<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยผลเเบื้องต้นประสิทธิภาพสารสกัดกัญชา ของอภ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31ธ.ค.62-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความสนใจและติดตามประเด็นการนำสารสกัดกัญชามาใช้กับผู้ป่วย และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยได้มอบหมายให้กรมการแพทย์รับไปดำเนินการในประเด็นดังกล่าว ขณะนี้ได้รับรายงานว่าสารสกัดกัญชาชนิด CBD เด่น สามารถควบคุมอาการชักในผู้ป่วยเด็กโรคลมชักส่วนใหญ่ได้ดี และสารสกัดกัญชาชนิด THC:CBD เป็น 1:1 ที่ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีประสิทธิผลในการลดอาการปวด ช่วยให้นอนหลับ และเพิ่มความอยากอาหารได้ ในส่วนของโรคสมองเสื่อม ขั้นตอนอยู่ระหว่างการจัดสรรสารสกัดกัญชาชนิด THC:CBD เป็น 1:1 ให้กับผู้ป่วย คาดว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมจะได้รับสารสกัดกัญชาในเดือนมกราคม 2563 กรณีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันซึ่งจำเป็นต้องใช้สารสกัดกัญชาชนิด CBD เด่น ซึ่งมีปริมาณจำกัดในระยะแรก คงต้องรอการผลิตที่จะได้รับในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่า ผลจากการวิจัยเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง มีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนาสารสกัดกัญชาเป็นยารักษามะเร็งบางชนิดได้ในอนาคต ทั้งนี้ ต้องมีการศึกษาวิจัยในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเป็นขั้นตอนต่อไป หากได้ผลดีจึงไปนำสู่การศึกษาวิจัยในคนและนำมาใช้กับผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้สถาบันประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นำสารสกัดกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ (medical grade) &amp;nbsp;ไปใช้เพื่อการรักษา บรรเทาอาการของผู้ป่วย ผลที่ได้พบว่าเมื่อใช้สารสกัดกัญชาชนิด CBD เด่นกับผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก จำนวน 13 คน คุมอาการชักได้ดี 2 คน มีอาการชักลดลง 10 คน และ 1 คนที่ไม่สามารถคุมอาการชักได้ ในส่วนของสารสกัดกัญชาชนิดอัตราส่วน THC:CBD เป็น 1:1 ที่ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โดยรับผู้ป่วยไว้รักษาแบบคนไข้ใน (inpatient) เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย จำนวน 13 คน พบว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง 7 คน (ผู้ป่วยทีอาการปวดทั้งสิ้น 10 คน) นอนหลับได้ดีขึ้น 10 คน (ผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนจำนวน 12 คน) ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร 5 คนมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นทุกคน อย่างไรก็ตาม พบอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้สารสกัดกัญชาในผู้ป่วยมะเร็ง ได้แก่ หูแว่วและเห็นภาพหลอน 1 คน การเคลื่อนไหวและการทรงตัวผิดปรกติ 3 คน &amp;nbsp;ความคิดช้าลงจำนวน 1 คน ผู้ป่วยทุกคนมีอาการดีขึ้นเมื่อหยุด ลดขนาดยาลง และปรับเปลี่ยนวิธีการให้ยา &amp;nbsp;
ประเด็นการศึกษาวิจัยในหลอดทดลอง พบว่าสาร &amp;nbsp;THC และ CBD ในอัตราส่วนต่างๆ เมื่อพิจารณาจากการใช้ปริมาณน้อยแต่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองลงได้ครึ่งหนึ่ง และไม่ส่งผลต่อเซลล์ปรกติ พบว่ามีจำนวน &amp;nbsp;8 ชนิดมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านมที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเอสโตรเจน (ER+) มะเร็งตับอ่อน มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งปอดบางชนิด และมะเร็งรังไข่ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีสารสกัดกัญชาบางอัตราส่วนเมื่อใช้ปริมาณน้อยกลับส่งผลให้เซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลองเจริญเติบโตเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53584</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, สารสกัดกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191113/image_big_5dcc142a8460b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2019 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot;รับมอบ สารสกัดน้ำมันกัญชา จากอภ. ล็อตแรก  4,500 ขวด เตรียมนำไปวิจัยการรักษามะเร็งก่อนเดินหน้าผลิตต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ส.ค.62-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เป็นประธาน การรับมอบสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ล็อตแรก จากองค์การเภสัชกรรม(อภ.) แบบหยดใต้ลิ้น ชนิด THC สูงขนาด 5 ml จำนวน 4,500 ขวด ซึ่งจะทยอยส่งให้กับโรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ สุขภาพละ 1 แห่ง รวม 12 แห่ง และผู้ป่วยในโครงการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ การศึกษาวิจัย และการรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล เข้าถึงการรักษาด้วยสารสกัดน้ำมันกัญชา ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล และใช้ในการควบคุมอาการโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น รวมทั้งการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็ง และจะได้รับเพิ่มอีก 2,000 ขวด เป็นชนิด CBD สูง ขนาด 10 ml จำนวน 500 ขวด และชนิด THC : CBD (1:1) ขนาด 5 ml จำนวน 1,500 ขวด รวมเป็นทั้งสิ้น 6,500 ขวดภายในเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสารสกัดน้ำกัญชา 1 ล้านขวด ภายใน 5-6 เดือนนี้ องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะทยอยผลิตสารสกัดกัญชาสำหรับใช้บรรเทาและรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ออกมาอย่างต่อเนื่อง 200,000 ขวดต่อเดือนตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป โดยสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรมและสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ.กล่าวว่า ได้จัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาการใช้กัญชาทางการแพทย์ เตรียมระบบบริการทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย โดยจัดตั้งคลินิกผสมผสานแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เริ่มดำเนินการในโรงพยาบาล 19 แห่ง ให้บริการโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถสั่งจ่ายสารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ดูแลให้คำปรึกษาหลังการใช้ ติดตามผลลัพธ์ผลกระทบข้างเคียงทั้งทางกาย จิต และการใช้สารเสพติดผิดวิธี จัดหาสารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ ที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ตรวจพิสูจน์ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ เพื่อควบคุมคุณภาพและทราบปริมาณสาร ให้ความรู้ อสม. บุคลากรสาธารณสุข เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับน้ำมันกัญชาชนิด THC สูงที่ได้รับจำนวน 3,900 ขวดจะกระจายไปให้โรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง เขตสุขภาพละ 1 แห่ง ได้แก่ รพ.ลำปาง รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ รพ.สระบุรี รพ.ราชบุรี รพ.ระยอง รพ.ขอนแก่น รพ.อุดรธานี รพ.บุรีรัมย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี รพ.สุราษฎร์ธานี รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในเดือนกันยายน จะได้เริ่มกระจายน้ำมันกัญชาสูตรตำรับแพทย์แผนไทย ผ่านสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย 7 แห่งครอบคลุมทุกภาค ได้แก่ ภาคเหนือ รพร.เด่นชัย จ.แพร่ และรพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี &amp;nbsp;ภาคกลางที่รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม และรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร และรพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;ภาคใต้ที่รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สารสกัดน้ำมันกัญชาล็อตแรก จำนวน 600 ขวด ที่กรมการแพทย์ได้รับเป็นชนิด THC สูง จะนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง 100 ขวด เพื่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง 10 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งท่อทางเดินน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน อีก 500 ขวด จะนำไปศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดกัญชาในหนูทดลอง รวมถึงทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง สำหรับน้ำมันกัญชาชนิดที่มีอัตราส่วน THC ต่อ CBD 1 : 1 และ CBD สูงที่จะได้รับนั้น จะมอบให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย และการศึกษาวิจัยคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว บางส่วนจะนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันประสาทวิทยา สมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) และอภ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาการใช้กัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล / สถาบันเฉพาะทางในสังกัดกรมการแพทย์แล้ว อาทิ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี สถาบันทันตกรรม เป็นต้น และจะครบ 32 แห่งกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประชาชนปรึกษาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังพิษจากกัญชาได้ที่สายด่วน 1165 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดทำ official line ให้คำปรึกษาระหว่างสถานบริการสุขภาพและการส่งต่อผู้ป่วยเมื่อเกิดอาการทางจิตจากกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ. โอภาส &amp;nbsp;การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ยา และน้ำมันกัญชาต่าง ๆ ขณะนี้ &amp;nbsp;ได้พัฒนาวิธีการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น สารเคมีปนเปื้อน โลหะหนัก รวมถึงคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ว่ามีสารสำคัญ (THC, CBD) ตรงตามกำหนดหรือไม่ และจัดทำมาตรฐานทางยาของสมุนไพรกัญชา นอกจากนั้น ยังจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ประสานงานห้องปฏิบัติการกัญชาทางการแพทย์&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาระบบการตรวจทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับกัญชา และเครือข่ายห้องปฏิบัติการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานการตรวจที่ได้รับการยอมรับให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดีในการใช้ของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ได้ร่วมกับสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) เปิดตัว Smartbar &amp;nbsp;Application ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้บริการประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่ถูกกฎหมายที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ผ่าน Smart Phone ด้วยระบบ Android &amp;nbsp;ส่วนระบบ IOS จะใช้ได้ตั้งแต่ 15 สิงหาคม 2562 โดยสแกนบาร์โค้ด 2 มิติ (GS1 DataMatrix) บนผลิตภัณฑ์กัญชาฯ &amp;nbsp;ด้วยตนเองได้ทุกที่ &amp;nbsp;ทุกเวลา &amp;nbsp;เพื่อตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ กับอย. ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ ความแรง รูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดบรรจุ &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งเลขบาร์โค้ดจะพร้อมรองรับการติดตามและสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ในระดับรายชิ้นแบบ real time ในอนาคตจะสามารถติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหว การนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ อย.ยังมีระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาครอบคลุมผลิตภัณฑ์กัญชา ทั้งกรณีการแพทย์แผนปัจจุบัน และตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ กรณีการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน รวมทั้งกัญชาที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย (กัญชาใต้ดิน) ประชาชนที่ประสบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้กัญชา สามารถรายงานผ่านระบบ on line ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา &amp;nbsp;http://thaihpvc.fda.moph.go.th/ หรือ http://www.fda.moph.go.th
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ &amp;nbsp;เมฆธน ประธานบอร์ด อภ. &amp;nbsp;กล่าวว่า องค์การฯ ได้ปลูกและผลิตสารสกัดกัญชา เป็นเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade &amp;nbsp;โดยคำนึงถึงความปลอดภัย (Safety) มีสารสกัดที่มีสารออกฤทธิ์ของยาใกล้เคียงกันหมด (Consistency) และต้องมีประสิทธิภาพ (Efficacy) มีการควบคุมมาตรฐานการปลูกให้ปลอดเชื้อรา มีการควบคุมแสงและควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิตเป็นยา มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือ THC และ CBD เป็นไปตามสัดส่วนความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัยและใช้รักษาโรค ปราศจากการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช สำหรับการสกัดในล็อตที่ 2 จากการปลูกในรอบที่ 1 นั้น คาดว่าจะได้สารสกัดน้ำมันกัญชาเพิ่มอีกประมาณ 3,500 ขวด ในเดือนกันยายนนี้ รวมเป็นประมาณ 10,000 ขวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการดำเนินการในระยะเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อภ. จะทำการปลูกในรอบที่ 2 ซึ่งจะได้สารสกัดน้ำมันกัญชาประมาณ 10,000 ขวดทุก 5 เดือน จากนั้นจะได้อีกเดือนละ 30,000 ขวดจากแหล่งวัตถุดิบกัญชาขององค์การเภสัชกรรมเอง และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ที่จะทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งจะมีปริมาณวัตถุดิบดอกกัญชาแห้งเพิ่มมากขึ้นจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงอาคารเพื่อขยายพื้นที่ปลูกทั้งแบบ Indoor และ Greenhouse ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตเป็น 150,000 &amp;ndash; 200,000 ขวด คาดว่าจะสามารถปลูกได้ในต้นปี 2563 อีกทั้งจะดำเนินการปรับปรุงสายพันธุ์ไทยให้ได้สารสำคัญทั้งชนิดและปริมาณที่เหมาะสม และปลูกในสภาพอากาศของประเทศไทยได้ ส่วนโครงการระยะที่ 3 เป็นการขยายพื้นที่การปลูกและการผลิตสารสกัดกัญชาสู่ระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ขององค์การเภสัชกรรม อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ซึ่งจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงการขยายเครือข่าย โดยสร้างความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชน องค์กร หน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้จัดทำแบบประเมินความเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติให้คำปรึกษาแบบสั้น สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ จัดหลักสูตรฝึกอบรมการให้คำปรึกษาแบบสั้นแก่ผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์แล้วเกิดปัญหาจากการใช้ เพื่อให้การใช้กัญชาปลอดภัยและไม่ป่วยจิต และศึกษาวิจัยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ กรมสุขภาพจิต คือ โรควิตกกังวล ภาวะอารมณ์พฤติกรรมวุ่นวายจากสมองเสื่อม การนอนหลับจากน้ำมันตำรับศุขไสยาศน์ และเตรียมดำเนินการปลูกและสกัด ทำ MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการ หลักสูตรการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ สำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร จัดทำระบบเฝ้าระวังผลข้างเคียงและแทรกซ้อนจากปัญหาการใช้กัญชา และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนผ่านระบบสารสนเทศและสื่อต่าง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, สารสกัดกัญชา, องค์การเภสัชกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190807/image_big_5d4a9bcb27b28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวใจโพธิสัตว์! &#039;รมช.เกษตร&#039; ยกย่อง &#039;อ.เดชา&#039; ยอมเสี่ยงเพื่อปลดทุกข์ผู้อื่น ลั่นเอาตำแหน่ง-ชีวิตรับประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.เกษตรการันตี &amp;quot;เดชา ศิริภัทร&amp;quot; เอาตำแหน่ง-ชีวิตรับประกัน ลั่นยอมติดคุกแทน ยกย่องหัวใจโพธิสัตว์ทำเพื่อผู้อื่น เห็นคนทุกข์ก็ยอมเสี่ยงช่วย แนะทุกฝ่ายร่วมหาทางออก อย่าให้กฎหมายเป็นอุปสรรค ต้องทำให้สังคมอยู่ร่วมกันสงบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.62 - นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นและยึดต้นกัญชาและสารสกัดจากกัญชาได้ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีนายเดชา ศิริภัทร เป็นประธานมูลนิธิ และจับกุมเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯไปดำเนินคดีว่า นายเดชาเป็นคนซื่อตรงและมีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอด มีความเมตตา มีการปฏิบัติธรรมและลงมือทำด้วย แม้อายุกว่า 70 ปีแล้วยังคอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทางผู้ปฏิบัติเรียกว่าเป็นผู้มีหัวใจโพธิสัตว์คือ เห็นใครเดือดร้อนก็อยากจะช่วยเหลือ แม้รู้ว่าช่วยเหลือแล้วเสี่ยงเพราะกฎหมายไม่ค่อยเอื้อ แต่เมื่อเห็นคนทุกข์ ก็ยอมเสี่ยงเองเพื่อทำยาแจกคนยากคนจนและคนทุกข์เข็ญเพราะยากที่จะไปซื้อยามารักษาโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายทุกรัฐบาล นักวิชาการ นักการเมือง ผู้มีความรู้จัดตั้งคณะกรรมการหรือทีมงานสนับสนุนช่วยเหลือนายเดชาให้ได้ผลิตยาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และไม่ให้กฎหมายเป็นอุปสรรค เพราะกฎหมายมีไว้เป็นเครื่องมือให้คนทำดีเพื่อสังคมอยู่กันอย่างสงบร่มเย็น กฎหมายไม่ได้มีไว้บังคับคนดีไม่ให้ทำความดี หวังว่าประเทศเราจะมีคนดีร่วมมือกัน ทำให้กฎหมายเอื้องานของนายเดชา หรือทำให้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจทุน อำนาจความรู้ไปสนับสนุนงานของนายเดชาให้ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมรับรองและรับประกันอาจารย์เดชาอยู่แล้ว นี่ก็รับรองไปที่รัฐมนตรีทุกคนในคณะรัฐมนตรี แจ้งผ่านไลน์ ถ้าให้ไปเซ็นรับรองนี่เอาตำแหน่งไปแลกเลย ประกันเลย ถ้าอาจารย์เดชาผิดเอาตำแหน่งไปเลย อย่าว่าแต่ตำแหน่งทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิต ถ้าเซฟอาจารย์เดชาไว้ให้ช่วยเหลือคนจำนวนมาก เอาชีวิตเราไปแลก ติดคุกแทนยังทำได้เลย เราไม่มั่นใจว่าจะทำเรื่องเหล่านี้ได้ดีเท่าอาจารย์เดชาหรือเปล่า ควรให้คนที่มีความรู้ที่สุด เสียสละที่สุดอยู่ทำงานต่อไป&amp;nbsp;เห็นอยู่ว่าคนอย่างอาจารย์เดชาเสียสละมานาน เพราะฉะนั้นผมยินดีเอาตำแหน่งเป็นประกัน เอาชีวิตเป็นประกันเลยด้วยซ้ำไป&amp;rdquo;นายวิวัฒน์ กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายวิวัฒน์กล่าวว่า จริงๆกัญชาเป็นสมุนไพรที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง รัฐควรมีมาตรการบางอย่าง แต่ไม่ใช่เหมาห้ามไปทั้งหมด และไม่ใช่ห้ามคนที่สกัดปรุงยาช่วยเหลือคนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าราชการส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากไปจับหรอก เขารู้อยู่เต็มอกว่านี่เป็นประโยชน์ส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจน คงมีแต่ข้าราชการนิดเดียว ซึ่งผมเชื่อลึกๆว่ามีความผูกพันอยู่กับบริษัทเอกชน อย่างบริษัทยานี่ถ้าชาวบ้านรวมตัวกันผลิตยาได้เองทั้งประเทศ รวมทั้งเพื่อนบ้านละแวกนี้ด้วย บริษัทยาจะอยู่ยาก เขาก็ต้องเคลื่อนไหวต่อสู้ วิธีการง่ายๆ คือเอากฎหมายไปบังคับ ง่ายที่สุดคือไปจับมือกับข้าราชการเอากฎหมายมาจับ&amp;rdquo;นายวิวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มองประเด็นการรักษาโรคด้วยกัญชาซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนยากคนจนอย่างไร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ระบบบริการทางการแพทย์และระบบการพัฒนาต่างๆที่รัฐทั่วโลกกระทำอยู่ตอบสนองช้า ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นพึ่งตนเอง จึงต้องเร่งปฎิรูปและปรับปรุงกันครั้งใหญ่ การปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการทำให้คนทั้งประเทศลุกขึ้นรักกันสามัคคีกัน โดยช่วยกันสร้างปัจจัยที่จำเป็น อย่าทิ้งให้ใครอดอยาก อย่าทิ้งให้ใครทุกข์เข็ญอยู่ข้างหลัง ซึ่งตนถือว่านายเดชาเสียสละทำให้คนทั้งประเทศได้เห็น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงขอทานเลย เพราะทุกคนมีสิทธิเจ็บป่วยเหมือนกันหมด ซึ่งได้เวลาแล้วที่ประชาชนจะรวมตัวกันพึ่งตนเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกัญชา, นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, นายเดชา ศิริภัทร, มูลนิธิขวัญข้าว, สารสกัดกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a74032ef16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2019 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ปลูกกัญชาล็อตแรก 140ต้น ระบบปิดรากลอย ไร้สารปนเปื้อน พื้นที่ 100 ตรม. เดือนก.ค.ได้&quot;สารสกัด&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 62- องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิด &amp;ldquo;โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 (การปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์แบบ Indoor ด้วยระบบ Aeroponics)&amp;rdquo; &amp;nbsp;อันถือว่าเป็นการปลูกกัญชาทางการแพทย์ ที่ถูกต้องตามกฎหมายแห่งแรกของอาเซียน &amp;nbsp;เพื่อใช้ผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ในล็อตแรก จำนวน 140 ต้น &amp;nbsp;คาดสามารถผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา ล็อตแรก จำนวน 2,500 ขวด ใช้ทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานในพิธี &amp;nbsp;.) เปิด &amp;ldquo;โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 (การปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์แบบ Indoor ด้วยระบบ Aeroponics)&amp;rdquo; &amp;nbsp;พร้อมกับเปิดเผยว่าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการยา เสพติดให้โทษที่ผ่านมา ได้อนุญาตให้อภ. ทำการปลูกกัญชาทางการแพทย์ พร้อมทั้งได้ลงนามในหนังสืออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้อภ. ได้ดำเนินการปลูกกัญชาทางแพทย์ เพื่อเป็นวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา &amp;nbsp;และนำไปใช้การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย และเพื่อเป็นประโยชน์การวิจัยเท่านั้น &amp;nbsp;หากไม่ใช่เพื่อประประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัย กัญชาก็ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และคาดว่าจะสามารถผลิตนำมาใช้ได้ในระยะเวลา 5 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นพ. โสภณ เมฆธน ประธานบอร์ด อภ. กล่าวว่า หลังจากได้มีการนำกัญชาของกลางมาทดลองในการผลิตยา พบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนัก และมีปริมาณสารปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้ จึงทำให้มีการทำโครงการระยะสั้นปลูกกัญชาขึ้น โดยใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งการปลูกทำเป็นโรงเรือนระบบปิด &amp;nbsp;สายพันธุ์ที่ปลูกเป็นกัญชาสายพันธุ์ลูกผสม &amp;nbsp;และนำไปใช้ในการศึกษาวิจัย พัฒนา ด้านต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาวิจัยการปลูก พัฒนาสายพันธุ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งการปลูกจะใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 3-4 เดือน โดยประมาณเดือนกรฎาคม 2562 จะสามารถนำมาสกัดเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมันหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ได้ประมาณ 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการอภ. กล่าวว่า ใช้เงินลงทุน 10ล้านบาท ในการสร้างพื้นที่ปลูกกัญชา 100 ตารางเมตร &amp;nbsp;โดยล็อตแรก 140 ต้น การวิจัย พัฒนาสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ตามแนวทางของหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลในการปฏิบัติที่ดีในด้านต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำคือการเพาะปลูก จนถึงปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ป่วย ซึ่งผู้ผลิตกัญชาทางแพทย์ชั้นนำของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช กล่าวว่า ในส่วนของการใช้กัญชาที่ไม่ได้ใช้สายพันธุ์ไทย เพราะยังไม่ได้มาตรฐาน ของ THC และ CBD จึงได้มีการซื้อเมล็ดพันธุ์กัญชาที่ใช้ปลูก ที่เป็นสายพันธุ์ลูกผสม &amp;nbsp;คัดมาแล้วจากต่างประเทศ &amp;nbsp;โดยสารพันธุ์ที่คัดมานั้น จะต้องมีสาร THC และ CBD ที่ได้สัดส่วน ตรงตามโรค 4 โรค ที่ได้ประกาศ คือ กลุ่มสายพันธุ์ที่มี THC สูง กลุ่มที่มี CBD ต่ำ และ กลุ่มที่มี ทั้ง THC และ CBD เท่าๆกัน ซึ่งมีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยระบบปิด ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade &amp;nbsp;และใน 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 4 รอบ &amp;nbsp;มีระยะการเติบโตและออกดอก หลังจากนี้ 4 เดือน ก็จะสามารถเก็บดอกกัญชาแห้ง เข้าสู่กระบวนการสกัดในขั้นต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.วิฑูรย์ ผอ.อภ.กล่าวเสิรมในประเด็นนี้ว่า ประโยชน์ของสารสกัดจากกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์นั้น THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท แก้ปวด ต้านการอาเจียน และลดการอักเสบ CBD &amp;nbsp;ระงับอาการวิตกกังวลและมีฤทธิ์ต้านการชัก โดยนำมาใช้ทางการแพทย์และการวิจัย ในกลุ่มที่ใช้เพื่อการรักษาโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักรักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่างๆไม่ได้ผล กลุ่มที่น่าจะใช้เพื่อควบคุมอาการ ได้แก่ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับการปลูกเพื่อให้ได้กัญชาในระดับ Medical Grade ใช้ทางการแพทย์นั้น ต้องมีการควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ เทคโนโลยีการปลูก &amp;nbsp;การเก็บเกี่ยวเป็นวัตถุดิบกัญชาแห้ง การรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปลูกสามารถปลูกได้หลายวิธีแต่ต้องมีการความคุมทุกขั้นตอน &amp;nbsp;การปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมสารอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานและได้ปริมาณสารสำคัญตามสัดส่วนและปริมาณ THC และ CBD ที่เหมาะสมสำหรับมาใช้ทางการแพทย์ และที่สำคัญจะไม่มีการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งหากปลูกกัญชาบนดินทั่วๆไปแล้วธรรมชาติของกัญชาจะมีคุณสมบัติพิเศษที่ดูดซึมสารพิษเหล่านั้นได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น จึงเชื่อมั่นได้ว่าการปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้บริโภค ตลอดจนมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย&amp;rdquo; นพ. วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมยังได้มีโครงการการปลูกกัญชาทางการแพทย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Phase) โดยในระยะที่ 2 ใช้งบประมาณ 164.04 ล้านบาท ที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร มีทั้งปลูกในอาคาร indoor และโรงเรือนปลูกพืช (greenhouse) ส่วนระยะที่ 3 การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial Phase) โดยเริ่มการปลูกและผลิตสารสกัดระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรภายในเดือนมกราคม 2564 ที่พื้นที่อ.หนองใหญ่ &amp;nbsp;จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30084</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปลูกกัญชาระบบปิด, สารสกัดกัญชา, อภ., โรงเรือนปลูกกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190227/image_big_5c76609bbefcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ยันไม่ให้จดสิทธิบัตร เตรียมออกบทเฉพาะกาล 5 ปีใช้กัญชารักษาโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย.61 - ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลการยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กำลังพิจารณา ซึ่งเขารู้ปัญหาอยู่ คงไม่ให้ดำเนินการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ เป็นเรื่องของการรักษาโรค การจดสิทธิบัตรนั้นไม่ต้องเป็นห่วงยังไม่พิจารณา ก็คงยังไม่ให้จดสิทธิบัตร อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวน่าจะออกมาเป็นบทเฉพาะกาลระยะ 5 ปี เพื่อใช้ในการศึกษาและรักษาโรค ซึ่งขณะนี้ยังไม่จดสิทธิบัตรเลยจะผิดกฎหมายได้อย่างไร ทั้งนี้รัฐบาลมองในระยะยาวว่าควรจะมีการผ่อนปรน เพื่อใช้ในการรักษาโรค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22009</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษาโรค, จดสิทธิบัตร, บิ๊กป้อม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สารสกัดกัญชา, สิทธิบัตรกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5becdc2e6ec3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กัญชา..นี่หรือที่ว่าปลดล็อก?&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เรื่อง &amp;quot;ปลดล็อกกัญชา&amp;quot; นี่.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นหน้าที่รัฐบาล, สนช.-อย.และคณะกรรมการกัญชา ว่าจะตกลงเอาอย่างไรกันก็จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แก่นของเรื่องทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยู่ที่ &amp;quot;ประชาชน&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดชัดๆ จะให้กัญชาเป็นยาเสพติด หรือเป็นพืชสมุนไพร หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชาวบ้าน&amp;quot; เป็นผู้รับผลโดยตรง!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น ก่อนจะเขียน-จะแก้กฎหมายอะไรออกมา บอกชาวบ้านให้เข้าใจชัดๆ ก่อนได้มั้ย ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พูด &amp;quot;ปลดล็อก..ปลดล็อก&amp;quot; นั่นน่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลดอะไร แค่ไหน ตรงไหน ผลที่จะตามมาคืออะไร ชาวบ้านได้-ไม่ได้อะไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลดแล้ว หมายความว่า ชาวบ้านจะปลูก-ใช้ &amp;quot;กัญชา-กระท่อม&amp;quot; ได้ โดยไม่ผิดกฎหมายด้วยใช่มั้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือยังไม่ได้ หรือมีขอบเขตให้แค่ไหน อย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนี่ย...ผมว่า คนยังสับสนกันอยู่มาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องเข้าใจว่า การบริโภคข่าวสารของสังคมไทย เป็นแบบ &amp;quot;ยกซด&amp;quot; ไม่ชอบเคี้ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ยินว่า &amp;quot;ปลดล็อก&amp;quot; ปุ๊บ ก็สรุปด้วยซื่อตามนั้นปั๊บ น้อยคนจะสนใจศึกษาในรายละเอียด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็จะไปคนละทิศ-ละทาง.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้า &amp;quot;กฎหมายกับชาวบ้าน&amp;quot; ไม่บรรจบกัน ยิ่งเข้าใจไม่ตรงกันด้วยแล้ว มันก็ไร้ประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือตอนนี้ ปลดล็อก &amp;quot;ของคณะกรรมการกัญชา และ อย.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตกลงแค่ &amp;quot;ขยับรู&amp;quot; เข็มขัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านเข้าใจว่า &amp;quot;ปลดขอ-รูดซิป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไงๆ ก็ยังฉี่ไม่ได้-ฉี่ไม่ออกอยู่ดี!&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงอยากให้เจ้าภาพงานนี้ &amp;quot;บดย่อย&amp;quot; ประเด็น เป็นความเข้าใจกับชาวบ้านว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปลดล็อก&amp;quot; นั้น มันแค่ไหน และชาวบ้านได้อะไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะที่ฟัง อย่าว่าแต่ชาวบ้านจะสับสนเลย แม้แต่คณะกรรมการฯ เอง.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลักใหญ่&amp;quot; ตรงกันก็จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ &amp;quot;หลักย่อย&amp;quot; ยังแย้งกันด้วยวิสัยทัศน์คนละทิศ-ละทาง หาบทสรุปยังไม่ลงตัว แต่เมื่อต้องเอา ก็ขยุ้มๆ แบบขอไปทีว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แค่ล็อกเล็กๆ ไปก่อน ค่อยไปขยับขยายเป็นล็อกใหญ่ๆ วันข้างหน้า&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีที่ไม่บอกว่า &amp;quot;ชาติหน้า&amp;quot;!?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุป &amp;quot;ปลดล็อกกัญชา&amp;quot; ที่ตกลงกันขณะนี้ คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกระดับ &amp;quot;กัญชา&amp;quot; จากยาเสพติดประเภท ๕ ห้ามปลูก-ห้ามมี-ห้ามใช้ มาเป็นประเภท &amp;nbsp;๒&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สามารถนำ &amp;quot;สารสกัด&amp;quot; จากกัญชาไปใช้ทางการแพทย์ได้ เหมือนมอร์ฟีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;quot;ดอก-ใบ&amp;quot; กัญชา และกระท่อม ยังซ้ำชั้น ไม่ได้พาสขึ้นชั้น ๒ ใครเอามาปลูก-มาใช้ ต้องติดคุกเหมือนเดิม!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่นำสารสกัดไปใช้ทางการแพทย์ ก็ระบุแค่ ๔ กลุ่มโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ให้เคมีบำบัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.โรคลมชักในเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๓.ปลอกประสาทอักเสบ และ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๔.อาการปวดรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง &amp;quot;กัญชา&amp;quot; ในความเห็นผม เมื่อร้อยละ ๙๙.๙๙ เห็นตรงกันหมด ว่ามีประโยชน์ ควรนำมาใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช้าอีกนิดจะเป็นไร......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันดูให้ตกผลึกทุกด้านซิว่า กัญชานั้น นอกจากทางการแพทย์แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังจะใช้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ทางไหนอีกบ้าง นอกจากมุ่งเฉพาะสารสกัดใน ๔ กลุ่มโรค?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือผมว่า น่าจะมองทางด้าน &amp;quot;พืชอุตสาหกรรม&amp;quot; เพื่อการส่งออกและแปรรูปทางโภชนาการด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกเหนือจากสร้าง &amp;quot;สถาบันทางเลือก&amp;quot; เพื่อการบำบัดและรักษาผู้ป่วยด้วยกัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นสถาบันรองรับ &amp;quot;ผู้ป่วยทางเลือก&amp;quot; จากทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเรามองครอบคุลมหลายๆ ด้าน ในความเป็นไปของทิศทางกัญชาโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้-การเขียนกฎหมาย จะหลุดจากกะลาครอบ สามารถตอบโจทย์กัญชาในอนาคตได้มากกว่า ๔ กลุ่มโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางแพทย์.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้เฉพาะสารสกัดใน ๔ กลุ่มโรค ผมว่า &amp;quot;มองแคบ&amp;quot; ไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดว่าปลดล็อก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปลดแล้ว กลับ &amp;quot;ควบคุม&amp;quot; เป็นยา มีผู้ได้ประโยชน์ &amp;quot;ฝ่ายเดียว&amp;quot; คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย.&amp;quot; กับบริษัท &amp;quot;ค้ายา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ผูกขาดก็เหมือนผูกขาด เพราะเราจะวิจัย &amp;quot;สารสกัดกัญชา&amp;quot; ให้ได้ออกมาตามมาตรฐานยา &amp;quot;อย.กำหนด&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกกี่สิบปีล่ะ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบนี้ อย.ก็ต้องสั่งจากนอกเข้ามาเหมือนมอร์ฟีนอีกนั่นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วมันได้อะไร หรือใครได้?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมว่านะ ถ้าจะปลดล็อกกัญชาให้ตรงประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลดล็อกวิสัยทัศน์ &amp;quot;อย.&amp;quot; ก่อนดีที่สุด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัญชานั่น ก็เหมือนพืชสมุนไพรอีกจำนวนมาก มีทั้งคุณ-ทั้งโทษ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าจ้องแต่ด้านโทษ เพ่งเล็งว่าเป็นยาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันก็เป็นสิ เมื่อตีตราให้มันเป็นแบบนั้น!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองเปลี่ยนแว่น มองกัญชาเป็น &amp;quot;พืชสมุนไพร&amp;quot; คู่บ้าน-คู่เมือง ก็จะเห็นคุณค่าทางด้านใช้ประกอบทางยารักษาโรคได้มากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำ &amp;quot;ขี้ตะกรัน&amp;quot; ที่ภูเก็ตได้มั้ย?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครมีรถก็มาโกยเอาไปถมถนน คันรถละไม่กี่ตังค์ พอศึกษา-ค้นคว้า พบขี้ตะกรันถลุงออกมาจะได้แร่เอาไปทำหัวกระสวยอวกาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลละเป็นร้อยเป็นพันล้าน ตั้งโรงงานถลุง เป็นเรื่องเป็นราว จนต้องย้ายไปตั้งโรงงานที่ระยอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัญชานี่ ศึกษาให้ดีเถอะ มันมีดีซ่อนอยู่มากกว่าคำว่า &amp;quot;ยาเสพติด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปลี่ยนทัศนคติซะใหม่ แล้วใช้วิทยาการ ทั้งด้านแพทย์ ด้านวิจัยพัฒนาพันธุ์สู่ธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อทางยา ทางอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวยหัวเราะร่วนทั้งวัน บอกไม่เชื่อ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐสำรวจบ้านเรานานแล้ว ว่าภูมิอากาศด้วยสภาพร้อนชื้น และแร่ธาตุในดิน ให้กำเนิดพืชสมุนไพรอุดมสารทางยามากกว่าที่อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยมาบีบให้ทำสัญญาด้วยหวังทางพืชสมุนไพรตั้งแต่โอบามาสมัยแรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้วยความเก๋าของไทย เบี่ยงไป-เลี่ยงมา ถึงตอนนี้เลยรอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัญชาไทยรู้จักสรรพคุณกันดีในหมู่ชนต่างชาติ แต่ด้วยตีตรายาเสพติดไว้นาน การบำรุงพัฒนาพันธุ์ไม่มี จึงด้อยสารบางชนิดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พื้นสภาพมันพร้อม คนไทยเก่ง อย่าเอาเรื่องเปิดมาก คนจะมุ่งทางสูบ-ทางเสพมากเป็นตัวตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้ามุ่งพัฒนาพันธุ์เป็นพืชสมุนไพรเพื่อการส่งออก ควบคุมการปลูก แต่กำกับดูแลการใช้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ &amp;quot;ซื้อ-ขาย-ใช้&amp;quot; ภายใต้คำสั่งแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองด้วยทัศนคติบวกอย่างนี้ ในอนาคต กัญชาจะมีทางทำให้รวยได้ ซึ่งดีกว่าตีตรายาเสพติดตายตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่โบราณ ฝรั่งยังไม่มีอิทธิพลคุม ไทยก็ใช้กัญชา &amp;quot;ตำรับยาไทย&amp;quot; รักษาชีวิตคนไทยรอดมาจะพันปีแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอมี &amp;quot;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา&amp;quot; กัญชาพืชสมุนไพร มีสรรพคุณเป็นยาดีๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลายเป็นยาเสพติดตายตัวซะงั้น!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้กฎหมายแล้วควบคุมเป็นยา ใช้ทางการแพทย์ปัจจุบัน เฉพาะ ๔ กลุ่มโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้ว &amp;quot;แพทย์แผนไทย&amp;quot; ล่ะ เอาไปไว้ที่ไหน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งบอกว่า ดอก-ใบกัญชา ยังเป็นยาเสพติดประเภท ๕ นี่เท่ากับปฏิเสธการแพทย์ไทยโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีแต่เขาจะสนับสนุนแพทย์แผนไทย ยกระดับกูรู &amp;quot;น้ำมันกัญชา&amp;quot; ที่ทำกันอยู่ใต้ดิน ให้ขึ้นมาอยู่บนดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อช่วยกันต่อเติมวิทยาการจากฐานกัญชาให้งอกงามเป็นตำรับพิเศษของไทย ที่ฝรั่งมังค่าชาติไหนก็ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นี่...ฆ่าฝังกลบเรียบ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;น้ำมันกัญชา&amp;quot; ด้วยวิทยาการใต้ดินของคนไทย บอกว่าเถื่อน...ท่านทราบมั้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากไทยแพร่ไปนอกประเทศ ใช้รักษาภายใต้กำกับดูแลของแพทย์ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน แพร่หลายมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การออกกฎหมายนั้น........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรคำนึงถึง &amp;quot;สิทธิผู้ป่วย&amp;quot; ในการเข้าถึงยา เพื่อบำบัดรักษาอาการโรคของเขาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูตามเจตนารมณ์ที่จะออกกฎหมายตามที่พูดกันตอนนี้แทนที่จะดี กลับออกด้วยทัศนคติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งควบคุม ทั้งจำกัดและกำจัด &amp;quot;สิทธิการเข้าถึงยา&amp;quot; อันเป็นทางเลือก &amp;quot;เพื่อชีวิต&amp;quot; ของคน ยามเจ็บป่วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมว่า ทำทั้งที อย่าสักแต่ว่าทำ......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช้านิดไม่เป็นไร ถ้าตกผลึก &amp;quot;สู่ทางอนาคต&amp;quot; ในมิติต่างๆ ที่รอบด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าเอาความคิดลบ ว่าเปิดมากคนไทยจะเสพกันมากเป็นโจทย์ตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คิดบวก&amp;quot; ด้วยวิสัยทัศน์เพื่อ &amp;quot;คนรุ่นต่อไป&amp;quot; ไว้บ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกที่กว้าง &amp;quot;ทางก็จะไม่แคบ&amp;quot; สำหรับเรา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21195</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำมันกัญชา, ปลดล็อกกัญชา, สารสกัดกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่ากังวล พาณิชย์ยัน ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;ยืนยันไทยยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชา ตามที่มีผู้ยื่นคำขอเอาไว้ตั้งแต่ปี 53 แต่อย่างใด ย้ำสารสกัดจากพืช ไม่อาจรับจดทะเบียนได้ ขอให้ประชาชนและนักวิจัยอย่างได้กังวล พร้อมระบุในการรับจด ยังมีขั้นตอนอีกมาก จะพิจารณาอย่างรอบคอบ และทำตามเงื่อนไขกฎหมายอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อว่า ขณะนี้บริษัทยาต่างประเทศได้จดทะเบียนสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาในไทยแล้วตั้งแต่ปี 2553 ว่า ข้อเท็จจริงมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรตามข่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา พบว่า คำขอดังกล่าวมีผู้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2553 โดยยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบการประดิษฐ์ (substaintive examination) ตามเงื่อนไขกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามกฎหมายสิทธิบัตร มาตรา 9 การประดิษฐ์ที่จะได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรได้นั้น จะต้องไม่เป็นการประดิษฐ์ที่ต้องห้าม เช่น สารสกัดจากพืช วิธีการบำบัดรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ เป็นต้น และยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่กฎหมายระบุ ได้แก่ เป็นการประดิษฐ์ใหม่ เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สารสกัดจากพืชตามข่าวที่มีการเผยแพร่ออกมานั้น ย่อมไม่อาจรับจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ จึงขอให้ประชาชนและนักวิจัยอย่ากังวลในเรื่องนี้ และการจะจดสิทธิบัตรแต่ละฉบับยังมีขั้นตอนต้องพิจารณาอีกมาก เรื่องนี้ได้กำชับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้วว่าให้พิจารณาอย่างรอบคอบ เฝ้าระวัง และดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักการของการจดสิทธิบัตรของไทย สิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลใดอ้างสิทธิเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีการดำเนินการตรวจสอบสิทธิบัตรตามกฎหมายสิทธิบัตร และปฏิบัติตามคู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตร ซึ่งได้มีการจัดทำโดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ซึ่งจะไม่ทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10943</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กัญชา, จดสิทธิบัตร, สกัดกัญชาทำยา, สารสกัดกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac471e09ee91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
