<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;ยกเคส&#039;อิสราเอล-อเมริกา&#039;ติดเชื้อรายวันอื้อ เตรียมวัคซีนเข็ม 3 ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
โควิด 19 วัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ประเทศที่ฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก 80 เปอร์เซ็นต์ในผู้ใหญ่แล้วเช่น อิสราเอลซึ่งมีประชากรเพียง 9 ล้านคน ก็มีผู้ป่วยต่อวันเป็นพันและเข้าสู่หลักหมื่นแล้ว เมื่อเปรียบเทียบต่อประชากรแล้ว มากกว่าประเทศไทยเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอเมริกาเอง ก็มากกว่าแสนต่อวันแล้ว อัตราการเสียชีวิตลดลง ก็ยังวันละ ประมาณ 1,000 จากข้อมูล CDC&amp;rsquo;s COVID Data Tracker วันที่ 2 กันยายน มีผู้ป่วยใหม่ 153,728 คน เสียชีวิต 1209 ราย
ประเทศไทยเองก็เป็นสายพันธุ์ไวรัส Delta เกือบทั้งหมด มาเป็นเดือนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนที่ใช้อยู่ในโลกนี้ จะลดประสิทธิภาพในการป้องกันลง แต่ยังสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ และลดอัตราการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เราจึงต้องรีบให้วัคซีนในกลุ่มเสี่ยง และสตรีตั้งครรภ์
เรายังมีความหวังว่า ถ้าอัตราการให้วัคซีนเป็นอย่างขณะนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เราก็สามารถที่จะลดอัตราการเสียชีวิตลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมของเรายังมุ่งมั่นในการทำการศึกษาวิจัย การใช้วัคซีนตามทรัพยากรที่เรามีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การศึกษาวิจัยขณะนี้ กำลังศึกษาว่าจะให้ เข็มที่ 3 อย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด และใช้ทรัพยากรที่น้อยที่สุด ที่จะป้องกันสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเตรียมรองรับการให้วัคซีนเข็มที่ 3&amp;nbsp; ที่จะต้องใช้ในอนาคตอย่างแน่นอน
ขอโทษด้วยที่หายไปนาน เพราะไปมัวเก็บขยะอยู่
#หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115459</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนเข็ม3, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, สายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125e99149268.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 06:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 06:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษาศบค.แนะชาวโลกช่วยกันกดดันรัฐบาลประเทศรวยๆแบ่งปันขายวัคซีนให้ประเทศอื่นบ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64-ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;
จริงๆใครจะด่ารัฐบาลไทยก็ด่าไปนะครับ แต่ถ้าพอมีเวลา ช่วยกันเรียกร้องกดดันรัฐบาลประเทศรวยๆต่างๆ ที่จองวัคซีนไปตั้งแต่แรก ให้ช่วยแบ่งปันหรือแลกวัคซีนให้ประเทศอื่นๆกันบ้าง เพราะประเทศพวกนี้ตอนแรกก็จองไว้แบบเยอะเกินพอดี เช่น แคนาดา ฉีดได้เฉลี่ยคนละ 8.7 โดส! (พี่จะฉีดไปกี่ปี) หรืออเมริกา ตอนนี้วัคซีนรอบแรกเหลือจนจะหมดอายุ เพราะคนไม่ยอมไปฉีด ต้องบังคับจนคนออกมาประท้วง (ตอนหลังก็เลยยอมบริจาค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการกวาดจองวัคซีนเพื่อประโยชน์ของชาติตัวเอง (Vaccine Nationalism) เกิดผลทำให้ทำให้ประเทศอื่นๆได้วัคซีนช้า จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมาจากการระบาด เช่น อินเดีย เปรู แอฟริกา ซึ่งกลายเป็นทำให้วิกฤตโควิดมันลากยาวออกไปอีกทั่วโลกจากเดลต้าของอินเดีย รับผลกระทบกันไปทั่วโลก ทั้งประเทศที่ได้น้อย และประเทศที่กวาดจองเอง ก็ต้องมารับผลจากสายพันธุ์ใหม่อีก ซึ่งถ้ากระจายวัคซีนไปให้ทั่วๆกว่านี้ตั้งแต่รอบแรก อาจจะจบไปตั้งแต่สายพันธุ์อู่ฮั่นหรืออัลฟ่าไปแล้ว (รวมทั้งไทยด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถมตอนนี้พอกลับมาระบาด มี breakthrough infection ประเทศรวยก็กลับมาสต็อกฉีดเข็มสามกัน ทั้งที่ประชาชนค่อนโลกยังไม่ได้ฉีดเข็มแรก ไม่ได้จะขอฟรี แต่จะซื้อก็ซื้อไม่ได้ มันสมควรที่ชาวโลกจะช่วยกันกดดันเรียกร้องบ้างนะครับว่าให้เห็นแก่ส่วนรวมบ้าง อย่าเป็นพระเอกกู้โลกแค่ในหนัง นี่ของจริง คุณต้องแสดงสปิริตให้มากกว่านี้
แนะนำให้ดูคลิปนี้นะครับ
https://www.youtube.com/watch?v=2ty2J0s2W0c&amp;amp;t=2s (มีซับไทยด้วย)
https://www.news-medical.net/.../Vaccine-nationalism-may...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113913</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของโควิดทั่วโลก, จองวัคซีน, ที่ปรึกษาศบค., ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, สายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b572b3f08f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กกำพร้าพุ่ง1.5 ล้านคนใน 21 ประเทศ  ผลกระทบจาก...โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาใหม่คาดการณ์ว่าเด็ก 1.5 ล้านคนทั่วโลก ต้องประสบกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือผู้ดูแลที่เลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากโควิด-19 และข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ซึ่งรวมรวบข้อมูลการตาย และสถิติการเจริญพันธุ์จาก 21 ประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงเมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยทีมวิจัยทั้ง2แห่งพบว่ามีเด็กมากกว่า 1 ล้านคน สูญเสียพ่อแม่ 1คนหรือทั้งคู่ และเด็กอีกครึ่งล้านคนสูญเสียผู้ดูแลหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ซึ่งในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีเด็กมากกว่า 110,000 คน สูญเสียพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;nbsp; ทั้งนี้นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า ควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือย่างเร่งด่วน สำหรับเด็กเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเด็กกำพร้า ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพที่สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดร.เซธ แฟลกซ์แมน&amp;rdquo; 1 ในผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า &amp;quot;การระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ให้ถูกทอดทิ้งอย่างกะทันหันและถาวรตลอดไป เพราะเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ เด็กมีโอกาสน้อยที่จะติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงและเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่ความเสี่ยงที่ลดลงนี้ ได้ปิดบังผลกระทบร้ายแรงที่การระบาดใหญ่มีต่อเด็ก ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิต ที่มากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก นั่นจึงทำให้เด็กจำนวนมาก ต้องสูญเสียพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และผู้ใหญ่ที่สำคัญในชีวิตของพวกเขา เนื่องจากไวรัสโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ &amp;ldquo;ยูนิเซฟ&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;ldquo;เด็กกำพร้าที่เกิดจากการสูญเสียพ่อแม่หนึ่งคนหรือทั้งคู่ อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ เนื่องจากเด็กกำพร้ามีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน ความรุนแรงทางร่างกาย อารมณ์ และทางเพศ พวกเขาอาจมีอาการเรื้อรัง และมีความเสี่ยงสูงต่อเอชไอวี หรือโรคเอดส์และโรคอื่นๆเพิ่มสูงขึ้น&amp;rdquo;ทั้งนี้เด็กที่สูญเสียพี่เลี้ยงหรือคนดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่ เช่น ปู่ย่าตายายหรือญาติคนอื่น ก็มีความเสี่ยงต่อเด็กเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับข้อมูลการวิจัยข้างต้น ที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มวิจัยนักวิทยาศาสตร์จาก CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) รวมถึงมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ได้ถูกตีพิมพ์งานวิจัยไปเมื่อเร็วๆนี้ ในวารสารเกี่ยวกับการเครื่องมือแพทย์เดอะแลนซิต( The Lancet) ทั้งนี้การที่นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินว่า เด็กจำนวนเท่าใดที่กลายเป็นกำพร้านั้น ใช้ข้อมูลการตายจาก 21 ประเทศซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ของการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;ดร.ซูซาน ฮิลส์&amp;rdquo; นักวิจัยของ CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา ระบุว่า &amp;ldquo; ในผู้ใหญ่ทุกๆ 2 คน ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลก จะมีเด็ก 1 คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับการตายของพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ย้อนกลับไปในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีเด็ก 1.5 ล้านคนเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลพวงอันน่าสลดใจ ที่ถูกมองข้ามไปจากการเสียชีวิต ของผู้คนที่ติดโควิด-19 จำนวน 3 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนนี้ จะเพิ่มขึ้นเมื่อการระบาดใหญ่ดำเนินไปเรื่อยๆ และจากการศึกษาข้อมูลใน 21 ประเทศข้างต้น นักวิจัยค้นพบว่าในทุกๆวัน จะมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคิดเป็น 8 คน และเด็กมากกว่า 1 คน ในจำนวนเด็ก 1,000 คนในประเทศดังกล่าว ต้องสูญเสียผู้เลี้ยงดูหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็กไป จากโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศเปรูมีอัตราสูงสุด คือในเด็กจำนวน 1,000 คน ต้องสูญเสียผู้ดูแลเด็กสูงถึง 10 คน ส่วนในแอฟริกาใต้และเม็กซิโกก็มีอัตราที่สูงเช่นกัน ในเด็กจำนวน1,000 คน จะต้องสูญเสียพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูตั้งแต่เล็กอยู่ที่ 3-5 คน ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยคาดการณ์ว่ามีเด็กประมาณ 1.5 คน จากเด็ก 1,000 คนที่ต้อง สูญเสียผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดู คิดเป็นเด็กทั้งหมดประมาณ 114,000 คนที่ต้องเป็นเด็กกำพร้าจากเสียชีวิตของผู้ปกครองช่วงโควิด-19 ระบาด การประมาณนี้สอดคล้องกับเอกสาร ของสาธารณสุขอเมริกา หรือ CDC ซึ่งประมาณการว่าเด็กอเมริกันราว 119,000 คน ต้องสูญเสียผู้ปกครอง อันเนื่องจากการติดเชื้อของไวรัสร้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าอินเดียจะไม่ใช่ 1 ในประเทศ ที่มีอัตราการเสียชีวิตของผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กสูงสุดโดยรวม แต่นักวิจัยก็พบว่าการเสียชีวิตของคนอินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฤดูใบไม้ผลิปี 2021นั่นจึงทำให้จำนวนเด็กกำพร้าใหม่เพิ่มขึ้น 8.5 เท่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน 2564 เนื่องจากตัวแปรของสายพันธ์เดลต้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยเตือนว่าการค้นพบของพวกเขา อาจประเมินค่าต่ำไป หรืออาจพบว่ามีเด็กกำพร้า จากการที่ผู้ปกครองเสียชีวิต ในกลุ่มของเด็กที่มากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีจำนวนสูงมากกว่านี้ และข้อมูลของการประเมินข้างต้น ถือว่าค่อนข้างต่ำไปในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีการตรวจสอบข้อมูลไม่แพร่หลาย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112440</URL_LINK>
                <HASHTAG>CDC, Imperial College London, กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ, ดร.ซูซาน ฮิลส์, ดร.เซธ แฟลกซ์แมน, ผลกระทบ, มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน, ยูนิเซฟ, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกวางโจว, สายพันธุ์เดลต้า, สูญเสียพ่อแม่, เด็กกำพร้าพุ่ง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d229de0540.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 07:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ใช่ข่าวดี!&#039;นักไวรัสวิทยา&#039;เปิดตัวเลขงานวิจัยที่ควรทราบเพื่อการตั้งรับกับเดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.ค.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า
***ไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นตัวเลขที่ควรทราบเพื่อการตั้งรับกับเดลต้า***&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของไวรัสเดลต้าที่มีตอนนี้แทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องคุณสมบัติการแพร่กระจายของเชื้อที่ไวกว่าสายพันธุ์อื่นๆ และ ข้อมูลหนีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดต่างๆ ข้อมูลเรื่องความรุนแรงของเชื้อยังมีน้อยมากเพราะการเก็บข้อมูลจำเป็นต้องใช้ตัวอย่างจำนวนมาก ทีมวิจัยที่ University of Toronto ทำการเก็บข้อมูลผู้ป่วยโควิดตั้งแต่ กพ-มิย ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่แคนาดามีไวรัสหลายสายพันธุ์เข้ามาระบาดในประเทศ ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อด้วยไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ จำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วยหนักใน ICU และ ผู้ป่วยที่เสียชีวิต จากตัวอย่างทั้งสิ้น 211,197 ตัวอย่างได้ตัวเลขออกมาน่าสนใจ และ น่ากังวลครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตัวอย่างทั้งหมดมีผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าติดเดลต้าอยู่ 5,615 คน ในจำนวนนั้น 340 คน (6.1%)&amp;nbsp; มีอาการจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และในจำนวนที่เข้ารักษาตัวมี 92 คน (1.6% ของคนติดเดลต้าทั้งหมด) เข้า ICU และ ในจำนวนนั้นมีผู้เสียชีวิต 39 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขนี้เมื่อทำมาเปรียบเทียบความเสี่ยง (Odds ratio) ของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์แอลฟ่าดูเหมือนจะสูงกว่า และยิ่งเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมแล้วจะสูงกว่าชัดเจนตัวเลขจะอยู่ที่ 120% (เข้า รพ.), 287% (ICU) และ 137% (เสียชีวิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***เนื่องจากทีมวิจัยไม่มีข้อมูลการได้รับวัคซีนในตัวอย่างที่เก็บข้อมูลมา ทำให้ไม่ทราบว่า การใช้วัคซีนในประชากรของแคนาดาจะลดตัวเลขดังกล่าวลงได้หรือไม่ แต่จากการศึกษานี้ทีมวิจัยเชื่อว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือ รับยังไม่ครบโดส***&amp;nbsp; เพราะภาพที่ผมนำมาเทียบเป็นข้อมูลของ UK จะเห็นว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะมี % hospitalization ลดลงชัดเจนในช่วงที่เดลต้าระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เอกสารอ้างอิง
https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2021.07.05.21260050v2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109896</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, การแพร่ระบาดโควิด19, สายพันธุ์เดลต้า, อนันต์ จงแก้ววัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f0d84a4e7ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ห่วงสายพันธุ์เดลต้าทำระบาดยืดเยื้อกดเศรษฐกิจโคม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2564 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ขอติดตามและประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเกี่ยวกับมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ล่าสุดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 โดยต้องดูว่าหลังจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์จบแล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่ หรือหากสถานการณ์ดีขึ้นจนสามารถประกาศผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในประเทศไทยนั้น ถือเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทำได้ช้าลง ซึ่ง ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการติดตามและประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่านโยบายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 ที่ใช้ทำการประเมิน ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้ภายในต้นไตรมาส 4/2564 โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลัก ๆ ที่ต้องจับตา คือการกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง จนส่งผลให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น รวมถึงต้องจับตามองแรงกระตุ้นทางการคลัง เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ลดลงจะมีผลต่อแรงกระตุ้นทางการคลังในระยะต่อไป และฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจในปัจจุบันอาจจะนำไปสู่การจ้างงานที่จะส่งต่อไปยังฐานะทางการเงินของครัวเรือน ซึ่งก็จะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสมมุติฐานเดิม ธปท. มีการประเมินว่าในปีนี้รัฐบาลจะมีการเบิกจ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาท จำนวน 1 แสนล้านบาท เพราะยังมีการเบิกจ่ายวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทค้างอยู่ และจะมีการเบิกจ่ายอีก 2 แสนล้านบาทในปีหน้า แต่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากข้อมูลสมมุติฐาน ซึ่งภาพเศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. 2564 ได้มีการรวมการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าไว้ในระดับหนึ่งแล้ว และหากสถานการณ์การระบาดยังยืดเยื้อ รุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้างกว่าที่ประเมิน รวมถึงปัจจุบันมีการใช้มาตรการในการควบคุมอย่างล็อกดาวน์ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการรุนแรงกว่าที่เคยคาดการ ซึ่งประเด็นนี้จะส่งผลกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะมีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมเต็มจำนวนที่ 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลตอนที่ใช้ประเมินสถานการณ์นั้น การระบาดสายพันธุ์เดลต้ายังไม่รุนแรงเท่านี้ จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่สูงขนาดนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ธปท. กำลังเร่งประเมินภาพใหม่ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะเติบโตเป็นบวกหรือลบ จากปัจจุบันคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 1.8% โดยคงต้องไปดูปัจจัยลบเรื่องความไม่แน่นอนของการระบาด สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ยอมรับว่า ณ วันนี้ข้อมูลต่าง ๆ ยังส่งผลกระทบต่อจีดีพีในความเสี่ยงด้านต่ำอยู่&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชญาวดี กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การจัดหาและกระจายวัคซีนที่เหมาะสมให้เพียงพอและทันการณ์ โดยเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงจากเดิมตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการกลายพันธุ์ของไวรัสที่อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น และการระบาดในระลอกล่าสุดนี้ ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงมีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลงเหลือ 7 แสนคน จากเดิม 3 ล้านคน และปีหน้าเหลือ 10 ล้านคน จากเดิมที่ 21.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 พบว่า ภาคบริการและการลงทุนมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติด เป็นตัวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการระบาดในระลอกที่ 3 ขณะที่การส่งออกและการผลิตยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเมื่อมองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลัก ๆ มาจากความเปราะบางของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ยังฟื้นตัวไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ที่การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีแนวโน้มช้ากว่าในอดีต และคาดว่าจะมีลักษณะเป็น W-Shaped ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น กลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ช้าจากการสูญเสียทักษะและอาจทำให้ตลาดแรงงานกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลาดแรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิด scarring effects ที่แก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลทันท่วงที โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระยังมีความกังวลมากและต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของระลอกที่ 3 ซึ่งมีการประเมินระดับรายได้ของกลุ่มแรงงาน พบว่า แรงงานในภาคการค้ามีรายได้ลดลง และเริ่มเห็นการปลดพนักงาน ส่วนภาคบริการรายได้ปรับลดลงชัดเจน มีการลดวันทำงาน ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนที่เดิมเปราะบางอยู่แล้ว&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า 6 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ดังนั้นทุกส่วนต้องเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการด้านแรงงาน เพื่อรักษาการจ้างงานและพยุงรายได้กลุ่มเปราะบาง มาตรการด้านการคลัง ผ่านการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่ยังควบคุมการระบาดไม่ได้ ส่วนมาตรการด้านการเงิน ได้เร่งดำเนินการผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้ว 6.68 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.19 หมื่นราย โดยวงเงินอนุมัติเฉลี่ย อยู่ที่ 3.1 ล้านบาทต่อราย และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมถึงมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ สินเชื่ออิ่มใจ สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109466</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ, สายพันธุ์เดลต้า, เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d937d8c00e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 07:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.วรัชญ์&#039;ยกคำพูดองค์การอนามัยโลก&#039;วัคซีนทุกตัวป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.ค.64 -ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp; ระบุว่า
&amp;quot;วัคซีนทุกตัวป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้&amp;quot;
ประโยคนี้หมอไทยพูดอยู่ทุกวัน แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ถ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief of Scientist) ขององค์การอนามัยโลกพูด จะเชื่อไหมครับ
ดร.สมยา สวามินาธาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ Science in 5 ว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้า (ที่กำลังอาละวาดไปทั่วโลก) นั้นระบาดได้ง่ายกว่าเดิม และต่อต้านภูมิคุ้มกัน (ที่ได้จากวัคซีน) ได้มากกว่าเดิม
&amp;quot;แต่ข่าวดีก็คือ วัคซีนที่รับรองโดย WHO ทุกตัว สามารถป้องกันการป่วยหนัก และการเสียชีวิตจากโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้&amp;quot;
&amp;quot;ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ หากคุณมีโอกาสได้ฉีดวัคซีนที่รับรองโดย WHO กรุณารับไว้&amp;quot;
นอกจากนี้ ดร.สมยา ยังกล่าวว่า
&amp;quot;เป้าหมายหลักของวัคซีน คือการป้องกันการป่วยหนัก&amp;quot;
&amp;quot;หากคุณดูที่ประสิทธิภาพของวัคซีนต่างๆในการป้องกัน อาจจะมีตั้งแต่ 70-90% แต่ถ้าดูการป้องกันการป่วยหนัก ทุกตัวนั้นดีมากทั้งหมด นั่นคือป้องกันได้มากกว่า 90%&amp;quot;
&amp;quot;ไม่มีวัคซีนตัวไหนป้องกันการติดเชื้อได้ 100% นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว แต่คุณก็ยังติดเชื้อได้&amp;quot;
...............................................
วัคซีนที่รับรองแล้วโดย WHO
- AstraZeneca/Oxford vaccine
- Johnson and Johnson
- Moderna
- Pfizer/BionTech
- Sinopharm
- Sinovac
หรือพูดอีกอย่างได้ว่า วัคซีนทุกตัวที่ WHO รับรอง #ไม่ห่วยนะครับ
https://www.who.int/.../episode-44---delta-variant-and...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109110</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, สายพันธุ์เดลต้า, องค์การอนามัยโลก (WHO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a6f213e2d2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชื้อ&#039;เดลต้า&#039;ระบาดเร็วคาดสัปดาห์หน้าผู้ติดเชื้อทะลุหมื่น ยอมรับผู้ป่วยหนักเฉียด 2,500 ราย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,519 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 6,448 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 4,958 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,490 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 55 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 16 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 301,172 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 4,148 ราย ยอดรวมหายป่วยแล้ว 231,171 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 67,614 ราย อาการหนัก 2,496 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 676 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 54 ราย เป็นชาย 32ราย หญิง 22 ราย อยู่ในกทม. 30 ราย ปัตตานี 4 ราย สมุทรปราการ ปทุมธานี จังหวัดละ 3 ราย นครราชสีมา ยะลา สมุทรสาคร จังหวัดละ 2 ราย เชียงราย เพชรบุรี ชลบุรี นครปฐม ชัยภูมิ นราธิวาส นครศรีธรรมราช และพระนครศรีอยุธยา จังหวัดละ 1 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 2,387 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีน วันที่ 6 ก.ค. ฉีดไปได้ 269,653 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 223,268 ราย เข็มที่สอง 46,385 ราย ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 11,328,043 โดส ซึ่งเป้าหมายเราอยากฉีดให้ได้วันละ 300,000-500,000 โดส ตอนนี้ถือว่ายังน้อยกว่าแผน ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ป่วยสะสม 185,381,383 ราย เสียชีวิตสะสม 4,008,981 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 1,549ราย สมุทรปราการ 548 ราย สมุทรสาคร 434 ราย นครปฐม 266 ราย ชลบุรี 262 ฉะเชิงเทรา 252 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 241 ราย นนทบุรี 235 ราย ปทุมธานี 21 ราย และปัตตานี 190 ราย ส่วนการระบาดในหลายพื้นที่ จ.นนทบุรี โรงงานน้ำจิ้ม อ.บางบัวทอง 61 ราย ,จ.ปทุมธานี โรงพยาบาลเอกชน อ.คลองหลวง 10 ราย ,จ.ตาก โรงงานพืชไร่ อ.แม่สอด 33 ราย ขณะที่ในกทม.มีคลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวัง 118 แห่ง พบ 2 คลัสเตอร์ใหม่ คือ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เขตมีนบุรี และโรงงานผลิตจิวเวลรี่ เขตบางนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า หากดูตัวเลขผู้ป่วยที่มีอาการหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจจะเพิ่มจากก่อนหน้านี้พอสมควร อาการหนักจาก 1,000 ต้นๆตอนนี้เป็น 2,000 กว่าราย ใส่เครื่องช่วยหายใจจาก 300 -400 ราย เป็น 600 กว่าราย ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก มีการรายงานลักษณะผู้ป่วยแยกเป็นอาการเขียว เหลือง แดง ช่วงต้นเดือนเม.ย.ผู้ป่วย 80 เปอร์เซ็นต์เป็นอาการระดับสีเขียว ระดับสีเหลือง15 เปอร์เซ็นต์ และระดับสีแดง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจุบันสีเขียวเหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ เหลือง 20 เปอร์เซ็นต์ แดง 10 เปอร์เซ็นต์ และขอเน้นย้ำผู้ป่วยระดับสีแดง 10 รายใช้เครื่องช่วยหายใจ 4-5 ราย และจำนวนผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจ 10 ราย จะเสียชีวิต 1-2 ราย เป็นตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวัง ทำให้จะมีการปรับแผนฉีดวัคซีนระดมไปที่ผู้สูงอายุ และผู้มี 7 โรคเรื้อรัง โดยในหน่วยฉีดของกทม.จุดต่างๆ ทั้งในส่วนของกระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังเป็นประชากรส่วนใหญ่ สัปดาห์นี้จะเน้นย้ำการฉีดวัคซีนในทุกจุดให้เน้นไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและ 7 โรคเรื้อรัง เนื่องจากถ้าดูอัตราเสียชีวิตจะพบว่าค่ากลางของผู้เสียชีวิตอายุสูงกว่าคนที่อายุน้อย และข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่าผู้สูงอายุที่ติดเชื้อ 10 รายจะเสียชีวิต 1 ราย ถือว่าสูงอยู่ นโยบายจึงเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและคนที่มี 7 โรคเรื้อรังให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวอีกว่า และถ้าไปดูภาพรวมของประเทศจะเห็นว่าการติดเชื้อของกทม.และปริมณฑล มีจำนวนเท่ากับจังหวัดต่างๆ จากเดิมที่กทม.และปริมณฑลมีจำนวนมากกว่า สะท้อนให้เห็นภาพว่ามีการเดินทางข้ามพื้นที่ จากพื้นที่สีแดงกลับไปต่างจังหวัด ทำให้มีการกระจายการติดเชื้อไป 40 จังหวัด ที่สำคัญผู้ติดเชื้อของกทม.และปริมณฑล จะเป็นการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่าสายพันธุ์ที่แพร่ไปในต่างจังหวัดเป็นสายพันธุ์นี้ส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน อีกทั้งจากข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอเกี่ยวกับสายพันธุ์เดลต้านั้น พบว่าระบาดไปหลายประเทศ ที่หนักๆคือประเทศอังกฤษ พบผู้ติดเชื้อเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ และพบในส่วนของผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว โดยตัวเลขมีรายงานผู้ติดเชื้อ 92,029 ราย ซึ่ง 20,000 รายในจำนวนนี้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว ผู้ที่รับวัคซีนไปแล้ว 2 เข็มมีการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ถึง 7,235 ราย แต่ข้อดีคือผู้ที่ฉีดวัคซีนและติดเชื้อสายพันธุ์นี้มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่มีอาการหนัก ทำให้ยอดเสียชีวิตต่ำลง สรุปแล้วผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำใครมีผู้สูงอายุในครอบครัวให้ได้รับการฉีดวัคซีน หากได้รับการฉีดวัคซีนแม้เพียง 1 เข็มก็ลดการป่วยหนักและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวอีกว่า ส่วนการแพร่ระบาดนั้นทางแพทยสมาคมเป็นห่วง มีการประเมินคร่าวๆว่าเราพบสายพันธุ์เดลต้าเมื่อเดือนมิ.ย.โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์นี้แพร่กระจายได้เร็ว จึงคาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มผู้ติดเชื้อ 2 เท่าใน 2 สัปดาห์ หากคาดการณ์ไปสัปดาห์หน้าอาจจะยังขึ้นได้ถึง 10,000 ราย จึงขอเรียนให้ทุกคนเน้นย้ำมาตรการส่วนตัว ลดการเคลื่อนย้าย เฝ้าระวังผู้สูงอายุ และเน้นย้ำการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า สำหรับการรายงานตัวเลขกทม.ที่มีประชาชนรอเตียง วันนี้ กทม.รายงานว่า ผู้ป่วยสีแดงอยู่ที่ 40-50 รายต่อวัน ผู้ป่วยสีเหลือง 200-300 รายต่อวัน ผู้ป่วยสีเขียวอยู่ที่ 300-400 รายต่อวัน ตัวเลขสะสม 2 สัปดาห์จะเห็นได้ชัดว่าแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อใหม่เข้ามา ตัวเลขสะสมจึงสูงขึ้น ขณะที่การส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาศูนย์เอราวัณสามารถดำเนินการส่งผู้ป่วยได้ 500 เที่ยวต่อวัน ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก จึงพูดถึงมาตรการจัดการสองส่วนคือ การเพิ่มศักยภาพการขนผู้ป่วยไปยังศูนย์บริการที่ได้รับการดูแล โดยผู้ป่วยสีแดงต้องเข้าสู่ระบบทันที เหลืองต้องมีระยะเวลาคอยน้อยที่สุด อาจจะเป็น 1วันเพื่อนำทุกคนเข้าสู่ระบบ ส่วนผู้ป่วยสีเขียวหรือสีขาวที่แข็งแรงดี จะถูกจัดสรรไปอยู่ที่ศูนย์พักคอย ที่วันนี้มีการเปิดให้บริการ 5 ศูนย์ ที่เหลือจะทยอยเปิดวันที่ 9 ก.ค. โดยจะมีโรงพยาบาลพี่เลี้ยงคอยดูแลศูนย์ต่างๆ พร้อมทั้งมีการพูดคุยถึงการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามระดับสูงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีการเตรียมการหลังจากนี้ใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์เปิดรับผู้ป่วย ได้ประมาณช่วงเดือนส.ค. ประมาณ 5,000 เตียง สำรองสำหรับผู้ป่วยสีแดงวิกฤติ 1,360 เตียง ที่เหลือเป็นสีเหลือง สีเขียว รวมถึงมีการหารือถึงการให้ผู้ป่วยแยกกักที่บ้าน ซึ่งมีการหารือมาหลายครั้ง เหตุที่ยังไม่ประกาศใช้เพราะการให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้านมีความเสี่ยงอยู่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สิ่งสำคัญต้องมีมาตรการให้ผู้ป่วยประเมินตัวเองได้อย่างแม่นยำ บุคคลากรต้องมีช่องทางในการสอบถามอาการ ประกอบกับต้องมีมาตรการแยกกัก เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อ บุคคลากรทางการแพทย์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยทุกรายเลือกการแยกกัก เพราะต้องอยู่ในดุลพินิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ยังมีประชาชนร้องเรียนจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถหาที่ตรวจเชื้อ โควิด-19 ได้ เพราะไปโรงพยาบาลแล้วไม่รับตรวจ ศบค. จะปรับแผนอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจหาเชื้อ พญ.อภิสมัย กล่าวว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เห็นจากข่าวว่าหลายคนไปถึงโรงพยาบาลแล้วได้รับการปฏิเสธ ซึ่งในความจริงรัฐบาลไม่ได้ห้ามการตรวจหาเชื้อ ที่ประชุมพูดย้ำเสมอ และมีการทบทวนว่าแต่ละแล็ปนั้นจะต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ทุกโรงพยาบาลตอนนี้มีการรับตรวจ แต่จะเน้นไปยังสองกลุ่มหลัก คือ ทุกโรงพยาบาลตรวจเป็นมาตรฐานในกลุ่มที่เตรียมการผ่าตัด การคลอดลูก ทำฟัน หรือจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เข้าห้องไอซียู แต่ละโรงพยาบาลมีมาตรฐานที่จะต้องตรวจกลุ่มนี้อยู่แล้ว กลุ่มที่สองคือให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ถือได้ว่ามีประวัติเสี่ยงสูง เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการตรวจของโรงพยาบาลในสองกลุ่มนี้ ตัวเลขอยู่ที่ 300-400 รายต่อวัน ถือว่าเป็นภาระหน้างานเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคนที่วอล์คอินเข้าไปขอตรวจโดยไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ได้มีประวัติเสี่ยงสูงใดๆ บางครั้งโรงพยาบาลก็อาจจะบอกว่าขอให้สิทธิ์คิวกับผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องตรวจก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ที่ประชุมศบค.เล็กได้หารือกันว่าการที่กรุงเทพมหานครลงตรวจจะมีสองส่วนด้วยกัน คือถ้าผู้ป่วยวอล์คอินเดินเข้ามาด้วยประวัติสัมผัสเสี่ยงสูง กับผู้ติดเชื้อที่ยืนยันก่อนหน้านี้ พบว่าในจำนวนตรวจ 100 คน มี 90 คนเป็นผลบวก ถือว่าแม่นยำ 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งทางกรุงเทพมหานครรายงานว่ามีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่ตลาด โรงงาน เมื่อไปตั้งจุดตรวจตาม6กลุ่มเขต พบว่าอัตราการตรวจจับการระบาดในระบบเฝ้าระวัง พบผู้ติดเชื้อเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงจะมีการปรับระบบการตรวจ คือเน้นย้ำไปในการค้นหาสองส่วนคือ ส่วนการระบาด และตรวจตามไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ เพื่อติดตามไปว่าอยู่ครอบครัวกับใครบ้าง ทำงานสัมผัสเสียงใกล้ชิดกับใครบ้าง แต่ประชาชนที่ไม่เข้าข่าย คือไม่ได้เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน แต่ต้องการตรวจเอง ในที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องนี้เหมือนกันว่าในระยะอันใกล้นี้จะเปิดศูนย์วอล์คอินแล็ป ที่อาคารนิมิบุตร เพื่อให้ไปตรวจได้ หากตรวจพบมีผลติดเชื้อก็จะมีการจัดการพิจารณาเป็นผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง ก็จัดสรรไปยังศูนย์พักคอย 17 จุดของ กทม. และยังจะมีเพิ่มขึ้นอีก ส่วนสีแดงก็หาเตียงรักษาในโรงพยาบาลต่อไป จึงขอให้ติดตามข้อมูลในระยะนี้ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการตรวจหาเชื้อ และการจัดการเตียง หรือการแยกกักที่บ้านมาให้ติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยโฆษกศบค. กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำไปยังจังหวัดปลายทาง เพราะขณะนี้มีรายงานทุกวันว่าต่างจังหวัดมีการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น และในวันเดียวกันนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครมีผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์เดลต้า จึงมีความเป็นไปได้ว่าแต่ละพื้นที่เหล่านั้นมีเดลต้าเข้าไปแล้ว ดังนั้น จึงขอความร่วมมือไปยังทีมสาธารณสุข มหาดไทย ในพื้นที่จังหวัดให้มีการเตรียมทีม และเตรียมพื้นที่รองรับ เตรียมเตียงรับ ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ให้เหมาะสม รวมทั้งทีมสอบสวนโรค ถ้าเจอหนึ่งคนจะต้องรีบตามไปว่าใครเป็นผู้ที่สัมผัสเสี่ยงสูง และให้ประชาสัมพันธ์ต่อชุมชนนั้นเฝ้าระวังว่าขณะนี้มีบุคคลพื้นที่เสี่ยงเดินทางเข้ามาในพื้นที่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108940</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค., สายพันธุ์เดลต้า, แพร่ระบาดเร็ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e55fe74d1ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
