<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยิ่งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเสียหาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน จึงได้เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า โดยมีนโยบายที่จะขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อกระจายเส้นทางการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว และขนส่งผู้โดยสารได้ในปริมาณมาก ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและคับคั่งบนถนนที่มีพื้นที่จำกัด รวมไปถึงลดปริมาณการใช้รถยนต์ของประชาชน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณในการนำเข้า และยังช่วยลดมลพิษที่ปัจจุบันภาวะโลกร้อนกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสภาพอากาศของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือชื่ออย่างเป็นทางการ &amp;#39;รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สาย 1&amp;#39; สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช รถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการเมื่อปี 2542 และได้มีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องจนสามารถเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี และขยายในแนวเหนือ-ใต้ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ไม่ว่าจะเชื่อมกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และเตรียมจะเชื่อมรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใหม่อีก 2 สาย คือ เชื่อมกับสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ และเชื่อมกับสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่สถานีสำโรง ซึ่งช่วยลดปัญหาความคับคั่งของการจราจรลงได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยเฉพาะสายสีเขียว ที่ประสบความสำเร็จเปิดให้บริการครบทุกสถานีตลอดเส้นทางทั้ง 59 สถานี รวมระยะทางกว่า 68 กิโลเมตร มีรถไฟฟ้าให้บริการมากที่สุดถึง 98 ขบวน 392 ตู้ และมีการจัดรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับผู้โดยสารทั้งระบบได้สูงสุดมากกว่า 1.5 ล้านเที่ยวคนต่อวัน ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยรอบเส้นทางรถไฟฟ้า รองรับการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบัน การเดินรถในช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการนั้น บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC บริษัทในเครือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้รับสัมปทานเดินรถ และจะสิ้นสุดปี 2572 ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินรถจึงมีแนวคิดที่จะต่อสัญญากับผู้รับสัมปทานรายเดิมออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งก็ลุ้นกันตัวโก่งสำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ตั้งแท่นจะนำเสนอที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้ขาดเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในวันที่ 1 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา แต่แล้วก็ต่องวืดไปอีกครั้ง หลังจากที่กระทรวงคมนาคม และเครือข่ายในภาคประชาชนที่นำโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกโรงค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะพิจารณาต่อขยายสัมปทานให้กับ บมจ.บีทีเอส BTS จากเดิมสิ้นสุดปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยให้ข้ออ้างว่า อัตราค่าโดยสารที่กำหนดตามร่างสัญญาที่ 65 บาทตลอดสายนั้นสูงเกินไป ยิ่งในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ด้วยแล้ว ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายยังคงยืนยันเห็นว่าอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมนั้นคือ 25 บาทตลอดสาย ก็ยังทำให้กรุงเทพมหานครมีกำไรกว่า 23,000 ล้านบาทแล้ว และที่สำคัญรัฐควรที่จะนำโครงการมาดำเนินการเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในส่วนของกระทรวงคมนาคม เห็นว่า ภาครัฐจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปจ่ายคืนหนี้ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแทนกรุงเทพมหานคร รวมถึงจ่ายค่าจ้างเดินรถให้กับบีทีเอส และเมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2573 ให้รัฐเปิดประมูลการเดินรถใหม่ โดยนำโครงการเข้าสู่กระบวนการ PPP (รัฐร่วมลงทุนเอกชน) เพื่อกำหนดรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวนั้นจะทำให้รัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวและนโยบายอื่นๆ เพื่อสวัสดิการของประชาชน และสามารถลดค่าโดยสารจาก 65 บาทต่อเที่ยวเหลือ 50 บาทต่อเที่ยว หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นระดับค่าโดยสารที่เหมาะสมที่ทำให้ประชาชนมีกำลังบริโภคเพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะที่ภาครัฐจะมีรายได้จากเงินนำส่งระหว่างปี 2573-2602 เป็นเงิน 380,200 ล้านบาท พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดรายได้สูง รวมทั้งมีโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนี้บีทีเอสจำนวน 33,222 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บีทีเอสอยู่ระหว่างปรึกษาทนายความของบริษัท และรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายคาดว่าจะเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมหนี้ระบบรถไฟฟ้า ดอกเบี้ยที่จะทยอยครบดีล และค่าจ้างเดินรถในระยะ 8-9 ปีข้างหน้าก่อนสัญญาสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 อีกกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แน่นอนว่า หนี้มหาศาลก้อนนี้ถึงอย่างไรกรุงเทพมหานครก็ไม่อาจบิดพลิ้วหรือชักดาบคู่สัญญาเอกชนได้ ต่อให้ต้องทอดยาวไป 5 ปี 10 ปี ยังไงเสียก็ต้องได้รับการจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ก็อย่าลืมว่าบีทีเอส (BTS) ที่ว่านี้เคยผ่านบทเรียนที่ต้องแบกหนี้ท่วมจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกลางแบบ &amp;ldquo;การบินไทย&amp;rdquo; มาแล้ว บริษัทต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ต้องยอม &amp;quot;แฮร์คัตหนี้&amp;quot; ไประลอกหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น หากต้องแบกหนี้จากที่รัฐเอาแต่ซื้อเวลาไม่ยอมชดใช้หนี้ให้จนไม่อาจจะให้บริการเดินรถไฟฟ้าได้อีก ถึงเวลานั้นรัฐจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ กระทรวงคมนาคมและเครือข่ายเพื่อผู้บริโภคจะบากหน้าเข้ามารับผิดชอบแทนได้หรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และที่สำคัญ งานนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งให้จบโดยเร็ว เพราะหากโอ้เอ้ ซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรม อาจจะกลายเป็นประเด็นการเมืองที่จับเอามาต่อรองหรือโจมตีรัฐบาลโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เหมือนระบบตั๋วร่วม จนแล้วจนรอดผ่านไป 10 ปียังไม่ได้ใช้กันสักที. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC, บีทีเอส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_608128ca6de8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้นแบบรถไฟฟ้าประชารัฐปังหรือพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังจะหมดลงในปี 2572 นี้ ยังคงเป็นปัญหาที่ถกกันไม่จบว่าจะขยายสัญญาแลกหนี้หรือไม่ขยายดี ซึ่งมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ได้ออกมาสะท้อนมุมมองเรื่องของระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า ในหัวข้อ &amp;ldquo;ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ปังหรือพัง&amp;rdquo; ..ที่กำลังเป็นประเด็นสุดฮอตของคนกรุงอยู่เวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายเกรียงศักดิ์ได้ระบุถึงข้อดี-ข้อเสียของการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ แต่สุดท้ายสรุปว่ารูปแบบที่ดีที่สุดคือ การที่ภาครัฐควรลงทุนเอง และใช้เครื่องมือทางการเงินการคลังเพื่อคลายข้อจำกัดด้านเงินลงทุน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินโครงการเพื่อให้ต้นทุนดำเนินงานต่ำสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังแนะนำให้รัฐบาลควรต้องทบทวนการจะต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะสิ้นสุดใน 8-9 ปีข้างหน้าเสียใหม่ โดยรอให้สัมปทานสิ้นสุดลงแล้วนำมาบริหารจัดการเอง เพราะจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายรถไฟฟ้าได้เอง มีความยืดหยุ่นในเรื่องการกำหนดอัตราค่าโดยสาร สามารถจะนำเอาดอกผลกำไรที่ได้จากการเดินรถ หรือบริการที่เกี่ยวเนื่องมาชดเชยและปรับค่าโดยสารให้ถูกลง ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับที่เครือข่ายของผู้บริโภคเรียกร้อง คือ &amp;quot;โมเดลรถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้คิดถึงโครงการรถไฟฟ้า &amp;ldquo;แอร์พอร์ต เรล ลิงก์&amp;rdquo; ที่รัฐลงทุนเอง ใช้เงินประมาณ 35,000 ล้านบาท และตั้งบริษัทลูก บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ทำการบริหารจัดการเดินรถเองแบบเบ็ดเสร็จ กำหนดค่าโดยสารได้ต่ำ เนื่องจากเป็นบริการของรัฐที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบสนองความต้องการของผู้คน และเป็นบริการเสริมศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหลัก แต่ดูเหมือนล่าสุดภาครัฐได้ยกให้กลุ่มซีพี พ่วงไปกับโครงการรถไฟความเร็วสูง &amp;ldquo;ไฮสปีดเทรน&amp;rdquo; ไปแล้ว เพราะ รฟท.แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพูดถึง &amp;ldquo;โมเดลรถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;rdquo; จะรอสายสีเขียวก็คงอีกนาน แต่ก็มีอีกสายหนึ่งที่กำลังดำเนินการขณะนี้น่าจะสามารถทำเป็นโมเดลนำร่องได้เลย คือ &amp;ldquo;รถไฟฟ้าสายสีส้ม&amp;rdquo; ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ &amp;ldquo;การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; หรือ รฟม. กำลังดำเนินการอยู่เวลานี้ ไม่ต้องไปเปิดประมูลหาเอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการให้มันยุ่งเป็นยุงตีกันอะไรหรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือเห็นกันจะจะว่าเปิดประมูล แต่วันดีคืนดีตัวผู้บริหาร รฟม.และคณะกรรมการคัดเลือกก็ลุกขึ้นมาแก้ไขเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกกันกลางอากาศ จนทำเอาโครงการประมูลสะดุดกึก เกิดการฟ้องร้องกันนัวเนียอย่างที่เห็น จนเรียกล่าสุดนั้นก็นัยว่ายังถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤตมิชอบมีคำสั่งให้รับคำฟ้องที่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTS ฟ้องเอาผิดผู้ว่า รฟม. และกรรมการคัดเลือก กรณีรื้อเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกและยกเลิกการประมูลโดยไม่ชอบเอาซะอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อยุ่งวุ่นวายกันอย่างนี้แล้วก็จับมาเป็น Model ต้นแบบรถไฟฟ้าให้รัฐ ให้ รฟม.บริหารเดินรถเสียเองให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป เพราะรถไฟฟ้าสายรัฐบาล โดย รฟม.ลงทุนงานโยธา ในส่วนโครงการสายตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) เหลือแค่จัดซื้อระบบรถไฟฟ้ากับขบวนรถไฟฟ้ามาวิ่งก็จบแล้ว ส่วนสายสีส้มตะวันตกก็ทำเป็นเฟส 2 หรืออย่างไรก็ค่อยมาว่ากัน เมื่อรับบริการการเดินรถเองก็สามารถกำหนดค่าโดยสารให้มันถูกเป็น &amp;ldquo;รถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;rdquo; เพื่อคนกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ การให้สัมปทานรถไฟฟ้าอาจไม่ทำให้ราคาค่าโดยสารต่ำกว่า เนื่องจากเอกชนย่อมมีเป้าหมายในการแสวงหากำไร แต่กระนั้นการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าของ BTS หรือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน/สายสีม่วงของ รฟม.นั้น รัฐเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารมาแต่แรก และมีกลไกการปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น หาใช่เอกชนจะกำหนดได้เองตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากจะย้อนไปดูไส้ในโครงการเหล่านี้ก็ล้วนมีการกำหนดทางหนีทีไล่กรณีปริมาณผู้โดยสารในอนาคตไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างกรณีที่ปริมาณผู้โดยสารสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทุกโครงการก็มักจะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดให้เอกชนต้องแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นและเป็นไปนั้น เกือบทุกโครงการต่างมีปริมาณผู้โดยสารต่ำกว่าคาดการณ์ทั้งสิ้น แต่ก็ยังไม่เห็นมีเอกชนรายใดหยุดให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส (BTS) ที่เห็นกำไรทะลักในวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะเดินมาถึงวันนี้ ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ต้อง &amp;ldquo;แฮร์คัตหนี้&amp;rdquo; เจ็บตัวไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในช่วงก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ามาดูในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นนั้น รัฐบาลเขาอุดหนุนบริการสาธารณะ อย่างรถไฟฟ้านี้ในส่วนงานที่เป็นงานโยธา (Civil work) แบบเดียวกับที่รัฐบาลให้ รฟม.นั่นแหละ เพื่อที่บริษัทเอกชน หรือบริษัทมหาชนที่ให้บริการสามารถจัดเก็บค่าโดยสารในราคาที่เหมาะสมหรือราคาถูกลงได้ ก่อนที่ภายหลังจะมีการแปรรูปกิจการเป็นบริษัทมหาชนจนสามารถยืนบนขาตนเองได้ไม่ต้องแบมือขอเงินอุดหนุนใดๆ จากรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่บ้านเรานั้นไม่รู้เป็นไง หลักการนี้ถึงได้บิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น เพราะขนาดเป็นโครงการรถไฟฟ้าที่รัฐบาลจัดงบลงทุนค่าก่อสร้างที่เป็นงานโยธาให้ทั้งหมดไปแล้ว บริษัทเอกชนเพียงจัดหาระบบรถไฟฟ้าและจัดซื้อขบวนรถมาวิ่งให้บริการและรับสัมปทานอันเป็นงาน Long term maintenance หรือการบำรุงรักษาในระยะยาว แต่ก็กลับจัดเก็บค่าโดยสารราวกับว่าเป็นผู้ลงทุนเองซะงั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท็จจริงประการใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องออกมาอธิบายอย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่แจ่มแจ้งและโปร่งใสกับทุกคน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102320</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส (BTS), สายสีส้ม, สายสีเขียว, เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097c29caf020.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดราม่าค่าโดยสารรถไฟฟ้า!กทม.สวนกลับองค์กรผู้บริโภคค่าตั๋ว 25 บาท ไปไม่รอดแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 เมษายน 2564 ดราม่าปมค่ารถไฟฟ้า บีทีเอส - รถไฟฟ้าใต้ดิน หลัง 198 องค์กรผู้บริโภคออกโรงล่ารายชื่อค้าน กทม.ต่อสัมปทานสายสีเขียวให้บีทีเอส อ้างค่าโดยสาร 65 บาทแพงไม่มีที่มาที่ไป ชี้เก็บค่าแค่ 25 บาทก็มีกำไร ด้าน กทม.สวนกลับ เหตุใดไม่ไปไล่บี้ดูใส้ในรถไฟฟ้าใต้ดิน-สีม่วงดูบ้าง เพราะรัฐจ่ายค่าก่อสร้างให้หมดแล้ว เหตุใดยังเก็บค่าโดยสารเทียบเท่ารถไฟฟ้า กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเครือข่าย 198 องค์กรผู้บริโภคออกโรงล่ารายชื่อคัดค้านการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้กับบีทีเอส โดยระบุว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่กำหนดสูงสุด 65 บาทตลอดสายแพงเกินไป สร้างภาระต่อผู้บริโภค และแม้องค์กรผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะพยายามสอบถามถึงที่มาของตัวเลข 65 บาท แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบใดๆนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระดับสูงจาก บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย เปิดเผยว่า หากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2572 และโครงการได้โอนกลับมาเป็นของรัฐแล้ว ถึงเวลานั้น รัฐบาลหรือ กทม.จะกำหนดค่าโดยสารอย่างไรก็ย่อมทำได้ จะจัดเก็บค่าโดยสารแค่ 10-15 บาท หรือ 15-25 บาทตลอดสายสามารถกำหนดได้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแต่ค่าโดยสารที่ต่ำติดดินขนาดนั้น จะทำให้โครงการไปรอดหรือไม่ และ กทม.จะเอาเงินจากไหนไปจ่ายค่าก่อสร้างและค่าจ้างบริหารการเดินรถ และซ่อมบำรุง ทั้งต้องไม่ลืมว่า แม้สัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียว จะสิ้นสุดลงในปี 2572 แต่ กทม.ก็ยังมีสัญญาจ้าง BTS ให้บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย(อ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ และพหลโยธิน-คูคต) ต่อไปอีก 12-13 ปี สิ้นสุดปี 2585 &amp;nbsp;ซึ่งหากรัฐหรือ กทม.จะหักดิบไม่ต่อสัญญาจ้างบริหารกับ BTS เพื่อให้สิ้นสุดพร้อมกันในปี 72 เลย แม้จะทำได้ แต่ก็คงจะเกิดปัญหาฟ้องร้องกันตามมาแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากรัฐและกทม.จะเปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่เข้ามาบริหารจัดการทั้งโครงการ สุดท้ายก็จะกลับไปยังจุดเร่ิมต้นที่ว่า อัตราค่าโดยสารที่จัดเก็บควรเป็นเท่าใด สูงสุด 25 บาทตลอดสายตามที่องค์กรผู้บริโภคเรียกร้องได้หรือไม่่ จะทำให้โครงการไปรอดหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะหากจะพิจารณาโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ระยะทางแค่ 28 กม.ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่วันนี้จัดเก็บค่าโดยสารเพียง 15-35 บาทต่ำกว่าสายอื่นๆ แต่แอร์พอร์ตลิงค์ มีสภาพเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายต่างประจักษ์กันดี เพราะนับแต่เปิดให้บริการมาจนปัจจุบัน แอร์พอร์ตลิงค์ขาดทุนอย่างหนัก ไม่มีเงินจัดซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนตามวงรอบ จนต้องถอดอะไหล่อีกคันมาสลับสับเปลี่ยนเพื่อให้ขบวนรถพอจะวิ่งได้ แต่สุดท้ายก็ต้องประเคนแถมพ่วงไปกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินให้บริษัทรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกในเครือซี.พี.เพราะการรถไฟฯไม่สามารถจะแบกรับภาระได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของค่าโดยสารรถไฟฟ้า 25 บาทที่องค์กรผู้บริโภคกำลังตีปี๊บกันอยู่เวลานี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า คงต้องย้อนถามกลับไปว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และคำนวณมาจากผู้เชี่ยวชาญที่ไหนถึงได้กำหนดราคาออกมาต่ำติดดินชนิดที่รถเมล์แอร์ยังสู้ไม่ได้ หากจะอ้างว่า อ้างอิงมาจากสำนักงานนโยบายและแผนขนส่งและจรจร(สนข.)กระทรวงคมนาคม หรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) องค์กรผู้บริโภคคงต้องย้อนกลับไปตรวจสอบให้ดีว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะก่อนหน้านี้ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.และอดีตรองผู้ว่า กทม.เพ่ิงงัดข้อมูลในเอกสารคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน (RFP) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีบุรี ระยะทาง 35.9 กม.ของรฟม.เอง ที่ระบุอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีส้ม ส่วนตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีบุรี) ณ วันที่ 1 มกราคม 2566 ที่ราคา 17-62 บาท ซึ่งเป็นอัตราใกล้เคียงกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ถูกกระทรวงคมนาคม และรฟม.แย้งก่อนหน้านี้ว่า &amp;ldquo;แพง&amp;rdquo; จนรับไม่ได้ ซึ่งเมื่อเจอย้อนศรเข้าไปตรงๆ ฝ่ายบริหาร รฟม.กลับอ้างว่า เป็นแค่ตุ๊กตาที่ให้เอกชนใช้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากจะอ้างว่า เมื่อเป็นโครงการของรัฐแล้ว ย่อมสามารถกำหนดค่าโดยสารได้ต่ำ แล้วทำไมรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน ที่ รฟม.ให้สัมปทาน บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้า(BEM) และสายสีม่วง เตาปูน-บางใหญ่ ที่รฟม.ว่าจ้างให้ BEM บริหารจัดการและซ่อมบำรุง (O&amp;amp;M ) วันนี้ถึงกำหนดค่าโดยสารไว้สูงสุดถึง 44 บาท ทั้งที่รัฐบาลได้ลงทุนค่าก่อสร้างให้หมดทุกบาททุกสตางค์ไปแล้ว เอกชนแค่ซื้อรถมาว่ิงให้บริการเท่านั้น เหตุใด รฟม.ถึงไม่ลดค่าโดยสารเหลือ 10-25 บาทเป็นตัวอย่างเสียเลยวันนี้ เก็บค่าโดยสารสูงสุดแค่ 25 บาทก็มีกำไรทันทีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ จะไปตั้งค่าโดยสารเท่ากับหรือใกล้เคียงกับรถไฟฟ้าบีทีเอสของ กทม.ที่ 15-44 บาททำไม ในเมื่อรัฐจ่ายค่าก่อสร้างให้หมดแล้ว &amp;nbsp;แถมบริษัทเอกชนไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ รฟม.ด้วยอีก ขณะที่รถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น เอกชนต้องแบกภาระลงทุนเอง และหากขยายสัมปทาน 30 ปี ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ กทม.อีกกว่า 200,000 ล้านบาทด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหนือสิ่งอื่นใด แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ กทม.กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ กทม.ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ค้างค่าก่อสร้าง และค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายให้คู่สัญญาเอกชนได้ เฉพาะหนี้ค้างที่ถึงกำหนดที่ถูก บมจ.บีทีเอสยื่นโนตี๊สมาแล้วในเวลานี้ ก็มากกว่า 30,000 ล้านเข้าไปแล้ว และยังจะต้องจ่ายหนี้ค้างที่ว่านี้รวมกว่า 68,000 ล้านกับค่าจ้างเดินรถอีกปีละกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งหากคิดไปถึงปี 72 ก็ตกร่วม ๆ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ กทม.ร้องแรกแหกกระเชอขอให้รัฐ และกระทรวงการคลังช่วยเหลือ ช่วยหาเม็ดเงินมาจ่ายหนี้ค้างเหล่านี้ให้ที ซึ่งหากรัฐบาลและกระทรวงคลังเจียดเม็ดเงินให้ กทม.จ่ายหนี้ค้างเหล่านี้ไปถึงปี 2572 ได้ ถึงเวลานั้น รัฐหรือกทม.จะเอาโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียวนี้ ใส่ตะกร้าล้างน้ำเปิดประมูลหาเอกชนเข้ามาบริหารกันอย่างไรก็ทำได้ จะกำหนดอัตราค่าโดยสารอย่างไรก็ย่อมได้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, บีทีเอส, รถไฟฟ้า, ราคาค่าโดยสาร, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_60792718ea930.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประยุทธ์’รับสภาพ’กทม.-รัฐบาล’แบกภาระรถไฟฟ้าสายสีเขียวไม่ไหว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กทม.ประกาศเลื่อนการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว 104 บาทตลอดสายออกไปก่อนว่า รัฐบาลมองประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการดำเนินการในทุกเรื่องที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการลงทุนทั้งหมด แต่ภาระมันไม่ใช่ของ กทม. ต้องถามว่า กทม.รับภาระนี้ไหวไหม เมื่อรับไม่ไหวแล้วรัฐบาลรับไหวไหม ก็ไม่ไหวทั้งคู่ เพราะรถไฟฟ้าสายสีเขียวยืดเยื้อมายาวนาน ฉะนั้นก็ต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้ บอกได้เท่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้อย่างน้อยประชาชนก็ไม่ได้รับผลกระทบตรงนี้ ซึ่งที่จริงแล้วตลอดเส้นทาง ถ้าพูดถึงจำนวนเงินรวมอาจจะดูสูง แต่ต้องไปดูที่เขาประเมินว่าคนส่วนใหญ่จะขึ้นรถไฟฟ้าสายนี้ระยะทางเท่าไหร่ มากน้อย การเพิ่มสถานีเข้าไปควรจะเท่าไหร่ ก็หารือกันอยู่ ขอให้เข้าใจหนี้สินภาระของ กทม.พันกับภาระของรัฐบาล ถ้าไม่หาทางแก้ปัญหาที่สามารถร่วมมือกันได้ ตกลงกันได้ และเป็นไปตามกฎหมายมันก็จบ ไม่อย่างนั้นปัญหาทุกปัญหาคาราคาซังกันอยู่ ก็ไปไม่ได้ทั้งหมด รถไฟฟ้าทุกสาย ผลประโยชน์และความต้องการของประชาชนต้องเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นเรื่องของการลงทุน ผลประโยชน์รัฐจะได้อะไรกลับมา แต่ทุกเส้นทุกสายเมื่อหมดอายุสัมปทานแล้วก็เป็นของรัฐทั้งหมด ตามหลักการการลงทุน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92599</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รถไฟฟ้าบีทีเอส, รมว.กลาโหม, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_602380f7981c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;เผยครม.ยังไม่ถกสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.64- นายวิษณุ​ เครืองาม​ รองนายกรัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย​ (หมอชิต-คูคต และแบริ่ง-สมุทรปราการ)​ ที่ยังมีปัญหาอยู่ ว่า​ วันนี้จะยังไม่มีการนำเข้าสู่ที่ประชุม​ ครม.เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90282</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารถไฟฟ้า, ประชุมครม., วิษณุ เครืองาม, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006471537e89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่า65บาทได้มั้ย! &#039;ดร.สามารถ&#039;มีคำตอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 64 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถูกกว่า 65 บาท ได้มั้ย?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ตกอกตกใจไปตามๆ กัน เมื่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเก็บค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียว 104 บาท จากเดิมที่คนกรุงคาดหวังว่าจะจ่ายไม่เกิน 65 บาท กระทรวงคมนาคมประกาศก้องว่าจะทำให้ค่าโดยสารถูกกว่า 65 บาท จะทำได้จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.)&amp;nbsp; ประกาศปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังจากเปิดเดินรถเต็มระบบเป็นสูงสุด 104 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป จากเดิมที่ กทม.ตั้งใจว่าจะเก็บไม่เกิน 65 บาท ในกรณีมีการขยายสัมปทานให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ออกไป 30 ปี ตั้งแต่ปี 2572-2602 โดยบีทีเอสจะต้องแบ่งรายได้จากค่าโดยสารให้ กทม. เป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท และจะต้องจ่ายหนี้แทน กทม.ประมาณ 68,000 ล้านบาท อีกทั้ง จะเก็บค่าโดยสารสูงสุดได้ไม่เกิน 65 บาท ลดลงจากเดิมซึ่งมีค่าโดยสารสูงสุด 158 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลันที่ กทม.ประกาศใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ กระทรวงคมนาคมออกโรงเบรก กทม. ขอให้ กทม.ชะลอการปรับค่าโดยสารออกไปก่อน พร้อมบอกว่าจะหาทางทำให้ค่าโดยสารถูกกว่า 65 บาท หรือไม่เกิน 42 บาท เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสีม่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางที่จะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกลง โดยยกตัวอย่าง การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพยุงอัตราค่าโดยสาร และนำรายได้ในอนาคตมาชำระคืนกองทุนภายหลัง แต่ผมมีความเห็นว่าแนวทางนี้จะไม่มีนักลงทุนสนใจมาลงทุน เพราะในช่วงจากนี้ไปจนถึงปี 2572 หรือระยะเวลาก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน นักลงทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเนื่องจาก กทม.ขาดสภาพคล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทำให้ค่าโดยสารเท่ากับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือสีม่วงซึ่งมีค่าโดยสารสูงสุด 42 บาทนั้นเป็นไปได้ถ้ารัฐบาลรับภาระหนี้แทน กทม. ประมาณ 68,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ต้องชำระภายในปี 2572&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่ค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเท่ากับ 42 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นเพราะบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็มซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินไม่ต้องแบ่งรายได้จากค่าโดยสารให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เจ้าของโครงการ และไม่ต้องจ่ายหนี้แทน รฟม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีม่วงเท่ากับ 42 บาท เช่นเดียวกันนั้น ที่ทำได้เช่นนี้เพราะ รฟม.ลงทุนเองทั้งหมดแล้วจ้างให้บีอีเอ็มเป็นผู้เดินรถ บีอีเอ็มไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินแทน รฟม. และที่สำคัญ รายได้จากค่าโดยสารทั้งหมดเป็นของ รฟม. จึงทำให้ รฟม.สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารได้อย่างอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงินซึ่งเป็นโครงการของ รฟม. ภายใต้การกำกับของกระทรวงคมนาคม โดยปกติผู้โดยสารจะต้องจ่ายค่าโดยสารสูงสุด 84 บาท (สายสีม่วง 42 บาท + สามสีน้ำเงิน 42 บาท) แต่ รฟม. รับผิดชอบค่าแรกเข้า 14 บาท แทนผู้โดยสาร จึงทำให้ค่าโดยสารสูงสุดลดลงเหลือ 70 บาท (84-14) ซึ่งเป็นค่าโดยสารบนระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร (สายสีม่วง 23 กิโลเมตร + สายสีน้ำเงิน 26 กิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท สามารถเดินทางได้ประมาณ 55 กิโลเมตร จะเห็นได้ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะทำให้ค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่า 65 บาท ซึ่งสามารถทำได้ในกรณีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลรับภาระหนี้ประมาณ 68,000 ล้านบาท แทน กทม. หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กทม.รับผลตอบแทนจากบีทีเอสลดลงเหลือน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปช่วยจุนเจือค่าโดยสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ให้จ่ายค่าโดยสารแพง ผมขอเสนอให้กระทรวงคมนาคมเร่งหารือกับกระทรวงมหาดไทยและ กทม. ตามข้อทักท้วงของกระทรวงคมนาคมซึ่งเดิมมี 4 ข้อ ทราบว่ากระทรวงมหาดไทย และ กทม.ได้ชี้แจงไปหมดแล้ว หลังจากนั้นมีข้อทักท้วงเพิ่มเติมขึ้นอีก 9 ข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทุกฝ่ายมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง ผมมั่นใจว่าจะสามารถเคลียร์ข้อทักท้วงได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี พิจารณานำเรื่องการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยด่วน ซึ่งควรเป็นก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ จะทำให้ค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเท่ากับ 65 บาท หรืออาจจะต่ำกว่าก็ได้หากรัฐบาลรับภาระหนี้แทน กทม. หรือ กทม.รับผลตอบแทนน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าทำได้เช่นนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป พี่น้องประชาชนจะจ่ายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท แต่ถ้า ครม.ไม่เห็นชอบ ค่าโดยสารสูงสุดอาจจะพุ่งขึ้นเป็น 158 บาท ไม่ใช่ 104 บาท ตามที่ กทม.เพิ่งประกาศใช้ เพราะเป็นอัตราชั่วคราวที่ใช้ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังที่จะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกลง&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90158</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., คมนาคม, ค่าโดยสาร, ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์, รถไฟฟ้า, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0441a36b2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2020 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์16 ธ.ค.นี้นายกฯกดปุ่มใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวถึงคูคตและสายสีทองกรุงธนบุรี - คลองสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค. 2563 รายงานข่าวจากบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เปิดเผยว่าในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต และรถไฟฟ้าสายสีทอง เชื่อมโยงการเดินทาง 3 จังหวัด แบบไร้รอยต่อ กรุงเทพมหานคร สายสุขุมวิท-สายสีลม, สมุทรปราการ สายสุขุมวิท ส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ, ปทุมธานี ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีกรุงธนบุรี - สถานีคลองสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสีเขียว (เหนือ) หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เตรียมให้บริการต่อเนื่องทั้งระบบ เพิ่มเติมจากสถานีวัดพระศรีมหาธาตุไปอีก 7 สถานี ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 59 สถานีสายหยุด สถานีสะพานใหม่ สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางต่อเนื่องเชื่อม 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และปทุมธานี รวมระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร ได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น บรรเทาปัญหาการจราจร ทั้งยังลดปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ กรุงเทพมหานคร(กทม.)ยังจะเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1 จำนวน 3 สถานี ตามแนวถนนเจริญนคร ไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ สถานีกรุงธนบุรี สถานีเจริญนคร และสถานีคลองสาน เชื่อมฝั่งธนบุรีไปยังฝั่งพระนคร ที่จุดเชื่อมต่อสายสีเขียวและสายสีทองที่สถานีกรุงธนบุรีอีกทางหนึ่ง โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานเปิดเดินรถทั้ง 2 เส้นทางในช่วงเช้า และจะเปิดให้บริการประชาชน เวลา 13.00 น. ในวันเดียวกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากบีทีเอส แจ้งว่าสำหรับค่าโดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจากเส้นทางเดินรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยาย ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-เคหะ และช่วงหมอชิต-คูคต ยังคงเป็นการกำหนดโดยกรุงเทพมหานคร อยู่ในฐานะผู้รับจ้างการเดินรถในส่วนต่อขยายนี้เท่านั้น และที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย รวมถึง กทม.มีเป้าหมายในการทำให้ค่าโดยสารมีอัตราที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยจะมีการเก็บค่าโดยสารตามระยะทางเริ่มต้นจาก 15 บาท และรวมตลอดเส้นทางอยู่ในระดับไม่เกิน 65 บาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระกระทบต่อคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพมหานคร จากค่าโดยสารตลอดเส้นทางที่ศึกษาไว้เดิมสูงสุดถึง 158 บาท จนนำมาสู่การเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าโดยสารตามเป้าหมายและแก้ไขปัญหาเรื่องภาระหนี้สินของกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการและกระทรวงมหาดไทยและอยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86640</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต, บีทีเอส, รถไฟฟ้าสายสีทอง, สถานีกรุงธนบุรี - สถานีคลองสานสายสีเขียว, สายสีเขียว, ส่วนต่อขยาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4a418560f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
