<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 07:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักไวรัสวิทยา&#039;ยกกรณี อเมริกันฉีด Pfizer- Moderna ครบ 2 เข็ม เอาสายพันธุ์อินเดียไม่อยู่ ยังติดเชื้อรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 ก.ค.64-ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีศึกษาการแพร่ระบาดของเดลต้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามีภรรยาชาวอินเดียคู่หนึ่งเดินทางไปงานแต่งงานที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางเข้าประเทศมีการตรวจหาเชื้อแล้วได้ผลลบ ก่อนเดินทางมาทั้งคู่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย COVAXIN เข็มสองครบมาแล้ว 10 วัน ในงานแต่งงานมีแขกมาร่วมงาน 92 คน จัดงานกลางแจ้ง โดยผู้มาร่วมงานทุกคนต้องได้รับวัคซีนครบโด๊สกันหมด เย็นวันนั้นภรรยาเริ่มบ่นปวดเมื่อยตัวแต่คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจาก jet lag &amp;nbsp;หลังจากนั้น 2-3 วันทั้งสามีและภรรยาเริ่มมีอาการไข้ ไอ จนวันที่ 4 หลังจากงานแต่งงาน ทั้งคู่ตรวจพบว่าติดโควิด สามีอาการหนักขึ้นจนต้องส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เสียชีวิต ส่วนภรรยาอาการป่วยหนักเหมือนกันแต่ไม่รุนแรงเท่าสามี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานแต่งมีแขกที่มาร่วมงาน อีก 4 คนที่มีสัมผัสใกล้ชิดกับสามีภรรยาคู่นี้ โดยทั้ง 4 คนได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ครบหมดแล้ว พบว่า ทั้ง 4 คนมีอาการป่วยจากโควิดมากน้อยต่างกัน โดยหนึ่งในนั้นมีอาการปอดอักเสบรุนแรง ต้องรักษาตัวในวันที่ 10 หลังวันแต่งงาน ผู้ป่วยรายนี้ได้รับ Pfizer ครบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสจากผู้ป่วยทุกคน พบว่าเป็นไวรัสสา่ยพันธุ์เดลต้า และ มีความใกล้เคียงกันที่บอกได้ว่าน่าจะแพร่มาจากสามี ภรรยาคู่นี้จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคสนี้น่าสนใจครับ เพราะเป็น Breakthrough infection ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนครบเป็นจำนวนคลัสเตอร์ค่อนข้างใหญ่ อาการป่วยหนักและเสียชีวิตยังพบได้ในคนที่มีภูมิจากวัคซีนแล้ว และ ไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ในพื้นที่เปิด และ อาจจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน...***ไม่แน่ใจว่าแขกคนอื่นมีผู้ป่วยแบบไม่มีอาการอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง
https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2021.06.28.21258780v1
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110125</URL_LINK>
                <HASHTAG>Moderna, Pfizer, นักไวรัสวิทยา, สายพันธุ์อินเดีย, อนันต์ จงแก้ววัฒนา, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3705e3fa4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 22:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ส่อล็อกดาวน์! รอประเมินติดเชื้อยังหนักต้องคุมเข้มเหมือนเม.ย.63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบค.แจงตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มอีก 5,420 ราย เสียชีวิต 57 ราย กทม.และปริมณฑลยังครองแชมป์ป่วยใหม่สูงสุด คลัสเตอร์ใหม่ๆ โผล่พรึ่บ หมอทวีศิลป์เผยอีโอซี สธ.รายงานสายพันธุ์อินเดียขยายตัวเกิน 2 เท่าในเมืองกรุง &amp;ldquo;หมออุดม&amp;rdquo; ชี้ต้องถือเป็นโควิด-19 ระลอก 4 แล้ว รับหากตัวเลขติดเชื้อรายวันยังพุ่งสูงระบบสาธารณสุขไทยจะรับไม่ไหว ตอนนี้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;หมอ-พยาบาล&amp;rdquo; สูญเสียขวัญกำลังใจ &amp;nbsp;ต้องเอาบุคลากรอื่นมาฝึกช่วย แย้มอาจต้องล็อกดาวน์เหมือนช่วงสงกรานต์ปีที่แล้วหากเซมิล็อกดาวน์ไร้ผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,420 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 5,375 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 4,070 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,305 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 37 ราย รวมทั้งผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 294,653 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 3,586 ราย หายป่วยสะสม 227,023 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 65,297 ราย อาการหนัก 2,350 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 643 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 57 ราย เป็นชาย 35 ราย หญิง 22 ราย อยู่ใน กทม. 33 ราย, สมุทรปราการ 4 ราย, นครปฐม, ระยอง, ปทุมธานี, ชลบุรี, สงขลา และสระบุรี จังหวัดละ 2 ราย เพชรบุรี, ฉะเชิงเทรา, ตาก, สมุทรสงคราม, นราธิวาส, ปัตตานี, สกลนคร และนครพนม จังหวัดละ 1 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 2,333 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 1,492 ราย, สมุทรสาคร 398 ราย, สมุทรปราการ 318 ราย, ชลบุรี 266 ราย, ปัตตานี 262 ราย, นนทบุรี 242 ราย, ปทุมธานี 208 ราย, นครปฐม 206 ราย, ยะลา 135 ราย และสงขลา 132 ราย โดยพบคลัสเตอร์ใหม่หลายพื้นที่ ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร ที่โรงงานผ้าอ้อม อ.เมืองสมุทรสาคร พบผู้ติดเชื้อ 9 ราย, จ.ชลบุรี ที่แคมป์ก่อสร้าง อ.บางละมุง 12 ราย, จ.นนทบุรี ที่ชุมชนหลังเมเจอร์ฯ อ.ปากเกร็ด 44 ราย, จ.ปทุมธานี ที่โรงงานอลูมิเนียม อ.ธัญบุรี 19 ราย, ที่โรงงานผลิตภัณฑ์อาหาร อ.ลาดหลุมแก้ว 15 ราย และ จ.ตาก ที่โรงงานเสื้อผ้า อ.แม่สอด 61 ราย ส่วนพื้นที่ กทม.มีคลัสเตอร์เฝ้าระวัง 116 แห่ง พบคลัสเตอร์ใหม่ที่สถานพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตราชเทวี &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (อีโอซี) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้หารือถึงสายพันธุ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในไทยตอนนี้ พบว่ามีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ สายอัลฟาจากอังกฤษ, สายพันธุ์เดลตาจากอินเดีย และสายพันธุ์เบตาจากแอฟริกา โดยสายพันธุ์เดลตาพบในแคมป์คนงานหลักสี่ หลังจากนั้นแรงงานได้กระจายกลับบ้านในภาคเหนือและอีสาน ส่วนสายพันธุ์เบตากระจุกตัวอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มขึ้นไปที่ จ.สุราษฎร์ธานีและชลบุรี ซึ่งยังอยู่ในการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์&amp;nbsp;
เดลตาแพร่กระจายเท่าตัว
&amp;ldquo;หากดูในภาพรวมของประเทศ ข้อมูลจนถึงวันที่ 2 ก.ค. พบว่าขณะนี้สายอัลฟามีการแพร่ไปถึง 65.1% สายพันธุ์เดลตา 32.2% สายพันธุ์เบตา 2.6% แต่หากดูเฉพาะในพื้นที่ กทม.พบสายพันธุ์อัลฟา 47% พบสายพันธุ์เดลตา 52% ถือว่าสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน กทม. เพราะเมื่อช่วงเดือน เม.ย.-20 มิ.ย. มีเพียง 22.5% เท่านั้น แต่ช่วง 28 มิ.ย.-2 ก.ค. กลับสูงขึ้นไปถึง 52% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก จึงขอให้ระมัดระวังดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลให้เข้มข้นขึ้น เพราะทฤษฎีแพร่ระบาดที่ว่าอย่าอยู่ในห้องแอร์ร่วมกันเกิน 15 นาทีเป็นของปีที่แล้ว เมื่อไวรัสปรับตัวเอง เราก็ต้องปรับตัว ข้อแนะนำให้ใส่หน้ากากสองชั้นจึงเป็นเรื่องจริง&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หากไปดูอาการของผู้ติดเชื้อจะพบว่า ผู้ติดเชื้อกลุ่มอาการน้อยมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือ ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ตามด้วยกลุ่มสีเหลืองที่ตัวเลขยังพุ่งขึ้นมา แต่ที่ยังโชคดีคือผู้ป่วยกลุ่มสีแดง แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ไต่ระดับไปอย่างช้าๆ ไม่เหมือนสีเขียว ซึ่งความสามารถทางการแพทย์ของเราจำเป็นต้องช่วยทุกคน สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การใส่เครื่องช่วยหายใจโดยเร็ว จะเห็นว่าใน กทม.มีจำนวนใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้น เพราะเป็นแนวทางการช่วยชีวิต ดังนั้นความต้องการเตียง ความต้องการเครื่องช่วยหายใจที่เรามีสะสมก่อนหน้านี้ก็ได้นำมาใช้ในช่วงนี้ แต่ดูเหมือนยังไม่เพียงพอกับการติดเชื้อที่มีมากขึ้น อยากเรียนประชาชนว่าเราไม่อยากเห็นภาพนี้กับครอบครัวของเรา ก่อนหน้านี้อาจเห็นภาพผู้ใส่ท่อช่วยหายใจกลับมาปกติกันบ้าง แต่ว่าไม่แน่ใจแล้ว เพราะ ณ ตอนนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ คงต้องติดตามดูตรงนี้ด้วย เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน โดยเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนของการติดเชื้อ ตัวเลขสองวันหมื่นรายเช่นนี้ก็ต้องมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร รองประธานคณะที่ปรึกษา ศบค.แถลงข่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลกมีการระบาดของสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) อย่างมากแพร่กระจายถึง 96 ประเทศ ส่วนสถานการณ์ในไทยเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมีการระบาดสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ประมาณ 85-90% แต่ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีการระบาดสายพันธุ์เดลตา ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 30% ถือว่าเร็วมาก ถ้านับเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคิดเป็น 50% ของเชื้อที่เราพบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.อุดมกล่าวอีกว่า สายพันธุ์เดลตามีความสามารถคือ 1.ระบาดเร็ว โดยสายพันธุ์อัลฟาระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม (อู่ฮั่น) 60-70% แต่เดลตาระบาดเร็วกว่าอัลฟาอีก 40% จึงเป็นเหตุผลที่เราคาดการณ์ว่า 1-2 เดือน ประเทศไทยและทั่วโลก ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นเดลตา และ 2.ภาพรวมของเดลตาไม่ได้รุนแรงกว่าอัลฟา แต่มีลักษณะพิเศษคือทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะต้องการออกซิเจน หรือออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติเร็วขึ้น เกิดปอดอักเสบเร็วขึ้น ซึ่งสำหรับอัลฟาใช้เวลา 7-10 วัน หลังติดเชื้อถึงพบอาการปอดอักเสบต้องใช้ออกซิเจน&amp;nbsp;
สาธารณสุขเริ่มรับไม่ไหว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อเปอร์เซ็นต์ติดเชื้อมากก็มีความต้องการเตียงป่วยหนัก เตียงไอซียู ห้องความดันลบเพิ่มขึ้นด้วย จึงเห็นว่าตอนนี้เตียงเราตึงมาก โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยสีแดง ดังนั้นหากเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขอยู่ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ หากไม่เจ็บป่วยรุนแรง การนอนเตียงที่กำลังตึงในตอนนี้ทั้งกลุ่มสีเขียว เหลืองและแดง และช่วยผ่อนภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังหนักมาก ทุกโรงพยาบาลใน กทม.และต่างจังหวัดหนักมากจริงๆ เช่นเตียงผู้ป่วยหนักสีแดง ในภาวะปกติเฉพาะใน กทม. ที่เป็น รพ.ใหญ่ทั้งหมด มีประมาณ 230 เตียง แต่ตอนนี้เรามีเพิ่มเท่าตัวเป็นกว่า 400 เตียง แต่คนเท่าเดิม หมอ พยาบาลเท่าเดิม เราต้องเอาบุคลากรจากแผนกอื่นมาฝึกสอนเพื่อมาอยู่ดูแลผู้ป่วย ตอนนี้ไม่ไหวจริงๆ ไม่มีขวัญกำลังใจ ที่เราเห็นตัวเลขตายวันละ 50-60 ราย ติดเชื้อใหม่วันละ 5-6 พันราย เดือนหนึ่ง 1.5-2 แสนราย แล้วมันจะไหวหรือไม่ เราต้องช่วย อย่างน้อยวัคซีนป้องกันให้เราไม่ต้องเจ็บป่วยเข้า รพ. ป้องกันไม่ให้เป็นผู้ป่วยหนัก ซึ่งคุ้มค่ามหาศาลสำหรับตัวท่านเอง และเพื่อป้องกันระบบสาธารณสุข&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.อุดมกล่าวว่า หากเราดูด้านที่เลวร้ายที่สุดของโรคโควิด-19 คือ ติดเชื้อแล้วเสียชีวิต ซึ่งข้อมูลพบว่าคนในโลกนี้อัตรา 50 คนจะมีคนติดเชื้อ 1 คน และมีอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 2.1% ดังนั้นหากมีการติดเชื้อ 50 คนจะมีคนเสียชีวิต 1 คน เป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่สำหรับด้านดีที่สุดคือหากไม่ติดเชื้อ ก็ต้องฉีดวัคซีน ซึ่งเฉลี่ยป้องกันได้ 60-70% เราจึงต้องช่วยป้องกันส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงเข้าที่แออัด เป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยรายใหม่ 20% เป็นการติดเชื้อจากครอบครัว อีก 40% เป็นการติดเชื้อในองค์กร มาตรการบุคคลและองค์กรจึงสำคัญมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ตอนนี้เข้าสู่ระลอก 4 หรือไม่ ศ.นพ.อุดมกล่าวว่า เรื่องนี้ยังเห็นแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ส่วนตัวถือว่าเป็นระลอก (เวฟ) 4 แล้ว เพราะเป็นไวรัสตัวใหม่กลายพันธุ์ กำลังจะเป็นสายพันธุ์เดลตา มีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม ส่วนคุณสมบัติสำคัญที่บอกเป็นเวฟ 4 คือ การแพร่ระบาดในชุมชน ครอบครัว และองค์กร หาที่มาที่ไปไม่ได้ เท่ากับคำจำกัดความเกิดเป็นเวฟใหม่ ตัวเลขขึ้น 5-6 พันราย ถือเป็นเวฟ 4 แล้ว ส่วนจะจบเมื่อไร เรายกระดับมาตรการแล้ว แต่ยังไม่สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้เป็นแค่เซมิล็อกดาวน์กว่าจะเห็นผล 14 วัน ตามเวลาฟักตัวของไวรัส ต้องหลัง 14 วันไปก่อนถึงจะเริ่มเห็นผล ซึ่งจะครบช่วงวันที่ 11-12 ก.ค. และจะประเมินอีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าจะไม่ให้มากเกินกำลังบุคลากรสาธารณสุข ทั้งเตียง ยา ต่างๆ เราต้องการเห็นตัวเลขไม่เกิน 500-1,000 วัน เราสู้ไหว ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าสู้ไม่ไหวต้องช่วยกัน คือเพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุข มาตรการส่วนบุคคล และมาตรการสังคมมากกว่านี้ และเร่งฉีดวัคซีน 2 เข็มให้มากที่สุดเกิน 70% ของประชากรให้ได้ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ&amp;quot; ศ.นพ.อุดมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มาตรการที่ใช้อยู่พอเพียงหรือไม่ ต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม นพ.อุดมกล่าวว่ายังบอกไม่ได้ แต่จะประเมินในช่วง 15 วัน และ 30 วัน เชื่อว่าการติดเชื้ออาจลงบ้าง แต่อาจยังอยู่ในระดับ 3-4 พันคน ก็ยังเกินที่จะรับไหว สิ่งสำคัญคือต้องลดการเคลื่อนย้ายของคน เพราะเชื้อโรคไปเองไม่ได้ ต้องไปกับคน คนพาไป ถึงไม่อยากให้เคลื่อนย้าย ให้อยู่กับบ้าน ต้อง Work From Home 75% ซึ่งตอนนี้ยังทำไม่ถึง 50% เลย ต้องไม่ไปตลาด ศูนย์การค้า แต่คนยังไปกันเยอะมาก ยังออกต่างจังหวัด ตรงนี้ต้องช่วยกัน ไม่นำเชื้อไปแพร่คนอื่น ถ้ายังทำไม่ได้คิดว่าต้องยกระดับมาตรการ ต้องล็อกดาวน์เหมือน เม.ย.2563 ที่ระบาดไม่กี่ร้อยคนทำแล้วคุมอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ต้องบอกว่าช้าไปหน่อยแล้ว เราให้เวลา 2-3 เดือนยังคุมไม่ได้ ตอนนี้ขึ้นกับความร่วมมือของประชาชนที่ต้องช่วยกันปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ยกระดับสูงสุด ต้องคิดว่าคนที่ไปเจอ ทั้งคนในครอบครัวที่บ้าน ซึ่งบางส่วนออกไปทำงาน เสมือนเป็นผู้ติดเชื้อไม่มีอาการและอาจติดได้ และเราอาจไปแพร่เชื้อต่อ ต้องเข้มมาตรการส่วนบุคคล องค์กร และมาตรการสังคม โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเดินทางและใช้ Work From Home ตัวเลขถึงจะควบคุมได้&amp;rdquo; ศ.นพ.อุดมระบุ
แรงงานเคลื่อนย้ายพ่นพิษ
สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในจังหวัดต่างๆ นั้น นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เผยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 318 ราย เสียชีวิต 4 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 192 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ นพ.จตุชัย​ มณีรัตน์​ นายแพทย์​สาธารณสุข​จังหวัด​เชียงใหม่ ​กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อ​ใหม่อีก​ 26​ คน ซึ่งตรวจสอบไทม์ไลน์​เบื้องต้นล้วนมาจากจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง​สุด เช่น​ กรุงเทพ​ฯ และปริมณฑล​ ทำให้มียอดสะสม​ 4,235 คน​ รักษาตัวอยู่​ 96​ ราย​ อาการ​เล็กน้อย​ 55 ​ราย​ และตายสะสมเท่าเดิม​ 26 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน อ.เขาสมิง จ.ตราด นายธเนศ ภัทรวรินกุล สาธารณสุขอำเภอเขาสมิง ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 25 ราย นอกจากนี้ ในพื้นที่ อ.เมืองตราด ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 6 ราย จากกลุ่มเรือประมง และใน อ.คลองใหญ่อีก 1 ราย รวมติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 6 ก.ค. จำนวน 32 ราย ส่วนในพื้นที่ภาคอีสานนั้น จ.นครราชสีมา ระบุว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 69 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 19 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,555 ราย รักษาหาย 1,016 ราย ยังรักษาอยู่ 520 ราย โดยผู้ติดเชื้อใหม่พบว่าเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงมากถึง 38 ราย ส่วนที่ จ.อำนาจเจริญ ก็พบผู้ติดเชื้อใหม่อีก 17 ราย ซึ่งทั้งหมดเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์ในภาคใต้นั้น ยอดผู้เชื้อจากคลัสเตอร์ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในกระบี่ อ.คลองท่อม 86 ราย ทำให้กระบี่มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 90 ราย ทำให้ จ.กระบี่ ประกาศใช้โรงเรียนเป็น รพ.สนามชั่วคราว หลังพบโควิดในกลุ่มนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งได้สั่งปิด รร.ดังกล่าวเป็นเวลา 14 วัน
นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในฐานะประธานกรรมการโรคติดต่อ กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 144 ราย ทำให้ยอดติดเชื้อสะสม 6,768 ราย และเสียชีวิตสะสม 24 คน จึงยังต้องขยายเวลาปิดสถานที่เสี่ยง เช่น อาบอบนวด, สนามแข่งขันนกเขา, สนามชนโค และสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ในส่วนสถานศึกษายังไม่อนุญาตให้เปิดเรียนที่โรงเรียน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108871</URL_LINK>
                <HASHTAG>420 ราย, คลัสเตอร์ใหม่ๆ, ผู้ติดเชื้อใหม่, ระลอก 4, ศบค., สายพันธุ์อินเดีย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มอีก 5, เสียชีวิต 57 ราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e3fefd81c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เดลตา’ยึดกทม.งัด4มาตรการคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยยังติดเชื้อหนักพุ่ง 6,166 ราย ดับ 50 &amp;nbsp;ราย สายพันธุ์อินเดียแซงอังกฤษยึด กทม. สธ.งัด 4 มาตรการยกระดับคุมโควิดเมืองหลวงให้ได้ภายใน ก.ค. เร่งสอบสวนโรคเร็วขึ้นสกัดก่อนลามเป็นคลัสเตอร์ ระดมฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ-7 โรคเสี่ยง 1.8 ล้านคนจบใน 2 สัปดาห์ &amp;nbsp;ทำงานที่บ้าน 70% เข้มงวดมาตรการบุคคล กทม.ลุยตั้ง &amp;nbsp;17 ศูนย์พักคอยกระจาย 6 กลุ่มเขต รองรับผู้ป่วยได้ &amp;nbsp;2,560 เตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม เวลา &amp;nbsp;12.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,166 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 6,070 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 3,961 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,109 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 84 ราย &amp;nbsp;และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 12 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 289,233 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 2,534 &amp;nbsp;ราย หายป่วยสะสม 223,437 ราย อยู่ระหว่างการรักษา &amp;nbsp;63,520 ราย อาการหนัก 2,199 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 603 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 50 ราย เป็นชาย 34 &amp;nbsp;ราย หญิง 16 ราย อยู่ใน กทม. 17 ราย นนทบุรี 9 ราย &amp;nbsp;สมุทรปราการ 6 ราย ฉะเชิงเทรา 3 ราย นครปฐม, &amp;nbsp;นราธิวาส, ปัตตานี, สงขลา, สมุทรสาคร จังหวัดละ 2 ราย &amp;nbsp;จันทบุรี, นครนายก, นครสวรรค์, ระยอง, สุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 2,276 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. &amp;nbsp;1,729 ราย, สมุทรปราการ 411 ราย, สมุทรสาคร 389 &amp;nbsp;ราย, ปทุมธานี 532 ราย, สงขลา 318 ราย, ชลบุรี &amp;nbsp;279 ราย, นนทบุรี 270 ราย, พระนครศรีอยุธยา 212 &amp;nbsp;ราย, นครปฐม 143 ราย, ปัตตานี 311 ราย โดยพบคลัสเตอร์ใหม่หลายพื้นที่ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร ที่โรงงานอาหารกระป๋อง อ.เมืองสมุทรสาคร 2 แห่ง แห่งแรกพบผู้ติดเชื้อ 13 ราย และแห่งที่สอง 14 ราย โรงงานเสื้อผ้า &amp;nbsp;อ.อ้อมน้อย พบผู้ติดเชื้อ 53 ราย จ.ชลบุรี ที่บริษัทโลจิสติกส์ อ.ศรีราชา พบผู้ติดเชื้อ 12 ราย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ตลาดใหญ่วังน้อย อ.วังน้อย พบผู้ติดเชื้อ 181 &amp;nbsp;ราย จ.ตาก ที่โรงงานเสื้อผ้า อ.แม่สอด พบผู้ติดเชื้อ 33 &amp;nbsp;ราย จ.ฉะเชิงเทรา ที่แคมป์ก่อสร้าง อ.เมืองฉะเชิงเทรา พบผู้ติดเชื้อ 18 ราย ขณะที่ กทม.มีคลัสเตอร์เฝ้าระวัง 117 &amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากมาตรการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายคนงานไปพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีการกระจายตัวไปภาคอีสานมากที่สุด &amp;nbsp;และพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งหลายพื้นที่ให้การดูแลแรงงานเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงต้องขอขอบคุณ เนื่องจากเพียงไม่กี่วันเตียงที่เคยว่าง 100% ตอนนี้ใช้ &amp;nbsp;60-70% บุคลากรสาธารณสุขจากพื้นที่ต่างจังหวัดต้องแบ่งกำลังมาช่วยกรุงเทพฯ และยังต้องดูแลพื้นที่ตัวเอง &amp;nbsp;
กทม.เร่งสร้างศูนย์พักคอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กรับทราบความห่วงใย กรณีมีผู้ป่วยจำนวนมากต้องการเตียงที่ยังไม่เพียงพอ โดยรับทราบมาตรการปรับเตียงสีเหลือง สีแดงให้ใช้สำหรับโรงพยาบาล ส่วนเตียงสีเขียวจะปรับไปสู่การแยกกักตัวที่บ้านและแยกกักที่ชุมชน โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสั่งการให้สร้างศูนย์แยกกักในชุมชนที่เคยทำที่วัดแห่งหนึ่งเขตคลองเตย จะใช้โมเดลนี้ทำอีก 20 แห่งภายใน &amp;nbsp;1-2 วัน ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ได้มอบนโยบายดังกล่าวไปยังรองปลัด กทม.และผู้อำนวยสำนักงานเขตแต่ละเขตแล้ว ตรงนี้เราจะเรียกว่าศูนย์พักคอย ที่จะพักเพียงไม่นานและนำไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสนามที่เป็นเตียงรักษาผู้ป่วยระดับสีเขียว ขณะที่โรงพยาบาลจะมีการเพิ่มเตียง จะมีการปรับวอร์ดในโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีท่อออกซิเจนอยู่แล้ว สำหรับผู้ป่วยทั่วไปถ้ารอได้ให้รอไปก่อน เนื่องจากจะนำผู้ป่วยโควิด-19 ในระดับสีเหลืองมารักษาในวอร์ดที่มีการแยกส่วนไว้อยู่แล้ว และมีความพร้อมมากกว่าโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวถึงการอนุมัติในหลักการอนุญาตโครงการก่อสร้าง 4 ประเภทให้ดำเนินการต่อได้ และการเคลื่อนย้ายแรงงานในกรณีที่มีความจำเป็นว่า เป็นไปตามคำขอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านวิศวกรรมเสนอมา โดย ศปก.ศบค.หารือแล้วเห็นว่าเหมาะสมและให้ผ่อนคลาย เพราะบางกิจการถ้าปิดไซต์ก่อสร้างไปนานๆ อาจจะส่งผลกระทบได้ และได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.ทราบแล้ว ซึ่งเห็นชอบตามนั้น ส่วนจะมีการผ่อนคลายหรือเข้มงวดมาตรการใดเพิ่มเติมหรือไม่ต้องรอฟังจากกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่ นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าควรจัดยาให้คนไข้โดยเร็ว และให้คำนึงถึงการรักษาคนที่ติดเชื้อก่อนจำนวนผู้ติดเชื้อ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เรารับฟังมา 2 เรื่อง คือ 1.ยาฟาวิพิราเวียร์ที่จะแจกจ่ายเร็วขึ้น ขณะที่บางพื้นที่ใช้ยาฟ้าทะลายโจรช่วยในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการเบาบาง และ 2.การรักษาตัวที่บ้านได้เชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาหารือเพื่อขอให้ กทม.เร่งรัดจัดระบบรักษาตัวที่บ้านให้มีมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันผู้ติดเชื้อมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ 1.คนเดินเข้าไปตรวจ 2.จุดบริหารตรวจหาเชื้อของ กทม. 6 จุด ในพื้นที่ 6 กลุ่มเขต และ 3.การตรวจเชิงรุก โดยต้องพยายามนำ 3 กลุ่มนี้เข้าระบบให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งระบบการกักตัวที่บ้าน ที่โรงพยาบาลสนามชุมชน หรือที่ศูนย์พักคอย โดยผู้ว่าฯ กทม. จะดำเนินการให้ได้ 20 จุด ใน 50 เขต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ยังคงมีการฝ่าฝืนและลักลอบเปิดสถานบันเทิงแบบส่วนตัวในย่านเอกมัยนั้น พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า &amp;nbsp;นายกฯ เน้นย้ำสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายความมั่นคงให้ช่วยกำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว และจะมีบทลงโทษ โดยสัปดาห์ที่แล้วได้จับกุมในบางพื้นที่ หากประชาชนมีเบาะแสให้แจ้งมาที่ ศบค.เพื่อดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงความคืบหน้าสายพันธุ์โควิด-19 ที่ระบาดในประเทศไทยขณะนี้ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตรวจสายพันธุ์ในภาพรวมประเทศ พบว่าสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ขึ้นมาเป็น 32.2% ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และจังหวัดปริมณฑล ซึ่ง กทม.พบสัดส่วนเพิ่มมากถึง 52.2% มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) &amp;nbsp; ถือว่าเป็นการเข้ามาค่อนข้างเร็วกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย &amp;nbsp;ในขณะที่ต่างจังหวัดขึ้นค่อนข้างเร็วพบแล้ว 18% ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยพบใน 47 &amp;nbsp;จังหวัด อย่างพื้นที่ภาคใต้เดิมไม่มีเดลตา ล่าสุดพบอยู่ในหลายจังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ขณะที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานีที่พบค่อนข้างมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื้อเดลตาในพื้นที่ กทม. 52% กระจายอยู่ในทุกเขต ทางตอนเหนือจากแคมป์หลักสี่ ไปทางทิศตะวันตกตอนล่างมากพอสมควรและกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ดังนั้นค่อนข้างจะบอกได้ว่าสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในกรุงเทพฯ ขณะนี้คือสายพันธุ์อินเดียหรือสายพันธุ์เดลตา&amp;quot; นพ.ศุภกิจ กล่าวและว่า สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) สัปดาห์นี้เพิ่มมากว่า 50 ราย แต่ยังจำกัดวงอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส มีกระจายไปจังหวัดใกล้เคียงอยู่พอสมควรที่สุราษฎร์ธานี มียืนยัน 1 ราย นครศรีธรรมราช 3 ราย กระบี่ 1 ราย สำหรับกทม.เพิ่มอีก 2 รายซึ่งเป็นญาติของรายแรกที่พบการติดเชื้อ
งัด 4 มาตรการคุมโควิด กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;แถลงแนวทางการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า การระบาดครั้งนี้เห็นตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลักพันระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ของโรค &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามการระบาดยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;ส่วนต่างจังหวัดเป็นผู้ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการระบาดขึ้น ซึ่ง สธ.สั่งการให้บุคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp;พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าอื่นๆ ในพื้นที่ที่ยังมีการติดเชื้อจำนวนน้อยเข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาลบุษราคัม ซึ่งมี &amp;nbsp;3,700 เตียง ดูแลผู้ป่วยอาการปานกลางไปจนถึงอาการมาก ซึ่งหากอาการรุนแรงมากจะมีการส่งต่อไป รพ.สังกัดโรงเรียนแพทย์ หรือ รพ.ขนาดใหญ่ ในสัปดาห์นี้เราได้ร่วมกับ รพ.มงกุฎวัฒนะเปิดเตียงไอซียูอีก 24 เตียง และร่วมกับภาคเอกชนเปิดเตียงไอซียูที่ รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ &amp;nbsp;11 อีก 58 เตียง โดยมีบุคลากรจากวชิรพยาบาล, รพ.ธรรมศาสตร์, รพ.รามาธิบดีเข้าไปช่วยดูแลผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้เสนอมาตรการปรับวิธีการควบคุมโรคให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อและให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น โดย 4 มาตรการใหม่ ได้แก่ 1.การค้นหาผู้ติดเชื้อใหม่ 2.ปรับระบบรักษาดูแลผู้ป่วย 3.มาตรการวัคซีน และ 4.มาตรการสังคม ซึ่งจะเป็นการควบคุมโรคที่จะใช้ในกรุงเทพฯ โดยทันที เพื่อพยายามควบคุมโรคและลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้ได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ ทั้งนี้มีการใช้มาตรการแนวทางแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) &amp;nbsp;ซึ่งจะมีระบบดูแลรักษาผู้ป่วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัด สธ.กล่าวว่า สธ.ได้ประกาศนโยบายการฉีดวัคซีนกระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าใน รพ. ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นสำหรับการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะสายที่กลายพันธุ์หรือสายพันธุ์เดลตา หรือสายพันธุ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นมา ส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ย้ำว่าวัคซีนที่มีในเดือน ก.ค.นี้จะเทให้ 2 กลุ่มนี้ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของวัคซีนที่ได้มา เพื่อลดอัตราการป่วยหนัก หรือการเสียชีวิต ขณะที่การฉีดวัคซีนตามนโยบายปูพรมจะลดลง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;กล่าวว่า มาตรการควบคุมโรคจะมี 2 ส่วน คือ 1.พื้นที่ต่างจังหวัดยังใช้มาตรการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะจังหวัดที่ยังติดเชื้อไม่มาก จะต้องเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือปอดอักเสบที่เข้ามารักษาใน รพ. การใช้มาตรการป้องกันตัวเอง DMHTT มาตรการค้นหาผู้ป่วย เพื่อสอบสวนโรคหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เสี่ยงต่ำ และใช้มาตรการค้นหาเชิงรุก ดังนั้น เป็นการยกระดับมาตรการเดิมที่มีอยู่ให้มีความเข้มข้นขึ้น และ 2.พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เป็นศูนย์กลางการระบาดดังนั้น มาตรการเดือน ก.ค.-ส.ค.จะมีการปรับให้สอดคล้องมากยิ่งขึ้น เน้นไปที่การป้องกันโรคในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อที่มีโอกาสเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค โดยจะมีฟาสต์แทรกให้ 2 กลุ่มนี้ได้รับการตรวจหาเชื้อและการรักษาในโรงพยาบาลทันที เพื่อลดอาการป่วยและเสียชีวิต สำหรับกลุ่มอื่นที่ยังไม่มีอาการที่เป็นวัยหนุ่มสาวอัตราการป่วยหนักน้อยกว่า จะให้ใช้วิธีการตรวจอื่นควบคู่กันไป&amp;nbsp;
สกัดก่อนลามเป็นคลัสเตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับการสอบสวนควบคุมโรค จะเน้นไม่ให้เกิดกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ใหญ่ หาจุดเสี่ยงที่จะมีการระบาดให้ทันเวลาและสอบสวนเฉพาะราย หรือการหาไทม์ไลน์จะให้แต่ละจุดตรวจเป็นผู้ดำเนินการแทน และการควบคุมเชิงรุกจะเน้นย้ำระวังในกลุ่มซูเปอร์สเปรดเดอร์ หรือผู้ที่ทำให้มีการกระจายเชื้ออย่างกว้างขวาง รวมทั้งมาตรการบับเบิล แอนด์ซีลในแรงงานต่างด้าว โรงงาน สถานประกอบการ &amp;nbsp;แคมป์คนงาน ตลาดสด ตลาดขนาดใหญ่ เรือนจำ รวมทั้งแหล่งที่มีคนรวมตัวกัน และสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นมาตรการที่เราจะเสนอและดำเนินการร่วมกับ กทม. นอกจากนี้จะระดมฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ ที่มีกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง รวม 1.8 ล้านคน ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนปริมณฑลจะฉีดให้ได้เดือน ก.ค.นี้ สำหรับจังหวัดอื่นๆ ใน 2 กลุ่มนี้อีก 17.85 &amp;nbsp;ล้านคนภายในเดือน ส.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า การยกระดับมาตรการทางสังคม ระดับองค์กร โดยเฉพาะประชาชนเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีการระบาดมาก ต้องขอความร่วมมือมาตรการทำงานจากบ้าน (Work From Home) ในสถานที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ สถานประกอบการเอกชนขนาดใหญ่ ขอให้ได้ร้อยละ 70 และส่งเสริมให้ประชาชนเพิ่มความเข้มงวดมาตรการบุคคล ประยุกต์มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลมาใช้กับตัวเองและครอบครัว เนื่องจากการติดเชื้อในกรุงเทพฯ และปริมณฑลส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อในครอบครัวและที่ทำงาน จึงขอให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยให้ได้มากที่สุดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน งดเว้นการทำกิจกรรมอื่นที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงาน จะต้องงดเว้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานจัดตั้ง ศูนย์พักคอยกรุงเทพมหานคร เพื่อรอการส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 โดยขณะนี้ทั้ง 6 กลุ่มเขตได้พิจารณาจัดตั้งศูนย์โดยกระจายครอบคลุมทั้ง 6 กลุ่มเขต &amp;nbsp;รวม 17 ศูนย์ รองรับผู้ป่วยได้ 2,560 เตียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ที่มีความพร้อมสามารถเปิดได้ทันทีมีจำนวน &amp;nbsp;5 ศูนย์ ได้แก่ 1.อาคารปฏิบัติธรรม วัดอินทรวิหาร เขตพระนคร รับได้ 170 เตียง 2.วัดสะพาน เขตคลองเตย รับได้ 250 เตียง 3.ค่ายลูกเสือกรุงเทพวันวาน เขตหนองจอก รับได้ 200 เตียง 4.วัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย รับได้ 90 เตียง และ 5.ศูนย์สร้างสุขทุกวัยบางแคเรืองสอน เขตบางแค รับได้ 150 เตียง รวมจำนวนผู้ป่วยที่สามารถรับได้ทั้งสิ้น 860 เตียง จากนั้นจะทยอยเปิดให้บริการศูนย์ที่เหลือภายในวันที่ 9 ก.ค. สำหรับศูนย์ฯ อาคารกีฬาเวสน์ 2 เขตดินแดง จะสามารถเปิดได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้กำชับให้ทุกเขตเร่งปรับปรุงสถานที่ให้มีความเหมาะสมและมีองค์ประกอบครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขอนามัย ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบรักษาความปลอดภัย CCTV ระบบสื่อสารภายในกับผู้ป่วย และการกำจัดขยะติดเชื้อ โดยตั้งเป้าจะจัดตั้งให้ครบ &amp;nbsp;20 ศูนย์ รับผู้ป่วยได้ 3,000 เตียงให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยตกค้างและไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในครอบครัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108745</URL_LINK>
                <HASHTAG>166 ราย, กทม., ดับ 50  ราย, ติดเชื้อหนักพุ่ง 6, สายพันธุ์อินเดีย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d994b7da3fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายพันธุ์อินเดียบุกกทม.  สัปดาห์เดียวเพิ่ม331ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64 - ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวสถานการณ์เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ในประเทศไทย ว่า การเก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.2564 พบสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวลต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยจะเห็นว่าสัดส่วนสายพันธุ์เริ่มเปลี่ยนแปลง สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) สัปดาห์วันที่ 13 มิ.ย. พบ 9.76% สัปดาห์วันที่ 13-20 มิ.ย. เพิ่มเป็น 10.43% และสัปดาห์ที่ 20-27 มิ.ย. เป็น 12.30% ขณะที่ สายพันธุ์เบตา(แอฟริกาใต้) เพิ่มขึ้นช้าๆ จาก 0.61% เป็น 1.39% ที่ส่วนใหญ่พบใน จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แยกพื้นที่ระหว่างกรุงเทพมหานคร และภูมิภาค พบว่า ภาพรวมของ กทม. สายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นจาก 23.67% เป็น 25.66% ขณะที่ในภูมิภาคเพิ่มจาก 2.58% เป็น 5.05% นั่นหมายความว่าสายพันธุ์เดลตามีสัดส่วนมากขึ้น&amp;nbsp; ทำให้เราเข้าใจว่าในต่างจังหวัด กว่า 90% ยังเป็นสายพันธุ์อัลฟา(อังกฤษ) ส่วนพันธุ์เดลตาพบบ้าง แต่พบชุกชุมในกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า จากภาพรวมทั้งประเทศ สายพันธุ์เดลตา มีอัตราเฉลี่ยสะสม 12.30% แต่ข้อมูลเฉพาะในสัปดาห์นี้ สัดส่วนของสายพันธุ์เดลตา ขยับมาอยู่ที่ 16.59% และเพิ่มมากที่สุดคือ กทม. คิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด ส่วนภูมิภาคเดลตาขยับเพิ่มเป็น 7.34% อย่างไรก็ตามหากอัตรายังเป็นแบบนี้ คาดว่าอีก 2-3 เดือน สายพันธุ์เดลตา ในกทม. อาจจะมากกว่าสายพันธุ์อัลฟาเดิม ทั้งนี้ข้อมูลในสัปดาห์นี้ พบสายพันธุ์เดลตาเพิ่ม 459 ราย รวมเป็น 1,020 ราย สายพันธุ์เบต้า เพิ่มอีก 89 ราย สะสม 127 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ล่าสุด (21-27 มิถุนายน 2564) สายพันธุ์เดลตาจากเดิม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;661 ราย พบเพิ่มอีก 459 ราย ในเขตสุขภาพที่ 1, 2, 3, 4, 6, 7, 8, 12 และมากที่สุดในเขตสุขภาพที่ 13 (กรุงเทพฯ)&amp;nbsp; จำนวน 331 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงระหว่าง เมษายน-20 มิถุนายน พบสายพันธุ์เดลต้าแล้ว 491 ราย เมื่อรวมกับยอดที่พบใหม่ อีก 331 ราย &amp;nbsp;ทำให้เฉพาะกทม. มีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจำนวน 822 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบใน นครสวรรค์ 11 ราย , อยุธยา 7 ราย , กาฬสินธุ์ 6 ราย , อุดรธานี 23 ราย , สกลนคร 22 ราย , เลย 20 ราย , หนองบัวลำภู 12 ราย , พะเยา เพชรบูรณ์ ชลบุรี มหาสารคาม จังหวัดละ 1 ราย , อุทัยธานี หนองคาย จังหวัดละ 2 ราย , ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม 3 ราย และ อุตรดิตถ์ บึงกาฬ จังหวัดละ 4 ราย โดยสังเกตได้ว่าเขตสุขภาพที่ 8 มีเกือบครบทุกจังหวัด ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่พบว่า คนจากกทม. เช่น แคมป์คนงาน เดินทางกลับบ้าน ซึ่งขณะนี้รัฐพยายามเข้าไปควบคุมดูแล เพราะข้อมูลทำให้เห็นว่ามีการกระจายนอกจากสายพันธุ์อัลฟ่า ยังมีสายพันธุ์เดลตาไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเดิมภาคใต้ไม่มีสายพันธุ์เดลตา แต่วันนี้เราพบที่ นราธิวาส 2 ราย จากการสอบสวนโรคพบว่า เป็นผู้ที่เข้ามาจากรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ขณะที่สายพันธุ์เบต้าเพิ่มขึ้นมา 89 รายในสัปดาห์นี้ เป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 1 ราย ยังมีรอผลตรวจอีก 3 ราย นราธิวาส 84 ราย ส่วน ยะลา 2 ราย พัทลุง 1 ราย เชื่อมโยงคลัสเตอร์โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคใต้ และ กทม. 1 ราย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจของประชาชน แต่ย้ำว่าไม่ได้เป็นการเจอจากในพื้นที่กทม. จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ติดเชื้อในกทม. เป็นลูกจ้างในตลาดแห่งหนึ่ง โดยลูกชายจากนราธิวาส เดินทางมาเยี่ยม ในขณะที่เดินทางมาถึงยังไม่มีอาการ แต่เมื่อกลับไปที่นราธิวาสเริ่มไม่สบายแล้วไปตรวจพบเชื้อ จะมีการสอบสวนโรคมาที่ครอบครัวใน กทม. พบว่า พ่อติดเชื้อเช่นกัน ในขณะที่ญาติก็ติดเชื้อเช่นกันและอยู่ในระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเพื่อนร่วมงานอีก 6-7 ราย ไม่พบเชื้อ จึงสันนิษฐานได้ว่าผู้ป่วย 1 ราย ในกทม. ติดเชื้อมาจากลูกชายที่มาเยี่ยม แม้ขณะที่ไม่มีอาการแต่ก็สามารถแพร่เชื้อได้ โดยขณะนี้พบ 1 รายเรายังล็อกได้อยู่ ซึ่งก็อาจจะหายไป ไม่พบเพิ่มในสัปดาห์หน้า ดังนั้นเราจึงกังวลคือสายพันธุ์เดลตา ที่กำลังคืบคลาน และมีสัดส่วนมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107897</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, สธ., สายพันธุ์อินเดีย, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d96441762ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอสตร้าฯยันวัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์&#039;อินเดีย-อังกฤษ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.2564 &amp;ndash; แอสตร้าเซเนก้าได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ในหัวข้อ &amp;ldquo;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้า (สายพันธุ์อินเดีย)&amp;rdquo; โดยระบุว่า วัคซีนมีประสิทธิผลสูงถึง 92% ในการการลดการนอนโรงพยาบาลจากสายพันธุ์เดลต้า ข้อมูลล่าสุดจากสาธารณสุขประเทศอังกฤษ (PHE) แสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลต้า (B.1.617.2 เดิมคือสายพันธุ์อินเดีย) ได้ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลการใช้วัคซีนที่เผยแพร่ในเอกสารก่อนการตีพิมพ์(pre-print) โดย สาธารณสุขประเทศอังกฤษ พบว่าหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าครบทั้งสองเข็มแล้ว วัคซีนมีประสิทธิผลสูงถึง 92% ในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลและไม่มีผู้ที่เสียชีวิตจากสายพันธุ์เดลต้าในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน โดยรายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่สามารถป้องกันสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7 เดิมคือสายพันธุ์อังกฤษหรือเคนท์) โดยมีประสิทธิผลสูงถึง 86% ในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลและไม่มีรายงานการเสียชีวิตในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิผลต่อการป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการน้อย (mild symptomatic disease) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวัคซีนมีประสิทธิผลสูงถึง 74% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการจากสายพันธุ์อัลฟ่า และ 64% จากสายพันธุ์เดลต้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสิทธิผลที่สูงขึ้นของวัคซีนในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนรักษาในโรงพยาบาลพิสูจน์ได้จากการที่ทีเซลล์มีการตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งสัมพันธ์กันกับการป้องกันที่นานและมีประสิทธิภาพสูงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมเน แพนกาลอส รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนา BioPharmaceuticals กล่าวว่า &amp;ldquo;จากข้อมูลการใช้วัคซีนจริงแสดงให้เห็นว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า สามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าในระดับที่สูง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ผู้คนต่างมีความกังวล เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะยังมีบทบาทสำคัญมากทั่วโลก โดยยังคงมีความต้องการใช้วัคซีนในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและประเทศที่เข้าร่วมในโครงการ COVAX&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ารวม 14,019 ราย ในประเทศอังกฤษ มี 166 ราย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 12 เมษายน ถึง 4 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลการใช้วัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้านี้ รวบรวมจากการติดตามผลแบบเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่สองแล้ว ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินประสิทธิผลของวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในอนุทวีปอินเดียและมีแนวโน้มจะระบาดไปในประเทศต่างๆทั่วโลก ปัจจุบัน สายพันธุ์เดลต้าได้เข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่าที่แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศสกอตแลนด์และเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหราชอาณาจักร โดยคณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก (Strategic Advisory Group of Experts on Immunization - SAGE) ได้แนะนำให้มีการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือ เดิมเรียก AZD1222 &amp;nbsp;ถูกคิดค้นและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและบริษัท วัคซีเทค ซึ่งก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัสซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซีที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงและไม่สามารถแบ่งตัวได้ โดยหลังจากฉีดวัคซีนเซลส์ในร่างกายมนุษย์จะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในกรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ในกว่า 70 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีปทั่วโลกแล้ว และจากการขึ้นทะเบียนสำหรับการใช้ในภาวะฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้จะช่วยเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนใน 142 ประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อและจัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106561</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน, สายพันธุ์อินเดีย, เชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้า, เอกสารประชาสัมพันธ์, แอสตร้าเซเนก้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c99a4f490aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 20:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลี่ยงตีตราประเทศ WHOเปลี่ยนชื่อสายพันธุ์ไวรัสตามอักษรกรีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกประกาศตั้งชื่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศต่างๆ ตามอักษรกรีก อาทิ แอลฟา, บีตา แกมมา เพื่อหลีกเลี่ยงการตีตราประเทศนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารกล่าวว่า คำประกาศของมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่นครเจนีวาเมื่อวันจันทร์ เป็นการเปลี่ยนระบบการตั้งชื่อใหม่ที่จะใช้กับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล และสายพันธุ์ที่ถูกจัดในระดับรองลงมาคือสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจซึ่งกำลังถูกติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชื่อใหม่นี้จะไม่แทนที่ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยในการหารือของสาธารณะ&amp;quot; เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายใต้ระบบใหม่นี้ ไวรัสสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล ซึ่ง 4 สายพันธุ์กำลังสร้างปัญหาใหญ่อยู่ในเวลานี้ จะเปลี่ยนจากที่เคยเรียกชื่อว่า สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 เป็น แอลฟา, สายพันธุ์ B.1.351 ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ เป็น บีตา ส่วนสายพันธุ์ P.1 ที่พบครั้งแรกในบราซิล เรียกว่า แกมมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์อินเดีย B.1.617 ที่แยกย่อยเป็น 2 ชนิดนั้น B.1.617.2 ที่เป็นสายพันธุ์น่าห่วงกังวล มีชื่อว่า เดลตา และ B.1.617.1 สายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ เรียกว่า แคปปา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของดับเบิลยูเอชโอกล่าวว่า ชื่อวิทยาศาสตร์อาจยากต่อการพูดและจดจำ ทั้งยังมีการรายงานผิดๆ บ่อยครั้ง จึงทำให้ผู้คนมักเรียกชื่อสายพันธุ์ไวรัสตามสถานที่ที่พบ ซึ่งเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้และเพื่อให้การสื่อสารสาธารณะทำได้ง่ายขึ้น ดับเบิลยูเอชโอสนับสนุนให้หน่วยงานระดับประเทศ, สื่อมวลชน และหน่วยงานอื่นๆ นำการตั้งชื่อแบบใหม่นี้ไปใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อักษรกรีกมี 24 ตัว แต่ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอยังไม่มีแผนการว่าจะเลือกใช้วิธีใดต่อไปในการตั้งชื่อ หากอักษรเหล่านี้ถูกใช้หมด โดยตอนนี้อักษรเอปไซลอน, ซีตา, อีตา, ทีตา และไอโอตา ก็ถูกใช้เรียกชื่อไวรัสในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลไปแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104962</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, บีตา, สายพันธุ์บราซิล, สายพันธุ์อังกฤษ, สายพันธุ์อินเดีย, สายพันธุ์แอฟริกาใต้, องค์การอนามัยโลก, อักษรกรีก, เปลี่ยนชื่อไวรัสโควิด, แกมมา, แอลฟา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae3e1429841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.แถลง 15 รายติดโควิดสายพันธุ์อินเดีย อาการไม่รุนแรง-วัคซีนแอสตร้าฯยังสามารถป้องกันได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวประเด็นการพบเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย ในแคมป์ก่อสร้างหลักสี่ 15 ราย ว่า มีการค้นพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียในประเทศไทย หรือ B.1.617.2 โดยสายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลาจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ค้นพบที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งสายพันธุ์ที่ทั่วโลกพูดถึงและจับตาดูอยู่ ประกอบด้วยสายพันธุ์อังกฤษ สายพันธุ์อินเดีย สายพันธุ์บราซิล สายพันธุ์แอฟริกาใต้ โดยเป็นสายพันธุ์ที่ประเทศไทย มีการถอดรหัสพันธุกรรมและรวบรวมข้อมูล รวมถึงใช้หลักระบาดวิทยามาอ้างอิง ทั้งนี้สายพันธุ์ที่มีการระบาดในประเทศไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์อังกฤษ การแพร่กระจายเชื้อเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนสายพันธุ์อินเดียมีการค้นพบในหลายประเทศ โดยประเทศที่มีการถอดรหัสพันธุกรรมและค้นพบมากที่สุด นั่นคือ ประเทศอังกฤษ รวมทั้ง ประเทศมาเลเซีย และล่าสุดที่มีการระบาดที่สนามบินชางงี สิงคโปร์ ข้อมูลล่าสุดพบว่าเป็นสายพันธุ์อินเดีย ขณะที่ เมียนมาและกัมพูชา ยังมีข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมที่ค่อนข้างจำกัด แต่ก็เชื่อได้ว่าอาจจะมีสายพันธุ์อินเดียอยู่แล้วเหมือนกัน ดังนั้น ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะพบสายพันธุ์อินเดียหลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพบการแพร่ระบาดที่แคมป์คนงานก่อสร้าง เขตหลักสี่ และได้มีการนำตัวอย่าง 61 ตัวอย่าง ไปตรวจหาสายพันธุ์ พบว่า เป็นสายพันธุ์ที่ตรงกับสายพันธุ์อินเดียอยู่ 15 ตัวอย่าง หรือ 15 คน โดยเป็นเพศชาย 7 คน เพศหญิง 8 คน อายุเฉลี่ย 46 ปี ทั้ง 15 คนขณะนี้ส่วนใหญ่อาการเล็กน้อย ไม่รุนแรง &amp;nbsp; ยังรักษาอยู่ในรพ. โดยในจำนวน 15 ตัวอย่างนี้ พบว่าเป็นคนงานที่อยู่ในแคมป์ก่อสร้าง 12 คน ส่วนอีก 3 คน เป็นผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านกับคนในแคมป์คนงาน โดยจะมีการสอบสวนควบคุมโรคและติดตามผู้สัมผัสต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายพันธุ์ดังกล่าว มีข้อมูลจากประเทศอังกฤษ Public Health England พบว่า สายพันธุ์นี้ การแพร่กระจายไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์อินเดีย แปลว่า สายพันธุ์อังกฤษกับสายพันธุ์อินเดีย การแพร่กระจายเชื้อไม่แตกต่างกัน ส่วนความรุนแรงของโรคยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์อินเดียมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อังกฤษ และเรื่องการดื้อวัคซีนพบว่า สายพันธุ์อินเดียยังไม่ดื้อต่อวัคซีน โดยเฉพาะยี่ห้อหลักที่ประเทศไทยนำเข้ามาใช้อยู่ คือ แอสตร้าเซนเนก้ายังสามารถป้องกันสายพันธุ์อินเดียและอังกฤษได้ โดยเห็นได้ว่าที่ประเทศอังกฤษมีการใช้แอสตร้าเซนเนก้า ปรากฎว่าการระบาดลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวถึงเรื่องแผนการกระจายวัคซีนโควิด-19 นั้น จะเริ่มในเดือน มิ.ย.64 โดยมีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เป็นวัคซีนหลัก ร่วมกับวัคซีนอื่นๆ ที่กำลังจัดหาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ หลายจังหวัดทั่วประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติมและได้กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งหมด 2.6 ล้านโดส และมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 2.5 ล้านเข็ม ซึ่งเป็นเป็นสำรอง แต่เมื่อมีการดำเนินการตามแผนหลักในเดือน มิ.ย.จะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103707</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนโควิด, สายพันธุ์อินเดีย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a778e300184.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
