อนุมัติโดยมุ่งหวังให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง และให้ได้มาซึ่งผู้ที่ชำนาญ?
--------------
ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112046</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกวดราคา, รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, รฟม., สามารถ ราชพลสิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0441a36b2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039; เผยปัดข่าวหาช่องสกัดผลประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือ-อีสาน แจงให้รอฟังนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17​ มิ.ย.64 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เพียง 0.08% จากราคากลางพร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่ยึดสัญญาเช่นเดียวกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ว่า ตนไม่ทราบในรายละเอียด ตนไม่รู้เรื่องตรงนี้และไม่เคยสัมผัสกับเรื่องนี้เลย ส่วนที่มีการยื่นคำร้องมายังนายกรัฐมนตรี ขณะนี้นายกฯได้รับหนังสือแล้วซึ่งกำลังดูอยู่ว่าจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีคำสั่งให้ใช้ช่องทางทางกฎหมายสกัดสัญญาการประมูล​ นายวิษณุ​ กล่าวว่า​ เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ซึ่งไม่มีคำสั่งเช่นนั้นออกมา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รอเพียงคำสั่งนายกฯว่าจะออกมาในลักษณะใด ทั้งนี้​ ตนทราบเพียงว่ามีการยื่นคำร้องมาถึงนายกฯและปลัดสำนักนายกฯได้รับเรื่องและสรุปเรื่องส่งไปยังนายกฯ ส่วนอย่างอื่นนั้นเป็นเพียงแค่ข่าว ซึ่งต้องตรวจสอบกันต่อไป โดยทั้งหมดขอให้รอนายกฯสั่งการ ส่วนจะมีคำสั่งลงมาเมื่อใดนั้นตนคงตอบไม่ถูก แต่ต้องเร็ว หากจะทำอะไรต้องทำก่อนการลงนามในสัญญา ส่วนจะลงนามในสัญญาเมื่อใดนั้น ตนก็ไม่ทราบแต่คงไม่ใช่ในไม่กี่วันนี้ ขอให้ไปถามทางการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือ รฟท. เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคืบหน้าการต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว นายวิษณุ กล่าวว่า วันก่อนตนได้เชิญทุกฝ่ายมาหารือกันเพื่ออัพเดตว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว กลับพบว่ายังส่งเอกสารไปยังกระทรวงคมนาคมไม่ครบถ้วน และวันรุ่งขึ้นทางกรุงเทพมหานครได้รายงานมายังตนว่าได้ส่งเอกสารครบถ้วน ส่วนจริงหรือไม่จริงนั้นตนไม่ทราบ หลังจากนั้นจะต้องไปตามที่กระทรวงคมนาคมต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตีกรอบว่าจะมีการลงนามในสัญญาเมื่อใด โดยจะต้องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเรื่องนี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106675</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟทางคู่, วิษณุ เครืองาม, สามารถ ราชพลสิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c81344751e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดร.สามารถ : ช็อก! บีทีเอสทวงหนี้ กทม. ก้อนใหญ่กว่า 3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.64 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ &amp;nbsp;อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช็อก! บีทีเอสทวงหนี้ กทม. ก้อนใหญ่กว่า 3 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงอยู่ในสภาพสุดจะทน บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย จึงได้เขียนข้อความขึ้นจอในขบวนรถไฟฟ้าและที่สถานีรถไฟฟ้าให้ผู้โดยสารได้รับรู้ว่า กทม. ติดหนี้บีทีเอสกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ผู้พบเห็นช็อกไปตามๆ กัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับว่าเป็นการทวงหนี้สุดคลาสสิก หลังจากได้มีหนังสือทวงหนี้ไปแล้วหลายครั้ง แต่ กทม.ก็ยังไม่จ่ายให้ เพราะไม่มีเงินจะจ่าย เนื่องจากมีรายได้จากค่าโดยสารส่วนต่อขยายน้อย ไม่พอที่จะจ่ายหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้ (22 พฤษภาคม 2564) กทม. เป็นหนี้บีทีเอสจำนวน 33,222 ล้านบาท ประกอบด้วยหนี้ O&amp;amp;M (Operation and Maintenance) หรือค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา 12,218 ล้านบาท และหนี้ E&amp;amp;M (Electrical and Mechanical) หรือค่าขบวนรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว 21,004 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้ O&amp;amp;M เริ่มมีตั้งแต่ปี 2560 เมื่อเปิดเดินรถช่วงสถานีสำโรง-สถานีปู่เจ้าสมิงพราย ในวันที่ 3 เมษายน 2560 และหนี้ได้เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปิดเดินรถจากสถานีปู่เจ้าสมิงพราย-สถานีเคหะสมุทรปราการ ในวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ตามด้วยการเปิดเดินรถจากสถานีหมอชิต-สถานีห้าแยกลาดพร้าว ในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 และจากห้าแยกลาดพร้าว-สถานีคูคต ในวันที่ 16 ธันวาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้ E&amp;amp;M เริ่มมีตั้งแต่ปี 2559 และได้เพิ่มมากขึ้นในปีที่เปิดเดินรถช่วงต่างๆ เช่นเดียวกับหนี้ O&amp;amp;M&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากหนี้ก้อนใหญ่นี้ กทม. ยังคงไม่จ่ายให้บีทีเอส หนี้ก็จะพอกพูนขึ้นทุกวัน วันละประมาณ 24 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่นี้ กทม. และรัฐบาลมีทางเลือกดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เร่งชำระหนี้ให้บีทีเอส ซึ่งถึงวันนี้ (22 พฤษภาคม 2564) มีหนี้จำนวน 33,222 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมเงินก้อนใหญ่อีกประมาณ 1 แสนล้านบาท เป็นค่าจ้างเดินรถในช่วงจากนี้ไปจนถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานการเดินรถส่วนหลักกับบีทีเอส ค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากสามารถทำได้เช่นนี้ ก็สามารถเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ได้ตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หากไม่มีเงินมาชำระหนี้ได้ และไม่มีเงินสำหรับค่าจ้างเดินรถจนถึงปี 2572 รวมทั้งค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุน BTSGIF ก็จำเป็นที่จะต้องขยายเวลาสัมปทานให้บีทีเอส โดยให้บีทีเอสรับภาระหนี้ รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินรถในช่วงจากนี้ไปจนสิ้นสุดระยะเวลาสัมปทานที่จะขยายออกไป รับภาระดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุน BTSGIF แทน กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเดินรถไฟฟ้าเป็น &amp;ldquo;พันธกิจสาธารณะ&amp;rdquo; ที่รัฐจะต้องให้บริการแก่พี่น้องประชาชน แต่ในกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย รัฐได้มอบพันธกิจสำคัญนี้ให้เอกชน โดยว่าจ้างให้เอกชนรับภาระหน้าที่นี้แทน เอกชนต้องลงทุนและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินรถรวมทั้งค่าซ่อมบำรุงรักษา เพื่อให้การเดินรถไฟฟ้าได้มาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล แต่เอกชนกลับไม่ได้รับค่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีเมืองใดในโลกที่เอกชนทำหน้าที่เดินรถไฟฟ้าแทนภาครัฐแล้วไม่ได้รับค่าจ้างนานถึง 4-5 ปีเช่นกรุงเทพฯ ของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าเอกชนจะทนแบกภาระนี้ได้ต่อไปอีกนานแค่ไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำไมถึงทำกับฉันได้?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103790</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ทวงหนี้กทม., บีทีเอส, สามารถ ราชพลสิทธิ์, เงินก้อนโต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0441a36b2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สามารถ&#039;ฝากผู้จัดทำแผนฟื้นฟู&#039;บินไทย&#039;จำบทเรียน&#039;โบอิ้งเจ็ด-แปด-จอด&#039;เผาเงินล้านเล่นรายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.63- ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ โบอิ้ง 787 หรือ &amp;ldquo;เจ็ด-แปด-จอด&amp;rdquo; ? บทเรียนที่การบินไทยต้องจำ! โดยระบุรายละเอียดว่า การบินไทยหมายมั่นที่จะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 787-800 สุดยอดไฮเทคของการประหยัดน้ำมัน มาช่วยลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ แต่สุดท้ายกลับสร้างปัญหาให้ต้องผวามาจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบอิ้ง 787-800 เป็นเครื่องบินที่ถูกสร้างจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ช่วยลดการใช้น้ำมันได้เป็นอย่างดี เครื่องบินรุ่นนี้ของการบินไทยมีความจุ 256 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 22 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 234 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบอิ้ง 787-800 ลำแรกเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 แต่การบินไทยได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 (หรือ 2014) เพื่อให้ตรงกับเลข 787 นั่นคือวันที่ 7 เดือนสิงหาคมหรือเดือน 8 และปี 2014 ซึ่งรวมกันได้เท่ากับ 7 ถึงเวลานี้การบินไทยได้เช่าโบอิ้ง 787-800 เป็นจำนวนทั้งหมด 6 ลำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบอิ้ง 787-800 ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบินไทยใช้เครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์กับโบอิ้ง 787-800 ทุกลำ แต่ใช้งานได้ไม่นานเครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ต้องถอดเครื่องยนต์ออกและส่งไปซ่อมที่ศูนย์ซ่อมโรลส์-รอยซ์ ประเทศสิงคโปร์ เครื่องบินรุ่นนี้ที่ใช้เครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์เหมือนกัน มีปัญหาทุกลำและทุกสายการบิน ทำให้ต้องรอคิวเข้าซ่อมนานมาก ระหว่างรอคิวซ่อมจึงต้องจอดเครื่องบินไว้เฉยๆ เป็นเวลานานมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้การบินไทยมีโบอิ้ง 787-800 ที่จอดรอการซ่อมอยู่ 2 ลำ จอดมานานกว่า 1 ปีแล้ว ลำหนึ่ง (รหัส HS-TQD) ถูกลากไปจอดไว้บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเทอร์มินัล 1 ใกล้ๆ กับตำแหน่งที่จะสร้างเทอร์มินัล 2 ตัดแปะ ส่วนอีกลำหนึ่ง (รหัส HS-TQC) ถูกลากไปจอดไว้บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเทอร์มินัล 1 ใกล้ๆ กับอาคารเทียบเครื่องบิน C (Concourse C)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบอิ้ง 787-800 ทั้ง 6 ลำดังกล่าว การบินไทยเช่ามาเป็นเวลา 12 ปี โดยเสียค่าเช่าเดือนละประมาณ 36 ล้านบาทต่อลำ หรือวันละประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อลำ ลองคิดดูว่าถึงวันนี้การบินไทยต้องเสียหายไปมากเท่าไหร่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม การบินไทยยังไม่เข็ดกับโบอิ้ง 787 เพราะหลังจากนั้นไม่นานการบินไทยได้เช่าโบอิ้ง 787-900 ซึ่งมีความจุมากกว่าโบอิ้ง 787-800 (โบอิ้ง 787-900 มีความจุ 298 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 30 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 268 ที่นั่ง) และสามารถบินได้ไกลกว่าโบอิ้ง 787-800 มาเสริมฝูงบินอีก 2 ลำ โดยวางแผนที่จะใช้บินตรงไปสู่ลอสแอนเจลิสหรือซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากคาดว่าจะช่วยทำให้ต้นทุนการบินถูกกว่าการใช้เครื่องบินแอร์บัส A340-500 ที่การบินไทยเคยใช้บินตรงไปสู่นิวยอร์กและลอสแอนเจลิสแล้วขาดทุน จนต้องเลิกบินแล้วจอดเครื่องบินทิ้งไว้ที่สนามบินอู่ตะเภามานานจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบินไทยรับมอบโบอิ้ง 787-900 ในปี 2560 แต่ก่อนรับมอบ การบินไทยได้ส่งช่างไปฝึกอบรมที่ Boeing Flight Services เมืองซีแอตเทิลในปี 2559 เพื่อเรียนรู้วิธีการซ่อมบำรุงลำตัวอากาศยานซึ่งใช้วัสดุพิเศษ ช่างคนหนึ่งที่ไปฝึกอบรมยังได้บอกกับครูผู้สอนประจำศูนย์ฝึกอบรมด้วยความภูมิใจว่า สายการบินไทยจะกลับมาที่ซีแอตเทิลแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มาทั้งซีแอตเทิลและลอสแอนเจลิสตามที่วางแผนไว้ เพราะผู้บริหารของการบินไทยเปลี่ยนใจเอาโบอิ้ง 787-900 บินไปสู่โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์บ้าง ยุโรปบ้าง ความฝันที่จะไปอเมริกาก็หายวับไปกับสายลม ครูฝรั่งคนนั้นคงนั่งขำพวกช่างเหล่านั้น และไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไรกับผู้บริหารของการบินไทยที่ไม่นำเครื่องบินไปใช้ให้คุ้มค่าตามแผนที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบินไทยใช้โบอิ้ง 787-900 ทั้ง 2 ลำ ได้ไม่นาน ก็ประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องเช่นเดียวกันกับโบอิ้ง 787-800 แต่ได้รับการซ่อมเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตโบอิ้ง 787 เคยเป็นความภาคภูมิใจของคนการบินไทย แต่ในปัจจุบันคนการบินไทยบางคนโดยเฉพาะฝ่ายช่างและกัปตันกลับเรียกขานเครื่องบินรุ่นนี้ว่า &amp;ldquo;เจ็ด-แปด-จอด&amp;rdquo; เนื่องจากบินได้ไม่นานก็ต้องจอดอยู่กับที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทเรียนจากโบอิ้ง 787-800 และโบอิ้ง 787-900 เป็นบทเรียนที่การบินไทยต้องจำ ผมขอฝากบทเรียนนี้ไปยังผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่จะมีการแต่งตั้งขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเหล่านี้กับการบินไทยอีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66851</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, สามารถ ราชพลสิทธิ์, เจ็ด-แปด-จอด, โบอิ้ง 787</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0441a36b2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกนิ้วให้รัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเรา นับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยหน้าใหม่ที่มีการติดเชื้อลดลงดีวันดีคืน แต่โฆษกคุณหมอสุดหล่อประจำศูนย์โควิด &amp;ldquo;นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน&amp;rdquo; ก็พร่ำบอกทุกวันว่า &amp;ldquo;ห้ามทุกคนการ์ดตกเด็ดขาด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมื่อภาครัฐเอาอยู่แบบนี้ ก็เย้วๆ ให้ผ่อนผันมาตรการลงให้ธุรกิจห้างร้าน ผู้คนได้ออกไปทำมาหากินบ้าง แต่ก็ไม่บอกวิธีการว่าควรจะปลดล็อกหรือผ่อนอย่างไร ให้ประเทศไม่ประสบกับอาฟเตอร์ช็อกเหมือนกับญี่ปุ่น สิงคโปร์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่สำหรับพรรคร่วมรัฐบาล เช่น &amp;ldquo;ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์&amp;rdquo; รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นแบบนั้น นอกจากออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ยกนิ้ว&amp;rdquo; ให้รัฐบาลที่ใช้ยาแรงป้องกันโควิดได้ทันเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตอนหนึ่ง &amp;ldquo;ดร.สามารถ&amp;rdquo; ยังแนะนำว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หากอัตราผู้ติดเชื้อสะสมมีแนวโน้มลดลงสม่ำเสมออย่างนี้ต่อไป และที่สำคัญ หากไม่มี Super Spreader ผมคาดว่าในปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม 2563 เราจะได้รับข่าวดี นั่นคือจะไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ แต่เมื่อถึงเวลานั้นเราจะชะล่าใจไม่ได้ รัฐบาลควรพิจารณาบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้โควิด-19 ไม่หวนกลับคืนมาเป็นคลื่นลูกที่ 2 ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ เจ้าตัวยังยกย่องทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ทำงานอย่างเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ติได้ ชมได้ และก็ต้องเสนอแนะนำวิธีการแนวทางแก้ไขปัญหามาด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63966</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ยกนิ้วให้รัฐบาล, สามารถ ราชพลสิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea044d598723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.สามารถ ตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น สุดท้ายไม่มีอยู่จริง เลิกให้ความสนใจได้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย. 63 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตามล่า!!!หน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่เชื้อโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักครอบคลุมทุกมุมโลก มนุษยชาติทั่วโลกต่างควานหาหน้ากากอนามัยมาใช้ป้องกันตัวเองจากเชื้อร้ายนี้ ทำให้ยอดความต้องการหน้ากากอนามัยพุ่งกระฉูดเกินกำลังผลิตไปอย่างมาก การขาดแคลนหน้ากากอนามัยจึงเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราหาซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้ยาก ทำให้เกิดการครหาว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่มีข่าวเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ว่ามีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น หรืออาจเป็นเพราะหน้ากากจำนวนมากมหาศาลนี้ถูกกักตุนเพื่อแสวงหากำไรก้อนใหญ่ตามที่มีข่าวเกรียวกราวเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2563 ว่ามีชายคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่ามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้น และตามด้วยข่าวที่กรมศุลกากรแถลงว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัยในช่วงเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (ก่อนมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563) จำนวน 330 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ประชาชนคนไทยกำลังเดือดร้อนเช่นนี้ จะมีใครที่ใจไม้ไส้ระกำกล้ากระทำสิ่งเลวร้ายเช่นนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้ความสนใจในการตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ด้วยการแสวงหาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง จึงนำมาสู่คำถามและคำตอบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มีหน้ากากอนามัยในสต๊อก 200 ล้านชิ้น จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีโควิด-19 โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยจำนวน 11 โรงงาน สามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น ดังนั้น หากต้องการผลิตหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น จะต้องใช้เวลา 167 วัน หรือประมาณ 5 เดือนครึ่ง นั่นหมายความว่าถ้าโรงงานเหล่านี้ต้องการเก็บหน้ากากอนามัยไว้ในสต๊อกโดยไม่ปล่อยขายเลยจะต้องใช้เวลาถึง 5 เดือนครึ่ง จึงจะสามารถสะสมหน้ากากอนามัยได้ 200 ล้านชิ้น แต่ในความเป็นจริง ทุกโรงงานเมื่อผลิตออกมาแล้วจะปล่อยขายทันที อาจจะเก็บไว้ในสต๊อกบ้างเป็นจำนวนไม่มาก เช่นประมาณ 10% ของจำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละวัน ซึ่งคิดเป็น 120,000 ชิ้นต่อวัน ดังนั้น หากต้องการสะสมให้ได้ถึง 200 ล้านชิ้น จะต้องใช้เวลานานถึง 1,667 วัน หรือประมาณ 4 ปีครึ่ง ถามว่าจะมีโรงงานไหนที่จะเก็บหน้ากากอนามัยไว้นานถึงเพียงนั้น ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกทั้ง จะทำให้หน้ากากอนามัยเสื่อมคุณภาพ เพราะหน้ากากอนามัยมีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น แต่เป็นไปได้ที่โรงงานเหล่านั้นจะเก็บวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นไว้ล่วงหน้า เพราะเกรงว่าราคาวัตถุดิบอาจจะแพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้อ่านข่าวออนไลน์ของ CNN พบว่าเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกเพียง 30 ล้านชิ้นเท่านั้น อเมริกามีประชากร 331 ล้านคน ในขณะที่ไทยมีเพียง 66.6 ล้านคน แล้วเราจะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกได้ถึง 200 ล้านชิ้น ได้อย่างไร? ข่าวนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่มีข่าวโด่งดังเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2563 ว่ามีชายคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่ามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้นนั้น ลองคิดว่าดูว่าเขาจะต้องใช้เวลานานกี่ปีจึงจะสามารถสะสมหน้ากากอนามัยได้ถึง 200 ล้านชิ้น หากเขาสะสมวันละ 10% ของจำนวนที่โรงงานทั้งหมดผลิตได้ในแต่ละวัน ซึ่งคิดเป็น 120,000 ชิ้นต่อวัน เขาจะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปีครึ่ง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเขาสามารถรู้ล่วงหน้าได้นานถึงเพียงนั้นหรือว่าจะมีเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น ที่สำคัญ พนักงานสอบสวนคดีนี้ได้สรุปแล้วว่าข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กโดยอ้างว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นนั้นเป็นข้อมูลเท็จ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีการกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการขายหน้ากากอนามัยทางออนไลน์นั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการรั่วไหลจากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือมีการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศแล้วขายในราคาแพง จึงนำไปสู่การจับกุมตลอดมา ซึ่งมีจำนวนหน้ากากอนามัยไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้ากากอนามัย 330 ตัน คิดเป็นจำนวนหน้ากาก 82.5 ล้านชิ้น (1 กิโลกรัม มีหน้ากาก 250 ชิ้น) ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ว่าตัวเลข 330 ตันนั้น เป็นตัวเลขซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัยอีกหลายชนิด เช่น ชุดผ้าหุ้มเบาะ เชือกผูกรองเท้า ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุม และสายคล้องคอทำด้วยผ้าทอ เป็นต้น ดังนั้น จึงทำให้เหลือหน้ากากอนามัยไม่ถึง 82.5 ล้านชิ้น ซึ่งในเวลาต่อมาจากการให้ข่าวของผู้เกี่ยวข้องทำให้รู้ว่า หน้ากากอนามัยเหล่านั้นเป็นการสั่งผลิตตามสเปกของต่างประเทศ และมีลิขสิทธิ์ที่ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีการส่งออกหน้ากากอนามัยที่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย 200 ล้านชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเหตุผล 3 ประการ ที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้นดังกล่าวแล้วข้างต้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 มีใจความตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;เราจะล้างตัวเลขเก่าทั้งหมดที่เคยมีมาก่อน เคยพูดกันว่าเรามีหน้ากากอยู่ในสต๊อก 200 ล้านชิ้น ตัวเลขนั้นอาจจะถูกในความหมายหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ตัวเลขทั้งหมดนั้นผิดพลาดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ จึงสามารถสรุปได้ว่า เราไม่สามารถตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นได้ เพราะหน้ากากอนามัยจำนวนนี้ไม่มีอยู่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าขณะนี้เราสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้ถึงวันละ 2.3 ล้านชิ้น (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ผลิตได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น) แล้วก็ตาม แต่ยังมีความต้องการที่จะใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.แนะนำให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าแทน ส่วนหน้ากากอนามัยนั้น ศบค.ได้จัดสรรให้บุคลากรทางแพทย์และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นอันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอย้ำว่า ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีความต้องการหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก แต่ทุกประเทศทั่วโลกที่กำลังต่อสู้กับโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ ประชาชนในประเทศเหล่านั้นประสบปัญหาในการหาซื้อหน้ากากอนามัยกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม จากสถิติการควบคุมการระบาดของโควิค-19 พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี เป็นผลให้มีผู้ติดเชื้อไม่สูง จนกลายเป็นโควิด-19 &amp;ldquo;ขาลง&amp;rdquo; ในปัจจุบัน ดังนั้น หากเราทุกคนให้ความร่วมมือทำตามคำแนะนำของ ศบค. อย่างเคร่งครัด ผมมั่นใจว่าเราจะผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังช่วยกันทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลิกให้ความสนใจหน้ากากอนามัยในสต๊อก 200 ล้านชิ้น ซึ่งไม่มีอยู่จริง หันมาช่วยกันเข็นโควิด-19 ลงจากภูเขาในขณะที่เป็นช่วงขาลง ไม่ดีกว่าหรือครับ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, พาณิชย์, สามารถ ราชพลสิทธิ์, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e82e97cc2793.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองหัวหน้าปชป.เสนอยาแรง&#039;ล็อกดาวน์ประเทศไทย&#039;14วัน ห้ามออกจากบ้าน 24 ชั่วโมง ทำได้เตรียมร้องไชโย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.63-นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องทุกวัน พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันยังสูงหรือยังน่าเป็นห่วงอยู่ กล่าวคือยังหาจุดที่เส้นกราฟจะลดลงไม่พบ แม้ว่ารัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ทุกคนใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายังมีคนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ พยายามหาช่องโหว่ของมาตรการดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองดังที่ได้รับทราบกันอยู่ ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า มาตรการการขอความร่วมมือจะใช้ไม่ได้ผลกับคนไทยบางส่วน สอดคล้องกับสำนวนไทยที่กล่าวว่า &amp;ldquo;ทำได้ตามใจคือไทยแท้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องใช้ &amp;ldquo;ยาแรง&amp;rdquo; ผมขอเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ &amp;ldquo;ล็อกดาวน์ประเทศไทย&amp;rdquo; เป็นระยะเวลา 14 วันในระยะแรก ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลจะต้องประเมินผลกระทบของการใช้มาตรการล็อกดาวน์ แล้วปรับแก้ตามความเหมาะสม ซึ่งอาจจำเป็นต้องขยายเวลาการ &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ออกไปก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการใหญ่ๆ ของมาตรการ &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; นั้น รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยให้ท้องถิ่นรับไปพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้าง ทั้งนี้ หลักการใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประกาศห้ามประชาชนทั้งประเทศออกนอกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง และห้ามเคลื่อนย้ายข้ามเขตจังหวัดอำเภอและประเทศด้วย หรือกล่าวได้ว่า &amp;ldquo;คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านขายยา เครื่องอุปโภคบริโภคให้เปิดเป็นห้วงเวลาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่ต้องประกาศให้ประชาชนในพื้นที่นั้นทราบเวลาเปิด-ปิดโดยทั่วกันอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หากประชาชนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกจากบ้าน จะต้องได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ในกรณีที่ประชาชนไม่ปฏิบัติตามให้ลงโทษทันที และประกาศให้สังคมทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. เพื่อที่จะช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดร้ายแรงนี้ ผมขอเสนอให้รัฐบาลปรับโยกงบประมาณปี 2563 ที่กำลังใช้กันอยู่ และปรับงบประมาณปี 2564 ที่กำลังดำเนินการอยู่มาช่วยเหลือประชาชนให้มีกินมีใช้อย่างเพียงพอตามความเหมาะสม รวมทั้งดูแลบริษัทห้างร้านให้สามารถอยู่ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยอาจให้เงินช่วยเหลือบริษัทห้างร้านฟรีแต่มีเงื่อนไข เช่น ไม่ปลดพนักงานออก เป็นต้น หรืออาจให้บริษัทห้างร้านกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทำได้เช่นนี้ ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถช่วยกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลงได้อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเราช่วยกันดึงเส้นกราฟให้ลดลงได้ ถึงวันนั้นเราจะได้เปล่งเสียง &amp;ldquo;ไชโย&amp;rdquo; พร้อมกันทั่วประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61578</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e82e97cc2793.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
