<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุญไม่พอแล้ว!ก.ล.ต.จี้หมอบุญแจงซื้อวัคซีนไฟเซอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 ส.ค.2564 - &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกเอกสารข่าวที่ 149/2564 ในหัวข้อ &amp;ldquo;ก.ล.ต. ให้ THG และนายบุญ วนาสิน ชี้แจงข้อมูลการให้ข่าวการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ก.ล.ต. แจ้งให้บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (THG) และนายบุญ วนาสิน ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากนายบุญในฐานะประธานกรรมการ THG ให้ข่าวผ่านสื่อเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมที่เป็นหน่วยงานนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ ต่อมาในวันเดียวกัน โฆษกกระทรวงกลาโหมได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใด ๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด นอกจากนี้ นายบุญยังกล่าวถึงการที่ต้องเสียเงินมัดจำเป็นจำนวน 500-600 ล้านบาท เนื่องจากผิดเงื่อนไขของสัญญาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต. เห็นว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความขัดแย้งกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิด และอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหลักทรัพย์ &amp;nbsp;ก.ล.ต.จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ THG และนายบุญชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วันนับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2564 พร้อมทั้งให้ THG เปิดเผยคำชี้แจงผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือ 2 ฉบับ ถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ THG และ นายบุญ วนาสิน ในฐานะประธานกรรมการของ THG ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคม 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112151</URL_LINK>
                <HASHTAG>THG, ก.ล.ต., นายบุญ วนาสิน, วัคซีนไฟเซอร์} บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a044da3612.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. เผยผลการประเมินความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) บริษัทประกันภัย มีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัย และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกำหนดมาตรการเสริมความแข็งแกร่ง ด้วยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างเต็มพิกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบประกันภัย และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัย ได้ดำเนินการวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยง และความรุนแรงของความเสี่ยงภายในธุรกิจประกันภัย เนื่องจากธุรกิจประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเงินเช่นเดียวกันกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจหลักทรัพย์ จึงได้มีการร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ในการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในกิจกรรมการประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมที่มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปี ได้แก่การประเมินความทนทานของระบบการเงินภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) ซึ่งใช้สถานการณ์และค่าพารามิเตอร์ที่กำหนดร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเงินจากการเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง สำนักงาน คปภ. จึงนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบ ไม่ใช่เฉพาะต่อการดำเนินธุรกิจของภาคการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น สำนักงาน คปภ. ธปท. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้กำหนดสถานการณ์ที่ใช้ในการจัดทำ Stress Test โดยเน้นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากการระบาดของ COVID-19 ในช่วง 1&amp;ndash;3 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2564&amp;ndash;พ.ศ. 2566) และได้กำหนดสถานการณ์ใน 2 ระดับความรุนแรง คือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ระดับความรุนแรงปานกลาง (moderate scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้มีการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 และจากการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ทำให้สามารถควบคุมการระบาดและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติในปี 2565 และ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระดับความรุนแรงสูง (severe scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้ในปี 2564 เชื้อ COVID-19 เกิดการกลายพันธุ์และส่งผลให้วัคซีนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ไม่สามารถใช้ในการป้องกันการระบาดของไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ได้ โดยทั่วโลกใช้เวลาในพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์ได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2565 และจะเริ่มทำการกระจายและฉีดวัคซีนชนิดใหม่นี้ในช่วงต้นปี 2566&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ดังนั้น นอกจากผลกระทบต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว สำนักงาน คปภ. ร่วมกันกับสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) และสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (SOAT) ได้กำหนดเพิ่มผลกระทบต่อปัจจัยด้านประกันภัยเป็นพิเศษสำหรับการจัดทำ Stress Test ของบริษัทประกันภัย เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยมีความเข้มข้นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการทดสอบดังกล่าวพบว่า ธุรกิจประกันภัยโดยรวมทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถทนทานต่อสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นได้ ทั้งในกรณี moderate scenario และ severe scenario โดยในด้านของฐานะความมั่นคงทางการเงิน พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในภาพรวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจมีระดับสูงขึ้นสำหรับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพในสัดส่วนที่สูง แต่บริษัทเหล่านี้ยังคงมีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัยและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ในด้านของสภาพคล่อง พบว่า ธุรกิจประกันภัยในภาพรวมยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้คำนึงถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และปัจจัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคการเงิน ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินเสถียรภาพของระบบประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและให้ระยะเวลาการปรับตัวกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย Spread ของหุ้นกู้ และราคาตราสารทุน รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และการฉีดวัคซีนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หากในกรณีที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจต่อเนื่องเป็นยาวนาน&amp;nbsp;ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยรุนแรงกว่าสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ.จะกำหนดให้บริษัททำการทดสอบ Stress Test เพิ่มเติม เพื่อประเมินความทนทานและเสถียรภาพของระบบประกันภัยอีกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากผลการทดสอบ Stress Test ที่ได้รับในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนผู้เอาประกันภัยทราบข้อมูลว่าธุรกิจประกันภัยไทยยังมีความแข็งแกร่งแม้ในสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงของ COVID-19 ในปัจจุบัน จึงสามารถมั่นใจได้ว่าระบบประกันภัยยังมีความพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108423</URL_LINK>
                <HASHTAG>moderate scenario, severe scenario, Stress Test, คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, ความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง, คุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัย, ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง, สำนักงาน ก.ล.ต., สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, เลขาธิการ คปภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60def06562b44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Bitkubโล่ง!ก.ล.ต.ให้ไปต่อรับลูกค้าได้ตามปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.2564 &amp;ndash; สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 มีมติสั่งการให้ Bitkub ระงับการเปิดรับลูกค้าใหม่ รวมถึงลูกค้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการยืนยันหรือพิสูจน์ตัวตนเพื่อเปิดบัญชี จนกว่า Bitkub จะแก้ไขระบบงานต่าง ๆ และบุคลากรให้มีความเหมาะสมและเพียงพอตามลักษณะ ขนาดและปริมาณของธุรกิจ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Bitkub ได้แก้ไขระบบงานและบุคลากร รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงระบบงานมายัง ก.ล.ต. แล้ว นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 พิจารณาแล้วเห็นว่า Bitkub ได้มีการแก้ไขระบบงานต่าง ๆ และบุคลากรให้เป็นไปตามการสั่งการข้างต้นแล้ว จึงมีมติให้ Bitkub สามารถเปิดรับลูกค้าใหม่ได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 9.00 น. ของวันที่ 7 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยให้ Bitkub ควบคุมดูแลการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแผนที่ได้แจ้งต่อ ก.ล.ต. ด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98611</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bitkub, ก.ล.ต., ลูกค้า, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d2a43ef68f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปล่อยผีถ้วนหน้า ขยายเวลา60วัน บัญชี‘ทรัพย์สิน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ปล่อยผีแจ้งบัญชีทรัพย์สินกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ แบงก์ชาติ-ตลาดหุ้น สถาบันพระปกเกล้า กรรมการสภามหาวิทยาลัย ยิ้มถ้วนหน้า ขยายเวลา 60 วัน ประธาน ป.ป.ช.เผยเตรียมแก้ไขประกาศใหม่ ลดความจุกจิกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ ภายหลังเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ซึ่งจะมีผลบังคับในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ มาหารือเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมหารือ อาทิ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช., นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่าแต่ละฝ่ายจะไปดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในเร็ววันนี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีการหารือว่าจะยืดอายุการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวกับผู้ดำรงตำแหน่งใดบ้าง และยืดออกไปเป็นระยะเวลานานเท่าใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ได้ข้อสรุปว่าจะมีการขยายเวลาให้กับกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย ได้แก่ กองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการหารือดังกล่าวทำให้ได้ข้อเสนอแนะที่ดี ส่วน ป.ป.ช.จะดำเนินการต่อไป คงต้องหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ได้รายงานถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวกับการขยายเวลา 60 วันในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐบางตำแหน่ง ที่กำหนดตาม ม.102 พร้อมกับหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยได้รับฟังแนวทางจากหลายฝ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่าการขยายเวลายื่นฯ ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่นั้น ควรจะขยายเวลา 60 วัน ในทุกตำแหน่งที่ยังไม่เคยยื่นฯ ไม่ใช่เฉพาะ 5 ตำแหน่งตามมติ ป.ป.ช.ที่เคยมีก่อนหน้านี้ เพื่อความเสมอภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน ป.ป.ช.กล่าวอีกว่า ส่วนความยุ่งยากในการยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ทำให้ผู้ยื่นรู้สึกว่าจุกจิกรำคาญนั้น ป.ป.ช.ได้รับไปพิจารณาปรับแก้ พร้อมหาแนวทางการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้มีหน้าที่ต้องยื่น และสามารถตรวจสอบได้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป จึงอยากให้ผู้ที่คิดว่าจะลาออก รอให้มีความชัดเจนก่อนค่อยตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะเป็นที่น่าพอใจแก่ทุกฝ่าย และไม่ทำให้กระบวนการทดสอบลดน้อยลงแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐที่จะได้รับการขยายเวลา 60 วัน ประกอบด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กองทุน ได้แก่ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนยุติธรรม กองทุนสงเคราะห์ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการ ก.ล.ต. เลขาธิการ ก.ล.ต.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย รวมถึงเลขาธิการคณะกรรมการ คปภ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.สถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ประธานสภาสถาบัน รองประธานสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และเลขาธิการสถาบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ได้แก่ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมถึงอธิการบดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22683</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., กองทุน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บัญชีทรัพย์สินกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ, ป.ป.ช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf95ed0b5d88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภา จ่อขายไอพีโอ 600 ล้านหุ้น ระดมเงินขยายธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภา ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เสนอขายไอพีโอ &amp;nbsp;603.75 ล้านหุ้น คาดเคาะราคาในช่วง 22-25 บาทต่อหุ้น ระดมเงินหมื่นล้าน ขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บมจ.โอสถสภา ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ไม่เกิน 603.75 ล้านหุ้น แบ่งเป็นสำหรับผู้ลงทุนในประเทศ 392.25 ล้านหุ้น คิดเป็น 65% ของหุ้นที่เสนอขาย และอีก 211.50 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 35% ของหุ้นที่เสนอขาย สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศผ่านผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ กำหนดช่วงราคาเสนอขายต่อประชาชนที่ 22-25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายที่ 13,282.50-15,093.75 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระยะเวลาการเสนอขาย สำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท พนักงานของบริษัท และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัท ซึ่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท วันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค.61 และสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน วันที่ 8-10 ต.ค. 61 โดยวัตถุประสงค์การใช้เงินเป็นเงินทุนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า การปรับปรุงประสิทธิภาพสินค้า และดำเนินธุรกิจภายในของบริษัท ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทและหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมครั้งนี้ ผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันแต่ละระดับราคา โดยตั้งช่วงราคา และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันแจ้งราคาและจำนวนหุ้นที่ประสงค์จะจองซื้อมายังผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายและผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ โดยจะพิจารณาร่วมกัน เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท บมจ.โอสถสภา จะเปิดยุทธศาสตร์ ภายใต้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายไอพีโอ, ยื่นไฟลิ่ง, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba2ffd433b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพโตต่อเนื่องมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคึกคัก ก.ล.ต.ชี้เติบโตต่อเนื่อง มูลค่าสินทรัพย์ทะลุ 1 ล้านล้าน ชี้นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้น มองเป็นการให้สวัสดิการพนักงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภาพรวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 2 ปี61 มีจำนวนนายจ้างเพิ่มขึ้น 788 ราย รวมเป็น17,866 ราย &amp;nbsp;มีสมาชิกกองทุนเพิ่มขึ้น 75,992 ราย รวมเป็น 3.01 ล้านราย ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 60 แสดงให้เห็นทิศทางที่ดีว่านายจ้างให้ความสำคัญกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่าเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนถือเป็นรายจ่าย แต่ก็เป็นสวัสดิการสำคัญที่นายจ้างดูแลลูกจ้างให้มีเงินออมเพียงพอเมื่อยามเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังพบว่าแนวโน้มการปรับตัวของนายจ้าง ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับลูกจ้าง ด้วยการยกเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองเดิมที่มีนโยบายเดียว เพื่อย้ายไปยังกองทุนร่วมที่มีหลากหลายนายจ้างและหลากหลายนโยบายการลงทุนโดยครึ่งปีแรกพบว่า มีนายจ้าง 10 ราย ทยอยย้ายไปลงทุนในกองทุนร่วม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 45 กองจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมด 383 กอง &amp;nbsp;และยังพบว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเภทนโยบายสมดุลตามอายุที่ปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ได้รับความสนใจมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุนเตรียมเปิดตัวโครงการบริษัทเกษียณสุข ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้พนักงานมีเงินใช้เพียงพอในวัยเกษียณ โดยใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเครื่องมือ เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีสมาชิกตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การอบรมความรู้ สื่อการเรียนรู้ การประชาสัมพันธ์บริษัท โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, นายจ้างให้ความสำคัญ, รพี สุจริตกุล, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a69d9ae08022.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว ก.ล.ต.เปิดทางยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต.เปิดรับคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นไป &amp;nbsp;ก.ล.ต.จะเริ่มเปิดรับคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ภายหลังประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีผลใช้บังคับแล้ว โดยผู้ที่สนใจขอใบอนุญาตเป็นศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งรายใหม่และที่ประกอบธุรกิจอยู่ตั้งแต่ก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ สามารถยื่นขอใบอนุญาตที่ ก.ล.ต.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีคุณสมบัติสำคัญ ประกอบด้วย ต้องเป็นบริษัทไทยที่เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทจดทะเบียน, มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วตามที่กำหนด, มีความพร้อมด้านระบบงาน ฐานะทางการเงิน การควบคุม และการปฏิบัติงานที่ดี, ไม่ประสบปัญหาทางการเงิน, กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. และไม่มีลักษณะต้องห้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีประกอบธุรกิจอื่นอยู่ก่อนแล้ว ต้องเป็นกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เว้นแต่จะมีระบบป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพ มีงบการเงินประจำปีงวดปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ และสามารถดำรงเงินกองทุนและกันเงินสำรองได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้บังคับกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตที่เป็นรายใหม่ และผู้ที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เดิมตั้งแต่ก่อนที่พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีผลใช้บังคับในวันที่ 14 พ.ค.61 ที่ผ่านมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานการประกอบธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ให้บริการมีระบบที่มีความพร้อม ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ ระบบงานต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ระบบการพิจารณารับและประเมินความเหมาะสมของลูกค้าที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง หากพิจารณาแล้วพบว่า มีความพร้อมและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก.ล.ต. ก็จะเสนอความเห็นเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาออกใบอนุญาตการประกอบธุรกิจต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประกอบด้วย ศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ ศูนย์กลางหรือเครือข่ายเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับเงินบาทหรือคริปโทเคอร์เรนซีในบัญชีรายชื่อที่กำหนด, นายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ นายหน้าหรือตัวแทนเพื่อการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และ ผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในนามตนเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, รพี สุจริตกุล, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
