<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ เผยยังไม่พบโควิดสายพันธุ์สยอง &#039;มิว และ C.1.2 &#039;ในไทย แต่เฝ้าระวังเข้ม ตั้งเป้าสุ่มตรวจ 1หมื่นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 - ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด19 ในประเทศไทย ว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด19 ในปี 2563 มีการตรวจโควิด19 ไปทั้งหมดกว่า &amp;nbsp;63 ล้านตัวอย่าง ซึ่งตรวจพบติดเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 13 ล้านตัวอย่าง และยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รายงานการตรวจเข้าระบบอีกจึงเป็นไปได้ว่าขณะนี้มีการตรวจตัวอย่างไปแล้ว 15 ล้านตัวอย่าง โดยในภาพรวมที่ผ่านพบสายพันธุ์อู่ฮั่น สายพันธุ์ G จากพื้นที่สนามมวย และสายพันธุ์ G (B.1.3.16) ในจ.สมุทรสาคร สายพันธุ์อัลฟ่าที่แพร่กระจายในไทยเป็นหลัก ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเข้ามาแทนที่เป็นสายพันธุ์หลักในเดือนพ.ค. จากการพบเคสติดเชื้อที่แคมป์คนงาน &amp;nbsp;ดังนั้นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์อัลฟ่า, สายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์เบตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการตรวจตัวอย่างประมาณ 1,500 คน พบว่าเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า 75 คน &amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตา 1,417 คน &amp;nbsp;เบตา 31 คน ในภาพรวมประเทศสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายอยู่ยังคงเป็นเดลตา 93% &amp;nbsp;พบในทุกจังหวัดทั้งประเทศไทย ส่วนเบตายังจำกัดวงอยู่แค่ภาคใต้ในเขตสุขภาพที่ 12 ได้แก่ จ.นราธิวาส 28 คน ปัตตานี 2 คน ยะลา 1 คน ส่วนเคสที่พบการติดเชื้อสายพันธุ์นี้อยู่ในกรุงเทพฯและบึงกาฬ รักษาหายเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการติดเชื้อเพิ่ม เมื่อแยกเป็นพื้นที่พบว่าในกรุงเทพฯ สายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเกือบ 98% เปรียบได้กับการติดเชื้อ 100 คน พบ 98 คนที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์อัลฟ่าพบประมาณ &amp;nbsp;2.4% ในส่วนของภูมิภาค พบสายพันธุ์เดลตาประมาณ 85% สายพันธุ์เบต้าที่พบในภาคใต้ 5.7% ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก(WHO) ยังมีการจัดชั้นของการกลายพันธุ์โควิด19ได้แก่ ชั้น VOI คือการกลายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ ส่วนอีกชั้น VOC คือการกลายพันธุ์ที่มีความน่าเป็นห่วงและกังวล มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟ่า เดลตา เพราะมีการแพร่กระจายเร็วมาก ไม่ค่อยดื้อวัคซีน ส่วนเบต้า แกรมมา แม้ว่าจะดื้อวัคซีน แต่การแพร่กระจายเชื้อไม่เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า ในสายพันธุ์ C.1.2 ยังไม่มีการถูกจัดชั้น และยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าจับตาดู เฝ้าระวังเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจตัวอย่างเชื้อพบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เคยอยู่ในเดลตา แกรมมา เช่น E484K &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ไวรัสหลบหลีกภูมิคุ้มกันหรือดื้อวัคซีน &amp;nbsp;หรือ N501Y เป็นตัวทำให้ไวรัสมีการแพร่กระจายเร็ว เป็นต้น โดยมีการตรวจพบสายพันธุ์นี้เป็นครั้งแรกและมากสุดในแอฟริกาใต้จำนวน 117 ตัวอย่าง แต่ไม่ต้องตระหนก เพราะยังไม่พบในประเทศไทย และมีเพียง 3% ที่ตรวจเจอในการระบาดที่แอฟริกาใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนสายพันธุ์มิว(Mu) ถูกจัดอยู่ในชั้น VOI ซึ่งในความน่าสนใจ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K จากแกรมมา เบต้า ทำให้หลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม &amp;nbsp;N501Y จากอัลฟ่า &amp;nbsp;มีความต่อต้านวัคซีนที่ต่ำอยู่ ยังไม่มีข้อมูลว่าจะแพร่กระจายเชื้อได้เร็วหรือติดเชื้อง่ายหรือไม่ ซึ่งทั่วโลกยังพบน้อยมากเพียง 0.1% ปัจจุบันพบแล้วกว่า 39 ประเทศ พบมากในสหรัฐอเมริกาประมาณ 2,400 ตัวอย่าง เฉลี่ย 37% โคลัมเบีย 965 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นประเทศแรกที่รายงานว่าพบสายพันธุ์นี้และพบมากในประเทศถึง 40% ของประชากรโคลัมเบีย โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5 ล้านคน เสียชีวิต 1.2 แสนคน จึงต้องเฝ้าระวังติดตาม และในประเทศอื่นๆ ได้แก่ เม็กซิโก สเปน เอกวาดอร์&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด19 ที่มีการตรวจตัวอย่างเชื้อสัปดาห์ละ 1,000 คน ที่มีการตรวจเฉพาะด้วย RT-PCR ซึ่งมีการใช้น้ำยาเฉพาะสายพันธุ์ และการตรวจโฮจีโนม โดยสุ่มจากผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มีอาการหนักมากขึ้น ในพื้นที่คลัสเตอร์ และกระจายไปส่วนภูมิภาคต่างๆ อาจจะมีการปรับกลุ่มเป้าหมายในการตรวจให้มากกว่าเดิม โดยนับตั้งแต่วันนี้-ธ.ค.64 จะมีการตรวจให้ได้ 10,000 ตัวอย่าง &amp;nbsp;และจะมีการรายงานทุก 2 สัปดาห์ ไปที่ฐานข้อมูลโควิดโลก หรือ GISAID &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ส่วนที่มีการพบเดลตากลายพันธุ์ AY12 ในไทย กำลังมีการพิจารณาในเรื่องของการใส่รหัสสายพันธุ์ให้ถูกต้อง และจะเผยแพร่อีกครั้ง ขอย้ำในเรื่องการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ที่ฉีดไปกว่า 2 ล้านโดส เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และยังไม่พบผลข้างเคียง นอกเหนือจากผลข้างเคียงของวัคซีนปกติ และหากหลังฉีดพบการเสียชีวิตจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน &amp;quot;นพ.ศุภกิจกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115805</URL_LINK>
                <HASHTAG>MU และ C.1.2 คือศัตรูที่รอ  อยู่ในแนวรบโควิด-19 ใหม่, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สายพันธุ์มิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135dea1af380.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOจับตาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ &#039;มิว&#039; หวั่นต้านวัคซีนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าจับตาไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ตั้งชื่อว่า &amp;quot;มิว&amp;quot; ซึ่งพบครั้งแรกในโคลอมเบียเมื่อเดือนมกราคม หวั่นการกลายพันธุ์ส่งผลถึงคุณสมบัติของไวรัสในการหลบเลี่ยงภูมิต้านทานจากวัคซีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 1 กันยายน อ้างคำประกาศด้านโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำสัปดาห์ เผยแพร่จากนครเจนีวาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์มิว หรือ B.1.621 กำลังได้รับการจับตามอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์นี้ถูกจัดให้เป็น &amp;quot;สายพันธุ์ที่น่าจับตา&amp;quot; การกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์นี้บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการต้านทานวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สายพันธุ์มิวมีกลุ่มของการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ถึงคุณสมบัติที่เป็นไปได้ของการหลบเลี่ยงภูมิต้านทาน&amp;quot; คำประกาศกล่าว พร้อมกับย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการเกิดการกลายพันธุ์ใหม่ๆ ของไวรัส ในขณะที่อัตราการติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และในภูมิภาคที่ผ่อนคลายมาตรการป้องกันไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสทุกชนิด รวมถึงไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ล้วนกลายพันธุ์ตลอดเวลา แต่การกลายพันธุ์ส่วนใหญ่มีผลกระทบน้อยหรือไม่มีผลกระทบเลยต่อคุณสมบัติของไวรัส อย่างไรก็ดี การกลายพันธุ์บางอย่างอาจส่งผลต่อคุณสมบัติของไวรัส และมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายได้ง่าย, ความรุนแรงของโรค และการต้านทานวัคซีน, ยา และมาตรการรับมืออื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ WHO ระบุไวรัสโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลไว้ 4 ชนิด รวมถึงแอลฟา ที่พบแล้วใน 193 ประเทศ และเดลตา ที่พบใน 170 ประเทศ ยังมีอีก 5 สายพันธุ์ซึ่งรวมถึงมิว ที่เป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสสายพันธุ์มิวพบครั้งแรกที่โคลอมเบีย แต่หลังจากนั้นมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศลาตินอเมริกาอีกหลายประเทศ และในยุโรป แต่ WHO กล่าวว่า ความชุกของสายพันธุ์นี้ทั่วโลกลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ในกลุ่มผู้ป่วยที่ผ่านการจัดลำดับแล้ว แต่ในโคลอมเบียนั้นความชุกของโรคอยู่ที่ร้อยละ 39.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115308</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, จับตาโควิดกลายพันธุ์, สายพันธุ์ที่น่าจับตา, สายพันธุ์มิว, องค์การอนามัยโลก, โคลอมเบีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f498336c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
