<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BAFS-OR ผนึกกำลังจัดตั้ง GAA ลุย ให้บริการระบบน้ำมันสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่าง กระทรวงการคลังโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิตและการทำงาน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข และการผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น&amp;nbsp; เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบินก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน&amp;nbsp; และในวันนี้ สกพอ. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการค้าและการลงทุนให้แก่นักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ ได้คัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าร่วมพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในส่วนของงานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยได้คัดเลือก &amp;ldquo;กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์&amp;rdquo; เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า BAFS เป็นผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การจัดตั้งบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) เปิดเผยว่า OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การร่วมมือกับ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า คือ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กล่าวว่า GAA พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและธุรกิจด้านพลังงาน มามากกว่า 30 ปี โดย BAFS และ OR จะสนับสนุนให้ GAA มีศักยภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการให้บริการณสนามบินอู่ตะเภามีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้าน้ำมันเสรีแบบ Open Access ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันใต้ลานจอด และในทุกกระบวนการตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GAA จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114377</URL_LINK>
                <HASHTAG>BAFS, EEC, GAA, OR, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, กองทัพเรือ, กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์”, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, นายคณิศ แสงสุพรรณ, นายประกอบเกียรติ นินนาท, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด, บาฟส์, พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ, ระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน, สกพอ., สนามบินอู่ตะเภา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล, เมืองการบินภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b14995f76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21895</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเต็มๆ’แผนที่-พิกัด-พื้นที่’เส้นทางรถไฟเชื่อม3สนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.2561 - นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง เขตส่งเสริม : รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 286 ง แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกาศระบุว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีมติในการประชุม ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 กำหนดให้พื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามแผนผังประกอบโครงการที่สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเสนอ เป็นเขตส่งเสริมตามข้อ 3 (4) ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 และให้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินตามที่สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเสนอ และต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 เห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในเขตส่งเสริมตามมติคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยที่ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ของเขตส่งเสริมนั้นเป็นข้อมูลข่าวสารของทางราชการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงขอประกาศข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ของเขตส่งเสริมดังกล่าวมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประกาศดังกล่าวมีทั้งสิ้น 75 หน้า ซึ่งได้เผยภาพพื้นที่รถไฟเชื่อม 3 สนามบินอย่างละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่ที่รถไฟจะผ่าน พร้อมทั้งระบุพิกัดต่างๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21895</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน, ราชกิจจานุเบกษา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี, เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea9c8fead13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมต.พลังประชารัฐร่วมถกEEC&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งอุดรูรั่วสกัดฝ่ายการเมืองโจมตี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 61 - ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2561 (อีอีซี) โดยการประชุมครั้งนี้ นอกจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมได้แล้ว ยังมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า อีอีซีเป็นโครงการสำคัญของประเทศไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งได้รับทราบว่า หลายประเทศให้ความสนใจกล่าวถึงนโยบาย 4.0 และอีอีซี ขณะที่ในประเทศก็มีผู้ให้ความสนใจ ทั้งจากภาคเอกชนและฝ่ายการเมืองต่างๆด้วย ซึ่งตนเชื่อมั่นในการทำงานของทุกคน อะไรก็ตามที่จะเป็นรูรั่วที่จะทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ และขอให้ทุกคนต้องมั่นใจในการทำงานในสิ่งที่ถูกต้อง ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ทุกประการ เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะโครงการใหญ่ แล้วไม่กล้าจะทำเพราะไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19072</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์, รมต.พรรคพลังประชารัฐ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181004/image_big_5bb59d39b0e33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.61 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา&amp;nbsp; เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การกําหนดความรู้ ความชํานาญ และระสบการณ์ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่เป็นการสมควรกําหนดความรู้ ความชํานาญและประสบการณ์ ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้การบริหารงานสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยังประโยชน์แก่กิจการของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกอบกับมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในคราวประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๑ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า &amp;ldquo;ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเรื่อง การกําหนดความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ
คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ในประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สํานักงาน&amp;rdquo; หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลขาธิการ&amp;rdquo; หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ เลขาธิการต้องมีความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ ดังต่อไปนี้
(๑) มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโท จากสถาบันการศึกษาที่สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) เป็นผู้มีความรู้ในด้านการค้า การลงทุน เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง การพัฒนาธุรกิจและบริหารความเสี่ยง ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประมาณปัจจัยที่มีผลการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) เป็นผู้มีความรู้ในด้านการพัฒนาและการบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๔) เป็นผู้มีความเข้าใจและประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชุมชนท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ รวมถึงการวางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก) เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐเทียบเท่าระดับกรมขึ้นไป และมีระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งนั้นรวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข) เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานภาคเอกชนที่มีรายได้ในขณะดํารงตําแหน่งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และมีระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งนั้นรวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค) เป็นหรือเคยเป็นเลขาธิการ หรือเป็นหรือเคยเป็นพนักงานของสํานักงานซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองเลขาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15180</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นมึน &#039;อีอีซี-บีโอไอ&#039; ทำงานทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักลงทุนญี่ปุ่นยังมึน การทำงานอีอีซี-บีโอไออาจทับซ้อน ด้าน &amp;rdquo;คณิศ&amp;rdquo; แจงเป็นการร่วมมือแบบบูรณาการ ด้านเอกชนจ่อเสนอขอสิทธิ์ส่งเสริมนอกพื้นที่อีอีซี เจโทรเผยความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นสูงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยจากกรณีความกังวลใจของสื่อญี่ปุ่นที่รายงานถึงความการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อาจจะเป็นเรื่องที่เสียเปล่า ว่าจากการเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Eastern Economic Corridor (EEC) ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีความสนใจที่จะลงทุนในอีอีซี ยังไม่มีนักลงทุนคนใดที่มีความเคลือบแคลงใจในการดำเนินงานของรัฐบาลไทย เพียงแต่ยังเกิดความสงสัยในบางข้อเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นักลงทุนญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามประมาณ 30 ข้อ โดยสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นสอบถามเข้ามามากที่สุด คือ บทบาทการทำงานระหว่างอีอีซีกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่าต่างกันอย่างไร รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าหน่วยงานอีอีซีจะดูภาพรวมและส่งต่อให้บีโอไอเป็นผู้พิจารณาสิทธิประโยชน์ตามกิจการที่ลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน การให้สิทธิ์การทำงาน(สมาร์ทวีซ่า) ที่ส่งต่อไปยังบีโอไอ และการกำหนดพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ การให้เช่าอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะทำงานที่เป็นภาพใหญ่กว่าบีโอไอ แต่ถือว่าเป็นการทำงานที่ร่วมมือแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันนักลงทุนสอบถามถึงโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ลงทุนในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมในอีอีซี อาทิ ค่ายรถยนต์โตโยต้าหากต้องการสิทธิประโยชน์เพราะมีพื้นที่ลงทุนอยู่แล้ว กรณีได้แนะนำว่าต้องมีการจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามพื้นที่ของอีอีซี&amp;quot;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้มีการเสนอการกำหนดสิทธิประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) โดยกำหนดสิทธิ์การเข้าประเทศ การถือเงินตราต่างประเทศ และการทำงานของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยต้องมีการกำหนดระเบียบการดำเนินงานออกมาภายใน 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการอีอีซี ว่าเจโทรได้เผยผลสำรวจระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่น พบว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยแนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกปีนี้อยู่ระดับ 40 สูงสุดในรอบหลายปี ปรับเพิ่มจากครึ่งปีหลัง 2560 ที่ระดับ 36 และมั่นใจว่าผลจากอีอีซีจะทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์การลงทุนในส่วนของบีโอไอแก่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดบีโอไอได้ออกประกาศสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านบริการทางการแพทย์ อาทิ โรงพยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์แพทย์แผนไทย ส่วนหนึ่งของกิจการทางการแพทย์ เพื่อให้สิทธิประโยชน์มีความครอบคลุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้บีโอไอได้สำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ปี 2561 จากจำนวน 600 บริษัท พบว่า นักลงทุนต่างชาติ 98.5% มีแผนการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 จำนวนนี้ 33% มีแผนที่จะขยายการลงทุนในไทย และนักลงทุนอีก 65.5% ยังรักษาระดับการลงทุนในไทยไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนที่มีแผนลดระดับการลงทุน มีสัดส่วนเพียง 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุนญี่ปุ่น, บีโอไอ, สกพอ., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
