<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามารถ&#039;เคาะขายหุ้นบริษัทย่อย &#039;วันทูวัน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;23 พ.ย. 2563 บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 &amp;nbsp;ได้มีมติอนุมัติให้จำหน่ายหุ้นสามัญของ บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ (บริษัทย่อย) ให้กับนายบุญเอื้อ จิตรถนอม นายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ และนายณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 193,700,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.18 ของทุนจดทะเบียน &amp;nbsp;มูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 464.88 ล้านบาท โดยจะทำการซื้อขายกันในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งบริษัทฯ จะได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจาก บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ &amp;nbsp;หุ้นละ 0.80 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 154.96 ล้านบาท โดยกำหนดสิทธิ์ในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะทำให้ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น รับเงินรวมมูลค่า 619.84 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒน์ชัย &amp;nbsp;วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงที่มาในการขายหุ้นบริษัทย่อยครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทสามารถมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบนพื้นฐานของความชำนาญและโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยธุรกิจที่มุ่งเน้น (Core Business) ประกอบด้วยธุรกิจด้าน Digital ICT Solutions &amp;amp; Services และธุรกิจด้าน Utilities &amp;amp; Transportations ซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเป้าหมายดังกล่าวนำมาสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความชัดเจน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจที่มุ่งเน้นเติบโตทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้บริษัทจึงตัดสินใจขายหุ้นใน บมจ.วันทูวันฯ บริษัทย่อยซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการ Contact Center ให้กับกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวที่มีความสนใจ และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ และการให้บริการลูกค้าแต่อย่างใด และยังส่งผลให้ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ จะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการขยายธุรกิจมากยิ่งขึ้น &amp;rdquo; &amp;nbsp;นายวัฒน์ชัยกล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84747</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหุ้น, บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์, สามารถคอร์ปอเรชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb363995206.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิษฉุดรายได้สามารถคอร์ปอเรชั่น ครึ่งปีขาดทุน 161 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.2563 นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 &amp;nbsp;กลุ่มบริษัทสามารถมีรายได้รวม 1,869 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากวิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินและการบินของกลุ่ม ทั้งในส่วนของบริการ Airport Solutions ภายใต้ บมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL) ซึ่งให้บริการที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินในภูมิภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 11 สนามบิน โดยในช่วงที่รัฐบาลออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดและจำกัดการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้ของบริษัทที่ลดลงตามจำนวนผู้โดยสารที่หายไป &amp;nbsp;คิดเป็นรายได้ที่ลดลงประมาณ 300 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด &amp;nbsp;(CATS) ซึ่งให้บริการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศในประเทศกัมพูชา ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน &amp;nbsp;โดยในไตรมาส 2 มีจำนวนเที่ยวบินเพียง 5,145 เที่ยว ลดลงถึง 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีเที่ยวบินจำนวนกว่า 3 หมื่นเที่ยว ผลกระทบดังกล่าว ได้ส่งผลต่อรายได้รวมที่ลดลงของกลุ่มสามารถ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าด้วยความพยายามในการเอาชนะโรคระบาดโควิด-19 อย่างจริงจัง ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ จะช่วยให้สถานการณ์จากนี้ไปเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลงานเด่นในช่วงไตรมาส 2 คือ กลุ่มสามารถเทลคอมได้ลงนามในโครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,438 ล้านบาท ล่าสุด บริษัท สามารถคอมเทค ยังได้ลงนามในโครงการจัดหาระบบโทรศัพท์ IP Phone แก่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มสามารถยังได้เซ็นสัญญาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าประเภทสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ ระยะเวลา 7 ปี มูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนเข้าประมูลโครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่กลุ่มสามารถมุ่งเน้นในขณะนี้ คือ การเร่งปรับปรุงองค์กรและกระบวนการทำงานให้มีความกระชับ เพิ่ม Productivity และพุ่งเป้าไปที่การพัฒนา Solutions ใหม่ๆ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจหลังโควิด ซึ่งผมเชื่อว่าหลังวิกฤตbครั้งนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง และอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเรา คือ การมาของ 5G ที่จะสามารถรองรับการใช้งานด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้น มีการรับส่งข้อมูลมากกว่าเดิมถึง 20 เท่า สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายในทุกอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโอกาสของเราที่จะนำเสนอสินค้าและบริการที่จะเอื้อประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าต่อไป&amp;quot;นายวัฒน์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SAMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/63 ขาดทุนสุทธิ 199.35 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 55.73 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งแรกปีนี้ มีผลขาดทุนสุทธิ 161 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 256.16 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74190</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, สามารถคอร์ปอเรชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3364d486f32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SAMART มอบโทรศัพท์มือถือ (Smart Phone) ให้กับ  “โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ (กลาง) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น มอบโทรศัพท์มือถือ (Smart Phone) จำนวน 100 เครื่อง ให้กับ ผศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ (ที่2จากซ้าย) ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; เพื่อนำไปใช้ในการติดต่อสื่อสารภายในระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ พยาบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 สร้างความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในขณะปฎิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61473</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, สามารถคอร์ปอเรชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81ac1740d53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มสามารถตั้งเป้าธุรกิจทุกสายสร้างรายได้ 20,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2562 นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มสามารถได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค โดยเริ่มต้นธุรกิจใหม่ที่จะส่งผลต่อการสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2562 เป็นต้นไปภายใต้จุดมุ่งเน้นการรุกธุรกิจปีนี้ว่า SAMART... Stron&amp;amp;Sustain หรือปีแห่งการพลิกฟื้นธุรกิจองค์กร สร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยตั้งเป้าธุรกิจทุกสายจะมีรายได้รวมกันกว่า 20,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้New High สายธุรกิจ SDC หลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ตั้งเป้ารายได้ปี 62 ที่ 4,000 ล้านบาท &amp;nbsp;มีแววฟื้นตัวจากปี 61 &amp;nbsp;New High สายธุรกิจ ICT Solutions ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 10,000 ล้านบาท และมีงานในมือ (Backlog) กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จากการเซ็นสัญญาในโครงการ อาทิ โครงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค , โครงการกองการกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโครงการของ บมจ.การท่าอากาศยานไทย New Service New Market บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,000 ล้านบาท โดยยังเน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ส่วนภาคเอกชนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธนาคารและกลุ่มธุรกิจประกันเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้ จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ในปี 62 นี้น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ต้องการลงทุนในไทย เพื่อเชื่อมโยงการค้าระหว่าง CLMV และถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ทุกอย่างจะคลี่คลาย แต่ถึงอย่างไรปัจจัยสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและกระทบมายังเศรษฐกิจไทยได้ และจากการกระตุ้นของภาครัฐ ในร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ของกระทรวงดิจิตอลเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรากำลังเข้าสู่ยุค 5G การปรับตัวให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คือ กุญแจสำคัญของการอยู่รอดในโลกธุรกิจ กลุ่มสามารถได้เตรียมความพร้อมและมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารธุรกิจ การพัฒนาคน และการพัฒนาเทคโนโลยี จนได้รับรางวัลมาตรฐานระดับโลกมากมาย เช่น ISO 27001 บริษัทจึงมั่นใจแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายเท่าไรก็ตาม บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความมั่นคงและเติบโต&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28042</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, สามารถคอร์ปอเรชั่น, เป้าหมายปี 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c53a0dfeb4af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มสามารถ หวังยุติกิจการไอ-โมบาย จะช่วยพลิกฟื้นธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มสามารถแจ้งผลประกอบการปี 60 ยังขาดทุน 948 ล้านบาท เหตุสำรองหนี้สูญ จากการยุติการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือไอ-โมบาย แต่เริ่มเห็นสัญญาณดีสายธุรกิจอื่นๆยังคงสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;28 ก.พ. 2561 นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 60 รายได้รวม 13,130 ล้านบาท ขาดทุน 948 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ หลังจากยุติการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือไอ-โมบาย อย่างไรก็ตามสายธุรกิจอื่นๆยังคงสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายธุรกิจไอทีและโทรคมนาคม ที่สามารถสร้างมูลค่างานในมือในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเซ็นสัญญาใหม่ปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด ก็สร้างรายได้งามฟันกำไรเพิ่ม 500 % และที่สำคัญทางคณะกรรมการบมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น และอนุมัติให้บริษัทดำเนินการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ครั้งที่ 2 แก่ผู้ถือหุ้นเดิม โดยไม่คิดมูลค่าในอัตราส่วน 3 หุ้นต่อ 1 หน่วย โดยใบแสดงสิทธิมีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ออก และมีราคาการใช้สิทธิ 15 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้บริษัทจะนำเสนอสาระสำคัญของการออกใบแสดงสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติกลางเดือนเมษายน และคาดว่าจะสามารถจัดสรรใบแสดงสิทธิได้ในเดือนพฤษภาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ด้วยเป้าหมายในการสร้างรายได้ประจำจากการต่อยอดและการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงนโยบายในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสามารถแข่งขันได้ ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจด้านโมบาย-มัลติมีเดียอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเปลี่ยนชื่อ บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย เป็น บริษัทสามารถดิจิตอล เพื่อรองรับการขยายธุรกิจด้าน Digital Content &amp;amp; Solutions อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีความคืบหน้าของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ Digital Trunk Radio System หรือในชื่อทางการตลาดว่า DigiTrunk ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการวางระบบเครือข่ายและติดตั้งอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ โดยมั่นใจว่าภายในสิ้นปีจะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 50,000 ราย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200,000 รายใน 2-3 ปี , ธุรกิจ Digital Tourism Solutions อยู่ระหว่างการนำเสนอและสรุปขอบข่ายบริการกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการเปิดตัวโครงการความร่วมมือในเร็วๆนี้ ตามมาด้วย ธุรกิจ Co-Tower ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ภายในช่วงครึ่งปีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวัฒน์ชัยกล่าวต่อว่า &amp;ldquo;ในส่วนของธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ บริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรยุติ เนื่องจากมีแนวโน้มในการทำกำไรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจนไม่คุ้มค่าในการลงทุน &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อมิให้เป็นภาระผูกพันในอนาคต บริษัทจึงได้มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและเผื่อสินค้าล้าสมัยในมูลค่าที่เหมาะสม โดยบริษัทยังคงรับผิดชอบในการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าที่ใช้สินค้าของบริษัทอย่างเต็มที่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากสายธุรกิจโมบายที่กำลังผันตัวเองเข้าสู่บริการดิจิตอลแล้ว บริษัทอื่นๆ ในกลุ่มสามารถถือว่ามีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น สายธุรกิจ ICT นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ปีที่ผ่านมาสามารถคว้าโครงการใหม่ๆ มูลค่ารวม 6,355 ล้านบาท อาทิ โครงการ Core Banking ของ ธอส. มูลค่า 1,898 ล้านบาท, โครงการติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมทหารและอุปกรณ์ประกอบให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย มูลค่า 941 ล้านบาท, การจำหน่ายเครื่องรับบัตรอัตโนมัติ (EDC) &amp;nbsp;ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ มูลค่ารวม 221 ล้านบาท, การจัดหาอุปกรณ์โครงข่ายให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย และงานติดตั้งระบบบริหารจัดการสนามบิน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ส่งผลให้ปัจจุบันมีงานมือมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถสร้างรายได้บรรลุเป้าหมาย 10,000 ล้านบาทในปี 2561 &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจ, ผลประกอบการ, วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, สามารถ, สามารถคอร์ปอเรชั่น, โทรคมนาคม, ไอ-โมบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180228/image_big_5a960768a18db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
