<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การดำเนินการตาม พ.ร.บ. 77 กับบทบาทการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐถือเป็นภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมุ่งเน้นการพัฒนานักกฎหมายให้มีความรู้ทั้งในด้านงานกฎหมาย คุณธรรม และจริยธรรม และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานทั้งในด้านการร่างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชน ตามที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้นั่นก็คือ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; หรือพัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 หรือที่นักกฎหมายเรียกกันว่า &amp;ldquo;พ.ร.บ.77&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งปฏิรูประบบกฎหมายให้ทันสมัย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา มีสาระสำคัญ 6 เรื่อง ได้แก่ (1) กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายหรือที่เรียกว่า RIA (2) กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบเนื้อหาของร่างกฎหมาย (3) กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย (4) กำหนดกลไกเกี่ยวกับการเข้าถึงบทบัญญัติของกฎหมาย (5) กำหนดกลไกการโต้แย้งหรือตรวจสอบบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษอาญาโทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่มีผลร้ายอื่น และ (6) กำหนดกลไกเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐต้องออกกฎหรือดำเนินการอื่นใดโดยเร็ว ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เช่น แนวทางการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย แนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักกฎหมายภาครัฐของกระทรวง และกรมต่าง ๆ จะต้องนำไปดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงได้จัดโครง&amp;shy;&amp;shy;&amp;shy;การฝึกอบรมวิทยากรการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายขึ้น เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม 2564 ผู้เข้าอบรมฯ ประกอบด้วย นิติกรระดับชำนาญการหรือชำนาญการพิเศษ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายในกระทรวง และกรมต่าง ๆ จำนวน 100 คน โครงการฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ จัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Microsoft Teams เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับเจตนารมณ์และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ทั้งในส่วนการดำเนินการตามกระบวนการจัดทำร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย การเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบนั้นต่อประชาชน และการตรวจสอบเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และหลักเกณฑ์การกำหนดโทษอาญา และกระบวนการภายหลังเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วในส่วนของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำข้อมูลกฎหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบทบัญญัติของกฎหมายได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งวิทยากรนั้นสังกัดอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เข้าอบรมฯ ทุกท่านเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115493</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Regulation for Better Life, กฎหมาย, การบังคับใช้กฎหมาย, การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ, การร่างกฎหมาย, คุณธรรม, จริยธรรม, พ.ร.บ. 77, วิสัยทัศน์, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, โครง­­­การฝึกอบรมวิทยากรการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131c1ab46363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กฤษฎีกา&#039; แจง​ยังไม่มีร่างกม.จำกัดความรับผิดบุคลากรด้านโควิด ส่งมาให้พิจารณา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10​ ส.ค.64 - นายนพดล&amp;nbsp;เภรีฤกษ์​ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา​ เปิดเผยว่า ตามที่มีการเสนอข่าวว่าได้มีการเสนอร่างพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. .... มาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วนั้น​ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเรียนชี้แจงว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ได้มีการเสนอมายังสำนักงานฯ เพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112816</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล เภรีฤกษ์, พรก.จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112078d0ba3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง&amp;nbsp;https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)&amp;nbsp;โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112216</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112205</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ไตรมาสที่ 3)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด - 19 ในส่วนของการพิจารณาร่างกฎหมายและการให้ความเห็นทางกฎหมายนั้น ต้องมีความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ไข ช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายที่สำคัญ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติโรคติดต่อ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยมีการแก้ไขคำนิยามเกี่ยวกับ &amp;ldquo;โรคติดต่อ&amp;rdquo; ให้ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมและเท่าทันสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรง กำหนดให้มีมาตรการที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพในการป้องกัน ระงับ ควบคุม หรือขจัดโรคติดต่อ ที่มีการระบาดทั้งในกรณีปกติและในกรณีที่มีความรุนแรงให้ยุติ หรือบรรเทาลงโดยเร็ว รวมถึงการกำหนดสิทธิของบุคคลที่จะได้รับ การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองประชาชนจากภยันตรายอันจะเกิดจากการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ยังส่งผลต่อการประกอบกิจการในภาคส่วนต่าง ๆ ส่งผลต่อนายจ้างและลูกจ้างผู้ประกันตน ซึ่งร่างกฎหมายที่จะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการและลูกจ้างในส่วนนี้ได้ อาทิ 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. .... เป็นการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นเวลา 3 เดือน (มิถุนายน - สิงหาคม 2564) ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2) ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์สำหรับการโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้ให้แก่บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสถาบันการเงิน ในกรณีเป็นการโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 3) ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &amp;hellip;.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ โดยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ที่ได้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้เนื่องจากการรับโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้สามารถทำได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เดิม เช่น ต้องมีการติดตามทวงถาม มีการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น 4) ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ 5) ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับบุคคล ซึ่งสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลและผู้ประกันตนต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อประโยชน์ทดแทน และเป็นการลดอัตราการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่างกฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2564) ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น และเป็นการทำงานในรูปแบบ Work From Home ในอัตราร้อยละ 90 โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการทำงาน ได้แก่ การใช้อีเมล OCS, การรับส่งเอกสารผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ saraban@ocs.go.th, ไลน์ OCS Staff, ระบบ OCS SMART, และการประชุมคณะกรรมการในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Microsoft Teams เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด โดยในไตรมาสที่ 3 นี้ สำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 388 เรื่อง แบ่งออกเป็นงานจัดทำร่างกฎหมาย 117 เรื่อง (ร่างพระราชบัญญัติ 12 เรื่อง ร่างพระราชกำหนด 1 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกา 33 เรื่อง ร่างกฎกระทรวง 58 เรื่อง ร่างประกาศ 9 เรื่อง และร่างระเบียบ 4 เรื่อง) งานให้ความเห็นทางกฎหมาย 270 เรื่อง และคำแปลกฎหมาย 1 เรื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มุ่งเน้นการพัฒนางานด้านกฎหมายตามภารกิจไปสู่เป้าหมาย คือ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; หรือพัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายที่ดี ทันต่อสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111315</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Regulation for Better Life, การพิจารณาร่างกฎหมาย, การรับส่งเอกสารผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์, การให้ความเห็นทางกฎหมาย, บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน, มุ่งเน้นการพัฒนางานด้านกฎหมาย, ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ, ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม, ร่างพระราชบัญญัติโรคติดต่อ, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, โรคติดต่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60fffad1c7135.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐส่งผลให้เกิดคุณภาพกฎหมายที่ดี เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐถือเป็นภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกเหนือจากภารกิจด้านการร่างกฎหมายและการให้ความเห็นทางกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ความสามารถ คุณธรรม และจริยธรรม ของนักกฎหมายจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การจัดทำร่างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและเที่ยงธรรม ตามวิสัยทัศน์ของสำนักงานฯ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; หรือพัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายที่มีคุณภาพจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ผู้จัดทำร่างกฎหมายจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการจัดทำกฎหมายต่าง ๆ และเข้าใจในกฎหมายทุกมิติ มีคุณธรรมจริยธรรม และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของนักกฎหมายที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นี้ สำนักงานฯ ได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมนักกฎหมายภาครัฐให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 2 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับชำนาญการขึ้นไป รุ่นที่ 28 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม 2563 - วันที่ 26 มีนาคม 2564 และ 2) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับปฏิบัติการ รุ่นที่ 18 วันที่ 23 ธันวาคม 2563 - วันที่ 2 เมษายน 2564 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมเป็นวิทยากร ซึ่งรูปแบบการฝึกอบรมจะเป็นการบรรยายในห้องประชุม แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สำนักงานฯ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนจากการบรรยายในห้องประชุมเป็นการบรรยายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบ MS TEAM เพื่อช่วยป้องกันและลดการแพร่ระบาด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกอบรมมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนานักกฎหมาย 4 ประการ คือ ประการที่ 1 ด้านกฎหมาย โดยจะต้องพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ประการที่ 2 พัฒนาทักษะด้านกฎหมายเพื่อให้นักกฎหมายมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของนักกฎหมายในการสนับสนุนให้มีกฎหมายที่ดี ลดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์และบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อลดภาระที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ประการที่ 3 ด้านความรู้ โดยพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมนักกฎหมายเพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม รวมถึงพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิชาชีพ และประการที่ 4 ด้านคุณธรรม จริยธรรม สำนักงานฯ มุ่งเน้นเสริมสร้างให้นักกฎหมายมีการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมายเพื่อเป็นนักกฎหมายที่ดีของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนานักกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้กฎหมายเป็นกฎหมายที่ดีที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การส่งเสริมและพัฒนานักกฎหมายให้มีความรู้ทั้งในด้านงานกฎหมายและทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ ตลอดจนการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานทั้งในด้านการร่างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชน อันจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107367</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Regulation for Better Life, การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ, นักกฎหมาย, นักกฎหมายที่ดีของประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับชำนาญการขึ้นไป รุ่นที่ 28, หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับปฏิบัติการ รุ่นที่ 18, หลักสูตรฝึกอบรมนักกฎหมายภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2d69c0fb1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายองค์กรชุมชนกว่า 40 จังหวัดยื่นหนังสือผ่าน ผวจ. ถึงรัฐบาล-รัฐสภา ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร  ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมประชาชน-กลัวรับเงินต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรชุมชนจังหวัดตากคัดค้านร่าง พ.ร.บ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.สุพรรณบุรียื่นหนังสือคัดค้านผ่านนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภูมิภาค /เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 40 จังหวัด &amp;nbsp;ยื่นหนังสือรัฐบาลและรัฐสภา&amp;nbsp; เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมการทำงานของภาคประชาชน&amp;nbsp; ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และสร้างมายาคติว่า NGO รับเงินต่างชาติมาล้มรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ &amp;nbsp;โดยให้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รักษาการตามร่างกฎหมายนี้ &amp;nbsp;และให้ สคก. รับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. &amp;hellip;. ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; รวมทั้งความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปประกอบการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ซึ่งรวมกลุ่มทำกิจกรรมหรือทำโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ในนามขององค์กร&amp;nbsp; มูลนิธิ&amp;nbsp; รวมทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ซึ่งทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นทั่วประเทศ&amp;nbsp; และเข้าข่ายเป็นองค์กรที่ไม่แสงหาหารายได้หรือกำไรนำมาแบ่งปันกันตามร่างกฎหมายนี้ต่างมีความเห็นคัดค้าน&amp;nbsp; เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณะประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศยื่นหนังสือค้านร่างกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (4 มิถุนายน) ตั้งแต่เวลา 9.00 น.&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; ศูนย์ดำรงธรรม&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง&amp;nbsp; เพื่อส่งหนังสือคัดค้านต่อไปยังรัฐบาล&amp;nbsp; รัฐสภา &amp;nbsp;และพรรคการเมือง&amp;nbsp; รวมกว่า 40 จังหวัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงราย&amp;nbsp; (สภาองค์กรชุมชนตำบล 17 แห่ง) เชียงใหม่&amp;nbsp; พิษณุโลก&amp;nbsp; สุโขทัย&amp;nbsp; ตาก&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ภาคกลาง&amp;nbsp; จังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ภาคตะวันออก&amp;nbsp; จังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; และภาคใต้&amp;nbsp; จังหวัดพัทลุง&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 โดยอ้างความจำเป็นในการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า เพื่อให้มีกฎหมายกลางในการกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ปราศจากไถยจิต ( จิตคิดจะขโมย, ความคิดที่จะลัก หมายถึงความคิดจะถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ด้วยอาการแห่งโจร คือมีเจตนาลัก ฉ้อ โกง)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนเห็นว่าสาระสำคัญของกฎหมายที่กำลังจะร่างนี้ขัดกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีอิสระจากรัฐและทุน &amp;nbsp;สามารถร่วมกันกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อนาคตสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดสิทธิ &amp;nbsp;เสรีภาพ &amp;nbsp;ความเสมอภาคเท่าเทียม &amp;nbsp;ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยมีความเห็นร่วมกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ร่างกฏหมายองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ บังคับให้การรวมตัวของทุกกลุ่มตามรัฐธรรมนูญจะต้องจดแจ้งการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดในทางอาญา (ต้องระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 บังคับให้องค์กรที่เป็นนิติบุคคล (สมาคมหรือมูลนิธิ) และองค์กรที่จดทะเบียนตามกฎหมายอื่นนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่องค์กรดังกล่าวจดทะเบียนแล้ว &amp;nbsp;ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีมหาดไทยกำหนดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี &amp;nbsp;และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเสนอรายงานการสอบบัญชี &amp;nbsp;โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันสิ้นปีบัญชี &amp;nbsp;และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. บังคับให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ที่รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่รัฐมนตรีกำหนดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. บังคับให้การดำเนินงานขององค์กรต้องไม่ขัดกับระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดหรือชี้เป็นชี้ตายได้ และหากขัดกับคำสั่งดังกล่าว สามารถยกเลิกหรือยุติการดำเนินงานขององค์กรนั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลกยื่นหนังสือผ่านผู้แทนพรรคก้าวไกล&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอความเห็นแย้ง : &amp;nbsp;ชี้เป็นกฎหมายรวบอำนาจ-ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐ&amp;nbsp; บุญยัง&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากข้อกำหนดเหล่านี้ &amp;nbsp;เห็นได้ชัดถึงความพยายามสร้างเงื่อนไข &amp;nbsp;และข้อบังคับที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคมทุกรูปแบบ&amp;nbsp; ทั้งที่ความจริงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐมีช่องทางของกฎหมายเฉพาะที่รับจดแจ้งองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเหล่านี้อยู่แล้ว &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การขึ้นทะเบียนสมาคมฯ มูลนิธิ &amp;nbsp;หรืองค์กรที่จดแจ้งตามกฎหมายอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ควบคุม หรือกำกับการดำเนินงานขององค์กรต่างๆอยู่แล้ว &amp;nbsp;อีกทั้งหากองค์กรใดดำเนินกิจกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายก็มีกฎหมายสามารถเอาผิดได้อยู่แล้ว &amp;nbsp;จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายที่มีเนื้อหาเป็นการ &amp;ldquo;ควบคุม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คุกคาม&amp;rdquo; การรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชน &amp;nbsp;จึงเป็นการออกกฎหมายเกินความจำเป็นและไม่สมเหตุผล &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560&amp;nbsp; เพราะไม่ได้มีขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมาย &amp;nbsp;ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมองค์กรสาธารณประโยชน์หรือองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ&amp;nbsp; ทั้งการรวมตัวจัดตั้งองค์กร &amp;nbsp;การดำเนินกิจกรรม &amp;nbsp;การหารายได้และการใช้จ่าย &amp;nbsp;การยุติกิจกรรมหรือยกเลิกองค์กร และการเอาผิดทางอาญา จึงเป็นการขัดกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลมีเจตนาปิดกั้นและไม่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม รวมตัวของภาคประชาชน เนื่องจากในโอกาสเดียวกันนี้ ภาคประชาชนได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมภาคประชาสังคม &amp;nbsp;แต่รัฐบาลกลับนำร่างกฎหมายการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันเสนอประกบเข้ามาด้วย ซึ่งมีลักษณะเนื้อหาที่ขัดแย้ง และจะทำให้สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับประชาชนตกไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปิดกั้น และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่เคารพและเห็นถึงความสำคัญในการรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศ &amp;nbsp;อันเป็น &amp;ldquo;หุ้นส่วน&amp;rdquo; การพัฒนาที่จำเป็นต้องมีในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนในระดับตำบลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจ &amp;nbsp;กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กองทุนชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ถือเป็นการรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์สาธารณะ &amp;nbsp;และไม่ได้แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;จึงมีความเห็นร่วมกันว่า &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปเมื่อวันที่ &amp;nbsp;23 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น &amp;nbsp;ไม่เป็นผลดีกับสังคมโดยรวม และจะเป็นการปิดกั้นการรวมกลุ่มของภาคประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันถือเป็นบทบาทสำคัญของกระบวนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ และทุกมิติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งรัฐบาลควรจะส่งเสริมสนับสนุนมากกว่าการควบคุม ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วเบื้องต้น &amp;nbsp;พวกเราจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความรอบคอบและมุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อมุ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรประชาชนจังหวัดจันทบุรียื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดถึงนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ประธานรัฐสภา &amp;nbsp;และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคประชาสังคมยก 5 เหตุผลคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นอกจากการยื่นหนังสือคัดค้านของเครือข่ายองค์กรชุมชนดังกล่าวแล้ว ก่อนหน้านี้ภาคประชาสังคม โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม นางสุนี ไชยรส ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) ฯลฯ ได้ร่วมกันแถลงคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า มติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ทั้งยังขัดกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 25, 26 , 34 , 40 , 42 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เป็นกฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ว่า การบรรลุเป้าหมายนี้ต้องการความเป็นพันธมิตรระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและพลเมืองเพื่อมั่นใจว่า เราจะส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นถัดไป ความหมายนี้ย่อมเน้นความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว ร่างกฎหมายนี้จึงเท่ากับลดทอนความเสมอภาคของภาคประชาสังคมและพลเมืองให้อยู่ใต้การกำหนดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เป็นการขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในการเข้ามีส่วนร่วมโดยตรง ทั้งทางการเมืองและการบริหารราชการ มติ ครม. นี้เป็นการ &amp;ldquo;ปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่แห่งความเผชิญหน้า&amp;rdquo; ขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ภาครัฐจะยิ่งขาดการยอมรับจากประชาชนมากยิ่งขึ้นว่าไม่สามารถสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมได้ เพราะทำให้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ....ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระทรวง พม. หรือฉบับภาคประชาชน ถูกลดทอนความสำคัญลง หากถูกรวมกลายเป็นร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ฉบับเดียวกันแทน ซึ่งเป็นคนละเจตนารมณ์และหลักการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จาก &amp;ldquo;ส่งเสริม&amp;rdquo; จึงกลายเป็น &amp;ldquo;ควบคุมอย่างเข้มงวด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เป็นการสร้างระบบตั๋วทุจริตแบบชอบธรรมในกลไกภาครัฐและราชการให้มากขึ้น เพราะเมื่อภาคประชาสังคมไม่มีอิสระในการทำงาน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่กำกับโดยกระทรวงมหาดไทย ภาครัฐย่อมจะขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนหรือรอบคอบ โดยเฉพาะการพัฒนาในโครงการรัฐขนาดใหญ่ต่างๆ ขาดทางเลือกใหม่ๆ ในการตัดสินใจที่กระทบกับประชาชนโดยตรง ทำให้นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจการเมืองเข้ามามีอำนาจ แก่งแย่งผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นท้องถิ่นเผด็จการ เป็นการอภิบาลโดยรัฐตามอำเภอใจ (Governance by State) ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นนี้ย่อมสะท้อนว่าการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ มักถูกกำหนดโดยกลุ่มอิทธิพลในสังคมข้างต้น ดังนั้นความมีอิสระในการดำเนินการของภาคประชาสังคมและพลเมืองเท่านั้น จึงจะสามารถก่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 มาตรา 250 และมาตรา 254&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนภาคประชาชนจังหวัดปทุมธานียื่นหนังสือผ่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลไทยกำลังสร้างมายาคติเรื่องรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาล&amp;nbsp; ทั้งที่ในปัจจุบันนี้องค์กรภาคประชาสังคมส่วนมากต่างประสบปัญหาในการเข้าถึงเงินทุนต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา USAID, กองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มของท้องถิ่น , สถานทูตอังกฤษ , สถานทูตญี่ปุ่น , กองทุนโลก ได้ลดระดับความช่วยเหลือประเทศไทยลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ชนบทประสบปัญหา และส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงการดูแล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในปัญหาสุขภาพ&amp;nbsp; อนามัยเจริญพันธุ์&amp;nbsp; ความรุนแรงในสังคมและครอบครัว แรงงาน&amp;nbsp; สถานะบุคคล&amp;nbsp; ที่มีผลกระทบมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp; เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันการกำกับดูแลองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิต่างๆ ก็มีกระทรวงต่างๆ&amp;nbsp; เช่น กระทรวง มหาดไทย&amp;nbsp; กระทรวงแรงงาน&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; และมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นๆ เป็นกลไกในการตรวจสอบโดยปกติอยู่แล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะหากองค์กรภาคประชาสังคมดำเนินการใดที่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมถูกแทรกแซงดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. มีบทเรียนสำคัญในประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการออกกฎหมายควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมในการทำงาน&amp;nbsp; เมื่อเดือนสิงหาคม 2558&amp;nbsp; รัฐบาลกัมพูชามีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ (Law&amp;nbsp; on&amp;nbsp; Associations&amp;nbsp; and&amp;nbsp; Non-governmental&amp;nbsp; Organizations&amp;nbsp; หรือ LAN GO) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถานการณ์หลังจากประกาศใช้กฎหมายนี้&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; ภาคประชาสังคมกัมพูชาถูกคุกคาม&amp;nbsp; ถูกทำร้าย&amp;nbsp; ถูกตั้งข้อหา&amp;nbsp; และถูกจับเข้าคุก&amp;nbsp; โดยเฉพาะในการทำงานช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนในจังหวัดพัทลุงยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เพราะความเข้มแข็งและมั่นคงของรัฐจักต้องอาศัยความเข้มแข็งของพลเมือง&amp;nbsp; ความเข้มแข็งของพลเมืองจักเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ประชาสังคมที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน&amp;nbsp; จึงจะสามารถกำหนดอนาคตสังคม&amp;nbsp; เพื่อสร้างให้เกิดสิทธิ&amp;nbsp; เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม&amp;nbsp; ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; หากรัฐยังคงมีวิธีคิดแบบตกขอบย่อมไม่สามารถสร้างความร่วมมือ&amp;nbsp; หรือดึงศักยภาพของภาคประชาชนมาร่วมพัฒนาประเทศได้แต่อย่างใด&amp;rdquo;&amp;nbsp; แถลงการณ์ของภาคประชาสังคมระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105270</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sustainable Development Goals, กฎหมายควบคุมประชาชน, กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ, กฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, คณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน, ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร, นางสุนี ไชยรส, นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์, นายเอกนัฐ  บุญยัง, ปราศจากไถยจิต, ภาคประชาสังคม, ภูมิภาค, ยื่นหนังสือ, รัฐบาล, รัฐสภา, ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม, ร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม, สคก., สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, องค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลก, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล, เครือข่ายองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba004d86f49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
