<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง  GULF แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 2562 รวยกระฉูด 1.21 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค. 2562 &amp;nbsp;ปีนี้เป็นปีที่ 26 แล้ว ที่วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย โดยวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปี 2562 ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2562 ปรากฏว่า ทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยปี 2562 ได้ต้อนรับแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยคนใหม่ สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF โดยสารัชถ์ถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 120,960 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 63,315 ล้านบาท หรือ 109.84% ซึ่งหุ้นที่สารัชถ์ถือครองมีเพียง 1 บริษัทคือ GULF โดยถือหุ้นสูงเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 35.44%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปีที่ GULF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาหุ้น GULF ได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่ 45 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 76.25 บาท ณ 30 กันยายน 2561 และทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 160 บาท ณ 30 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ใช้คำนวณมูลค่าความมั่งคั่งเศรษฐีหุ้นไทยปี 2562 โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 83.75 บาท หรือ 109.84% &amp;nbsp;ส่งผลให้สารัชถ์ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ GULF ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2562 หลังจากเข้ามาเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 &amp;nbsp;ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 66,110.64 ล้านบาท รวยลดลง 11,018.68 ล้านบาท หรือ 14.29% ความมั่งคั่งของหมอเสริฐที่ลดลงในปีนี้ เนื่องมาจากหุ้นที่หมอ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เสริฐถือครองทั้ง 3 บริษัท &amp;nbsp;คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) ราคาตกลงจากปีที่แล้ว &amp;nbsp;โดยหมอเสริฐเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 6 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี &amp;nbsp;2556- 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ได้แก่ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา นิติ โอสถานุเคราะห์ &amp;nbsp;ก้าวจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 48,613.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,648.61 ล้านบาท หรือ 52.08% &amp;nbsp;นอกจากพอร์ตหุ้นที่ลงทุนมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ปีนี้นิติยังถือครองหุ้น บมจ.โอสถสภา (OSP) ซึ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 โดยนิติเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ในสัดส่วน 16.28%
เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ขยับจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว โดยหุ้นที่คีรีถือครองรวมมูลค่าทั้งสิ้น 43,080.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,708.42 ล้านบาท หรือ 51.84% เนื่องจากราคาหุ้น BTS และ บมจ.วี จี ไอ โกบอล มีเดีย (VGI) ปรับตัวสูงขึ้นมากจากปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ สมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หล่นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 42,084.25 ล้านบาท ลดลง 125.16 ล้านบาท หรือ 0.30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 ได้แก่ วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ กรรมการกลุ่มบริษัท ทีโอเอ ทายาทคนโตของอาณาจักรสี TOA โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 41,055.30 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 34,162.15 ล้านบาท หรือ 495.60% จากการเข้าลงทุนเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอ้อม (Backdoor Listing) ใน บมจ.สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย (SMM) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) เพื่อทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยวนรัชต์เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ใน STARK ที่ 73.37%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 และ 8 ได้แก่ สองเศรษฐีหุ้นเจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) หรือชื่อเดิมคือ เมืองไทยลิสซิ่ง ดาวนภา เพ็ชรอำไพ ร่วงลงไปอยู่ในอันดับ 7 จากอันดับ 5 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้น MTC &amp;nbsp;มูลค่า 41,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,300 ล้านบาท หรือ 18.13% ส่วน ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ร่วงจากอันดับ 4 ลงมาอยู่อันดับ 8 โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า 40,841.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,448.98 ล้านบาท หรือ 15.40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ พิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดิศัย โพธารามิก ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ถูกเบียดลงมาจากอันดับ 8 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นมูลค่ารวม 32,596.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,677.46 ล้านบาท หรือ 12.72%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 10 ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร่วงจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 27,469.19 ล้านบาท ลดลง 5,431.16 ล้านบาท หรือ 16.51%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน เจ้าสัวเจริญ และ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้เป็นครั้งแรก โดยอยู่ในอันดับ 23 &amp;nbsp;มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองคนละ 10,330.57 ล้านบาท จากการนำ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ (SEG) Holding Company ของกลุ่มสิริวัฒนภักดีที่ลงทุนในธุรกิจประกัน &amp;ldquo;อาคเนย์&amp;rdquo; เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 &amp;nbsp;โดยเจ้าสัวเจริญและคุณหญิงวรรณาถือหุ้น SEG สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วนเท่ากันที่ 37.38% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปรากฏชื่ออย่างเป็นทางการในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2563 น่าจะได้เห็นความมั่งคั่งของเจ้าสัวเจริญ และคุณหญิงวรรณา เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล จากการนำ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) Holding Company ที่ถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ &amp;ldquo;ทีซีซี กรุ๊ป&amp;rdquo; เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 &amp;nbsp;ด้วยมูลค่า IPO รวม 185,742 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ซึ่งเจ้าสัวเจริญถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ในสัดส่วน 25.12% และคุณหญิงวรรณาถือหุ้นอันดับ 3 ในสัดส่วน 19.77%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52227</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเงินการธนาคาร, จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย, สารัชถ์ รัตนาวะดี, เศรษฐีหุ้น 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b45d40b0ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  กัลฟ์เปิดเดินเครื่อ2โรงไฟฟ้าเวีนยดนามลั่นพร้อมขยายลงทุนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลฟ์ ร่วมกับ ทีทีซี กรุ๊ป (เวียดนาม) เปิดโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ TTCIZ-01 และ TTCIZ-02 &amp;nbsp;ณ จังหวัด เต็ย นินห์ ประเทศเวียดนาม อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศพร้อมขยายการลงทุนเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.62 - นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ TTCIZ-01 และ TTCIZ-02 ณ จังหวัดเต็ยนินห์ ประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;ว่า &amp;nbsp;บริษัทได้ร่วมกับทีทีซี กรุ๊ป (เวียดนาม)เพื่อก่อสร้างดรงไฟฟ้าดังลก่าวล่าสุด ได้ทำการจ่ายไฟเข้าระบบให้การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เป็นที่เรียบร้อยในเดือนมี.ค.และเม.ย.นที่ผ่านมาตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ TTCIZ-01 ในประเทศเวียดนาม มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 68.8 เมกะวัตต์ ได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้แก่ การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity หรือ EVN) เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 6 มีนาคม 2562 &amp;nbsp;บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ถือหุ้นทางอ้อม ผ่าน Gulf International Holding Pte. Ltd. อยู่ 49%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ขณะที่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ TTCIZ-02 ซึ่ง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทางอ้อมผ่าน Gulf International Holding Pte. Ltd (GIH) อยู่ 90% ร่วมกับ Than Thanh Cong Group (TTC Group) โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 50 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนามเป็นระยะเวลา 20 ปี ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ให้กับ การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity หรือ EVN) เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 19 เมษายน 2562
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสารัชถ์กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลแห่งประเทศเวียดนามได้มีนโยบายการเพิ่มการใช้พลังงานพลังงานหมุนเวียนและตั้งเป้าหมายให้พลังงานทดแทนเป็น 5% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2563 บริษัทในฐานะผู้ผลิตพลังงานชั้นนำแห่งประเทศไทย จึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานของกัลฟ์ที่มุ่งเน้นที่การพัฒนาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เนื่องจากโครงการพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนราว85.45 ตันต่อปี ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุของภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังตระหนักในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานเช่นทีทีซีกรุ๊ปจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม และหวังว่าโครงการดังกล่าวจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตร่วมกันต่อไปในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39032</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลฟ์, ทีทีซี กรุ๊ป (เวียดนาม), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), ประเทศเวียดนาม, สารัชถ์ รัตนาวะดี, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b45d40b0ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
