<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ลึก&quot;ฟ้าทะลายโจร&quot;กินหวังรอดจากโควิดไม่ง่าย   ข้อควรระวังยุ่บยั่บ -ห้ามใช้ในเด็กเด็ดขาด   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
7ส.ค.64- คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาล้ยได้จัดเสวนา &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร ในสภาวะวิกฤต คุณภาพ ราคา และความปลอดภัย&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยรศ.ภญ.ดร.มยุรี ตั้งเกียรติกำจาย คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรว่า ในความเป็นจริง ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าผู้ป่วยโควิดกินฟ้าทะลายโจรแล้วสามารถป้องกันโควิดได้ กรมการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ หรือทางอภัยภูเบศร์ ก็มีความเห็นตรงกันว่าไม่แนะนำให้ใช้ยาฟ้าทะลายโจรในการกินเอง เพื่อป้องกันโควิด เนื่องจาก พบปัญหาผู้ป่วยที่กินฟ้าทะลายโจรซึ่งกินเพื่อป้องกัน ในขนาดยาที่ต่ำติดต่อกันหลายเดือน &amp;nbsp;เมื่อตรวจพบว่ามีค่าตับเพิ่มขึ้น &amp;nbsp; และในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าฟ้าทะลายโจร มีของปลอมที่สามารถปลอมได้เนียนเหมือนทุกอย่าง ทั้งเลขทะเบียนหรือผู้ผลิต การไม่ระบุสารแอนโดรกราโฟไลด์อยู่ในฉลาก จึงทำให้การตรวจสอบยากขึ้น และการขึ้นทะเบียนก็ขึ้นเป็นยาแผนโบราณ &amp;nbsp;ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นอาหารเสริม เพราะผิดกฎหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.มยุรี กล่าวต่อว่า สำหรับฟ้าทะลายโจร แบ่งออกเป็นชนิดผงที่จะไม่ทราบสารแอนโดรกราโฟไลด์ &amp;nbsp;และสารสกัดที่ทราบสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งมีขายในปัจจุบัน แต่สารสกัดที่ทราบสารแอนโดรกราโฟไลด์ค่อนข้างหายาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;จากประสบการณ์การใช้ผงฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์กับผู้ติดเชื้อโควิดจำนวน 30 คน &amp;nbsp;โดย นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง ที่นำมาใช้กับผู้ต้องขังที่ป่วยโควิด ณ เรือนจำกลาง กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเดือนเม.ย.64 ซึ่งมีการระบาดของสายพันธุ์แอลฟ่า โดยนพ.เอกน ได้ใช้ผงฟ้าทะลายโจร 1 แคปซูล ซึ่งมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ ปริมาณ12 มก.ต่อวัน แบ่งให้ผู้ป่วยกินครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หรือ 12แคปซูล เท่ากับ 144 มก. นาน 5 วัน พร้อมกับทำการ Swab &amp;nbsp;จมูกในทุก 2 วัน และหลังจากผู้ต้องขังได้กินฟ้าทะลายโจรไป 8 วัน ผลปรากฎว่าพบเชื้อโควิดแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีการตรวจค่าตับของผู้ป่วยจากการใช้ยาฟ้าทะลายโจรไป 20 วัน ผลปรากฎว่าใน 30 คน พบ 5 คนที่มีค่าตับเพิ่มขึ้นสูงเกิน 2 เท่า หรือ 16% บางคนสูงถึง 4-5 เท่า จึงจะต้องมีการประเมินอาการอีกครั้งว่าเกิดจากผงฟ้าทะลายโจรหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนในขั้นตอนการวิจัย ที่จะต้องมีการติดตามและยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยตามบัญชียาหลักแห่งชาติระบุว่า ฟ้าทะลายโจรให้ใช้บรรเทาอาการหวัดขนาดสูงสุดสำหรับผู้ใหญ่ &amp;nbsp;การบริโภคอยู่ที่ครั้งละ 3 กรัมต่อครั้ง วันละ 4 ครั้ง หรือ 12 กรัมต่อวัน ดังนั้น ถ้าต้องใช้ผงฟ้าทะลายโจรแต่ไม่รู้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ จึงแนะนำให้ใช้การคำนวนตามบัญชียาหลักแห่งชาติ อย่างฟ้าทะลายที่ระบุในฉลากว่า 1 แคปซูล มี 400 มก หากติดเชื้อต้องใช้ขนาดยาสูงสุดใน 1 มื้อ ทาน 7 เม็ด &amp;nbsp;วันละ 4 ครั้ง ไม่ควรเกิน 180 มก.ต่อวัน เพื่อให้ระดับยาเพียงพอในการไปยับยั้งการแตกตัวของไวรัส &amp;nbsp;และจากที่กรมการแพทย์ ได้ออกหนังสือถึงแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโควิดว่า ผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียว ที่ไม่มีอาการ หากต้องใช้ฟ้าทะลายโจรให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ เลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ และในผู้ป่วยที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อยู่แล้ว ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรร่วมด้วย เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยประสิทธิภาพในการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ร่วมกับฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; ดร.มยุรี ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.มยุรี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ดังนั้นหากจะทานยาฟ้าทะลายโจรที่สอดคล้องกับงานวิจัยในปัจจุบัน ที่อาจจะมีผลกับการรักษาโควิดอย่างน้อยต้องรู้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ หรือการรักษาในผู้ป่วยโควิดตามที่กรมการแพทย์เสนอให้กิน 180 มก.ต่อวันหรือเท่ากับ 60 มก.ต่อ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน หากอาการดีขึ้นควรหยุดยา ไม่ควรกินนานเกิน 14 วัน &amp;nbsp;สำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับตับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อตับ อาจจะต้องลดขนาดการให้ยาจาก 180 มก. เหลือ 144 มกต่อวัน ซึ่งการใช้ฟ้าทะลายโจรคาดการณ์ได้ยาก เพราะมีเคสที่ใช้ฟ้าทะลายโจรแค่ 3 วัน ค่าตับก็เพิ่มเช่นเดียวกัน ดังนั้นการประเมินให้ใช้ยาก็ต้องขึ้นอยู่กับตับในร่างกายของแต่ละคนด้วย และหากผู้ติดเชื้อ มีฟ้าทะลายโจรปลูกไว้ที่บ้าน ต้นเริ่มมีการออกดอก ใบ ในช่วงนั้น จะมีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงที่สุด &amp;nbsp;สามารถนำมากินสดๆ ได้ครั้งละ 5-10 ใบต่อ 3-4 ครั้งต่อวัน &amp;nbsp;ติดต่อกัน 5 วัน เต็มที่ 14 วัน &amp;nbsp;ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าในรูปแบบสารสกัด แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรติดต่อรับยาฟาวิพิราเวียร์ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีที่ผู้ป่วยกินยาฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันมาก่อน ดร.มยุรี &amp;nbsp;กล่าวว่า ต้องตรวจค่าตับ หากตรวจพบค่าตับสูง ก็ไม่สามารถเริ่มรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;เพราะยาฟาวิพิราเวียร์มีพิษต่อตับมากกว่าฟ้าทะลายโจรอีก &amp;nbsp;อีกทั้ง ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาพาราเซตตามอลบ ยาลดไขมัน ยาลดความดัน เพราะจะทำระดับออกฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;และเกิดอาการไม่พึ่งประสงค์ &amp;nbsp;ส่วนฟ้าทะลายโจรที่มีข้อมูลว่ามีฤทธิ์บำรุงตับนั้น เป็นเพียงการวิจัยในสัตว์ทดลองเท่านั้น &amp;nbsp; ซึ่งมีการคาดการณ์กลไกที่ทำให้เกิดพิษต่อตับคือ สารอัลคาร์ลอย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการใช้ฟ้าทะลายโจรกับเด็ก ดร.มยุรี &amp;nbsp;บอกว่า งานวิจัยยังไม่มีการศึกษาในเด็กที่เป็นโควิด แต่ในต่างประเทศมีการวิจัยศึกษาในเด็กที่เป็นหวัดเท่านั้น ดังนั้น หากให้เด็กกินฟ้าทะลายโจรจะต้องมีขนาดยาต่ำกว่าผู้ใหญ่ 6 เท่า คือ ในเด็กอายุ 4-11 ขวบ &amp;nbsp;กินฟ้าทะลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ &amp;nbsp;30 มก.ต่อวันต่อ 3 ครั้ง ส่วนอายุ 12 ปีขึ้นไปนำหนักไม่ถึง 50 กก. แนะนำให้ใช้สารแอนโดรกราโฟไลด์ &amp;nbsp;3-3.5 มก.ต่อนำหนักตัว 1 กก.ต่อวันต่อ 3 ครั้ง &amp;nbsp; ติดต่อกัน 5 วัน &amp;nbsp;ซึ่งการใช้ยาควรระวัง &amp;nbsp;เพราะหากเด็กกินฟ้าทะลายโจรเกินขนาดจะเป็นอันตรายต่อตับมากกว่าผู้ใหญ่ ทางที่ดีควรนำเด็กติดเชื้อ เข้ารับการรักษากินยาน้ำฟาวิพิราเวียร์เป็นดีที่สุด
&amp;quot;ทั้งนี้มูลนิธิสุขภาพไทย ได้มีคำแนะนำให้กินฟ้าทะลายโจร ที่ทราบสารแอนโดรกราโฟไลด์ในปริมาณ 60-120 มก. จำนวน 4 ครั้งต่อวัน เนื่องจากกลไกการรักษาที่ใช้ฟ้าทะลายโจรเกิดจากการออกฤทธิ์ของสารหลายชนิด และกินใบสดปริมาณอยู่ที่ 10-14 กรัม โดยกินวันละ 2.5-3.5 กรัมเท่านั้น &amp;quot; ดร.มยุรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวะวิกฤตฟ้าทะลายโจร ในมุมผู้บริโภค สารี อ่องสมหวัง จากสภาองค์กรของผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่าสภาฯ จะเกี่ยวข้องกับฟ้าทะลายโจรใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เป็นตัวแทนคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้ฟ้าทะลายโจร 2.จัดทำข้อเสนอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.การเฝ้าระวังเตือนภัย ร่วมถึงการร้องเรียนปัญหา ซึ่งขณะนี้เกิดวิกฤตฟ้าทะลายโจรขึ้นจริง &amp;nbsp;จากสถิติการค้นหาคำว่า ฟ้าทะลายโจรพบว่า มีการค้นหามากกว่า 2.3 ล้านครั้ง &amp;nbsp; ซึ่งในเรื่องของข้อมูล อย่างแรกที่ผู้บริโภคควรสามารถหาพบคือ วิธีการใช้ หรือสรรพคุณ แต่สิ่งที่ค้นเจอคือ ข้อความเชิญชวนซื้อฟ้าทะลายโจร และพบว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือ &amp;nbsp;ลาซาด้า ที่มีการลงขายฟ้าทะลายโจรกว่า 18,000 รายการ &amp;nbsp;มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 100-690 บาท ซึ่งแพงกว่าราคากลาง &amp;nbsp; รองลงมาคือในช้อปปี้กว่า 6,000 รายการ และเจดี เซ็นทรัลจำนวน 16 รายการ หรือในทีวีไดเร็คจำนวน 4 รายการ ที่ขายพ่วงกับยาอื่นๆ ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ได้กำหนดราคาฟ้าทะลายโจรอยู่ที่ 94 สตางค์ต่อชนิดแคปซูล 500 มิลลิกรัมหรือ 1 เม็ด แต่จากที่สำรวจพบผู้บริโภคไม่สามารถซื้อได้ในราคาดังกล่าว อีกทั้งการพบฟ้าทะลายโจรปลอม มีการสวมเลข อย.ปลอม หรือใส่เลขในส่วนของอาหารเสริม เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิของตนได้ หากพบราคาสูงเกิดกำหนด และทางสภาฯได้ขอความร่วมมือกับร้านค้าออนไลน์ ในการนำสินค้าออกหน้าร้านออนไลน์ในกรณีที่ขายเกินราคา แต่การตรวจสอบก็ยังเป็นไปได้ยาก โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาแจ้งว่า ขณะนี้ &amp;nbsp;ยังไม่มีการควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายฟ้าทะลายโจร แต่หากเมื่อไหร่ทำราคาปั่นป่วน ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ทันที และตามมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ได้กำหนดให้ยาเป็นสินค้าควบคุมราคา ห้ามขายเกินฉลากข้างกล่อง ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคพบอาจจะแจ้งได้ที่สถานีตำรวจ หรือกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์โดยตรง &amp;quot;นางสาวสารีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ภญ.ดร.สุนทรี ชัยสัมฤทธิ์โชค คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันฟ้าทะลายโจร ที่มีปัญหากับผู้บริโภค &amp;nbsp;เพราะไม่มีการระบุปริมาณสารแอนโดกราไฟไลต์ &amp;nbsp;อย่างฟ้าทะลายโจรของอภัยภูเบศร์ก็ไม่ได้มีการระบุปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ที่ชัดเจนข้างขวด แต่มีการระบุในโปสเตอร์ที่เผยแพร่ว่า ฟ้าทะลายโจร 400 มก.ต่อแคปซูลมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ &amp;nbsp;12-16 มก. หรือบางยี่ห้อที่ระบุในฉลากว่าทานเพื่อป้องกันโควิด หรือระบุว่าฟ้าทะลายโจรมีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อย &amp;nbsp;6% ใน 500 มก. ซึ่งจะต้องระวังเช่นเดียวกัน และปัญหาในการไม่ระบุปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ ให้ชัดเจนทั้งในรูปแบบผงหรือสารสกัดก็ตาม เนื่องจากไม่ได้มีข้อบังคับในการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย &amp;nbsp; เบื้องต้นการตรวจสอบ คือ เช็คเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ตัว G หรือการเช็คสารแอนโดรกราโฟไลด์ในบางผลิตภัณฑ์ ต้องเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งมีการพยายามจะขึ้นทะเบียนฟ้าทะลายโจรแบบฉุกเฉิน โดยต้องร่วมมือกับผู้ประกอบด้วยให้ยินยอม ให้ตรวจว่าผลิตภัณฑ์มีสารแอนโดรกราไฟไลด์ตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ &amp;nbsp; เพื่อให้สามารถออกฉลากระบุเป็นยาสำหรับรักษาโควิดได้ ซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับประชาชน ไม่ต้องคำนวนปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์เอง ระเบียบนี้ ยังม่สามารถทำได้เนื่องจากติดอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่สามารถทำได้ทันที &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112433</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, รศ.ภญ.ดร.มยุรี ตั้งเกียรติกำจาย, รศ.ภญ.ดร.สุนทรี ชัยสัมฤทธิ์โชค, สารี อ๋องสมหวัง, สารแอนโดรกราโฟไลด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d0ef9d36e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กมธ.-มูลนิธิฯขู่ฟ้องกขค.อนุมัติควบรวม&#039;ซีพี-โลตัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อมติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค ) เสียงข้างมากที่เห็นชอบการควบรวมธุรกิจค้าปลีก ระหว่างกลุ่มบริษัท ซีพี กับห้างเทสโก้ โลตัสไปตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.63 &amp;nbsp; แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยกล่างออกมาแม้จะผ่านมาร่วมเดือนแล้วก็ตาม ทำให้สังคมต่างเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่คณะกรรมการกลางจะมีคำวินิจฉัยกลางออกมา &amp;nbsp; แม้จะมีกระแสข่าวว่า จะมีคำวินิจฉัยกลางออกมาในช่วงบ่ายวันที่ 16 ธ.ค.63ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในงานเสวนา&amp;rdquo;ควบรวมธุรกิจค้าปลีก ..ประชาชนได้หรือเสีย เป็นโอกาสหรือวิกฤติ และโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกจะไปทางไหน&amp;rdquo; ว่า เท่าที่ติดตามมติ กขค.ที่ออกมานั้น คิดว่าเป็นมติที่มีปัญหาชัดเจน ดังเช่นที่กรรการเสียงข้างน้อยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจของกรรมการเสียงข้างมากครั้งนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศตามมาอย่างแน่นอน เพราะประกาศหลักเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดกำหนดไว้ชัดเจน กรณีที่ผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50%และมียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปย่อมเข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาดอยู่แล้ว แต่การควบรวม 2 ยักษ์ค้าปลีกในครั้งนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 87.97% เกิน 50% และเกิน 1,000 ล้านบาทแต่แรกอยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากคณะกรรมการ กขค.มีมติออกมาโดยเห็นว่ามีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ถือเป็นการผูกขาดและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นมติที่ตลกและประหลาดที่สุดเท่าที่เครือข่ายได้ยินมา เพราะข้อเท็จจริงนั้นมติดังกล่าวจะส่งผลต่อการผูกขาด ส่งผลต่อธุรกิจโดยรวมของประเทศ ความมั่นคงด้านอาหาร สุดท้ายจำกัดทางเลือกผู้บริโภคอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้กระทั่งวันนี้ เราได้เห็นชัดกันแล้ว กล้วยหอมที่ทางมูลนิธีชีววิถีศึกษาพบว่า ของเราแพงกว่าอังกฤษ มันเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริโภคเรากินกล้วยหอมแพงกว่าต่างประเทศทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยืนยันว่า ทางมูลนิธิฯ กำลังรอดูคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการกลางที่จะออกมาว่า จะเป็นอย่างไร แต่ก็อยากเห็นสมาคมค้าปลีกจะได้ออกโรงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เช่นเดียวกับทางมูลนิธิที่จะคงจะดำเนินการพิจารณาฟ้องร้องคดีเช่นกัน แต่จะต้องรอมติคณะกรรมการกลางแข่งขันทางการค้าที่ชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะจะอาศัยแต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้าคงลำบาก และหากผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่เห็นว่าเดือดร้อนอยากจะฟ้องร่วมกับทางมูลนิธิก็ขอให้ยื่นเรื่องมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสิริกัญญา ตันสกุล ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ จากที่กมธ.ได้เชิญบอร์ด กขค.เข้ามาให้ข้อมูลนั้นยอมรับว่าข้อมูลที่ได้รับ ยังขาดความชัดเจนอยู่มาก โดยกขค.ได้ซอยตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 ตลาดคือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต &amp;nbsp;และคอนวีเนี่ยนสโตร์และอ้างว่า หลังอนุมัติควบรวมไปแล้ว ตลาดที่จะกระทบคือคอนวีเนียนสโตร์เท่านั้น ส่วน อีก 2 ตลาดคือไฮปเอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตไม่เปลี่ยนแปลงเพราะกขค.ไม่ได้เอาห้างแมคโครเข้ามาอยู่ในตลาดด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดอีก &amp;nbsp;โดยกขค.อ้างว่าไม่มีเวลาศึกษา ทั้งที่ดิลควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสนั้นมีการยื่นมาตั้งแต่ปลายปี 62 แต่กลับไม่มีการศึกษาอะไรเอาไว้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กมธ.ยังตั้งคำถามเรื่องผลกระทบกับคู่แข่ง ซึ่งสำนักงาน กขค.อ้างไม่มีปัญหา เพราะค้าปลีกขนาดย่อมยังมีอีกเยอะ ยังสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยเงินลงทุน 5-10 ล้านบาท แต่พอไปดูด้านซัพพลายเออร์ ทางกขค.กลับให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สังคมมการตั้งคำถามต่อการอนุมัติ กขต. ในครั้งนี้มาก เพราะดูจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่จะกลายเป็นเรือธงของธุรกิจใหญ่ไปสู่ตคลาดโลก แต่ก็เป็นวิกฤติสำหรับร้านค้าย่อย คู่ค้าและผู้บริโภค สะท้อนความเหลื่อมล้ำ ทำให้โอกาสของธุรกิจรายย่อยแข่งขันลำบาก หรือไม่มีทางแจ้งเกิดได้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง กมธ.พร้อมสนับสนุนสมาคมค้าปลีก หรือองค์กรผู้บริโภคให้ยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองขอให้ระงับคำสั่ง กขค.นี้ เพราะกมธ.ยื่นเองไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้มีสวนได้เสียโดยตรง คนที่จะร้องต้องเป็นผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ &amp;nbsp;นายกสมาคมค้าปลีก กล่าวว่าการอนุมัติควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเสียมากกว่า คณะกรรมการมักมองด้านเดียวตลอด ไม่เคยเห็นคนจนข้างล่างโหยหาทุนต่างประเทศเข้ามาตลอด ด้านโครงสร้างราคาหลังควบรวม พอเหลืออยู่น้อยราย หรือเหลืออยู่รายเดียว เขาครองหมดแล้ว การที่จะมาเยียวยา จะมาเยียวยาอย่างไร จะมาแจกเงิน 200-300 บาท เยียวยาหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนเงื่อนไข 7 ข้อ ที่กขค.ออกมานั้น เป็นแค่เงื่อนไขเด็ก ๆ น้ำจิ้มเท่านั้น &amp;nbsp;ไม่มีทางที่จะสู้ได้ &amp;nbsp;ใครจะไปตรวจสอบการทำงานว่า ทำตามเงื่อนไขได้หรือไม่ &amp;nbsp;ทุกวันนี้รายใหญ่ต้องการอะไร ทุบโต๊ะ ใครจะกล้าหือ ไม่มีสิทธิ์จะต่อรอง สินค้าที่ต้องการขายเข้าไปต้องทำโปรโม่ชั่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า, ควบรวม, ซีพี-โลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5deddac8892e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 22:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2020 05:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะทางแก้อุบัติเหตุบิ๊กไบค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงเสวนาชำแหละภัยบิ๊กไบค์กับวัยรุ่น พบเจ็บตายเพียบ &amp;ldquo;มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&amp;rdquo; ชี้ปมปัญหาสองล้อเต็มถนนเหตุระบบขนส่งมวลชนไม่เอื้อ พ่อแม่ส่งเสริมลูกมีรถโดยไม่คำนึงอายุและอุปกรณ์ป้องกัน ถกใบอนุญาตชั่วคราวให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แนะออกใบอนุญาตขับขี่บิ๊กไบค์อายุ 22 ปีขึ้นไป ควบคู่ฝึกทักษะขับขี่ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาดหัวข่าวและภาพที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน &amp;ldquo;เด็กวัย 13 ขี่บิ๊กไบค์พุ่งชนจักรยานยนต์และกระบะ&amp;rdquo; &amp;ldquo;สลดวัยรุ่น 18 ปีขับบิ๊กไบค์ชนดับคู่&amp;rdquo; &amp;ldquo;วัยรุ่น 20 ปีซิ่งบิ๊กไบค์เสียหลักดับคาที่&amp;rdquo; &amp;ldquo;หนุ่มนักสตรีมชื่อดังวัย 17 ขี่บิ๊กไบค์ดับ&amp;rdquo; ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ในปี 2561 พบว่า เด็กและเยาวชนช่วงอายุ 10-24 ปี มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดถึงร้อยละ 70.6 สาเหตุจากปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมผู้ขับขี่ ปัญหากายภาพโครงสร้างพื้นฐานของถนน ความไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งเด็กเข้าถึงบิ๊กไบค์ได้ง่าย กลไกของรัฐไม่สามารถควบคุมหรือปิดกั้นความเสี่ยงต่อการเข้าถึงของเด็กหน้าใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต จัดเวทีเสวนา &amp;ldquo;เยาวชนกับบิ๊กไบค์ในกฎกระทรวงใหม่...ได้หรือเสีย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ประเทศไทยครองแชมป์ติดอันดับ Top Ten การสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับที่ 9 ของโลก หรือ 32.7 คนต่อประชากรแสนคน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบการสูญเสียชีวิต 2.1 หมื่นคน หรือวันละ 69 คน คิดเป็น 29.9 คนต่อประชากรแสนคน เด็กและเยาวชนใช้รถจักรยานยนต์วัย 10-24 ปี สูญเสียชีวิต 70.6% สาเหตุมาจากตัวบุคคล พฤติกรรมการขับขี่ ปัญหาทางกายภาพ ไม่เข้มงวดในการใช้กฎหมาย เป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียบนท้องถนน การใช้รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ ผู้ขับขี่หน้าใหม่ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี เป็นการเพิ่มปริมาณนักขี่หน้าใหม่ กลไกระบบขนส่งมวลชนเป็นระบบทางเลือกประชากรในการใช้รถจักรยานยนต์มากกว่าการใช้รถขนส่งสาธารณะ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยภาพอุบัติเหตุที่เราไม่อยากเห็น ทุกวันนี้เราได้รับสไลด์ข้อมูล 365 วันอันตราย ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 พ.ย.63 มีผู้เสียชีวิต 55 คน ยอดสะสมเดือน พ.ย. รวม 485 คน เสียชีวิตวันละ 50 คน ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 12,235 คน การตายจากอุบัติเหตุประเทศไทยติดอันดับที่ 9 ของโลก การที่ 55 ครอบครัวมีคนตายจากอุบัติเหตุถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัว ที่ผ่านมาเราได้ทำงานวิชาการร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่ามีคนใช้รถสาธารณะ 24% คนใช้รถจักรยานยนต์ 26% คนใช้รถยนต์ส่วนตัว 43% สะท้อนบริการขนส่งมวลชนยังไม่ตอบสนองต่อการใช้งานของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนขับรถบิ๊กไบค์จะต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนที่จะได้รับใบขับขี่ เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี (อายุ 15-17 ปี) มีใบขับขี่ได้ชั่วคราว ขับรถเครื่องได้ 110 ซีซี เนื่องจากยังไม่มีความเชี่ยวชาญมาก เราจะทำอย่างไรให้ความปลอดภัยเป็นเรื่องของเราทุกคน เพราะเราไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับครอบครัวใดอีก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนไทยติดอันดับที่ 2 ของโลกเมื่อปี 2015 แต่ในปี 2018 ประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลก แต่ผลสำรวจปี 2018 อุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์ ไทยติดอันดับ 1 ของโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ ได้ทำโครงการสืบหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนเชิงลึกสำรวจ 1,000 ตัวอย่างในระยะเวลา 4 ปี พบว่า สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาจากตัวบุคคลระหว่างคนขับขี่รถจักรยานยนต์และคนขับขี่รถคันอื่นกว่า 90% สำหรับสาเหตุจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.การคาดการณ์สถานการณ์ผิดพลาด 2.ตัดสินใจผิดพลาด 3.ควบคุมรถผิดพลาด 4.เข้าใจผิดพลาด จากข้อมูลเชิงลึกยังพบอีกว่า กรณีของผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ยิ่งใช้ความเร็วมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และมีโอกาสรอดชีวิตน้อยเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ผู้ขับขี่มีทักษะ แต่ถ้าขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระยะการตัดสินใจหลบหลีกจะแคบมาก ส่วนการแก้ไขปัญหาหรือลดการเกิดอุบัติเหตุต้องเน้นปลูกจิตสำนึกทั้งสองฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รถบิ๊กไบค์เป็นรถขนาดใหญ่ใช้ความเร็วสูง ผู้ขับขี่ที่เป็นเยาวชนต้องใช้ทักษะมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป รูปแบบของการทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ต้องแตกต่างทั้งในเรื่องของการอบรมและการทดสอบ ต้องมีขั้นตอนที่เข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไขเชิงระบบ ป้องกันไม่ให้หย่อนยาน พร้อมออกมาตรการควบคุมให้เยาวชนมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย ฝึกทักษะเรียนรู้กฎจราจร วิธีขับขี่บนท้องถนน ทั้งนี้คนขี่บิ๊กไบค์ต้องยอมรับความจริงว่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงในระดับหนึ่ง ถ้าอยากขับขี่ให้ปลอดภัยต้องวิ่งเหมือนเป็นรถยนต์ อย่าขี่แทรกหรือแซงเหมือนรถคันเล็กควรใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ต้องตระหนักและมีพฤติกรรม มีทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย มีใบขับขี่ เรียนรู้กฎจราจร การขับขี่มอเตอร์ไซค์ทุกประเภทไม่ใช่แค่ให้ถึงจุดหมาย แต่ต้องมีทักษะหลายอย่างเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน&amp;rdquo; รศ.ดร.กัณวีร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ในประเทศญี่ปุ่นต้องผ่านการฝึกทักษะ คาดการณ์สถานการณ์เสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ตัดสินใจที่จะเบรกอย่างไร หรือหักหลบอย่างไรไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ญี่ปุ่นต้องการตรวจสอบว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ญี่ปุ่นผลิตนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความผิดพลาดของคนขับหรือปัญหาท้องถนนไม่ได้คุณภาพเพียงพอ พบว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดการคาดการณ์สถานการณ์ที่เสี่ยง เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งเมื่อจะยูเทิร์นไม่ชะลอรถไม่เบรกโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุสูง ความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ก็ผิดพลาดทำให้เกิดการชนกันขึ้น ขณะนี้มีหลายหน่วยงานตื่นตัวที่จะลดอุบัติเหตุซึ่งจะต้องรณรงค์กันตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่เกิดกับเยาวชนมีความรุนแรงมากขึ้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นในการเดินทาง ส่งผลให้ทางเลือกในการเดินทางมีอย่างจำกัด เช่น ต้องเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียนที่ไม่สะดวก หรือทำให้นักเรียนต้องเดินทางโดยใช้จักรยานยนต์แทน โดยเฉพาะการเข้าถึงรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือ &amp;ldquo;บิ๊กไบค์&amp;rdquo; ที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น ขณะที่กลไกควบคุมของรัฐเองยังกำกับได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกฎกระทรวง ใบอนุญาตขับขี่ฉบับใหม่ที่ตั้งใจออกมาเพื่อควบคุมปัญหารถบิ๊กไบค์ แต่กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ขอใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราวที่อาจจะไม่มีประสบการณ์เข้าถึงรถบิ๊กไบค์ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งกลไกของรัฐยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่มีเครื่องยนต์ตั้งแต่ 250-399 ซีซี ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมของกลุ่มเด็กและเยาวชนเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาเยาวชนกับรถบิ๊กไบค์ได้รับการแก้ไขจริงรัฐต้องจัดการที่ต้นทาง ควรกำหนดนิยามรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และกำหนดเกณฑ์อายุสำหรับผู้ขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ให้สอดคล้องกับขนาดกำลังเครื่องยนต์ (cc) เช่น ผู้ขอใบอนุญาตบิ๊กไบค์ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปี และไม่ควรให้ผู้ขอใบอนุญาตชั่วคราวมีสิทธิขับรถบิ๊กไบค์ได้ รวมถึงกำหนดประเภทใบอนุญาตจักรยานยนต์ในแต่ละขนาดเครื่องยนต์หรือขนาดความจุของกระบอกสูบให้เหมาะสมกับปัจจุบัน เช่น 110 cc+ 250 cc+ หรือ 400 cc+ ขึ้นไป กฎกระทรวงที่เพิ่งออกมาจึงต้องชัดเจนและครอบคลุมเรื่องนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้สถานการณ์รุนแรงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนในปี 61 ประเทศไทยมีอัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงติดอันดับที่ 9 ของโลก มีผู้เสียชีวิตจำนวน 22,491 คน หรือ 32.7% คนต่อประชากรแสนคน โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ ในปีเดียวกันนั้นพบว่าเด็กเยาวชนช่วงอายุ 10-24 ปี มีอัตราเสียชีวิตถึง 70.6% โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่จากปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมของผู้ขับขี่ ปัญหากายภาพโครงสร้างพื้นฐานของถนน ความไม่เข้มงวดของกฎหมาย เด็กเยาวชนจำนวนมากเข้าถึงการขับขี่รถจักรยานยนต์ในทุกขนาดง่ายขึ้น โดยเฉพาะบิ๊กไบค์ ทำให้ประเทศไทยมีผู้ขับขี่หน้าใหม่ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ตามท้องถนนมากขึ้น&amp;rdquo; คงศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ข้อเตือนสติผู้ขับขี่บิ๊กไบค์&amp;nbsp;ต้องมีหมวกกันน็อก ถุงมือ เสื้อหนาๆ อย่าคึกคะนอง

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐาปกรณ์ ปิ่นพงศ์พันธ์ ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางถนน กล่าวว่า ตนเริ่มต้นขับขี่มอเตอร์ไซค์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เริ่มจากเป็นรถก้อนๆ ที่ต้องนำมาประกอบ &amp;ldquo;ผมชอบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเป็นกลุ่ม เข้าไปตามหมู่บ้าน แต่เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ก็ห่างหาย ไม่ได้ขับเพราะรถเยอะ แต่เมื่อเห็นรถบิ๊กไบค์อยากได้ก็ซื้อ เริ่มต้นตอนนั้น 1,000 ซีซี บิดเพียงนิดเดียวความเร็วเกือบ 100 กม. ก็บิดไปที่ 200 กม./ชม. เรื่องการขับรถอยู่ที่การยับยั้งชั่งใจ ต้องใช้วุฒิภาวะในการขับรถ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรถ จำได้ว่าวันแรกลงไปในอุโมงค์เกษตรเกือบจะชนอุโมงค์ เป็นเพราะเราไม่มีทักษะเพียงพอ ผมขับรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว 6 คัน คันแรกไม่เกิดอุบัติเหตุ คันที่ 2 เกิดอุบัติเหตุ ผมมีคู่กรณีตลอด โดย 2 ใน 3 เป็นรถยนต์ คนวิ่งข้ามถนนใต้สะพานลอยไม่ถึง 15 เมตร ตอนนั้นต้องตัดสินใจจะเลือกชนหรือจะล้มเอง ด้วยแรงของรถต้องใช้แรงเยอะในการเลี้ยว ผมเลี้ยวไม่ทัน ตัดสินใจเบรกให้รถล้ม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตเคยประสบอุบัติเหตุรถบิ๊กไบค์ 3 ครั้ง ซึ่งครั้งที่รุนแรงใช้ความเร็ว 160 กม./ชม. ชนประสานกับรถยนต์ที่วิ่งสวนเลนมาอย่างจัง ขณะนั้นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความรุนแรงในการชนน้อยที่สุด โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายรอดชีวิต ประสบการณ์ทำให้รู้ว่าอุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุหลักมาจากวินัยของผู้ขับขี่ ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร อุบัติเหตุจะเกิดน้อยมาก สังคมอาจมองว่าความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ตนมองว่าวินัยและทักษะการขับขี่ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ยิ่งผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เป็นเยาวชน ยิ่งต้องเข้มงวดในเรื่องทักษะการขับขี่ ดังนั้นเมื่อรัฐมีนโยบายบังคับใช้ใบขับขี่บิ๊กไบค์ รัฐต้องคัดกรองผู้ขับขี่ โดยเฉพาะเยาวชน ด้วยการจับมือกับภาคเอกชนหรือศูนย์อบรมผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ เพื่อนำทักษะจากการอบรมมาใช้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่บิ๊กไบค์ ส่วนสนามสอบภาคปฏิบัติต้องมีถนนรองรับการทดสอบความเร็ว ที่สำคัญเอกสารประกอบการขอใบขับขี่ควรมีใบรับรองการผ่านการอบรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบัติเหตุที่จดจำไม่รู้ลืมคือขับกลับบ้านถนนพุทธมณฑลสาย 4 ขับเลนที่ 2 ซ้ายสุด เป็นช่วงเวลา 3 ทุ่ม ขับเลยถนนอักษะที่มืด เป็นช่วงจังหวะที่ต้องยูเทิร์นเห็นเงารถสีขาวย้อนศรมา ตอนนั้นขับด้วยความเร็ว 160 กม. จะหลบซ้ายหรือหลบขวาหรือจะเบรก แต่ในใจคิดว่าหลบได้ สุดท้ายรถเก๋งเดินหน้าเข้ามา ลงท้ายชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวติดกับกำแพงรถ ต้องปล่อยตัวให้ลอยข้ามรถไปเลย เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจแบบเฉพาะหน้า ลอยไปไกลเกือบ 50 เมตร ตอนนั้นเหมือนคนไม่ได้สติ แต่พยายามจะมีสติ ผมได้ข้อสรุปว่าหมวกกันน็อกต้องมีไว้ จะถูกจะแพงต้องสวมหมวกกันน็อก ถ้ากะโหลกแตกโอกาสเสียชีวิตสูง การสวมเสื้อที่มีน้ำหนัก การสวมถุงมือขณะขับรถ 3 สิ่งนี้จะต้องมีติดตัวเสมอ ต้องนึกถึงเสมอว่าการขับรถจะมีผลกระทบต่อตัวเรา ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนร่วมทาง โอกาสพิการหรือเสียชีวิต ครอบครัวต้องเดือดร้อนแทนเรา ยิ่งช่วงวัยรุ่นดูแลตัวเองไม่ได้ก็ต้องใช้เงิน เคสผมต่อสู้คดี 7-8 ปีก็ยังไม่จบสิ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86000</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อุบัติเหตุ, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fca595861c26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สับเละม.44เอื้อ&#039;นายทุน&#039; ย้อนยุคผูกขาดสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจับมือทีดีอาร์ไอตั้งวงชำแหละ ม.44 อุ้มค่ายมือถือ เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ผูกขาดตลาด &amp;quot;สมเกียรติ&amp;quot; ยันการกำกับดูแลการโทรคมนาคมในประเทศย้อนกลับไปอยู่ในยุคสัมปทาน &amp;quot;สารี&amp;quot; อัดยับ เมื่อผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ได้คลื่น 5 จี ถือเป็นการปิดตลาดไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ม.44 อุ้มมือถือ ใครได้ใครเสีย และใครเสียท่า&amp;rdquo; ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและทีดีอาร์ไอ ว่าอยากให้ประชาชนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับ 7 เรื่องในการออกมาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ โดยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับค่ายมือถือครั้งนี้ คือการยกผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งค่ายมือถือทั้ง 3 ล้วนค้างชำระหนี้ในการประมูลคลื่นความถี่อยู่ในอัตราหลักหมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การออก ม.44 ที่ผ่านมาได้ไปขยายเวลาการชำระหนี้แบบไม่คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ ส่งผลให้เงินที่รัฐควรจะได้กลับไม่ได้ และยังเป็นการเสียโอกาสทางการเงินของรัฐอีกด้วย โดย กสทช.พยายามอธิบายว่าการยืดเวลาชำระหนี้ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินน้อยลง แต่ยังได้เท่าเดิม และไม่ได้เอาดอกเบี้ยมาคิดเลย ซึ่งความจริงแล้วควรต้องคิดดอกเบี้ย เพราะเอกชนจะได้โอกาสจากการขยายเวลาแบบเต็มๆ และจากการคำนวณดอกเบี้ยแล้วรัฐจะไม่ได้เงินจากผู้ประกอบการที่ควรจะได้ถึง 19,747 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการประเมินที่ใกล้เคียงกับตัวเลขจากนักวิเคราะห์ของกสิกรไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สิ่งที่รัฐบาลไปบังคับให้เอกชนทำ 5 จี แต่จริงๆ แล้วเป็นการให้อภิสิทธิ์กับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย เนื่องจากมีการให้สิทธิ์คลื่น 900 MHz โดยไม่ต้องไปแข่งประมูลกับใครเลย ซึ่งเป็นการผูกขาด และตลาดก็จะมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเดิมเท่านั้น ถือเป็นการคุ้มค่าของผู้ประกอบการอย่างมาก ขณะที่กสทช.บอกว่ารัฐจะได้เงินจากผู้ประกอบการ 25,000 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเอาเงินในอนาคตมาคิดจะเหลือมูลค่าเพียง 17,000 ล้านบาทเท่านั้น สิ่งที่เอกชนได้จากกรณีนี้คือเหมือนซื้อคลื่น 5 จีในราคาประมาณ 8,000 ล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เชื่อจริงหรือว่าผู้ประกอบการจะชำระราคาคลื่น 25,000 ล้านบาทจริงๆ เผลอๆ อาจมีการขยายเวลาการชำระหนี้ออกไปจากเดิม 10 ปีเป็น 15-20 ปี ก็เป็นได้ เนื่องจาก คสช.ให้อำนาจกับเลขาธิการ กสทช.มากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดคืออภิมหาเศรษฐีของประเทศไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มีผู้ถือหุ้นใหญ่ในประเทศสิงคโปร์, นอร์เวย์ และจีน จึงเป็นคำถามว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องไปอุ้มมหาเศรษฐีไทยและนักลงทุนต่างชาติ ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.บริการ 5 จี เป็นบริการแห่งอนาคต และไม่ต้องรีบทำ เนื่องจากเอไอเอสเคยให้ข้อมูลในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ว่ายังไม่เห็นความจำเป็นในแง่ธุรกิจและไม่มีผู้ใช้บริการ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่าที่เลขาธิการ กสทช. บอกว่าถ้านำ 5 จี มาใช้จะสร้างมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาทให้ประเทศ เป็นเพียงความเพ้อฝัน ซึ่งอุปกรณ์การดำเนินการเรื่อง 5 จี ก็ยังไม่มีการพัฒนามารองรับประเทศไทยจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทำ 5 จี ในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การใช้คำสั่ง ม.44 เป็นการขาดความรับผิดชอบต่ออำนาจและยังอาศัยวันที่ 11 เมษายน 2562 ในการออกคำสั่งซึ่งเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ไม่ตกเป็นข่าวมากนัก นอกจากนี้ คสช.ยังให้อำนาจกับเลขาธิการ กสทช.มากเกินไปดุลพินิจที่สำคัญที่เลขาธิการ กสทช.กำหนดได้คือจะตีมูลค่าความถี่อย่างไร ระยะเวลาในการชำระจะยืดได้เท่าไรก็ได้ โดยไม่มีข้อกำหนดให้แม้กระทั่งรับฟังความเห็นสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ผู้ที่เสียหายครั้งนี้คือประเทศและประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เสียภาษีในฐานะผู้บริโภคคือเสียโอกาสในการได้รับบริการจากผู้ประกอบการรายใหม่ ในส่วนประเทศ ม.44 ทำให้การกำกับดูแลการโทรคมนาคมในประเทศย้อนกลับไปอยู่ในยุคสัมปทาน ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดการคาดการณ์และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างเจ้าสัวผู้มีอิทธิพลต่อไป ทั้งนี้ คสช. ควรออก ม.44 แก้ไขการออก ม.44 อุ้มค่ายมือถือที่ได้ทำไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ คสช.มีอำนาจและสามารถทำได้หากต้องการจะทำและหากต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ที่ใช้ ม.44 ถือเป็นการลดสิทธิประชาชน ผู้ประกอบการรายเก่าจะได้ขยายเวลาการชำระหนี้ไปอีก 10 ปี และยังได้คลื่น 5 จี ในราคาถูกและไม่ต้องประมูลแข่งขันด้วย เมื่อผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ได้คลื่น 5 จี ถือเป็นการปิดตลาดไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์ผู้บริโภค กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าละอายของคนที่มีอำนาจ เนื่องจากเรามีรัฐธรรมนูญ แต่การออก ม.44 ช่วงใกล้สงกรานต์ก็เพื่อไม่ให้มีคนค้าน ซึ่งการยืดระยะเวลาใช้หนี้ออกไปโดยไม่มีการให้ชำระดอกเบี้ยถือเป็นอันตรายต่อประเทศเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การออก ม.44 เท่ากับว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่า ม.44 สามารถออกเมื่อไร เรื่องใดก็ได้ และที่ผ่านมา คสช.ก็ออกกฎหมายไม่เห็นหัวประชาชนเลยสักครั้ง ซึ่งคลื่นที่ประมูลกันเป็นของประเทศชาติ ไม่ใช่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นควรจะจัดสรรอย่างเป็นธรรม&amp;quot; น.ส.บุญยืนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีออก ม.44 อุ้มผู้ประกอบการมือถือเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างปัญหาในระยะยาวให้แก่ส่วนรวม โดยคนที่เป็นเจ้าของความถี่คือประชาชนทั้งประเทศ ที่ควรจะต้องได้รับผลประโยชน์มากกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่แบบนี้เป็นที่รู้ดีว่าจะต้องมีการศึกษาแผนธุรกิจเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูผลประกอบการของผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ในช่วง 4 ปีหลัง มีผลประกอบการหลักหมื่นล้านบาทถึงแสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินดีอยู่ตลอด หากพิจารณาจากรายได้และผลประกอบการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้น จะบอกว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 รายเป็นผู้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างไร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องจับตาดูความซื่อสัตย์ของรัฐบาลและภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ว่าจะมีความซื่อสัตย์หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชี้แจงรายละเอียดของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 ว่าเป็นการปรับปรุงฉบับที่ 3 ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากฉบับที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี โดยมีสาเหตุจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย กสทช.พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตราที่มีผลกระทบกับ กสทช.คือมาตรา 60 ที่กำหนดให้รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำให้ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในภาพรวมคือการให้อำนาจ กสทช.ในการดูแลสิทธิในการดำเนินการเกี่ยวกับดาวเทียมครอบคลุมการให้สิทธิในการดำเนินกิจการดาวเทียม มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลการรักษาสิทธิในวงโคจรดาวเทียม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กสทช.จึงมีหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการดาวเทียม เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจึงต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กับ กสทช.ในการเป็นผู้รักษาสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียม รวมถึงการออกหลักเกณฑ์วิธีอนุญาตในการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และมีอำนาจในการออกหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตในการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ (Landing Right)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากปัจจุบันกิจการดาวเทียมยังอยู่ในช่วงเวลาสัมปทานของเอกจน กสทช.จึงเขียนไว้ในแผนบริหารสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียม กำหนดให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานอยู่ใช้ดาวเทียมต่อไปจนกว่าจะครบอายุสัมปทาน&amp;quot; พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในส่วน บมจ.ไทยคม (THCOM) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 นั้น กสทช.จะมีบทเฉพาะกาลในประกาศ กสทช.ให้ผู้ที่รับสัมปทานยังคงมีสิทธิใช้วงโคจรดาวเทียมจนถึงวันสิ้นสุดสัญญาสัปทาน ซึ่งดาวเทียมทั้ง 3 ดวงจะครบอายุสัญญาสัมปทานพร้อมกันในปี 64 ส่วนดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ยังอยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ท.ธนพันธุ์เผยว่า กสทช.ได้ตั้งคณะทำงานจัดทำแผนและหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาต สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และการใช่ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ โดยจะผลักดันการออกแผนแม่บทการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม, การประกาศหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และหลักเกณฑ์วิธีอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาตในการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ โดยคาดว่าจะจัดทำได้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้และเสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. จากนั้นจะเปิดประชาพิจารณ์ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 45 วัน คาดว่าจะสามารถลงประกาศ กสทช.ในราชกิจจานุเบกษา และสามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาขอรับใบอนุญาตได้ประมาณไตรมาส 3/62.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34021</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญยืน ศิริธรรม, มานะ นิมิตรมงคล, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สารี อ๋องสมหวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cbf946b2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง&#039;ยา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษา&#039; ขึ้นบัญชีสินค้าควบคุมราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ฤกษ์ &amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo; เตรียมดึง &amp;ldquo;ยา-เวชภัณฑ์-ค่าบริการ&amp;rdquo; ในโรงพยาบาลเข้าบัญชีสินค้าควบคุม ดันเข้าที่ประชุม กกร. 9 ม.ค.2562 กำหนดเพดานกำไร พ่วงเคสป่วยฉุกเฉิน 72 ชม. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคหวังกำหนดเป็นราคากลางทุกโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ได้มีการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบริษัทประกันภัย เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาล โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานประชุมว่า ได้ข้อสรุปที่จะนำยาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อให้สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการดูแลประชาชน หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับค่ายา ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนมีราคาแพง รวมทั้งให้หารือถึงการดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินที่จะต้องคิดในราคาที่เป็นธรรมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นแบบนี้ และจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ช่วงต้นเดือน ม.ค.2562 พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นที่จะเร่งดำเนินการ ส่วนระยะยาวจะหารือในแนวทางของการดูแลค่าบริการทางวิชาชีพต่อไป&amp;rdquo; นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะเสนอให้นำรายการยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการของโรงพยาบาล เช่น ค่าห้องพักฟื้น ค่าอาหาร ค่าเอกซเรย์ ค่าดูแลผู้ป่วย เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม โดยจะนำเสนอที่ประชุม กกร. ในวันที่ 9 ม.ค.2562 ส่วนมาตรการที่จะนำมาใช้ดูแล เช่น การให้แจ้งต้นทุน การกำหนดส่วนต่างค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการ เป็นต้น ซึ่งต้องหารือกันอีกครั้งภายใต้คณะอนุกรรมการที่จะเสนอให้จัดตั้งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดิมทียาเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ไม่รวมเวชภัณฑ์และค่าบริการ จึงต้องเสนอให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม เพื่อได้มีมาตรการดูแลได้ แต่คงไปสั่งคุมราคายาไม่ได้ เพราะราคายามีกลไกเฉพาะ และต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกัน แต่สามารถกำหนดเพดานได้ว่าจะบวกเพิ่มได้กี่เท่า ส่วนค่าบริการ ก็เช่นเดียวกัน ต้องดูราคาให้เหมาะสม โดยคาดว่าหลังดึงเป็นสินค้าและบริการควบคุม และมีคณะอนุกรรมการฯ เข้ามาดูแล จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้จบภายใน 2-3 เดือน&amp;rdquo; นายวิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยยังกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปที่จะเข้าไปดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ปัจจุบันแม้ผู้ป่วยจะได้รับสิทธิพิเศษภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากผ่าน 72 ชม. หรือหลังจาก 3 วันไปแล้ว โรงพยาบาลจะมีการคิดค่าบริการ จึงต้องกำหนดอัตราการคิดค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมว่าจะดูแลอย่างไรไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนเพิ่มขึ้น ส่วนค่าบริการทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่าค่าหมอ ต้องไปดูว่ากฎหมายสภาวิชาชีพกำหนดไว้ว่ายังไง ถ้ามีการกำหนดระเบียบเอาไว้ ก็ให้เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพที่จะเข้ามาดูแล แต่ถ้าไม่มีกำหนดไว้ ก็ต้องนำมาพิจารณาให้เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขานุการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มาตรการกำหนดราคาเพดานกำไรที่จะใช้บวกจากต้นทุนราคายาและเวชภัณฑ์ ทางมูลนิธิเห็นด้วย เพราะเป็นข้อเสนอแนะที่ได้ให้ไว้ แต่ควรขยายไปยังเวชภัณฑ์รายการอื่นๆ ด้วย เช่น ข้อเข่าเทียม สายสวนหัวใจ เป็นต้น ส่วนจะกำหนดเท่าไร อยากให้นำแนวทางของประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีการกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ออกมาเป็นรูปธรรมมาร่วมใช้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินหลังผ่านพ้น 72 ชั่วโมงไปแล้ว ต้องการให้โรงพยาบาลเอกชนกำหนดเป็นราคาเดียว เป็นราคากลาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินเคสสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล ซึ่งจุดนี้โรงพยาบาลเอกชนรับทราบต้นทุนของการรักษาแบบฉุกเฉินที่มีประมาณ 1,000 รายการอยู่แล้ว และโรงพยาบาลเอกชนก็แบกรับต้นทุนได้&amp;rdquo; น.ส.สารีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25180</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิชัย โภชนกิจ, สารี อ๋องสมหวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed8a32daa2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีแทค&#039;ยันลูกค้าซิมไม่ดับ NGOอัดกสทช.เลือกปฏิบัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กสทช.เร่งลูกค้าดีแทค 850 MHz รีบเปลี่ยนซิม ก่อนใช้งานไม่ได้ 15 ก.ย.นี้ ด้านดีแทคแจ้งผ่านโซเชียลฯ ยืนยันลูกค้า 99% ซิมไม่ดับ ขณะที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคชี้ กสทช.เลือกปฏิบัติ ลอยแพลูกค้าดีแทค จี้ทบทวนมาตรการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เผยแพร่ประกาศเมื่อเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา แจ้งเตือนลูกค้าบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่ใช้โทรศัพท์มือถือบนคลื่นความถี่ 850 MHz ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ให้รีบย้ายไปใช้บริการบนคลื่นความถี่อื่นในค่ายเดิม หรือโอนย้ายค่าย ภายในวันที่ 15 ก.ย.2561 เพื่อให้สามารถใช้บริการเบอร์เดิมได้ต่อเนื่อง หากไม่ดำเนินการภายในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 15 ก.ย.นี้ จะไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ ซิมจะดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กสทช.จะมีคำสั่งทางปกครองให้ดีแทคประชาสัมพันธ์เร่งรัดลูกค้าให้โอนย้ายดังกล่าว หลังจากดีแทคยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ดีแทคได้ใช้คลื่น 850 ต่อไป ส่วนลูกค้าดีแทคที่เหลืออยู่บนคลื่นดังกล่าว ดีแทคแจ้งว่า ณ วันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมามี 94,625 เลขหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลูกค้าดีแทคที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองใช้ซิมคลื่น 850 MHz หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่าจะได้รับผลกระทบจากการที่คลื่น 850 หมดสัมปทานหรือไม่ สามารถทำได้โดยการกด *444# โทรออก ระบบจะตรวจสอบและแจ้ง sms กลับมาว่าซิมและเครื่องของคุณสามารถรองรับคลื่นอื่นๆ ของดีแทคหรือไม่ หากซิมและมือถือไม่รองรับ คุณสามารถเปลี่ยนซิมได้ฟรี และคุณอาจจะได้รับข้อความรับสิทธิ์เครื่องในราคาพิเศษ หรือสอบถามยัง Call Center ของดีแทคได้เลย หรือจะติดต่อตามศูนย์ให้บริการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนซิมคลื่นความถี่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน บนเพจเฟชบุ๊กของดีแทคได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า &amp;quot;ดีแทคยืนยันลูกค้ามากกว่า 99% #ซิมไม่ดับ แน่นอน!!&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอดีตประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. กล่าวว่า จากการติดตามกรณีของมาตรการเยียวยามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ซึ่งเกิดเหตุสิ้นสุดสัมปทานบริการโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พบว่า ทาง กสทช.ได้ออกประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 มารองรับการสิ้นสัมปทานของบริษัททรูมูฟและบริษัท ดิจิตอล โฟน (DPC-บริษัทในเครือ AIS) ทำให้ทั้งสองบริษัทได้อยู่ในมาตรการเยียวยานานนับปี นั่นคือได้ใช้คลื่นความถี่ต่อโดยไม่ต้องมีการประมูล ต่อมาในปี 2558 ก็มีการใช้ประกาศดังกล่าวกับกรณี AIS สิ้นสัมปทานอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กสทช.อ้างว่าการให้บริการในช่วงเยียวยานั้นเป็นการให้บริการแทนรัฐ รายได้จะไม่ตกเป็นของบริษัท ต้องนำมาคืนรัฐ แต่ปรากฏว่าจนบัดนี้ทั้งสองบริษัทก็ยังไม่ได้นำส่งรายได้ที่จัดเก็บจากการให้บริการช่วงเยียวยาที่ผ่านมาเข้าเป็นงบประมาณของแผ่นดินแต่อย่างใด&amp;quot; น.ส.สารีกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พวงทอง ว่องไว อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ด้านสื่อและโทรคมนาคม ระบุว่า ข้ออ้างของ กสทช.ที่ว่าดีแทคมีลูกค้าบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์เพียงประมาณ 95,000 เลขหมาย โดยเป็นลูกค้าทั่วไปประมาณ 60,000 เลขหมาย ซึ่งเทียบกับยอดรวมของซิมดับจากการสิ้นสัมปทานที่ผ่านมามีกว่า 400,000 เลขหมายนั้น เป็นการเปรียบเทียบแบบพูดความจริงไม่ครบ และละเลยรายละเอียด เพราะเรื่องความเดือดร้อนจากซิมดับไม่ได้มีสาระอยู่ที่จำนวนมากน้อยเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่ว่าซิมที่ดับนั้นเป็นซิมที่มีการใช้งานมากน้อยเพียงใด และคนที่ต้องพึ่งพาหรือใช้งานซิมนั้นมีทางเลือกอื่นใดหรือไม่ รวมทั้งมีระยะเวลาเพียงพอที่จะจัดการปัญหาหรือไม่ นอกจากนั้น กสทช.ยังจงใจละเลยผู้ใช้บริการของทางบริษัท DTN จำนวน 22 ล้านเลขหมาย ที่มีการโรมมิงร่วมใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ของทางดีแทคด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทางแก้นั้น น.ส.สารีระบุว่า กสทช.ควรเร่งนำคลื่นความถี่ออกประมูลอีกครั้ง โดยปรับกติกาให้สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเรื่องราคาตั้งต้นประมูล ควรมีการศึกษาหาราคาที่เหมาะสม แล้วออกแบบการประมูลให้เป็นเรื่องของการแข่งขันจริงจัง เพื่อให้เกิดการกำหนดราคาโดยตลาดอย่างแท้จริง ไม่ดันทุรังตีกรอบในสิ่งที่ไม่ควรตี นอกจากนั้นก็ควรให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาจนกว่าที่จะมีการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อที่บริการจะได้มีความต่อเนื่องและมีคุณภาพดีเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากกรณีที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย. กสทช.เสียงข้างน้อย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนึ่งในผู้ลงมติแตกต่าง ได้จัดทำความเห็นของตนเอง เพื่อให้ทางสำนักงาน กสทช.ใส่ประกอบไว้ในรายการงานประชุมของ กสทช. สรุปว่า ทางออกในเรื่องนี้เห็นว่าควรตัดเงื่อนไขการประมูลที่ก่อภาระต่อเอกชนเกินกว่าการประมูลครั้งก่อนออก และไม่ต้องขยายงวดชำระเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ชนะประมูลเดิม แล้วเร่งจัดประมูลในเวลาไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะทำให้มาตรการคุ้มครองที่เอกชนขอสิ้นสุดลงตามกลไกปกติ ดังเช่นในอดีต เนื่องจากการไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ นอกจากจะกระทบประโยชน์สาธารณะ ยังทำให้คลื่นความถี่ไม่ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ดีแทค, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), พวงทอง ว่องไว, สารี อ๋องสมหวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a7388bf6c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2018 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 23:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้&quot;อย.&quot;ฟัน&quot;ไลฟ์สดขายของ&quot;มูลนิธิผู้บริโภคชี้ส่วนใหญ่เป็นอาหารใช้ชิงโชคแจกของล่อใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิผู้บริโภคเผย &amp;quot;ไลฟ์สดขายของ&amp;quot; กว่า 36% เป็นสินค้าอาหาร พบแนวโน้มชิงโชคแจกของรางวัลมากขึ้น เตือน ไม่ขออนุญาตโฆษณาอาหารและชิงโชค มีความผิดตามกฎหมายของ อย. และ กม.การพนัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขานุการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวว่า นอกจากการตลาดชิงโชคในเครื่องดื่มชาเขียวและน้ำอัดลมแล้ว ยังมีเรื่องของการไลฟ์สดขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วย เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูป ที่น่ากังวล ซึ่งมีประเด็นที่น่าจับตาโดยพบว่ากว่าร้อยละ 35-36 สินค้าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เพราะตามหลักแล้วต้องมีการขออนุญาตโฆษณาอาหารจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนจึงควรมีการตรวจสอบว่า การไลฟ์สดดังกล่าวได้มีการขออนุญาต อย.แล้วหรือไม่ และโฆษณาเกินจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สารี กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการโฆษณาว่า จะมีการชิงโชคแจกของรางวัลด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งต้องมีการขออนุญาตการชิงโชคจากทางกระทรวงมหาดไทยตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ด้วย มิเช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่ง มาตรา 12 กำหนดว่า ผู้ใดจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือรับอนุญาตแล้วแต่เล่นพลิกแพลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การชิงโชคแจกของผ่านทางไลฟ์สดต่างๆ&amp;nbsp; ยังมีช่องว่างอยู่ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการขออนุญาตการชิงโชคจากทางกระทรวงมหาดไทยจริงหรือไม่ และการโฆษณาว่าจะแจกของหรือชิงโชคต่างๆ นั้น มีการให้ของรางวัลแก่ผู้บริโภคจริงหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการโฆษณาจะยึดหลักว่าจะต้องไม่เกินจริง ไม่เป็นเท็จ หรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ดังนั้น&amp;nbsp; ต้องมีการแจกจริง มิเช่นนั้นก็ถือว่าเข้าข่ายโฆษณาหลอกลวง ซึ่งจะมีเรื่องของกฎกระทรวงฉบับที่ 5 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย&amp;quot; น.ส.สารี กล่าวและว่า ในการตรวจสอบว่าการไลฟ์สดขายสินค้านั้น ได้รับขออนุญาตหรือไม่นั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ผู้บริโภคต้องพิจารณาให้ดีว่าจะได้ตามนั้นจริงหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีผู้ร้องเรียนเข้ามามากหรือไม่ กรณีเป็นผู้โชคดีได้ของรางวัลแล้วแต่ไม่ได้รับรางวัลตามที่โฆษณา&amp;nbsp; น.ส.สารี กล่าวว่า มีผู้ร้องเรียนกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; ซึ่งต้องมีการรวบรวมข้อมูลก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วประเด็นเหล่านี้มองว่าทาง สคบ.ต้องออกมาตรวจสอบและจับตาเฝ้าระวังด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9192</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฃิงโชค, กระทรวงหมาดไทย, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง, อย., ไฟล์สด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af9b343320e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
