<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนพุ่ง13ล้านล. ส่งออกชะลอ-จ้างงานลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สภาพัฒน์สั่งจับตาหนี้ครัวเรือนแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังไตรมาส 1/62 พุ่ง 13 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;ทะยานเป็นอันดับ 2 เอเชียและอันดับ 11 ของโลก สูงสุดในรอบ 27 เดือน ด้านส่งออกชะลอตัวกระทบจ้างงานลดลง 0.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;(สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สังคมไทยไตรมาส 2/2562 ปัญหาหนี้ครัวเรือนว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/62 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6.3% คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2560 ซึ่งหนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 2/62 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นในระดับสูง 9.2% โดยมียอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11.3% สูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ไตรมาส 4/58 ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 7.8% และยอดคงค้างสินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 10.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อการอุปโภคบริโภคในไตรมาส 2/62 มีมูลค่า 127,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อรถยนต์ 32.3% และบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 12.5% และสินเชื่อบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 3 &amp;nbsp;เดือนขึ้นไปกลับมาขยายตัวอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ โดยหนี้ที่ต้องจับตาคือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิตและรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ แต่ด้านคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากในช่วงก่อนมีมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อลักษณะที่ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การอนุมัติ &amp;nbsp;รวมถึงมีการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินสูงกว่าที่แท้จริง ทำให้ผู้กู้ได้เงินสดกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่ในไตรมาส 2/62 การจ้างงานลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้มีงานทำภาคการเกษตรลดลงต่อเนื่อง 4% เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ขณะที่ผู้มีงานทำภาคนอกเกษตรเพิ่มขึ้น 1.5% โดยสาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาการขนส่งและเก็บสินค้าเพิ่มขึ้น 7.2%, สาขาการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 6.2%, สาขาการศึกษาเพิ่มขึ้น 3.1% และสาขาโรงแรมและภัตตาคารเพิ่มขึ้น 1.1% ส่วนสาขาที่มีการจ้างงานลดลง ได้แก่ &amp;nbsp;สาขาการค้าส่ง/ค้าปลีกลดลง 0.4% และสาขาการผลิตลดลง 0.5% ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่หดตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.98% เพิ่มขึ้นใกล้เคียง 0.92% ในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลง &amp;nbsp;1.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 4.7% โดยในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 5.4% ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 3.7% ผลิตภาพแรงงานโดยรวมเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;2.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีเศรษฐกิจชะลอตัว จากการหดตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยวนั้นได้ส่งผลต่อการจ้างงาน ซึ่งการส่งออกที่หดตัวลงในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานรวมประมาณ 5.1 ล้านคน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวลง อาจส่งผลต่อแรงงานในภาคบริการและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่ง ครม.ได้มีการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การพักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน และมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเกิน 80%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของภาคท่องเที่ยวแนวโน้มเริ่มดีขึ้น การจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าตัวเลขการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามเป้า ส่วนการส่งออกจะต้องดูผลการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทราบว่าจะมีการนำมาตรการด้านส่งเสริมการลงทุนและมาตรการด้านส่งออกเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 6 ก.ย.นี้&amp;quot; นายทศพร กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44868</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ้างงานลดลง, สภาพัฒน์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6d366d1107e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวจีดีพีโต4.6% ปรับเป้าส่งออก ฐานรากลำบาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 2/61 โต 4.6% ย้ำทั้งปีโต 4.2-4.7% หลังได้รับอานิสงส์การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัว พร้อมปรับเป้าส่งออกขยายตัว 10% &amp;quot;สศค.&amp;quot; รับเศรษฐกิจยังไม่ขยายตัว ทุกภาคส่วนฐานรากยังลำบาก ส.อ.ท.ระบุดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯ ก.ค.61 แตะระดับ &amp;nbsp;93.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/ 2561 ขยายตัว 4.6% จากเดิมคาดเติบโต 4.4% ส่งผลให้ครึ่งปีแรก GDP ขยายตัวที่ 4.8% เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวเร่งขึ้น รวมทั้งการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูง การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง ด้านการผลิต ภาคเกษตร ขายส่งขายปลีกขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งตัวขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้ถึง 4.8% แต่การขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 61 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรกตามฐานการขยายตัวที่สูงขึ้น ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 3/61 มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม และสถานการณ์อุทกภัยมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลผลิตภาคเกษตรในไตรมาสสุดท้ายของปีขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ เงื่อนไขดังกล่าวทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 61 ยังคงขยายตัวอยู่ในช่วง 4.2-4.7%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาพัฒน์ยังประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ 4.2-4.7% หรือเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ &amp;nbsp;4.5% เท่ากับการประเมินในครั้งก่อน โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และน่าจะเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการส่งออกไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10% สูงกว่าการประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 8.9% เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวได้เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ สศช.ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ 4.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 61 ได้แก่ &amp;nbsp;1.การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกและการผลิตภาคสำคัญขยายตัวในเกณฑ์ดี 2. แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดีและเร่งขึ้น 3. การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน 4.การปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การผลิตในภาคเกษตรที่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย, ฐานการขยายตัวในสาขาการผลิตสำคัญที่เริ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 60, อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ, มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มทวีความรุนแรงและมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกยังอยู่ในเกณฑ์สูง ในส่วนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2561 ที่สภาพัฒน์ประกาศว่าขยายตัวได้ 4.6% สอดคล้องกับที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน ก.ย.นี้ จะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปี 2561 ใหม่อีกครั้ง จากที่คาดการณ์ล่าสุดว่าจะขยายตัวได้ 4.4% ในปี 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การฟื้นตัวเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศอุตสาหกรรมหลักเริ่มมีทิศทางปรับขึ้นต่อเนื่อง ไทยก็ไม่สามารถใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสวนทางได้ ซึ่งการปรับดอกเบี้ยจะต้องพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง&amp;quot; นายวิรไทกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ขยายตัวทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามทำมาตรการช่วยให้ราคาพืชผลทางการเกษตรสูงอย่างยั่งยืน มีแผนการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะเกษตรกรยังชอบปลูกพืชตามกัน เช่นการปลูกปาล์มน้ำมันจนราคาตก ตอนนี้ก็แห่ปลูกทุเรียนกันจำนวนมาก อีกไม่นานก็จะมีปัญหาราคาตกอีกเช่นกัน ตอนนี้จากภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดในต่างประเทศ สร้างความเสียหายทางการเกษตรและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวิกฤติที่ส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรไทย ทำให้ขายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นและราคาสูงขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือน ก.ค.61 ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมว่า ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ &amp;nbsp;93.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.7 ในเดือน มิ.ย.และยังเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 62 เดือน (5 ปี 2 &amp;nbsp;เดือน) นับตั้งแต่ มิ.ย.56 โดยปัจจัยหลักเกิดจากผู้ประกอบการเห็นว่ากำลังซื้อในประเทศปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะภาคเกษตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดัชนีที่สูงขึ้นสะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกภูมิภาค ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ขณะเดียวกันยังพบว่ามีความต้องการสินค้าไทยของประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้นผ่านการค้าชายแดน รวมถึงการเติบโตของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นซึ่งมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 104.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ &amp;nbsp;102.7 ในเดือน ส.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณขยายตัวดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการ และภาวะน้ำท่วมที่อาจกระทบระบบคมนาคมขนส่ง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สุพันธุ์ มงคลสุธี, สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ac907a761d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟยุทธศาสตร์6-8ส.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กก.ยุทธศาสตร์ชาติ เห็นชอบกรอบจัดทำแผนแม่บท 6 ด้าน ดึง &amp;nbsp;ป.ย.ป.-สศช.-หน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมบูรณาการ นัดประชุมคิกออฟ 6-8 ส.ค.นี้ คาดเสนอ ครม.ได้ ต.ค.-พ.ย.61
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 4/2561 &amp;nbsp;โดยมีประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทุกคณะ เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ภายใต้ร่างยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศเบื้องต้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประมวลผลผ่านระบบ eMENSCR พบว่ากระทรวงและเทียบเท่า จำนวน 19 หน่วยงาน รัฐสภา และหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระทรวง จำนวน 5 หน่วยงาน ได้ส่งแผนงานและโครงการรวมทั้งสิ้น 6,456 &amp;nbsp;แผนงาน/โครงการ โดยเป็นแผนงานหรือโครงการที่มีความสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้น 3,211 แผนงาน/โครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ภายใต้แนวคิด &amp;quot;สร้างไทยไปด้วยกัน&amp;quot; ภายใต้ 6 กลุ่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้แก่ 1.แก้จน สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก 2.แก้เหลื่อมล้ำ รายได้ โอกาส อำนาจ สิทธิ และศักดิ์ศรี 3.แก้โกง ทำห้องให้สว่างและบังคับใช้กฎหมาย 4.ปฏิรูปราชการกระจายอำนาจ ลดขนาด 5.สร้างการมีส่วนร่วม และ 6.สร้างอนาคต ซึ่งภาครัฐได้ดำเนินการกิจกรรม โครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเตรียมการจัดทำร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้บรรลุ 20 เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งจะจัดทำ 1 แผนแม่บทต่อยุทธศาสตร์ และมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี โดยสามารถแบ่งช่วงระยะเวลาการพัฒนาตามแผนแม่บทเป็น 2 ช่วง &amp;nbsp;ช่วงละ 10 ปี โดยคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 คณะ ได้เสนอหัวข้อประเด็นสำคัญในการจัดทำแผนแม่บทแต่ละด้าน ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ด้านความมั่นคง ประกอบด้วย การรักษาความสงบภายในประเทศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ การบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ และการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม 2.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย การเกษตรสร้างมูลค่า อุตสาหกรรมและบริการ การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานผู้ประกอบการยุคใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และการเสริมสร้างศักยภาพการกีฬาในการสร้างคุณค่าทางสังคมและพัฒนาประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก &amp;nbsp;การปฏิรูประบบภาษีและการคุ้มครองผู้บริโภค การสร้างหลักประกันสังคม (รวมประเด็นแรงงาน การศึกษา และสาธารณสุข) เรื่องกระบวนการยุติธรรม การกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม และเทคโนโลยี การเสริมสร้างพลังทางสังคม และการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา การพึ่งพาตนและจัดการตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมสีเขียว สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ พัฒนาพื้นที่เมือง ชนบท เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มุ่งเน้นความเป็นเมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พัฒนาความมั่นคงทางน้ำ พลังงาน และเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 6.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ได้แก่ บุคลากรภาครัฐ ระบบ/กลไก และโครงสร้างภาครัฐ การกระจายอำนาจ กระบวนการยุติธรรม กฎหมาย และการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมได้เน้นย้ำว่าการจัดทำแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเป้าหมาย และแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติลงสู่แผนระดับที่ 2 และแผนงาน โครงการในระดับต่าง ๆ ต่อไป โดยต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ ได้แก่ แผนงานหรือโครงการที่จะบรรจุไว้ในแผนแม่บท ต้องมีความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ต้องกำหนดรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่จะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการแต่ละกิจกรรม รวมทั้งต้องคำนึงถึงขีดความสามารถทางการเงินและการคลังของประเทศในการดำเนินการตามแผนแม่บท และพิจารณาภาพรวมการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้แผนแม่บทสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการจัดทำแผนแม่บท และการกำหนด Program Structure เพื่อแสดงความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นยุทธศาสตร์ แผนงานในระดับรองต่างๆ อาทิ แผนการปฏิรูปประเทศ และหน่วยงานรับผิดชอบ รวมทั้งที่ประชุมได้เห็นชอบการมอบหมายให้ข้าราชการกลุ่ม &amp;nbsp;ป.ย.ป.ของแต่ละกระทรวงเข้าร่วมการจัดทำแผนแม่บทกับคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ สศช. โดยจะดำเนินการร่วมกัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Kick-off) ในวันที่ 6-8 สิงหาคม 2561 และดำเนินการเตรียมการจัดทำแผนแม่บทในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 และคาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2561 ตามลำดับต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13540</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180716/image_big_5b4cae318262c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 23:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดคลังจี้รัฐวิสาหกิจลุยเบิกจ่ายลงทุนตามเป้า 95%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดคลังลุยมอบนโยบายรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง จี้ทำแผนงานยาว 5 ปี ให้สอดคล้องแผนปฏิรูปประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 วางเป้าหมายเบิกจ่ายงบลงทุนฉลุยตามเป้าหมาย 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้รัฐวิสาหกิจในการจัดทำแผนวิสาหกิจ 56 แห่ง ระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ 20 ปี ทั้ง 11 ด้านของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ยังต้องให้เป็นไปทิศทางเดียวกันกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การทำแผนของรัฐวิสาหกิจยังต้องให้เป็นไปตามระเบียบวินัยการเงินการคลังที่เป็นกฎหมายออกใหม่ ที่สำคัญแผนที่ทำขึ้นจะต้องทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจให้ได้ปีละ 95% ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำแผน 5 ปี ของรัฐวิสาหกิจ จะต้องเน้นรองรับแผนยุทธศาสตร์และกฎหมายของประเทศทุกด้าน ต้องเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย และโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะสังคมจับตามองการทำงานของรัฐวิสาหกิจอยู่&amp;quot; นายประสงค์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เดือนม.ค.- เม.ย. 2561 มี 1.07 แสนล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 67% เมื่อเทียบกับผลเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยเป็นผลมาจากการเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เดือนต.ค. 2560 - เม.ย. 2561 มี 1.25 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 121% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีงบประมาณเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมจำนวน 5.35 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 95% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีปฏิทินเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมตั้งแต่เดือนม.ค. - เม.ย. 2561 จำนวน 7.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 152% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10696</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ประสงค์ พูนธเนศ, ปลัดกระทรวงการคลัง, รัฐวิสาหกิจ, สศช., สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เบิกจ่ายงบลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff6ca8118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนเฟิร์ม ปลัดคลังถูกย้ายข้ามห้วยไปนั่งเลขาธิการ สศช. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; คอนเฟิร์ม ครม. โยก &amp;ldquo;สมชัย&amp;rdquo; นั่งเลขาธิการ สศช. แจงยิบดึงคนเก่งนั่งควบเลขาธิการสภาปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว. การคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุมครม.มีมติย้ายนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปนั่งเลขาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แทนนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตำแหน่งเลขาธิการ สศช. จะต้องนั่งควบตำแหน่งเลขาธิการสภาปฏิรูปประเทศด้วย ดังนั้นในตำแหน่งนี้เราต้องการคนเก่ง จึงต้องดึงคนของกระทรวงการคลังไป ก็อาจจะทำให้กระทรวงการคลังต้องหาคนใหม่ ซึ่งยังไม่มีชื่อในตอนนี้ ก็ต้องรอเสนออีกครั้ง ก็อาจจะทำให้กระทรวงการคลังอ่อนไปบ้าง เพราะการปฏิรูปประเทศต้องการคนเก่งไปขับเคลื่อน&amp;rdquo;นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ครม. มีมติให้นายปรเมธี ไปดำรงตำแหล่งปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6836</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม., ปรเมธี วิมลศิริ, ปลัดกระทรวงการคลัง, สมชัย สัจจพงษ์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, แต่งตั้งโยกย้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64aa312e660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
