<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เห็นชอบ  อุทธรณ์  สำนักงบฯ ขอเว้นการเรียกคืนเงินกองทุนฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

25มี.ค.64-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่ประชุมได้หารือถึงการใช้เงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) โดยกองทุนฯ นี้ มีจำนวนเงินกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณจะขอคืนเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้มีการใช้เงินจากกองทุนนี้มากว่า 3 ปีแล้ว เพราะมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 มีการตรวจสอบพบการเบิกจ่ายใช้เงินจากกองทุนฯ ผิดวัตถุประสงค์จึงทำให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนจนนำไปสู่การสอบวินัยดำเนินความผิดกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว โดยจากกรณีการทุจริตดังกล่าวจึงส่งผลให้ไม่ได้มีการใช้เงินจากกองทุนฯ ซึ่งทำให้คนพิการเสียประโยชน์ไปในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ไปยังสำนักงบประมาณ โดยให้รวบรวมแผนงานการจัดการศึกษาคนพิการด้านต่างๆ เพื่อสรุปให้สำนักงบประมาณพิจารณา ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความจำเป็นที่จะใช้เงินจากกองทุนฯ นี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อคนพิการอย่างไรบ้าง

&amp;quot;ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการสรรหาผู้จัดการกองทุนด้วย&amp;nbsp; รวมถึงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการได้นำเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับคนพิการอย่างหลาก ซึ่งที่ประชุมจึงให้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้และไปศึกษา ว่า นวัตกรรมคนพิการจะนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ รวมถึงในอนาคตเงินจากกองทุนคนพิการฯ นอกจากจะช่วยหลือการจัดการศึกษาแล้ว จะต้องนำมาพัฒนาครู สร้างนวัตกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคนพิการด้วย&amp;quot;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97273</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.), คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, สำนักงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcdffaf2499d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดตูดขาดโวเงินสำรองอื้อ เบี้ยคนพิการโทษกันอุตลุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; โวเงินสำรองมีมากมาย รัฐบาลไม่ได้ตูดขาดแม้ใช้จ่ายงบปี 63 สำรอง สำนักงบฯ เตรียมชง ครม.อนุมัติหลักเกณฑ์ใช้งบ 63 แทน 64 ไปพลางก่อนไม่เกิน 25% เชื่อเบิกได้ไปถึงสิ้นปี โทษกันอุตลุด &amp;rdquo;เบี้ยคนพิการ-สูงอายุ&amp;rdquo; ล่าช้า อ้างเป็นช่วงปลายปีงบประมาณ-ข้อมูลไม่อัพเดต โอ่หลังปีนี้ไม่เกิดเหตุซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์ถึงกรณีสำนักงบประมาณทำหนังสือด่วนที่สุดถึงทุกหน่วยงาน ให้ใช้งบประมาณปี 2563 แทนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไปพลางก่อนในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนทำให้เกิดการตีความว่ารัฐบาลถังแตกว่า &amp;quot;เขาพูดกันมาร้อยครั้งร้อยเที่ยวแล้ว เธอไม่ได้ยินอะไรเลยหรือ กระทรวงการคลังก็พูด ดังนั้นต้องไปดูว่าคนที่ออกมาเขียนในลักษณะเงินหมด รัฐบาลตูดขาด ก็มีการยืนยันแล้วว่าเงินสำรองมีมากมาย จึงสามารถเอาเงินเหล่านี้ออกมาใช้ก่อนที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 จะออกมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเรื่องนี้ในตอนแรกว่า&amp;nbsp; &amp;quot;หมายความว่าอะไร ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ทันล่ะ&amp;quot; หลังจากนั้นจึงตอบอีกครั้งว่า หากงบปี 2564 ใช้ได้ไม่ทันหรือล่าช้าไปก็ไม่มาก ซึ่งการเบิกจ่ายสามารถใช้กรอบของงบประมาณปี 2563 เบิกจ่ายไปได้ก่อน คาดว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะทางกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณางบประมาณ 2564 ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ไม่มีปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาในวาระที่ 2 และ 3&amp;nbsp; ในสัปดาห์นี้ หากเกิดความล่าช้าก็ไม่น่าเกิน 1 สัปดาห์ ส่วนการชี้แจงรายละเอียดจะดำเนินการในวันที่&amp;nbsp; 15 ก.ย.อีกครั้งหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสำนักงบประมาณจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อรับทราบ เพราะจะต้องมีการใช้งบประมาณปี 2563 ไปพลางก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำนักงบฯ จะเสนอที่ประชุม&amp;nbsp; ครม.ในวันที่ 15 ก.ย.เพื่ออนุมัติกรอบการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ไปพลางก่อน ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของวงเงินงบประมาณ เพราะการประกาศใช้งบประมาณปี 2564 ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค.63 โดยวงเงินนี้จะนำไปใช้ในส่วนของงบประจำที่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ส่วนงบลงทุนขณะนี้งบบางส่วนสามารถใช้ไปพลางก่อนในวงเงินที่ผูกพันสัญญาโครงการ ซึ่งมีไม่มาก ส่วนโครงการใหม่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้ชะลอเอาไว้ 2 สัปดาห์ก่อน แต่ก็ได้มอบหมายให้ทุกส่วนราชการได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของทีโออาร์การจัดซื้อจัดจ้างเอาไว้ล่วงหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาสำนักงบฯ ได้ให้ทุกหน่วยงานงดรายการที่ชะลอได้ เช่นไปต่างประเทศ ได้วงเงินมาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ตรงนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการทบทวนและเสนอเข้า ครม. ก่อนทำประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ทำให้การทูลเกล้าฯ ถวายล่าช้าออกไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ ดังนั้นการเสนอให้ใช้งบประมาณไปพลางก่อน 25% ก็พอสำหรับใช้จนถึงเดือน ธ.ค.นี้&amp;rdquo;
ข้าราชการไม่ต้องกลัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง&amp;nbsp; ชี้แจงว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ที่ล่าช้าออกไปจะไม่กระทบต่อการเบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ&amp;nbsp; รวมถึงการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เพราะเงินส่วนนี้เป็นงบประมาณประจำ ซึ่งตามกฎหมายสามารถนำกรอบของงบปี 2563 มาใช้ไปพลางก่อนได้ ขอให้ข้าราชการไม่ต้องกังวลใจไปว่าจะไม่ได้เงินเดือน รวมถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ก็ยังได้รับเงินเป็นปกติอยู่ รวมถึงโครงการลงทุนที่เป็นงบผูกพันจากปีงบประมาณก่อนหน้าก็เดินหน้าต่อได้ เพราะสำนักงบฯ ให้เบิกใช้งบได้ 1 ใน 4&amp;nbsp; ของกรอบงบปี 2563 ยกเว้นโครงการลงทุนใหม่อาจต้องชะลอออกไปจนกว่าจะใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี&amp;nbsp; 2564 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณของไทยยืดหยุ่น สามารถเบิกใช้ได้กรณีมีเหตุจำเป็นที่ประกาศใช้ไม่ทัน เช่นงบประมาณปี 2563 ที่เคยประกาศใช้ล่าช้า ก็ยังเบิกจ่ายงบประจำได้อยู่และไม่กระทบต่อการทำงานภาพรวมของเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นการเลื่อนเก็บภาษีเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; นั้น ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบปี 2564 ล่าช้า เพราะการเลื่อนเก็บภาษีสามารถใช้เงินคงคลังสำรองออกไปก่อนได้&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 16-18 ก.ย.ว่า ได้สอบถามนายสันติในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งขอให้เร่งออกมา เพราะหลายคนมองว่าวันนี้เราใช้งบประมาณน้อยเกินไปหรือเปล่าในเรื่องแก้ปัญหาโควิด-19 โดยความจริงแล้วเรามีมาตรการการใช้จ่ายงบประมาณไปพลางก่อนเหมือนครั้งที่ผ่านมา ส่วนจะเป็นจำนวนเท่าไหร่เดี๋ยวสรุปให้ทราบ
&amp;ldquo;วันนี้การแก้ปัญหาโควิด-19 ที่หลายคนมองว่า 4 แสนล้านบาทแล้วทำไมถึงได้น้อยเกินไป ซึ่งเราต้องเผื่อไว้ก่อนและมีการใช้ไปแล้วบางส่วน โดยใช้งบกลางและงบโอนจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เข้ามาช่วย ดังนั้นยอดจึงไม่ได้น้อย&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสันติยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณ 2564 เป็นไปตามขั้นตอน โดยในวันที่ 16 และ&amp;nbsp; 17 หรืออาจเพิ่มวันที่ 18 ก.ย.นี้อีก 1 วัน ที่สภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณวาระ 3 และในวันที่&amp;nbsp; 21-22 ก.ย.63 ก็เป็นการพิจารณาของวุฒิสมาชิก ซึ่งเชื่อว่าการพิจารณางบประมาณในสภาวาระ 3 จะไม่มีปัญหาจนทำให้งบประมาณ 2564 ไม่ผ่าน เพราะที่ผ่านมา กมธ.ทุกคนโดยเฉพาะสำนักงบประมาณได้ดูอย่างรอบคอบและ กมธ.พร้อมชี้แจงฝ่ายที่ต้องการตรวจสอบทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีข่าวเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการมีปัญหานั้น นายสันติกล่าวว่าจริงๆ ไม่ได้ติดขัด แต่เป็นขั้นตอนวิธีการของสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยในช่วงปลายปีงบประมาณ&amp;nbsp; แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีเงินจ่ายเพียงพอ นอกจากนี้ปี 2564 ยังมีการแปรญัตติเพิ่มงบเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการเพิ่มอีกกว่า 500 ล้านบาท งบของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 5,000 ล้านบาท และงบของท้องถิ่นเรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ ก็ได้จัดสรรงบประมาณไปชดเชยอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนการจัดเก็บภาษีลดลงไปบ้างเล็กน้อย ไม่กระทบงบประมาณในการใช้จ่ายของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพที่ล่าช้าว่า ต้องถามกระทรวงการคลัง แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กำลังเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 16-18 ก.ย.นี้ และจะเข้าวุฒิสภาพิจารณาในวันที่ 21 ก.ย.นี้ หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีก 7 วันพิมพ์ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งอาจช้าไปหนึ่งเดือนจากปีงบประมาณใหม่ หากเทียบกับงบปี 63 งบดังกล่าวล่าช้าไปถึง 6 เดือน ดังนั้นการล่าช้าไปหนึ่งเดือนไม่น่ามีปัญหามาก สามารถใช้งบปี 2563 ไปพลางก่อน
โทษข้อมูลไม่อัพเดต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยอมรับว่าการตั้งงบประมาณปี 2563 เป็นข้อมูลจำนวนของผู้สูงอายุ และคนพิการ เป็นข้อมูลของเดือน ก.พ. ปี 2562 ดังนั้นตัวเลขการชำระเงินและจำนวนคนที่ได้รับเบี้ยไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเบี้ยของคนพิการเมื่อเดือน ก.พ.62 มีจำนวน 1.8 ล้านคน แต่ตัวเลขใหม่ในเดือน ก.ย. ปี 2563 ต้องชำระเพิ่มขึ้นมา 2.6 แสนคน ขณะที่ผู้สูงอายุยอดในเดือน ก.พ.62 มีจำนวน 8.7&amp;nbsp; ล้านคน ขณะที่เดือน ก.ย.63 มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 1.8 แสนคน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขจำนวนผู้ได้สิทธิ์เพิ่มขึ้น ส่วนที่เกิดความล่าช้านั้นนอกจากจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นแล้วยังไม่ได้ใช้ระบบอีเพย์เมนต์ แต่พบว่าปีนี้ได้เริ่มใช้ระบบอีเพย์เมนต์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนรับเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลางได้ทันทีประมาณ 80% ส่วนอีก 20% จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ โดยใช้เงินสดหรือมารับด้วยตัวเอง ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่มีงบประมาณ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบและวิธีการชำระเงิน รวมทั้งจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้น และเชื่อว่าหลังจากปี 2563 ที่เปลี่ยนระบบแล้ว เมื่อผู้ลงทะเบียนได้รับสิทธิ์แล้วก็จะได้รับเงินทันทีในเดือนถัดไป และจะไม่เกิดความล่าช้าอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เงินมี แต่เบิกไม่ได้&amp;rdquo; ว่าการบริหารระบบเบิกจ่ายเงินของรัฐติดขัดอย่างหนัก ขอให้นายกฯ เร่งแก้ไขก่อนเศรษฐกิจโคม่าหนัก&amp;nbsp; สภาวะไร้ตัวจริงของ รมว.การคลังท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มส่งผลต่อการบริหารรายจ่ายภาครัฐ ทั้งเรื่องการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุล่าช้า การไม่สามารถเบิกใช้งบปี 2564 รวมถึงการโยกงบประมาณในปี 2563&amp;nbsp; มาช่วยโควิด-19 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งอาการวันนี้กลายเป็นว่ามีเงิน แต่เงินคาท่อบริหารไม่ได้ อาการนี้ไม่ปกติ ไม่มี รมว.การคลังติดตามใกล้ชิด ขณะที่ระบบราชการเองไม่ได้ถูกออกแบบให้ทันต่อเหตุการณ์&amp;nbsp; ในการรับมือวิกฤติระหว่างนี้ ขอความกรุณานายกฯ เร่งขันนอตเรื่องการเบิกจ่ายที่กรมบัญชีกลางไปก่อน มิฉะนั้นเศรษฐกิจจะโคม่าหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าตกลงรัฐบาลถังแตกหรือบริหารงานห่วยแตก เดือนตุลาคมนี้จะมีเงินเพียงพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือไม่ รัฐบาลจะโยนโควิด-19 ให้ตกเป็นแพะรับบาปไปทุกเรื่องไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขนาดนี้จะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77449</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายประจำปี, สำนักงบประมาณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยคนพิการ, เบี้ยสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7d7462419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำสั่งด่วนที่สุด! ให้ทุกหน่วยงาน ใช้งบ63แทน64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สะท้อนการบริหารจัดการห่วย &amp;quot;สำนักงบประมาณ&amp;quot;&amp;nbsp; ร่อนหนังสือด่วนถึงส่วนราชการ งบปี 64 ใช้ไม่ทัน 1 ต.ค. สั่งขูดใช้จาก 63 ไปก่อน ขณะที่ สถ.ดิ้นตาเหลือก แจงโยกเงินจ่ายเบี้ยสูงอายุ-คนพิการ จบ 22 ก.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2563 สำนักงบประมาณได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ถึงหน่วยงานราชการทั้งหมดทั่วประเทศ เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2564 ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค.2563 ดังนั้นให้หน่วยงานต่างๆ เบิกจ่ายงบประมาณโดยใช้กรอบของงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไปพลางก่อน โดยการเบิกจ่ายจะได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของงบประมาณที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล 6.23 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ยืนยันว่างบประมาณ 2564 ใช้ไม่ทันกำหนด 1 ต.ค.2563 จะไม่กระทบกับการเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการและพนักงาน รวมถึงโครงการลงทุนเก่าที่ก่อหนี้ผูกพันมาจากงบประมาณปีก่อนหน้า แต่การลงทุนโครงการใหม่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ จนกว่างบประมาณจะมีผลบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2564 จำนวน 6.23 แสนล้านบาท ก็ยังทำไม่ได้เช่นกัน จนกว่า พ.ร.บ.งบประมาณจะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่กระทบกับเงินคงคลังของประเทศที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากได้มีการกู้เงินมาเติมไว้รองรับการเบิกจ่ายในช่วงบประมาณ 2564 ล่าช้าออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินคงคลังของประเทศไม่มีปัญหาถังแตก เนื่องจากมีรายได้และมีเงินกู้ชดเชยขาดดุลปี 2563 จำนวน 4.69 แสนล้านบาท และมีการขอกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท กรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ก็ได้มีการกู้เงินส่วนนี้มาเตรียมรองรับการเบิกจ่าย ไม่มีปัญหาสะดุด หรือไม่มีปัญหาถังแตกรัฐบาล หรือปัญหารัฐบาลไม่มีเงินอย่างที่สังคมวิตกกังวลกันอยู่&amp;quot; รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564 ขณะนี้ยังอยู่การพิจารณาวาระที่ 2 ชั้นของกรรมาธิการ ซึ่งยังไม่เสร็จ หลังจากนี้ต้องเสนอให้สภาพิจารณาในวาระ 3 ที่ยังคาดไม่ได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 8 ก.ย.63 กรมบัญชีกลางได้ประกาศเลื่อนการโอนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการประจำเดือน ก.ย.63 ตามกำหนดเดิมภายในวันที่ 10 ก.ย.ออกไปก่อน เนื่องจากกรมบัญชีกลางไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิรับเงินและโอนเข้าบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ภายในกำหนด เนื่องจากติดขัดขั้นตอนเรื่องการจัดสรรงบประมาณไป-กลับ ระหว่างกรมบัญชีกลาง (บช.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จนเกิดกระแสข่าวว่างบประมาณไม่เพียงพอ หรือรัฐบาลถังแตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สถ.เตรียมโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุและคนพิการแล้ว โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 22 ก.ย.63 นี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา สถ.แจ้งเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด สรุปรายละเอียดประกอบการโอนเงินจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. งบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป งวดที่ 4 (เดือนกันยายน 2563)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 6,949,343 ราย 7,766 อปท. วงเงินรวม 4,866,832,800 บาท และโครงการสนับสนุนการเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคมให้แก่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพความพิการ 1,850,944 ราย 7,770 อปท. วงเงินรวม 1,480,755,200 บาท โดยคาดว่าเตรียมโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณส่วนอื่นมาเป็นงบอุดหนุนทั้ง 2 โครงการ วงเงินรวม 6,347,588,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77337</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายปี, สำนักงบประมาณ, ส่วนราชการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยคนพิการ, เบี้ยสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e97bb079.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุเทพ&quot;ขอเงินสำนักงบฯเจัดซื้อหนังสือเรียนเพิ่มเติม หลังได้รับแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวน นร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6มิ.ย.62-ตามที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปีการศึกษา 2562 &amp;nbsp;มีเสียงร้องเรียนว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนมาก มีงบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียนให้นักเรียนได้ไม่ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เนื่องจาก โรงเรียนไปเน้นจัดซื้อหนังสือวิชาภาษาไทย ขององค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ไปเน้นจัดซื้อของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง ทำให้ไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อหนังสือเรียนอีก 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนได้งบฯ ซื้อหนังสือให้นักเรียนคนละ 625 บาท หลังซื้อ 3 วิชาดังกล่าว เหลือเงินเพียง 23 บาท , ชั้น ป.2 ได้งบฯ 619 บาท เหลือเงิน 56 บาท และชั้น ป.4 ได้งบฯ 673 บาท เหลือเงิน 71 บาท นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2562 สพฐ.ได้รับงบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียนมาเพียงร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียนเท่านั้น ทั้งต้องยอมรับว่าหนังสือเรียนของ สสวท.ใช้กระดาษดี ราคาย่อมแพงเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้ทำเรื่องของบฯ จัดซื้อหนังสือเรียนเพิ่มเติมอีกร้อยละ 50 ที่เหลือจากสำนักงบประมาณแล้ว และทางสำนักงบฯ ได้อนุมัติงบฯ ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น สพฐ.จะเร่งจัดสรรงบฯให้โรงเรียนต่างๆ ได้จัดซื้อหนังสือเรียนให้กับนักเรียนได้ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ สพฐ.ที่เน้นย้ำทุกโรงเรียนต้องจัดซื้อหนังสือเรียนให้นักเรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37846</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., งบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียน, ตำราเรียนสพฐ., สำนักงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77de2b7eb6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงบฯเติมเงิน 3 หมื่นล้านอัดฉีดบัตรคนจน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค 2562 &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ประเทศกัมพูชาว่า ภายในเดือนมี.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท เข้าในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อนำไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่ม หลังจากเงินในกองทุนฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะใช้หมดภายในเดือนนี้ และเมื่อเติมเงินแล้ว กองทุนฯจะมีงบใช้ได้จน ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2562 หรือเดือนก.ย.2562 และมีเงินเพียงพอดูแลผู้ถือบัตรทั้ง 14.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สาเหตุที่สำนักงบฯ ต้องจัดสรรงบเพิ่มเนื่องจาก ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมหลายโครงการ จนทำให้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากงบประจำปีไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการให้เงินสวัสดิการช่วงปีใหม่คนละ 500 บาท การช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุคนละ 1 พันบาท การช่วยเหลือค่าเช่าบ้านแก่ผู้สูงอายุคนละ 400 บาท การช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟฟ้า รวมถึงยังมีการขยายโครงการบัตรสวัสดิการ ภายใต้ไทยนิยมยั่งยืนให้กับประชาชนอีก 3.1 ล้านราย และการขยายมาตรการพัฒนาคุณภาพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการระยะสองอีก 6 เดือนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะภาครัฐมีการคาดการณ์ไว้แล้ว และที่ผ่านมาได้มีการจัดทำกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมพ.ศ.2562 &amp;nbsp;เพื่อรองรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยผ่านการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปลายปีก่อน และขณะนี้ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีผลบังคับใช้ ทำให้สำนักงบประมาณสามารถ จัดสรรนำงบประมาณที่เหลือค้างจ่ายจากส่วนต่างๆ มาจัดสรรใส่ในกองทุนฯ แทน&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบฯ ครั้งนี้ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีการตั้งกองทุนประชารัฐฯ ตลอดเวลา 2 ปี กระทรวงการคลังได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ในการ ช่วยเหลือผู้มรายได้น้อยให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 14.5 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็มีหลายล้านคนที่พ้นเส้นความยากจน นอกจากนี้ในปีงบประมาณหน้า กรมฯ ยังได้เสนอขอจัดทำงบประมาณปี 2563 วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า สำหรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพิ่งประกาศในราชกิจจานุกเบกษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมตลอดจนยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีปัจจัยที่เพียงพอและสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการจัดสวัสดิการเป็นไป ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31014</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 หมื่นล้านบาท, กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8971c5d8cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2019 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2019 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;หมอธี&quot;เผยส่งเรื่องถึงสำนักงบฯขอความช่วยเหลือ &quot;สกสค.&quot;แล้ว เจ้าหนี้สบายใจได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ก.พ.62-&amp;ldquo;หมอธี&amp;rdquo; ส่งหนังสือ ถึง สำนักงบฯ ของบฯ กลาง กรณีฉุกเฉิน ช่วยจ่ายหนี้ องค์กาค้าฯกว่า 2 พันล้าน ส่วนการกู้เงินจากสถาบันการเงินพับไปได้ เพราะเป็นการก่อหนี้สาธารณะ&amp;nbsp; ส่วนหนี้อื่นๆ ที่มาจากการค้า ก็ให้แก้ด้วยวิธีปกติทางการค้า วอนเจ้าหนี้สบายใจ มีเงินจ่ายแน่นอน&amp;nbsp; ส่วนเกณฑ์สรรหา &amp;ldquo;เลขาฯ สกสค.&amp;rdquo; &amp;ldquo;เลขาฯ คุรุสภา&amp;rdquo; &amp;ldquo;ผอ.องค์การค้าฯ&amp;rdquo; คาดเสร็จใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน ยัน ทันในรัฐบาลนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้มาหารือถึงการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Bidding การจัดพิมพ์แบบเรียนประจำปีการศึกษา 2562 ขององค์การค้าของ สกสค. ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากมีความกังวลว่าจะมีบุคคลเข้ามายื่นประมูลน้อย รวมถึงยังได้มีการหารือเรื่องการเสนองบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 เป็นเงิน 2,390 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ตนได้เซ็นหนังสือเสนอไปให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ดังนั้นคงต้องรอสำนักงบฯ พิจารณาอนุมัติ สำหรับการของบฯ ดังกล่าว เป็นการเสนอขอเพื่อนำเงินไปชำระหนี้เร่งด่วนที่ต้องชดใช้ตามคำพิพากษาของศาล เนื่องจากคดีถึงที่สุดและองค์การค้าของ สกสค.เป็นฝ่ายแพ้อยู่ 3 คดี คือกรณีบริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้ององค์การค้าของ สกสค. ให้ชำระเงินค่าฝากขายหนังสือเรียน กรณีศาลฎีกา ตัดสินให้องค์การค้าของ สกสค.จ่ายเงินค้างจ่ายให้พนักงาน ตามที่ระบุในสัญญาจ้าง ว่าหาก ครม. มีมติขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ องค์การค้าฯต้องปรับอัตราเงินเดือนพนักงานให้สอดคล้องด้วย และกรณีบริษัทกระดาษแห่งหนึ่งฟ้องศาลร้องให้ชำระหนี้ค่ากระดาษ ทั้งนี้ขอให้เจ้าหนี้องค์การค้าของ สกสค.ทุกคนสบายใจได้เรามีเงินจ่ายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของกรณีที่คณะกรรมการ สกสค. มติให้ สกสค.ที่จะไปหาแหล่งเงินเพื่อกู้ยืม จำนวนประมาณ 900 ล้านบาทไปใช้ในการแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้กับองค์การค้าของ สกสค.นั้น ขณะนี้ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้แจ้งว่าแม้องค์การค้าการค้าของ สกสค. จะไปยื่นกู้เงินสถาบันการเงินไหนก็ถือเป็นหนี้สาธารณะอยู่ดี ดังนั้นจึงให้องค์การค้าของ สกสค. หาเงินแก้ปัญหาตามระบบปกติ อีกทั้งในส่วนของหนี้อื่นๆ ที่เป็นหนี้ทางการค้าก็ต้องแก้ด้วยการค้า โดยใช้วิธีบริหารจัดการภายใน ทั้งนี้ตนได้กำชับถึงการใช้หนี้ด้วยว่า ขอให้ใช้หนี้ไปตามความจำเป็นเร่งด่วนไม่ใช่ใครเสนอผลประโยชน์อะไรให้ไปใช้หนี้คนนั้นก่อน ซึ่งทำไม่ได้ห้ามเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตนยังได้มีการหารือถึงการสรรหาเลขาฯ สกสค. เลขาธิการคุรุสภา และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ซึ่งตนก็บอกนายอรรถพลว่ามีสิทธิ์สมัครคัดเลือกได้เช่นกัน สำหรับหลักเกณฑ์การสรรหาทั้ง 3 ตำแหน่งนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการว่าจะคิดรูปแบบไหน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด ดังนั้นตนคิดว่ากรรมการสรรหาจะต้องเป็นคนนอกและต้องเป็นกลางด้วย หรือหากจะเป็นคนในกระทรวงก็ต้องเป็นผู้ใหญ่พอและไม่มีบทบาทในการเข้าไปแทรกแซงได้&amp;nbsp; ซึ่งคงต้องขอไปดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะตนไม่อยากให้เหมือนที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องร้องเรียนจนต้องล้มเกณฑ์สรรหาไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลักเกณฑ์การสรรหาดังกล่าวจะทำให้เสร็จสิ้นไม่เกิน 1 เดือนและทันในรัฐบาลนี้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29527</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สกสค., นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, ปัญหาหนี้สกสค., สำนักงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be1948e0fd11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!คนไทยบริจาคให้รัฐบาลต่อปีหลายพันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07 มิ.ย.2561 - ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการประชุมครั้งที่ 34/2561 เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนในวาระร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ซึ่งมีเอกสารประกอบการพิจารณาจำนวนมาก โดยเฉพาะงบประมาณโดยสังเขป ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีที่มีทั้งสิ้น 138 หน้านั้นมีเรื่องน่าสนใจหลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่น่าสนใจคือ เงินและทรัพย์สินช่วยราชการ ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า ในปีหนึ่งๆ รัฐบาลได้รับเงินและทรัพย์สินที่บุคคล บริษัท ห้างร้าน สถาบัน บริจาค เพื่อช่วยเหลือแก่ส่วนราชการตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งสำนักงบประมาณได้รวบรวมจำนวนเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคนี้ ตามรายงานของส่วนราชการต่างๆ ที่ส่งมายังสำนักงบประมาณในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 (12 เดือน) และปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 (5 เดือน) ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวนเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค รวมทั้งสิ้น 6,839.5 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินสด 4,158.6 ล้านบาท และมูลค่า ทรัพย์สิน 2,680.9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวนเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค รวมทั้งสิ้น 3,305.6 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินสด 2,044.7 ล้านบาท และมูลค่าทรัพย์สิน 1,260.9 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10907</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562, สนช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สำนักงบประมาณ, สำนักนายกรัฐมนตรี, เงินบริจาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b19279e9ddc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
