<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องเศรษฐกิจโลกปี 2564</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในปี 2563 GDP รวมของโลกติดลบที่ -3.3% เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูล 195 ประเทศที่ IMF รายงาน มี 27 ประเทศที่ยังมีการขยายตัวของ GDP เป็นบวก ในกลุ่มนี้ 6 ประเทศอยู่ในเอเชีย ได้แก่ จีน (2.3%) ไต้หวัน (3.1%) เวียดนาม (2.9%) บังคลาเทศ(3.8%) พม่า (3.2%) และบรูไน (1.2%) นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในยุโรปมีสองประเทศซึ่งมี GDP เป็นบวกคือไอร์แลนด์ (2.5%) และตุรกี (1.8%) ประเทศไทยนั้น GDP ติดลบที่ -6.1% ซึ่งไม่ถึงกับอยู่ท้ายแถวในเอเชีย ยังมีฟิลิปปินส์ (-9.5%) อินเดีย (-8%) เป็นสองประเทศที่รั้งท้าย ในยุโรปหลายประเทศมี GDP ติดลบสูงเป็นพิเศษ เช่น สหราชอาณาจักร (-9.9%) อิตาลี (-8.9%) ฝรั่งเศส (-8.2%) ส่วนเยอรมันติดลบไม่สูงนักที่ -4.9% สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ป่วยโรคโควิดสูงที่สุดในโลกมี GDP ติดลบที่ -3.5% หลายประเทศที่ยังมี GDP เป็นบวก หรือติดลบไม่สูงนัก มักจะเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาอุปสงค์ (demand) ในประเทศค่อนข้างสูง จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าประเทศที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศสูง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถิติที่กล่าวมานี้เป็นอุทาหรณ์ว่าถึงแม้ความสำเร็จทางสาธารณสุขในการควบคุมโรคติดต่อเป็นพื้นฐานที่ดี การประคับประคองเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้ยังต้องพึ่งปัจจัยอื่นอีกหลายประการ เช่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความแข็งแกร่งทางการเงินทั้งของภาครัฐและภาคครัวเรือน ความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศนั้นๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไตรมาสแรกของปี 2564 ได้ผ่านไปแล้ว การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์จะมีสะดุดบ้างในหลายประเทศแต่แนวโน้มว่า GDP จะกลับมาเป็นบวกในประเทศส่วนใหญ่ดูชัดเจนขึ้น การขยายตัวของ GDP ประเทศต่างๆจะเร็วช้าไม่เท่ากัน ตัวเลขจากไตรมาสแรกของปีแสดงความแตกต่างชัดเจน GDP ของจีนซึ่งมีศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ขยายตัวถึง 18.3% (เทียบกับไตรมาสแรก ปี 2563) ในขณะที่สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติสูง ขยายตัว 0.2% IMF ทำนายว่าหลายประเทศจะมี GDP ที่เติบโตสูงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเปรียบเทียบที่ต่ำเนื่องจากการล็อคดาวน์ของปี 2563 สิ่งที่สำคัญคือเมื่อไหร่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือขนาดของ GDP จะกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนมีโควิด บทความนี้ขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญซึ่งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ควรจับตาดูดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิดเป็นตัวแปรหลัก แม้ว่าวัคซีนจะไม่แก้ปัญหาได้ 100% แต่ก็จะช่วยลดการแพร่กระจาย และความรุนแรงของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางสาธารณสุข อันจะเสริมสร้างความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน และความมั่นใจในการลงทุนผู้ประกอบการ ทำให้วัฏจักรธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ ประเทศที่สามารถฉีดฉีดให้ประชากรได้เร็ว จนเกิดภูมิต้านทานหมู่ จะได้เปรียบ ภาคธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ใกล้เคียงกับก่อนมีวิกฤติเร็วขึ้น ข้อมูลการฉีดวัคซีนช่วงกลางเดือนเมษายนแสดงว่ามีหลายประเทศในโลกที่มีความก้าวหน้าสูงในการฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส เช่นสหรัฐฯ (40% ของประชากร) สหราชอาณาจักร (49%) อิสราเอล (62%) ประเทศในเอเชียมีสิงคโปร์ (23%)  ฮ่องกง (10%) อินเดีย (8%) อินโดนีเซีย (4%) แต่โดยรวมแล้วประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งไทย (0.8%) ไม่มีความก้าวหน้ามาก อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในราว 1%-2% ของจำนวนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การกระตุ้นเศรษฐกิจจะค่อยๆแผ่วลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในปี 2564 ในหลายประเทศภาครัฐจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างผ่อนคลายจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างระมัดระวังขึ้น ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในปีนี้ มาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและผู้ประกอบการจะมีการเลือกสรรมากขึ้น ภาครัฐจะเพิ่มความระมัดระวังฐานะทางการคลังและการก่อหนี้สาธารณะยิ่งขึ้น ดังนั้นจะมีการตีกรอบการให้มาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่แคบลงเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาวะเงินเฟ้อจะกลับมาเมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้นและใส่ใจในความแตกต่างของคุณภาพสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือของผู้กู้ แม้ว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะยังช่วยประคองสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ การอัดฉีดสภาพคล่องมีแนวโน้มจะค่อยๆลดลง ในสหรัฐฯมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ของประธานาธิบดีไบเดนจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภายหลัง พร้อมทั้งภาระหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯเฝ้าระวังมากขึ้น คอยติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆประกอบการตัดสินใจมาตรการสภาพคล่อง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและตลาดตราสารหนี้เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น และการประเมินราคาหลักทรัพย์มีแนวโน้มเข้มข้นยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นิวนอร์มัล รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ชีวิตการทำงานจะไม่กลับไปเหมือนยุคก่อนวิกฤติโควิด ภาคธุรกิจมีการประเมินรูปแบบของการดำเนินการ พนักงานบริษัทไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถลดวันเข้าออฟฟิศสลับกับการทำงานจากบ้านได้เป็นต้น ดังนั้นความต้องการการใช้พื้นที่ออฟฟิศจะลดลง ธุรกิจดิจิตัลจะมีบทบาทสูงขึ้น และขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บริการทางการเงินเป็นต้น เมื่อประกอบกับปัจจัยเรื่องการประหยัดพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว การเดินทางและการใช้พลังงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวช้ากว่าในอดีต การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ก็จะเปลี่ยนไป การปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนต่อนิวนอร์มัลนี้ จะมีผลต่อการวางผังเมือง การคมนาคม การใช้ทรัพยากร และรูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การค้าและห่วงโซ่การผลิตจะพึ่งการตกลงร่วมมือระหว่างประเทศสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤติโควิด ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะทำให้ประเทศต่างๆ เตรียมทางหนีทีไล่ในการค้าระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังขึ้นโดยเฉพาะห่วงโซ่การผลิตและการซื้อสินค้าที่จำเป็น ประเทศที่พึ่งพาการค้าสูงจะพยายามทำความตกลงกับกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญเพื่อเตรียมการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) การรวมกลุ่มของประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคเพื่อช่วยให้การค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น สหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนก็มีทีท่าที่จะพิจารณาการกลับมาร่วมกลุ่ม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆในปี 2564 เนื่องมาจากความล่าช้าในการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคธุรกิจควรตระหนักถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไทยควรเร่งสร้างความพร้อมช่วยให้เศรษฐกิจเข้าสภาวะปกติ รวมทั้งปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งอุปสงค์ในประเทศให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อที่จะปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มัลได้ ไม่ล้าหลังนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 28 เมษายน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สายธาร หงสกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, สายธาร หงสกุล, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b8e1ee1f86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชากรในหลายประเทศสร้างความหวังว่าสถานการณ์การระบาดของโรคจะเริ่มคลี่คลาย&amp;nbsp;ถึงกระนั้นก็ตามหลายประเทศยังประสบปัญหาการระบาดซ้ำ&amp;nbsp;แม้ประเทศที่เคยได้รับการยอมรับว่ามีการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp;ก็ไม่สามารถป้องกันการระบาดระลอกใหม่ได้&amp;nbsp;การเฝ้าระวังและมาตรการทางสาธารณสุขจะต้องดำเนินไปอีกนาน&amp;nbsp;จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะที่ใกล้ปกติ&amp;nbsp;ดังนั้นการทบทวนประสบการณ์&amp;nbsp;ประมวลข้อสังเกตจากการบริหารจัดการของประเทศต่างๆน่าจะเป็นประโยชน์&amp;nbsp;เพื่อนำมาเป็นข้อคิดและปรับปรุงแนวทางในการดำเนินนโยบายสาธารณะในการควบคุมโรคในระยะต่อไป&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดทั้งในแง่สาธารณสุขและเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
สิ่งที่น่าแปลกใจในการแพร่ระบาดของโรคโควิดคือหลายประเทศที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของโลกเป็นประเทศจากกลุ่มพัฒนาแล้วชั้นนำของโลก&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกาซึ่งมีฐานะเศรษฐกิจร่ำรวย&amp;nbsp;มีทรัพยากรที่พร้อมทั้งทางสาธารณสุขและทรัพยากรมนุษย์&amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าปัจจัยในเรื่องฐานะความร่ำรวยของประเทศ&amp;nbsp;ระดับการศึกษาของประชากร&amp;nbsp;ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยป้องกันการระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ในทางกลับกันหลายประเทศที่ไม่ร่ำรวย&amp;nbsp;หรือไม่พัฒนาเท่า&amp;nbsp;กลับสามารถควบคุมโรคโควิดได้ผลดีกว่า&amp;nbsp;เป็นที่น่าขบคิดว่าประเทศเหล่านี้ได้ทำอะไรที่ช่วยให้ควบคุมโรคโควิดได้ผลกว่าประเทศพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;บทความนี้จึงขอกล่าวถึงคุณสมบัติหรือปัจจัยที่คล้ายคลึงกันจากประสบการณ์ของประเทศที่ควบคุมโควิดได้ดี&amp;nbsp;และตั้งข้อสังเกตว่าหลายปัจจัยมิได้ตั้งอยู่บนความเจริญทางวัตถุ&amp;nbsp;หรือการทุ่มทุนทางงบประมาณ
&amp;nbsp;
ระบบจัดการสาธารณสุขที่ครบวงจรและการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;ระบบสาธารณสุขที่มีการวางแผนที่ดีจะมีระบบที่ครบวงจรตั้งแต่การให้ความรู้ต่อสาธารณชน&amp;nbsp;การตรวจหาโรค&amp;nbsp;การแยกผู้ป่วย&amp;nbsp;ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่อาจมีเชื้อโรคออกจากชุมชน&amp;nbsp;การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ&amp;nbsp;รวมทั้งการดูแลประมวลผล&amp;nbsp;นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขและหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะทางปกครองและคมนาคมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคก็มีความสำคัญยิ่ง
&amp;nbsp;
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและผู้บริหารท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศที่มีรัฐบาลกลางเข้มแข็งและได้รับความร่วมมือดีจากผู้บริหารท้องถิ่นจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;จีน&amp;nbsp;ไต้หวัน&amp;nbsp;และเวียดนาม&amp;nbsp;คือตัวอย่างดีที่รัฐบาลกลางได้รับความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากผู้บริหารท้องถิ่นในการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;โดยรัฐบาลกลางให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในด้านงบประมาณและทรัพยากรทางสาธารณสุข&amp;nbsp;ความร่วมมือที่ดีช่วยให้การป้องกันโรคติดต่อมีเอกภาพ&amp;nbsp;มีมาตรฐาน&amp;nbsp;ไม่สับสนต่อประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
วินัยของประชาชน&amp;nbsp;การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมนอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพส่วนตัว&amp;nbsp;การให้ความร่วมมือของประชาชนต่อมาตรการสาธารณสุขของรัฐ&amp;nbsp;และสำนึกในประโยชน์ส่วนรวมโดยการเสียสละความสะดวกสบายส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ดี&amp;nbsp;ประชาชนในหลายประเทศในเอเชียให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp;และส่วนใหญ่มีวินัยในการรักษากฎที่รัฐบาลขอความร่วมมือ&amp;nbsp;ซึ่งมีส่วนช่วยที่สำคัญยิ่งในการควบคุมโรคมิให้แพร่กระจาย
&amp;nbsp;
การวางระบบสาธารณสุขพื้นฐานที่เข้าถึงชุมชน&amp;nbsp;การใช้เทคโนโลยีติดตามการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง&amp;nbsp;จากประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว&amp;nbsp;จะเห็นว่าความพร้อมเพรียงด้านจำนวนโรงพยาบาล&amp;nbsp;บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์นั้น&amp;nbsp;ไม่เพียงพอที่จะป้องกันการระบาดได้ดี&amp;nbsp;แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศในเอเชียนั้นบ่งชี้ว่าระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงประชาชนในรากหญ้า&amp;nbsp;ให้ความรู้พื้นฐานโดยตรงกับชุมชน&amp;nbsp;จะมีความได้เปรียบสูงในการควบคุมโรค&amp;nbsp;เครือข่ายสาธารณสุขระดับชุมชนนี้ยังสามารถช่วยติดตามการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันการณ์&amp;nbsp;ยิ่งถ้ามีการใช้เทคโนโลยีในการติดตามผู้ติดเชื้อหรือผู้ใกล้ชิดเสริมด้วยแล้ว&amp;nbsp;การขีดวงการแพร่กระจายของโรคจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ลดการติดต่อของโรคได้อย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
การประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส&amp;nbsp;การประชาสัมพันธ์ที่มีการประสานงานกันดีของภาครัฐมีส่วนช่วยมากที่จะให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง&amp;nbsp;สร้างความเข้าใจในระบาดวิทยาเบื้องต้น&amp;nbsp;ข้อควรปฏิบัติ&amp;nbsp;ข้อควรระมัดระวัง&amp;nbsp;รวมทั้งข่าวสารเรื่องการระบาดในท้องถิ่นหรือชุมชนที่ควรหลีกเลี่ยง&amp;nbsp;ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนโปร่งใสจะสร้างความมั่นใจสำหรับประชาชน&amp;nbsp;เป็นพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนมีความจูงใจให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;นอกจากนี้การสื่อสารที่แสดงความเห็นอกเห็นใจของภาครัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการและได้รับความไม่สะดวกในการดำรงชีวิตจะช่วยให้ประชาชนมีกำลังใจที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมในยามจำเป็น
&amp;nbsp;
ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย&amp;nbsp;ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่มีวินัย&amp;nbsp;มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆและมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี&amp;nbsp;หากการบังคับใช้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp;การป้องกันการระบาดของโรคก็จะไร้ประสิทธิผลได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะคนกลุ่มน้อยที่ไม่เคารพกฎหมายสามารถทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายเล็ดรอดเข้าไปในชุมชนได้&amp;nbsp;ดังนั้นการบังคับกฎหมายจึงสำคัญมาก&amp;nbsp;โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าเมืองของผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและกิจกรรมทุกชนิดที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในชุมชนจะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;ผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำความผิดควรได้รับการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง&amp;nbsp;มิฉะนั้นประชาชนส่วนใหญ่ที่มีวินัยอาจท้อใจ&amp;nbsp;ไม่อยากให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;ตัวอย่างกรณีประเทศสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายช่วยควบคุมการระบาดได้&amp;nbsp;แม้ในเบื้องต้นมีการระบาดในหมู่คนงานต่างชาติมากมาย&amp;nbsp;การควบคุมการข้ามแดนและมาตรการควบคุมชุมชนที่เข้มงวดสามารถชะลอการระบาดได้ผลดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ประเทศไทยนั้นมีคุณสมบัติดีหลายประการ&amp;nbsp;แม้ว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขของเราจะไม่พร้อมเท่าประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;แต่คุณสมบัติทางนามธรรมและระบบสาธารณสุขที่ยึดชุมชนเป็นที่ตั้งได้ช่วยให้ไทยผ่านพ้นระลอกแรกของการระบาดมาได้โดยไม่มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงมาก&amp;nbsp;การระบาดในระลอกใหม่นี้เกิดจากจุดอ่อนทางความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้&amp;nbsp;ภาครัฐควรตระหนักว่าศรัทธาที่ประชาชนมีต่อความน่าเชื่อถือในกลไกของรัฐมีความสำคัญยิ่ง&amp;nbsp;หากประชาชนไร้ศรัทธา&amp;nbsp;ไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;การควบคุมโรคจะเป็นไปโดยยากลำบาก&amp;nbsp;ดังตัวอย่างของประเทศที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขพร้อมเพรียงแต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้&amp;nbsp;นำไปสู่การเจ็บป่วยและการสูญเสียชีวิตประชากรและผลเสียทางเศรษฐกิจที่ตามมามากมาย&amp;nbsp;ประสบการณ์จากนานาประเทศเป็นอุทาหรณ์ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ขาดไม่ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
สายธาร หงสกุล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ, สายธาร หงสกุล, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff530b5ec17a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
