<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;แจงร่างพรบ.ตำรวจใหม่ไม่ยุบกองบัญชาการแต่เพิ่มความสำคัญโรงพักแย้มมีร่างพรบ.สอบสวนอีกชุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.63- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพ.ร.บ.ตำรวจที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการยุบกองบัญชาการ ว่า กองบัญชาการทุกอย่างมีครบไม่ได้ยุบอะไร เพียงแต่ไปเพิ่มความสำคัญในส่วนของสถานีตำรวจ จากที่พ.ร.บ.เดิมไม่เคยมีการระบุถึงสถานีตำรวจ แต่ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่กำหนดให้มีบทบาทหน้าที่และงบประมาณ รวมถึงบุคลากรอย่างเพียงพอ เพราะใกล้ชิดประชาชน อีกทั้งยังมีโอกาสให้เจริญเติบโต ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้แยกการสอบสวนออกจากตำรวจนั้น จากการศึกษาของกรรมการชุดต่างๆเห็นว่าวิธีเช่นนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะต่อให้แยกไปสุดท้ายตำรวจก็ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาสอบสวนอยู่ดี ดังนั้นเราจึงใช้วิธีคล้ายๆกับข้อเสนอดังกล่าว คือ ให้การสอบสวนอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้เป็นหนึ่งแท่งในจำนวนห้าแท่ง โดยไม่ห้ามข้ามกันไปมาระหว่างแท่ง แต่มีเงื่อนไข เช่น ไปแล้วต้องต่อแถวอาวุโส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้ยังให้มีกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตำรวจ (กพค.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเสร็จสิ้น ใครรู้สึกไม่เป็นธรรมให้ส่งเรื่องมาที่กพค.ตรวจสอบ ถ้าพบว่าไม่เป็นธรรมก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังศาลปกครองได้ แทนวิธีการเดิมที่ให้ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองทางเดียว ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น รวมถึงอยากให้มีคณะกรรมการระดับชาติ คือ คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับตำรวจ(กร.ตร.) ที่จะรับเรื่องจากประชาชนที่รู้สึกว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เป็นธรรม เช่น ล้มคดีขาดอายุความ สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่ อาทิ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง เป็นต้น โดยมีจเรตำรวจเป็นฝ่ายเลขาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (กตร.) กับคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)ที่มีหน้าที่ใกล้เคียงกันแล้วมีการเมืองเข้ามาแทรก จึงปรับปรุงให้เหลือเพียงกตร.แล้วเอาการเมืองออกให้หมดเหลือเพียงนายกฯคนเดียว รวมถึงปฏิรูปการแต่งตั้งโยกย้ายจากเดิมที่หลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายอยู่นอกกฎหมายทำให้เปลี่ยนได้ทุกปี ครั้งนี้เรานำมาไว้ในร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เช่น ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปให้ยึดอาวุโส 100 เปอร์เซ็นต์ ระดับผู้บัญชาการลงมาถึงผู้บังคับการอาวุโส 50 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่านั้นลงมาอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ตำรวจไม่ควรต้องเสียกำลังไปดำเนินการ โดยจะให้โอนกลับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจสิ่งแวดล้อม และตำรวจจราจร โดยจะให้ตำรวจจราจรโอนกลับไปอยู่ในท้องถิ่นที่เป็นเทศบาลนครภายใน 5 ปี ตำรวจป่าไม้ให้ไปภายใน 1 ปี และตำรวจสิ่งแวดล้อมให้โอนภายใน 2 ปี รวมถึงสนับสนุนให้มีตำรวจไม่มียศมากขึ้น และต้องเสร็จภายใน 1 ปี เช่น ตำรวจที่เป็นหมอ โดยจะให้ค่าตอบแทนแทนการให้ยศ เพราะเมื่อมียศจะผูกกับตำแหน่ง เช่น หมอที่เป็นพ.ต.ท.จะเป็นพ.ต.อ.ไม่ได้ ถ้าตำแหน่งไม่ว่าง ถ้าไม่มียศจะเติบโตได้โดยไม่ติดอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเข้าสภาก็สามารถปรับปรุงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ร่างพ.ร.บ.ตำรวจเป็นเรื่องขององค์กร แต่ยังมีเรื่องใหญ่ คือ การสอบสวน ซึ่งจะมีร่างพ.ร.บ.ขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง แต่ยังรอไว้ก่อน ให้ตกผลึก ยิ่งมีคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอสขึ้นมาก็ให้ชุดของนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทบทวนอีกครั้ง และเหตุผลหนึ่งที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไปไม่ได้ เพราะยังมีความเห็นแย้งจากตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งมีเหตุผล เช่น เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในประเทศไทยมีทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำไมพ.ร.บ.สอบสวนจึงกำหนดไว้เพียงตำรวจ แต่หน่วยงานอื่นไม่ต้องทำตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย รวมถึงยังมีวิธีการสอบสวนต่างๆที่ปัจจุบันถือว่าดีแต่ตำรวจขอให้ช่วยพูดถึงเรื่องงบประมาณด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งเมื่อโครงสร้างยังไม่ยุติพ.ร.บ.ตำรวจที่เป็นถือเป็นฝาแฝดก็ต้องรอให้เรื่องโครงสร้างยุติก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77822</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ เครืองาม, ปฏิรูปตำรจ, ร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ, สายงานสอบสวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f6435da49ee2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 18:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปตำรวจทำแท้งเด็กหิ้วกระเป๋าตามนาย ปั้นสายงานสอบสวนเป็นใหญ่แคนดิเดตผบ.ตร. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.61- &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นี้ คณะกรรมการได้ลงรายละเอียดรายมาตราในประเด็นที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ คือการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน อันเป็น 1 ใน 4 สายงานของการจัดส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) โดยร่างกฎหมายใหม่จะระบุถึงความหมายของสายงานสอบสวนไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายความว่า สายงานสอบสวน ได้แก่ งานเกี่ยวกับการสอบสวน และงานสืบสวนที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการสอบสวน และกฎหมายอื่น หรือหมายความว่าในสายงานสอบสวน จะมีเจ้าพนักงานสืบสวนเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานทำสำนวนคดีภายใต้บังคับบัญชาของสายงานตัวเอง แยกออกมาจากงานสืบสวนทั่วไปที่มีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรม ซึ่งอยู่ในสายงานป้องกันและปราบปราม ซึ่งจะทำให้มีหลักประกันในการทำงานภายในกรอบอำนาจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดจากการแทรกแซง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำนูณ กล่าวว่า ตำแหน่งของข้าราชการตำรวจทั้งหมดตามร่างกฎหมายดังกล่าวจะปรับแก้จากเดิม ดังนี้ 1.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 2.จเรตำรวจ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 3.ผู้ช่วยผบ.ตร. 4.ผู้บัญชาการ และผู้บัญชาการสอบสวน 5.รองผู้บัญชาการ และรองผู้บัญชาการสอบสวน 6.ผู้บังคับการ และผู้บังคับการสอบสวน 7.รองผู้บังคับการ และรองผู้บังคับการสอบสวน 8.ผู้กำกับการ และรองผู้กำกับการสอบสวน 9.รองผู้กำกับการ และรองผู้กำกับการสอบสวน 10.สารวัตร และสารวัตรสอบสวน 11.รองสารวัตร รองสารวัตรสอบสวน และพนักงานสืบสวนในการสอบสวน 12.ผู้บังคับหมู่ และผู้ช่วยพนักงานสอบสวน 13.รองผู้บังคับหมู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ปรับแก้ คือ ระบุชื่อตำแหน่งในสายงานสอบสวนไว้ในทุกระดับตั้งแต่เริ่มต้นที่ข้อ 12 ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ข้อ 4 และเพิ่มตำแหน่งพนักงานสืบสวนในสายงานสอบสวนไว้ในชื่อพนักงานสืบสวนในการสอบสวน ไว้ที่ตำแหน่งระดับเทียบเท่ารองสารวัตรตามปรากฏในข้อ 11จะเห็นได้ว่าเมื่อเริ่มบรรจุเข้ารับราชการชั้นสัญญาบัตรในสายงานสอบสวนที่ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนตามข้อ 11 จะมีโอกาสเติบโตในสายงานขึ้นไปตามลำดับจนถึงระดับผู้บัญชาการตามข้อ 4 ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร. และรองผบ.ตร. จะบัญญัติไว้ในมาตราต่อ ๆ ไปให้แต่งตั้งจากสายงานสอบสวน 2 คนและ 1 คนตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกว่าา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสายงานสอบสวน จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดทที่จะได้รับการพิจารณาให้เป็นผบ.ตร. เพราะในมาตราต่อๆไปข้างหน้าจะกำหนดให้ผบ.ตร.มาจากผู้ดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. และจเรตำรวจเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำนูณ กล่าวต่อว่า เพื่อความเป็นอิสระในการสอบสวนและการทำความเห็นทางคดี ร่างกฎหมายใหม่จึงกำหนดตำแหน่งของตำรวจไว้ให้มีผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานสอบสวนโดยเฉพาะ ตั้งแต่ระดับหัวหน้าสถานีตำรวจหรือระดับกองกำกับการขึ้นไปจนถึงระดับกองบัญชาการควบคู่กันไปกับตำแหน่งผู้บังคับบัญชาทั่วไป ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาทั่วไปในแต่ละระดับยังคงมีหน้าที่และอำนาจสูงสุดในการบริหารหน่วยงานเหมือนเดิม ยกเว้นแต่อำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนและการทำความเห็นทางคดี ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแต่งตั้งโยกย้าย และการเลื่อนเงินเดือนประจำปี แม้จะเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้บังคับบัญชาทั่วไปในระดับกองบัญชาการและกองบังคับการ แต่จะต้องดำเนินการตามข้อเสนอของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวน เว้นแต่ในกรณีที่เห็นว่าข้อเสนอของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายหรือกฎก.ตร.กำหนด ให้ผู้บังคับบัญชาทั่วไปมีอำนาจสั่งให้ผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนทบทวนให้ถูกต้องตามที่กฎหมายหรือกฎก.ตร.กำหนดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนทบทวนแล้วยังยืนยันตามข้อเสนอเดิม แต่ผู้บังคับบัญชาทั่วไปเห็นว่าการดำเนินการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือกฎก.ตร. ให้ผู้บังคับบัญชาทั่วไปมีอำนาจออกคำสั่งให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือกฎก.ตร. แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวที่จะร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.ตร.หรือฟ้องศาลปกครองแล้วแต่กรณี&amp;rdquo; โฆษกคณะกรรมการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำนูณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งตามข้อ8, 9, 10, 11 และ 12 เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจ ได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามอัตราที่ก.ตร.กำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง โดยให้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานและการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้อย่างมีเกียรติโดยเทียบกับค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้แก่ข้าราชการฝ่ายอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมประกอบด้วย ทั้งนี้ บทบัญญัตินี้มีอยู่แล้วในพ.ร.บ.ตำรวจฯฉบับปัจจุบัน แต่คณะกรรมการฯปรับแก้ให้เน้นเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการฯยังได้ย้อนกลับไปเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของ ก.ตร. ให้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวกับกำลังพล อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของสถานีตำรวจและกองบังคับการ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดอัตรากำลังพลสายงานสอบสวนรวมทั้งสายงานป้องกันและปราบปรามให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ และให้ผบ.ตร.ดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวของก.ตร. โดยเฉพาะกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดและสถานีตำรวจภูธร ทั้งนี้ เพื่อทำให้สถานีตำรวจมีความพร้อมในการรับใช้ประชาชนสูงสุดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10742</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, ปฏิรูปตำรวจ, สายงานสอบสวน, แคนดิเดตผบ.ตร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8875facf04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
