<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ปาบึก’ พายุโซนร้อนเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 67ปี สัญญาณเตือน  &#039;ฤดูกาลเปลี่ยน-โลกปรับตัว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปกติฤดูกาลพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดปลายปี (จากสถิติที่แสดง) แต่&amp;#39;ปาบึก&amp;#39;เกิดขึ้นมกราคม 62 สะท้อนฤดูกาลเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกจะคลี่คลายและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คลื่นลมสงบ เรือประมงทั้งเล็กและใหญ่ออกทะเลทำการประมงได้ตามปกติ ประชาชนกลับไปอยู่อาศัยในบ้านพัก แต่พิษปาบึกที่มีความรุนแรงยังทิ้งร่องรอยความเสียหายในพื้นที่ 23 จังหวัด ที่พายุได้พัดผ่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาส และ จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรากฏการณ์พายุโซนร้อนปาบึกที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2562 จากปกติที่ฤดูกาลของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นช่วงปลายปี ประมาณตุลาคม-ธันวาคม ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 60 ปี ซึ่งทำให้นักอุตุนิยมวิทยา นักวิจัยด้านภูมิอากาศตั้งข้อสังเกตว่า หรือฤดูกาลของพายุเปลี่ยนไป!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ความรุนแรงของพายุโซนร้อนปาบึก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยคาบ 67 ปี (พ.ศ.2494-พ.ศ.2560) เฉลี่ยเกิดขึ้น 2-3 ลูกต่อปี แต่พายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2494&amp;nbsp; และเคยเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน ปี 2504&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเดือนพฤษภาคม เกิดพายุครั้งเดียว ในปี 2550&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นเดือนมิถุนายน-ธันวาคม เป็นฤดูกาลพายุปกติทางตอนใต้ของไทย พายุโซนร้อนปาบึกจึงเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 68 ปี แต่พฤติกรรมของพายุตัวนี้คล้ายพายุในฤดูกาลปกติ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดพายุตัวนี้ได้ มาจากทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่มีค่าสูงกว่า 26 องศาเซลเซียส ส่งผ่านความร้อนก่อให้เกิดความกดอากาศต่ำและกลายเป็นพายุในที่สุด นอกจากนั้น ยังมีความชื้นที่เสริมความรุนแรงของพายุ อีกทั้งปัจจัยเรื่องลม ที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับพายุปาบึกที่ส่งผลกระทบกับไทย นายบุญธรรมกล่าวว่า มีความใกล้เคียงพายุโซนร้อนแฮเรียต แต่รุนแรงน้อยกว่า แฮเรียตความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่พายุปาบึก 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดพายุฝนตกหนักจนน้ำเอ่อขึ้นมาบนฝั่ง แต่ไม่พัดข้ามแหลมตะลุมพุก ส่วนแฮเรียตน้ำกวาดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เสียหายรุนแรงกว่า ขณะที่พายุไต้ฝุ่นเกย์ความเร็วลมเกินกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกำลังแรงมาก ฝนตกหนักมาก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ลักษณะภูมิอากาศตั้งแต่ปี 2560-2561 เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปี 2561 ฤดูฝนเลื่อนมา 15 วัน&amp;nbsp; ฤดูหนาวมาช้ากว่าปกติ นี่คือข้อบ่งชี้เกิดการเลื่อนของฤดูกาล ภูมิอากาศโลกของเราขยับค่าสถิติจากเดิม 2 สัปดาห์&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยเดือนมกราคมนี้ยังไม่หมดพายุ จากนี้ไปยังต้องติดตามและประเมินผลพยากรณ์อากาศระยะยาว&amp;nbsp; อีกตัวอย่างที่สะท้อนการเลื่อนฤดูกาลชัดเจนคือ วันที่ 20-25 มกราคมนี้ พายุจะเข้าทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ ไม่ลงทะเลจีนใต้ จากแบบจำลอง ณ วันนี้ (11 ม.ค.62 ) ไม่มีผลกระทบต่อไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรเกิด จากปกติที่ฤดูกาลพายุของฟิลิปปินส์จะเกิดมิถุนายน นี่เกิดก่อนถึง 4 เดือน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่เห็นชัดในปี 61 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิก เปลี่ยนแปลงมาก&amp;quot; นายบุญธรรมให้ภาพสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากถอดบทเรียนจากพายุปาบึกตั้งแต่การก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณเกาะบอร์เนียวในทะเลจีนใต้ตอนล่าง ในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จนพายุโซนร้อนปาบึกอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ และเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลอันดามันในวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการย้ำว่า ลักษณะพายุนอกฤดูกาลเกิดขึ้นได้ ไม่ควรมองเฉพาะฤดูกาลปกติ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยา ต้องเฝ้ามองเส้นทางพายุปี 63, 64, 65 การทำงานพยากรณ์ ค่าสถิติภูมิอากาศต้องเข้มข้นมากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมกลั่นกรอง วิเคราะห์ข้อมูลกระแสลมเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรในภูมิภาคนี้ เพื่อช่วยในการปรับปรุงการคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน และการเตรียมรับมือและเตือนภัยอย่างทันท่วงที ซึ่งการคาดการณ์พายุยากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ โดยขณะนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาเร่งสรุปเหตุการณ์ มีการประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร อีกบทเรียนจากปาบึกคือ การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการรับข้อมูลข่าวสาร ช่วงปรากฏการณ์ปาบึกมีข่าวลือเกินจริงแพร่กระจาย ทั้งความเร็วลมของพายุ ความสูงของคลื่น ระดับน้ำที่ท่วมพื้นที่ ซึ่งอยากให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านเรือนราษฎรริมชายฝั่งเสียหายจากพิษปาบึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกร้อนส่งสัญญาณทั่วโลก และเป็นปัจจัยเร่งการพัฒนาตัวของพายุ นายบุญธรรมกล่าวว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่นขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ฝนตกหนักน้ำท่วมทะเลทรายซาอุดีอาระเบีย พายุหิมะถล่มหลายประเทศ ฤดูร้อนในต่างประเทศเกิดคลื่นความร้อนถี่ขึ้น เดิมฮีโร่ ลานีญา เกิดขึ้น 3-5 ปีครั้ง แต่ปัจจุบันเกิดปีเว้นปีเลยทีเดียว สภาพภูมิอากาศไม่เหมือนอดีต แสดงถึงโลกกำลังปรับตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงกันหมด ไม่เฉพาะปาบึกถล่ม แม้แต่ปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปลายปี และลากนานถึงขณะนี้ เป็นผลจากกำลังลมที่เปลี่ยนแปลงไป ปกติฤดูกาลนี้ในกรุงเทพฯ ลมจะแรง ลมเหนือจะพัดพาฝุ่นไปทางใต้หรือทะเล แต่เวลานี้พัดไม่ไป สภาพอากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นละอองสะสม กลุ่มฝุ่นจากภาคเหนือ อีสาน ก็มากองที่ กทม. คุณภาพอากาศแบบนี้อันตรายต่อสุขภาพของประชาชน นี่คือความผิดปกติ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือน 20 -50 ปีที่ผ่านมาแล้ว&amp;quot; นายบุญธรรม สะท้อนปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับบทบาทนักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นายบุญธรรมกล่าวว่า มีโครงการชื่อ &amp;quot;การพัฒนาและใช้ประโยชน์การพยากรณ์คลื่นในทะเล คลื่นชายฝั่ง และเส้นทางพายุสำหรับประเทศไทย&amp;quot; (Development and Implementation of Ocean Wave, Coastal Wave, and storm Path Predictions for Thailand) เสนอต่อ สกว. ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ แก่นสำคัญคือการพยากรณ์คลื่นและการพยากรณ์เส้นทางพายุ โมเดลจากโครงการนี้พยากรณ์เส้นทางพายุ จับตั้งแต่หย่อมความกดอากาศที่มีศักยภาพเกิดพายุรุนแรงได้ เพราะแม้แค่หย่อมความกดอากาศต่ำส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลันได้ อย่างปี 61 พายุถล่มสกลนคร พายุเข้าแล้ว ถอยกลับมาอีก โมเดลนี้พยากรณ์ได้ ก็ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้กรมอุตุฯ ประกอบตัดสินใจออกคำเตือน สมมติว่าพายุเข้าทุกเดือน โมเดลที่ตนพัฒนาขึ้นจะสนับสนุนงานพยากรณ์ของประเทศไทย นอกจากนี้ ตนก็เดินหน้าศึกษาค้นคว้าเทคนิคเพื่อปรับปรุงการพยากรณ์อากาศให้ทันสมัยตลอดเวลา ซึ่งในวันที่ 17 มกราคมนี้ ในฐานะนักวิจัย สกว. จะถอดบทเรียนปาบึกและนำเสนอโครงการเกี่ยวกับการพยากรณ์ต่างๆ ต่อ สกว. เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สังคมไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพายุ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวล และเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากพายุต้องสร้างความตระหนักในการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะท้องถิ่น นายบุญธรรมกล่าวในท้ายว่า กรณีปาบึก มีชาวสุราษฎร์ธานีโทรเข้าสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 เมื่อเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า พายุจะขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช ก็บอกว่าโล่งใจ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คิดว่าปลอดภัยแล้ว ไม่มีผลกระทบ ซึ่งข้อเท็จจริงชุมพร สุราษฎร์ธานี ฝนตกหนักมาก และปัจจุบันปริมาณฝนตกเพียง 20 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ไม่ต้องหนักถึง 50-100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ก็ท่วมแล้ว เพราะผังเมืองไม่รองรับการระบายน้ำ มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ท้องถิ่นจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจชุมชนและชาวบ้าน เพราะคำว่าเส้นทางพายุ ไม่รุนแรงแค่พื้นที่จุดศูนย์กลางพายุ แต่รวมน้ำท่วม คลื่นลมแรง ภัยพิบัติ วาตภัย สตอร์มเซิร์จ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26420</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, การพัฒนาและใช้ประโยชน์การพยากรณ์คลื่นในทะเล คลื่นชายฝั่ง และเส้นทางพายุสำหรับประเทศไทย, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ถอดบทเรียนปาบึก, บุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ, พายุโซนร้อนปาบึก, ฤดูกาลเลื่อน, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, เส้นทางพายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c388f193eb19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพฯอย่าประมาท! นักวิจัยชี้ธรณีพิโรธโอซาก้า มีจุดเสี่ยงเหมือนกทม.ตรงที่มีแอ่งดินตะกอนลึกคล้ายกัน ส่งผลการสั่นไหวรุนแรงเกินคาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19มิ.ย.61-นักวิชาการแผ่นดินไหว สกว.วิเคราะห์ธรณีพิโรธที่โอซากา ทั้งที่มีความแรงระดับปานกลาง &amp;nbsp;แต่กลับมีผลรุนแรงมาก &amp;nbsp;เหตุเกิดจากรอยเลื่อนมีพลังที่ซ่อนตัวอยู่ และสภาพพื้นที่เป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ลึก1กม.คล้ายแอ่งในกรุงเทพฯ ทำให้คลื่นแผ่นดินไหวถูกขยายตัวได้อีกหลายเท่า &amp;nbsp;อัตราเร่งพื้นดินมีค่า 20 แรงจี &amp;nbsp;เตือนไทยไม่ควรมาท เร่งสำรวจและให้ความรู้เตรียมพร้อมรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร และนักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยถึงสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมีผู้เคราะห์ร้ายถูกฝาผนังบ้านล้มทับจนเสียชีวิต ว่าผนังหรือกำแพงที่ก่อสร้างจากอิฐบล็อกหรือคอนกรีตบล็อกอาจก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการเสริมเหล็กในกำแพงหรือเสริมเหล็กน้อยเกินไป จึงถือว่าเป็นจุดบกพร่องของการออกแบบและก่อสร้าง เนื่องจากอาจมองว่าไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างที่รับน้ำหนัก ทำให้ละเลยเรื่องนี้และเกิดอันตรายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่าน ๆ มา ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโครงสร้าง คานหรือเสา เท่านั้นที่พังถล่มทับคนเสียชีวิต แต่โครงสร้างประเภทผนังอิฐ ทั้งอิฐบล็อก อิฐมอญ และคอนกรีตบล็อก ล้วนอาจเป็นอันตรายได้ทั้งสิ้น เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกั้นบริเวณเท่านั้น ไม่ได้ใช้รับน้ำหนัก จึงมักละเลยการเสริมเหล็กในกำแพง เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนก็ทำให้ล้มลงมาทับคนจนเสียชีวิต ดังเช่นแผ่นดินไหวที่เชียงรายเมื่อปี 2557 มีกำแพงคอนกรีตบล็อกล้มทับคนจนพิการ ดังนั้นปัญหาผนังกำแพงไม่แข็งแรงจึงเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการป้องกันที่ดีก็ตาม ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นน่าจะสั่งให้มีการสำรวจความแข็งแรงของผนังกำแพง และคงจะกำหนดมาตรการเสริมความแข็งแรงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยในชุดโครงการเดียวกันจากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าประเด็นที่น่าสนใจคือเหตุใดแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง จึงก่อให้เกิดความเสียหายในประเทศที่จัดได้ว่ามีความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหวดีมากที่สุดในโลกได้ ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการด้านแผ่นดินไหวพบว่า อันดับแรกคือแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ในภาพใหญ่ประเทศญี่ปุ่นเป็นบริเวณที่มีการชนกันและมีการมุดกันของแผ่นเปลือกโลก ทำให้เป็นบริเวณที่มีการสะสมพลังงานจำนวนมาก และจัดเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดใกล้ ๆ กับบริเวณที่พบรอยเลื่อนมีพลังมาตัดกัน 2 แนว แนวหนึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนที่วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือตะวันตกเฉียงใต้ที่ต่อเนื่องมาจากรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวโกเบ ในปี 2538 ที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ส่วนอีกแนวเป็นกลุ่มลอยเลื่อน Uemachi ที่วางตัวในแนวเกือบเหนือใต้ ซึ่งมองไม่เห็นจากบนพื้นดิน เป็นรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ แต่ทางการประเทศญี่ปุ่นได้สำรวจธรณีฟิสิกส์รอยเลื่อนดังกล่าวทำให้ทราบว่ามีรอยเลื่อนนี้อยู่จริง และเนื่องจากเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง จึงสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ ดังนั้นแผ่นดินไหวครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับต่อมาแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบได้ค่อนข้างมาก จากการศึกษาของนักวิชาการประเทศญี่ปุ่นเองทำให้ทราบว่าบริเวณนี้มีลักษณะเป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ลึกมากถึง 1 กิโลเมตร คล้ายกับแอ่งกรุงเทพฯ ของไทย จึงทำให้คลื่นแผ่นดินไหวถูกขยายตัวได้อีกหลายเท่า จากข้อมูลตรวจวัดอัตราเร่งของพื้นดิน ในรัศมีประมาณ 20 กิโลเมตรจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว พบว่าค่าอัตราเร่งของพื้นดินมีค่ามากกว่า 20% จี และมีค่ามากที่สุดกว่า 80% จี ทั้งที่การคำนวณเบื้องต้นแผ่นดินไหวครั้งนี้น่าจะมีอัตราเร่งสูงสุดประมาณ 12%จี เท่านั้น ซึ่งค่าจี (g) เป็นค่าอัตราเร่งของพื้นดิน 1 จี มีค่าเท่ากับการการตกอย่างอิสระของวัตถุ สำหรับอาคารทั่วไปที่ไม่ได้แข็งแรงมากเป็นพิเศษ ความเสียหายอาจจะเริ่มปรากฏเมื่อพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนตั้งแต่ 10%จี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของอาคาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นดินบริเวณนี้ขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหว 5-7 เท่า และแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ยังเกิดค่อนข้างตื้น ลึกจากพื้นดินเพียง 13 กิโลเมตร ทำให้การสั่นสะเทือนที่รุนแรงและเกิดความเสียหายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นักวิจัยผู้รับทุน สกว. กล่าวว่า บทเรียนที่เราควรจะคิดถึงคือ เราทราบหรือยังว่าพื้นที่ใดของไทย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ ๆ มีรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้หรือไม่ โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ เพราะไม่สามารถตรวจพบได้นอกจากการสำรวจธรณีฟิสิกส์ที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เท่าที่ทราบในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดที่สำรวจรอยเลื่อนมีพลังระดับลึกด้วยวิธีการทางธรณีฟิสิกส์ เช่นการสำรวจหาน้ำมัน ดังนั้นเรายังขาดองค์ความรู้อีกมากเกี่ยวกับรอยเลื่อนขนาดใหญ่ใกล้เมือง และหากเกิดขึ้นจริงจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่สูงมาก และอีกสิ่งหนึ่งที่แทบจะไม่ทราบเลยคือ เมืองใหญ่ของไทยที่ตั้งอยู่ในที่ราบจะได้รับผลกระทบจากชั้นตะกอนที่หนาและรูปร่างของแอ่งอย่างไร เพราะความแข็งของตะกอน ความลึกของแอ่งตะกอนและรูปร่างของแอ่งตะกอน ล้วนทำให้เกิดการขยายคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้พื้นดินสั่นแรงขึ้นและทำความเสียหายมากขึ้น เราไม่รู้แบบชัดเจนทำให้การประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหวทำได้ยากมาก ซึ่งจะโยงไปถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศในอนาคต การศึกษาทางด้านนี้ให้ครอบคลุมทั้งประเทศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กับการสำรวจรอยเลื่อนในเมืองใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสุดท้ายคือ การอบรมและเตรียมความพร้อมต่อการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศไทย ให้เอาตัวรอดได้เมื่อเกิดภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญมากเท่า ๆ กับการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ ซึ่งจะช่วยในการวางแผนรับมือแผ่นดินไหวและเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าประเทศไทยปลอดภัยจากแผ่นดินไหว เพราะจะทำให้เราตั้งตนอยู่ในความประมาท เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะเกิดความสูญเสียอย่างมากดังเช่นแผ่นดินไหวเชียงรายที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11663</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชี้กรุงเทพฯเสี่ยงผลกระทบแผ่นดินไหวรุนแรงเท่าโอซาก้า, นักวิจัยแผ่นดินไหวสกว., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, แผ่นดินไหวโอซาก้า, แอ่งตะกอนกรุงเทพคล้ายโอซาก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28b1b654622.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
