<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.มติเอกฉันท์ วาระแรก‘กัญชา’ 60วันดันเป็นกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สายเขียวเฮ! สนช.รับหลักการปลดล็อกกัญชาวาระแรกแล้ว ตั้งเป้า 60 วันคลอดกฎหมาย &amp;nbsp;กรมวิทย์เผยผลตรวจกัญชาของกลาง ยาฆ่าแมลง-โลหะหนักพรึ่บ ไม่เหมาะนำมาใช้ &amp;ldquo;อภ.&amp;rdquo; ลุยปลูกทดลองตามแผน ส่วนระยะยาว ใช้พื้นที่ 1,500 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;(สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กับคณะ &amp;nbsp;44 คน เสนอในวาระแรก โดยสาระสำคัญคือการปลดล็อกให้กัญชาสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้&amp;nbsp;
โดยนายสมชายแถลงสาระสำคัญและประโยชน์ของร่างกฎหมาย ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ประกอบด้วย กัญชาและกระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษ ประเภท 2 แบบฝิ่นเท่านั้น ไม่รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชาและเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนด โดยไม่ถือว่าผิดกฎหมาย&amp;nbsp;
นายสมชายกล่าวต่อว่า การกำหนดพื้นที่ปลูกต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มีมาตรการตรวจสอบควบคุม สำหรับผู้ที่จะสามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ ประกอบด้วยกระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย องค์กรเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ อาทิ ทันตกรรม สัตวแพทย์ และแพทย์แผนไทย โดยผู้ขออนุญาตต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
&amp;ldquo;ยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชน ตามมาตรา 77 วรรค 2 ทั้งจากเว็บไซต์ มีผู้เห็นด้วยถึง 99.03% และเปิดเวทีรับฟังความเห็น รวมถึงได้ส่งให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว โดยไม่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายมาประกบ แต่มีข้อสังเกตความเห็นจากกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการกฤษฎีกา และ ป.ป.ส.&amp;rdquo; นายสมชายกล่าวและว่า ตั้งเป้าพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
ด้านสมาชิก สนช.ก็มีทั้งสนับสนุน ซึ่งระบุว่าโทษของกัญชามีน้อยกว่าเหล้าและบุหรี่ที่ไม่ได้กำหนดเป็นยาเสพติด ขณะที่ส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่ทราบถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมาย และตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีการระบุปริมาณที่ชัดเจน จากนั้นที่ประชุมมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 145 เสียง พร้อมตั้งกรรมาธิการ 29 คน กำหนดแปรญัตติ 7 วัน และจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม (อภ.) แถลงผลตรวจวิเคราะห์กัญชาของกลาง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ว่าจากการนำตัวอย่างกัญชาของกลางจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) &amp;nbsp;จำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อมาสกัดน้ำมันกัญชา ได้แบ่งตัวอย่าง 3 ตัวอย่างมาตรวจ พบสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช 60 ชนิด ในส่วนของยาฆ่าเชื้อราไม่พบ แต่พบทั้งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียมในกัญชาทั้ง 3 ตัวอย่าง ซึ่งถือว่ากัญชาของกลางที่ได้รับมานั้นไม่สามารถนำมาใช้ผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อทางการแพทย์ได้&amp;nbsp;
ภญ.นันทกาญจน์กล่าวว่า แม้ว่ากัญชาของกลางไม่ผ่านคุณภาพที่ใช้ทางการแพทย์ แต่จะนำไปศึกษาด้านอื่นแทนได้ โดยได้ประสานขอของกลางจาก บช.ปส.ไว้ 300 กิโลกรัม ส่วนการสกัดน้ำมันกัญชาเพื่อเตรียมใช้กับผู้ป่วยในเดือน พ.ค.2562 นั้น ยืนยันว่ายังเดินหน้าต่อไป เนื่องจากเตรียมใช้การปลูกกัญชาในพื้นที่ของ อภ.ที่คลอง 10 ประมาณ 100-200 ตารางเมตรมาทดแทน โดยแผนการปลูกอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงาน ป.ป.ส. เพียงแต่อาจทำให้น้ำมันกัญชาล็อตแรกล่าช้า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;แผนระยะยาวในการปลูกกัญชายังคงเดิม คือปลายปี 2562 จะใช้พื้นที่ 1,500 ไร่ รังสิตคลอง 10 เช่นกัน คาดว่าเมื่อถึงเวลานั้น จะมีกฎหมายมารองรับและสามารถนำมาใช้ในคนได้&amp;rdquo; ภญ.นันทกาญจน์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22624</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, ปลูกทดลองตามแผน, สายเขียวเฮ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181123/image_big_5bf80ad769171.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลรับลูก ‘30วัน’ถกกม. ปล่อย‘กัญชา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สายเขียวเฮ! ยกแรกรัฐบาลรับลูกปลดล็อกกัญชาของ สนช.มาพิจารณาใน 30 วัน สมชายชูผลรับฟังความคิดเห็นประชาชน 99% หนุนให้ทำ เด็กบิ๊กป้อมยันต้องไม่ผูกขาด หมอธีระวัฒน์หวังเกิดก่อนเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.ได้เข้าชื่อพร้อมสมาชิกอีก 44 &amp;nbsp;รายเสนอ ซึ่งมีทั้งสิ้น 17 มาตรา โดยเหตุผลในการเสนอกฎหมายดังกล่าวระบุว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ในปัจจุบันในส่วนของกัญชานั้น ปรากฏผลวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ หลายประเทศทั่วโลกได้มีการผ่อนปรนโดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย อนุญาตให้ประชาชนใช้พืชกระท่อมและกัญชาทางการแพทย์ หรือเพื่อการนันทนาการโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่สำหรับประเทศไทยปัจจุบันพืชกระท่อมและกัญชายังคงเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีการกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครอง ทั้งที่ในสภาพความเป็นจริงพบว่ามีผู้ป่วยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคมานานหลายปีแล้ว ทั้งผลิตใช้เองและมีผู้ผลิตในเชิงพาณิชย์ เป็นผลให้มีราคาแพงและอาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์และตำรับยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัย เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนำไปใช้ในการรักษาภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 2522 โดยกำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชาและพืชกระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ฝิ่น โดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สามารถกำหนดพื้นที่สำหรับทดลองเพาะปลูกกัญชาและเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนดโดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มีมาตรการตรวจสอบควบคุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่สามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้นั้น ประกอบด้วย กระทรวง, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, สภากาชาดไทย, องค์การเภสัชกรรม, ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ทั้งทันตกรรม &amp;nbsp;สัตวแพทย์ และแพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยผู้ขออนุญาตต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สมาชิก สนช.หลายคนอภิปรายสนับสนุน โดยเฉพาะผู้ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขเรื่องดังกล่าว อาทิ &amp;nbsp;นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช.กล่าวว่า การเสนอแก้ไขดังกล่าวใช้เพื่อการแพทย์ ไม่ใช่สันทนาการ และต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการปลกล็อกกัญชาทำในเขตที่ประกาศโดย ป.ป.ส.ให้ใช้ในพื้นที่ที่ครอบครองวิจัยและพัฒนาได้เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะต้องการควบคุม ไม่ได้เปิดให้ประชาชนปลูกอย่างเสรี และหากมีการปลดล็อกก็อาจต้องมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนิท อักษรแก้ว สมาชิก สนช.กล่าวว่า ในอนาคตอาจใช้ประโยชน์จากกัญชาได้หลายเรื่อง &amp;nbsp;อย่างน้อยที่สุดคือน้ำมันกัญชาสามารถรักษาได้หลายโรค ถ้าเปิดโอกาสให้มีการวิจัย ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งเรื่องบุคลากรนักวิจัยที่มีชื่อเสียง และเครื่องมือ วิธีการต่างๆ ในการสกัด หลายสถาบันพร้อมทำงานวิจัยหากเปิดโอกาส และหากงานวิจัยต่างๆ เป็นที่ยอมรับ มีการควบคุมที่ดี ประเทศไทย สภาพภูมิประเทศ อากาศ ดิน เหมาะสมในการปลูกกัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังอภิปรายกันหลากหลาย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลได้กล่าวว่า เห็นชอบในสาระและจะรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปพิจารณาภายใน 30 วัน ก่อนเสนอเป็นร่างกฎหมายกลับไปยัง สนช.พิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ตามกระบวนการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในร่างกฎหมายที่ สนช.เสนอยังได้แนบรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็นประชาชนตามมาตรา 77 ผ่านเว็บไซต์ของ สนช. ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2561 ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 16,431 คน พบว่ามีผู้เห็นด้วย 16,288 คน หรือ 99.13% ผู้ไม่เห็นด้วย 138 คน คิดเป็น 0.84% และไม่แสดงความคิดเห็น 5 คน คิดเป็น 0.03% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และ รมว.ยุติธรรมกล่าวเรื่องนี้ว่า นพ.ปิยะสกลจะรับร่าง พ.ร.บ.กัญชาที่ สนช.ยกร่างขึ้นมา 17 มาตรานำมาหารือกับตนเอง พร้อมคณะทำงานจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 พ.ย.ตามกรอบเดิม
นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง โดยระบุว่าการปรับกัญชาเป็นยาเสพติดร้ายแรงประเภท 2 สะดุด เกรงว่าจะติดปัญหาข้อกฎหมายจึงส่งให้กฤษฎีกาตีความ จะทำอะไรก็ทำกันไป ประชาชนจับตามองอยู่ และสิ่งที่เรียกร้องต้องการและที่ลงประชามติตามรัฐธรรมนูญไปแล้วคือ ต้องปลดล็อกกัญชาให้ประชาชนใช้สอยในการรักษาโรคร้ายแรงต่างๆ ได้เป็นการทั่วไป ไม่ให้ผู้ใดหรือหน่วยงานใดผูกขาดเป็นอันขาด เรื่องนี้ข้อมูลล่าสุดคือประชาชนไทยเป็นล้านคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง และป่วยมากเป็นลำดับ 1 ของโลกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมให้ใครมาผูกขาดเอาเป็นประโยชน์ตนและพวกพ้องหรือต่างชาติเป็นอันขาด
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า เห็นด้วยกับนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.ที่ต้องการให้กัญชาหลุดออกจากยาเสพติดประเภท 5 ไปเลย และให้ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถครอบครองปลูกใช้เองได้ แต่ไม่สามารถให้หลุดออกจากครอบครัวไปสู่ภายนอก โดยอยากให้ปลดล็อกกัญชาก่อนเลือกตั้ง &amp;nbsp;เพราะขณะนี้องค์การเภสัชกรรมเองก็มีความพร้อมในการทำกัญชาอย่างครบวงจร และอยากให้ดึงกลุ่มใต้ดินมาอยู่บนดิน เพราะกลุ่มใต้ดินมีความพร้อมและมีความรู้เรื่องกัญชา และที่สำคัญที่สุดในการปลดล็อกกัญชาคือ ราคาต้องถูก คุณภาพต้องดี เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงและได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด&amp;nbsp;
วันเดียวกัน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครพนมมีการแถลงข่าวตรวจยึดกัญชาอัดแท่ง 24 &amp;nbsp;กระสอบ น้ำหนัก 1,000 กก. บริเวณสวนยางพาราทางเข้าหมู่บ้านดอนดู่ ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณ อ.เชียงคาน จ.เลย ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว
แหล่งข่าวแจ้งว่ากัญชาเหล่านี้เตรียมลำเลียงเข้าไปพักในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนส่งต่อไปยังภาคใต้ของไทยเพื่อขนลงเรือเข้าต่างประเทศ โดยเป็นกัญชาเกรดเอ ระดับพรีเมียมโกลด์ บรรจุหีบห่อในฟอยล์สีทองกันน้ำอย่างดี ราคาตามแนวตะเข็บชายแดน กก.ละ 2,500-3,000 บาท แต่หากนำไปถึงประเทศทางตอนใต้ของไทยราคาจะสูงถึง กก.ละ 20,000-30,000 บาท และถ้าเล็ดลอดออกไปได้นายทุนจะได้เงินราว 20 ล้านบาท โดยคนรับจ้างจะทำงานกันเป็นทอดๆ สับเปลี่ยนรถคันใหม่ตามจุดที่ระบุไว้เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่สงสัย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21682</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ, สายเขียวเฮ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181109/image_big_5be5905f118a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
