<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่20บาทก็พอ วช.จัด&quot;26ตำรับอาหารกลางวันเด็ก&quot;เน้นผัก  ลด หวาน มัน เค็ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจาก TCJAPRESS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26มิ.ย.61-วช. จัดทำ 26 ตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเด็กไทย &amp;nbsp;ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทำให้เด็กเติบโตสุขภาพดี ไม่เกินทุน20บาทต่อหัว &amp;nbsp;เน้นผัก ลด หวาน มัน เค็ม &amp;nbsp;เผยพบเด็กไทย 20% มีภาวะโภชนาการเกิน และ 10% มีภาวะโภชนาขาดอาหาร &amp;nbsp;เผยทดลอง 3เดือน เด็กกล้ามเนื้อเพิ่ม ไขมันลดลง มีพัฒนาการดี &amp;nbsp; เผยแพร่คู่มือสูตรอาหารกลางวันที่ดี ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่อาคารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 1 - วช. จัดการแถลงข่าวโครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน โดยมี นพ.สิริฤกษ์ &amp;nbsp;ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช. เป็นประธาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ วช.ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการจัดทำตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันสำหรับเด็กไทย &amp;nbsp;โดยได้ศึกษาประเมินภาวะทางโภชนาการ โดยใช้น้ำหนักเทียบกับอายุทั่วประเทศ พบว่า เด็กไทยร้อยละ 70 มีภาวะทางโภชนาการที่พอดี และมีเด็กที่ภาวะโภชนาการเกินร้อยละ 20 มีภาวะโภชนาการขาดอาหาร ร้อยละ 10 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการรับประทานของเด็กทั้งที่บ้าน และโรงเรียน อีกทั้งพ่อครัว แม่ครัวโดยเฉพาะในโรงเรียน จะทำอาหารตามความถนัด ความชำนาญของตนเอง ทำให้อาหารที่เด็กทาน มีทั้งหวาน มัน เค็ม มีผลต่อร่างกาย เด็กเป็นโรคอ้วน ไขมันสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่โรงเรียนจัดให้มีอาหารที่เพียงพอในมื้อกลางวัน เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเด็กประถม ดังนั้น โครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน มีความต้องการให้เด็กไทยเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และอาหารที่จัดทำสูตรขึ้นสามารถดำเนินการได้ภายในวงเงิน 20 บาทต่อมื้อกลางวัน &amp;nbsp;มีข้อมูลทางวิชาการ เหมาะสมเพียงพอต่อเด็ก ซึ่งทาง วช.ได้ร่วมมือกับศธ. กทม. จัดทำตำรับอาหารเหล่านี้ และจะมอบสูตรอาหาร และวิธีการทำอาหารเหล่านี้แก่โรงเรียนต่างๆหรือผู้สนใจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งในแผนงานโครงการครัวไทยสู่ตลาดโลก ที่ วช.ได้ให้การสนับสนุน ซึ่งครั้งนี้คณะวิจัยได้พัฒนาตำรับอาหารกลางวัน 26 รายการ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ผัดพริกแกงไก่ใส่ผักบุ้ง ผัดกะหล่ำปลีหมูใส่ไข่ ผัดแตงกวาหมูใส่ไข่ ผัดบวบหมูใส่ไข่ ผัดผักรวมมิตร ผัดโป้ยเซียน ต้มจืดไข่น้ำ ต้มข่าไก่ใส่เห็ดนางฟ้า เป็นต้น ซึ่งทั้ง 26 รายการ เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารเหมาะสม อีกทั้งทางคณะวิจัยได้มีการพัฒนาซอสปรุงรสสำเร็จรูป ที่โรงเรียนสามารถนำไปปรุงอาหารให้แก่เด็กได้ โดยใช้ต้นทุน งบประมาณที่โรงเรียนได้รับ เพื่อให้เด็กได้มีความสุขในการรับประทานอาหารอร่อยถูกปาก และมีการเติบโตที่เหมาะสม&amp;rdquo;เลขาฯ วช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทวีศักดิ์ เตชะเกรียงไกร นักวิจัยโครงการพัฒนาตำรับอาหารกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน กล่าวว่า คณะวิจัยได้ทำการศึกษาและพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวัน โดยศึกษาจากโรร.ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจังหวัดนครนายก จำนวน 131 โรงเรียน เด็กนักเรียนประถมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 7,459 คน พบว่า เด็กร้อยละ 33 มีภาวะทุพโภชนาการ แบ่งเป็น เด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน ร้อยละ 22 และ เด็กที่มีภาวะโภชนาการขาด ร้อยละ 11 อีกทั้งยังพบว่า แต่ละโรงเรียนแม้จะทำเมนูอาหารเหมือนกัน แต่การใช้ผัก ปรุงรสแตกต่างกัน ทำให้คุณค่าทางโภชนาการที่เด็กได้รับแตกต่างกันด้วย ตำรับอาหารกลางวัน ที่คณะวิจัยพัฒนาขึ้นจะลดความหวาน ความมัน และความเค็มลง และเพิ่มปริมาณผักเป็นส่วนประกอบอาหารให้มากขึ้น และคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จากการทดลองเปลี่ยนมื้ออาหารกลางวันตามที่พัฒนาขึ้น ระยะเวลา 3 เดือน พบว่า อาหารที่เด็กชอบทาน จะเป็นรสจัด เช่น แกงเทโพ หรือ จำพวกแกงต่างๆ และเมื่อแม่ครัว พ่อครัวปฏิบัติตามสูตรอาหารที่ให้ไป พบว่า เด็กมีภาวะโภชนาการ น้ำหนักกับส่วนสูงเหมาะสมตามการเติบโตพัฒนาการของเด็ก กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น แต่ไขมันลดลง ดังนั้น หากทุกโรงเรียนมีการจัดเตรียมมื้ออาหารกลางวันแก่เด็ก จะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกโรงเรียนมีตั้งใจดีต่อเด็กในการทำอาหารเพื่อให้เด็กทาน แต่อาจจะมีปัญหาที่ไม่รู้ว่าเด็กต้องการอะไร ดังนั้นหลักการของการทำตำรับอาหารครั้งนี้ จะเป็นการนำเมนูอาหารที่เด็ก โรงเรียนทำให้เด็กทานอยู่แล้ว มาปรับให้เหมาะสมทั้งคุณค่าทางอาหารที่เด็กได้รับ และบริบทแต่ละพื้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการกินของเด็กนั้น หากทุกฝ่ายร่วมกันในการปรับพฤติกรรมเด็ก ไม่ว่าจะเป็น บ้าน โรงเรียน ชุมชน ผมเชื่อว่าเด็กจะมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมกับช่วงวัย&amp;quot;นายทวีศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวนภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้บริหารจัดการโครงการวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก กล่าวว่า ขณะนี้โครงการฯ ได้จัดทำคู่มือตำรับอาหารกลางวันสำหรับเด็กวัยเรียน สำหรับ 100 ที่ 300 ที่ 500 ที่ และ 800 ที่ เพื่อใช้ในโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 100-800 คน อีกทั้งจะประสานให้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง วช.กับหน่วยงานที่จะนำตำรับอาหารกลางวันดังกล่าว ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น ศธ. กรุงเทพมหานคร รวมถึงจะประสานไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนเอกชนที่สนใจ และผู้สนใจ ประชาชนทั่วไปที่สนใจสูตรอาหารดังกล่าว โดยจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12166</URL_LINK>
                <HASHTAG>26เมนูอาหารกลางวันเด็กของวช., http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch, นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล, นายทวีศักดิ์ เตชะเกรียงไกร, วช., สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, หลักโภชนาการเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b32433ae21c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รื้อระบบอาหารกลางวันเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธีระเกียรติ&amp;rdquo; เชื่อยังมีโรงเรียนโกงงบอาหารเด็กมากกว่า 10 โรง วอนคนรู้ข้อมูลแจ้งมา โอ่จับมือ วช.คลอดเมนู 20 บาทที่โภชนาการครบ &amp;ldquo;อนันตพร&amp;rdquo; &amp;nbsp;ยอมรับมีล็อบบี้หั่นโทษแก๊งอดีตปลัด พม.จากไล่ออกเหลือแค่ให้ออก ป้องอธิบดี พส.โยกย้าย 65 ผู้อำนวยการพันงาบงบคนจน ชี้บางส่วนยังไม่ผิด 100% &amp;quot;รมว.เกษตรฯ&amp;quot; เต้นสั่งสอบจัดซื้อเครื่องมือเกษตรแพง &amp;nbsp;
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็ก โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณอาหารกลางวันของแต่ละพื้นที่ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งว่าเกณฑ์การจัดซื้ออาหารกลางวันของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกัน เช่น บางแห่งใช้วิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิง) บางแห่งถือเงินไปซื้อเอง แนวปฏิบัติเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน ยืนยันว่ากำลังจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยพูดหลายครั้งแล้วว่ารับไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ล่าสุด นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้แจ้งมาว่ามีโรงเรียนที่ได้รับร้องเรียนเรื่องอาหารกลางวัน 12 แห่ง ใน 10 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ส่อทุจริตจำนวน 10 โรงเรียน ซึ่งคิดว่ามีมากกว่านั้น ดังนั้นหากใครทราบข้อมูลทุจริต ก็ขอให้แจ้งเข้ามา&amp;rdquo; นพ.ธีระเกียรติระบุ&amp;nbsp;
นพ.ธีระเกียรติยังกล่าวว่า ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เนื่องจาก วช.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ วิจัยเมนูอาหารกลางวันนักเรียนที่มีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และเหมาะสมในช่วงวัยของเด็กในราคา 20 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก และต่อไปจะลงนามความร่วมมือระหว่าง วช. กับ ศธ. พร้อมหน่วยงานอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นผลดีทำให้สถานศึกษามีทางเลือกเมนูอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงนามความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการใช้โปรแกรมเมนู Thai School Lunch ของ สพฐ. สถานศึกษายังสามารถดำเนินควบคู่ไปด้วยกันได้ โดยงบประมาณอาหารกลางวัน 20 บาทต่อหัวต่อมื้อนั้น เชื่อว่าเพียงพออยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่ม&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว
วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ จัดงานเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมครั้งที่ 3 ในหัวข้อ &amp;ldquo;ท้องถิ่น&amp;rdquo; VS &amp;ldquo;สตง.&amp;rdquo; กระบวนการตรวจสอบการจัดการท้องถิ่น การให้อำนาจกับส่วนท้องถิ่นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? ถอดรหัสปัจจัยที่เอื้อต่อการทุจริต ที่กระจายไปทุกพื้นที่ของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายโกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นการป้องกันการทุจริตได้อย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าท้องถิ่นจะบริสุทธิ์ 100% ดังนั้นต้องปฏิรูปความคิดของคนให้คำนึงถึงการใช้เงินและการปราบปรามคอร์รัปชัน ปลูกฝังคนไทยให้รังเกียจคอร์รัปชันตั้งแต่เด็ก ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องทำการตรวจสอบแต่ละที่ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ส่วนรัฐต้องให้ความใส่ใจในการกระจายอำนาจมากกว่ารวมอำนาจ พัฒนาความสามารถของท้องถิ่นให้ทัดเทียมกับส่วนราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบุญญภัทร์ ชูเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน มธ. กล่าวว่า เรื่องการเบิกจ่ายเป็นปัญหาที่พบมากที่สุดระหว่าง สตง.และท้องถิ่น เพราะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันจากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. โดยมองว่าอำนาจการตรวจสอบการใช้เงินของท้องถิ่นควรเป็นของ สตง. หรือควรเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยควรออกระเบียบให้ชัดเจนแก่ท้องถิ่นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย&amp;nbsp;
สตง.โอดตกเป็นจำเลย
&amp;ldquo;อยากให้รัฐบาลจริงจัง จริงใจ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากกว่านี้ และเมื่อท้องถิ่นได้รับการทักท้วงจาก สตง. ขอให้ท้องถิ่นอธิบายประเด็นการทักท้วงต่อ สตง.ให้ชัดเจน ขณะที่ สตง.ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยรับตรวจต่างๆ ให้จ่ายจ่ายเงินให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายและต้องตอบข้อสงสัยต่างๆ ภายใน 30 วัน&amp;rdquo; นายบุญญภัทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายมณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. กล่าวว่า สตง.ได้ตั้งคณะทำงานกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่าง สตง.และท้องถิ่น ในเรื่องงบประมาณ การเบิกจ่าย การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้การทำงานของ สตง.ในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และได้ทำคู่มือการปฏิบัติงานให้แก่ท้องถิ่นและ สตง. เรียกว่าบัญญัติ 7 ประการ เพื่อให้การตรวจสอบมีมาตรฐาน โดยมีหลักการดังนี้ 1.อำนาจหน้าที่ ต้องจัดระบบบริการสาธารณะให้ประชาชนตามที่กฎหมายบัญญัติ 2.ท้องถิ่นต้องทำแผนพัฒนาท้องถิ่น นำความต้องการของประชาชนมาทำเป็นข้อบัญญัติ เทศบัญญัติต้องมีรายละเอียดพร้อมที่มาเพื่อนำมาตั้งงบประมาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การจัดทำงบประมาณต้องมีรายละเอียดชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ไม่ตั้งงบประมาณที่อยู่นอกแผน 4.การเบิกจ่ายเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งหนังสือเวียน 5.ดุลยพินิจ ต้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ 6.ต้องเป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องความเชื่อหรือเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และ 7.ตรวจสอบได้ โดยต้องมีเอกสารยืนยัน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้าท้องถิ่นตอบคำถามได้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 6 ท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ ทุกวันนี้ สตง.ตกเป็นจำเลยว่าก้าวล่วงดุลยพินิจท้องถิ่น ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อ สตง.มาก ทั้งที่เราต้องการให้ท้องถิ่นทำอย่างถูกต้อง ก่อนลงมือปฏิบัติแล้วเกิดความผิดพลาดในภายหลัง ซึ่งจากนี้จะต้องทำความเข้าใจให้ สตง.แต่ละพื้นที่มีความเข้าใจการทำงานที่มีมาตรฐานเดียวกัน&amp;rdquo;นายมณเฑียรระบุ
ส่วนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนิคมสร้างตนเอง และศูนย์ที่เกี่ยวข้องรวม 65 ราย ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ในคดีทุจริตเงินสงเคราะห์คนจนว่าเป็นการตบตา เนื่องจากบางรายได้โยกย้ายกลับคืนตำแหน่ง ขณะที่บางรายเพียงโยกสลับตำแหน่งเท่านั้น ว่า พส.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตรวจสอบและพบมีมูลความผิด 270 รายชื่อ และได้ส่งรายชื่อมาให้ พม. ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งตรงกับที่ พส.ได้มีคำสั่งโยกย้าย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผลสอบ พส.เบื้องต้นพบมีมูลกระทำความผิด แต่ยังต้องสอบสวนวินัยหลังจากนี้ ดังนั้นจึงถือว่าเขายังไม่มีความผิด 100% ทั้งนี้ การโยกย้ายส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับภาวะขาดแคลนคนทำงาน&amp;rdquo; พล.อ.อนันตพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนันตพรกล่าวอีกว่า การพิจารณาจะดำเนินการใน 3 ส่วน คือ ผู้ที่ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดก็ให้ย้ายกลับ ในส่วนผู้ที่มีความผิดเล็กน้อยก็ลงโทษ เช่น ลดขั้น ตัดเงินเดือน แล้วย้ายสลับที่ และส่วนที่พบมีความผิดหนักร้ายแรง ก็ให้พักราชการไว้ก่อน ออกจากราชการไว้ก่อน หรือเข้ามาช่วยราชการในกระทรวง ซึ่งได้ย้ำกับนางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส.ว่าต้องทำตามกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องของนโยบาย และเป็นคำสั่งของตนเอง รวมถึงของรัฐบาล&amp;nbsp;
รับมีล็อบบี้หวังลดโทษ
&amp;ldquo;หากทำนอกเหนือจากที่ผมสั่ง หรือไม่ปฏิบัติตาม จะลงโทษอธิบดี พส.เอง ซึ่งอธิบดีก็ได้ยืนยันว่าจะไม่ทำ เพราะหากยังมีปัญหาเกิดขึ้น ผมก็ต้องรับผิดชอบในภาพรวมด้วย เพราะถือว่าเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงนี้ ส่วนที่กังวลว่าการโยกย้ายสลับคนจะไปสร้างปัญหาในพื้นที่อื่นอีก ก็ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าเรามีระบบการจ่ายเงินสงเคราะห์ใหม่ที่รัดกุม มีคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน จะไม่สามารถกระทำการทุจริตได้อีก แต่ก็อยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบอีกทาง&amp;rdquo; พล.อ.อนันตพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีการสอบวินัยร้ายแรงอดีตปลัด พม.พร้อมพวกรวมทั้งหมด 11 คน ที่มีกระแสข่าวว่าเกิดการวิ่งเต้นเพื่อลดโทษจากไล่ออกเป็นให้ออก พล.อ.อนันตพรยอมรับว่า แน่นอน เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีคนพยายามทำ แต่มันอยู่ที่เราว่าจะมั่นคงหรือไม่ ยืนยันว่าตนเองมั่นคงและมั่นใจในคณะกรรมการสอบวินัยที่ตั้งขึ้น ส่วนผลสอบจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ดุลยพินิจของคณะกรรมการสอบ ไม่สามารถแทรกแซงได้ เว้นแต่หากผลสอบออกมาแล้วตนใช้ดุลยพินิจ แล้วเห็นว่าผลสอบมีนอกมีนัยหรือไม่ ก็จะสั่งให้สอบเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอำนาจที่ทำได้ หรือหากผลสอบออกมาไม่ดี ก็มีอำนาจให้คณะกรรมการสอบสวนใหม่ได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อถึงกรณีกระแสหญิงสาวคนสนิทอดีตปลัด พม. ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ พม.ร่วมกระทำความผิดฟอกเงิน จะตรวจสอบย้อนหลังด้วยหรือไม่นั้น พล.อ.อนันตพรชี้แจงว่า เป็นอดีตข้าราชการ เพราะได้ลาออกตั้งแต่ปี 2559 ถือว่าพ้นอำนาจที่ พม.จะไปดำเนินการสอบทางวินัยภายใน 180 วัน แต่ยังสามารถดำเนินการทางอาญาได้ โดยอาศัยอำนาจของทาง ป.ป.ป.และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการตรวจสอบโครงการงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า ได้สั่งการด่วนที่สุด ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในการตรวจสอบโครงการงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่ได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนจากกระทรวงตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน มีราคาสูงกว่ากัน ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการแก้ไขปัญหาและสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายและวินัยอย่างเฉียบขาด รวมทั้งให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าตรวจสอบสหกรณ์ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดให้ทราบผลโดยเร็วด้วย กรณีตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำผิด ก็ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับสหกรณ์จังหวัดจัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกช่องทางในพื้นที่ทราบ และรายงานผลมายังกระทรวงเกษตรฯ ด้วย&amp;quot; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังสั่งปลัดกระทรวงและอธิบดีทุกกรมที่ได้รับงบประมาณไทยนิยมเข้มแข็ง ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์และผลลัพธ์ของโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์ตามช่องทางประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางอย่างกว้างขวางทุกๆ 15 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11796</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a6040d7c12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
