<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC และ Cargill ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก  สนับสนุนโมเดล BCG Economy สร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;10 สิงหาคม 2564 : กรุงเทพมหานคร - บริษัท GC International Corporation บริษัทย่อยของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน (GC) และ บริษัท Cargill Incorporated (Cargill) ในฐานะผู้ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 50 ในบริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks) ประกาศเดินหน้าสร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการใช้วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก ภายหลังได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแสดงความยินดีผ่านระบบเสมือนจริง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งของโลก มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างสมดุลและการเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนบนกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ในวันนี้ GC และ Cargill ในฐานะผู้ถือหุ้นของ NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้กับ NatureWorks &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลกและใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยขยายฐานพันธมิตรในตลาด Bio-Polymer รวมถึงการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้วัสดุที่ยั่งยืน โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ไบโอ&amp;nbsp; คอมเพล็กซ์ (NBC) จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการแห่งแรกของประเทศไทยที่สอดคล้องกับโมเดล BCG Economy ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ในเวทีโลก และสนับสนุนให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางสาว คอลลีน เมย์ President บริษัท Cargill&amp;rsquo;s Bioindustrial Group กล่าวว่า &amp;quot;คาร์กิลรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกับ GC เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ NatureWorks ด้วยการสร้างฐานการผลิตแห่งที่ 2 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำที่สำคัญถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพทั่วโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานพลาสติกชีวภาพโพลีแลคติก แอซิด (Polylactic Acid : PLA) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; แห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo&amp;trade; และส่งเสริมการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มกับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย ตอบสนองการขยายตัวของตลาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน ปี 2567 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Ingeo&amp;trade; PLA เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร เส้นใยใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ เส้นใยที่นำมาใช้ผลิตผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย รวมถึงอุปกรณ์ใช้ภายในบ้าน เป็นต้น โดยโรงงานนี้จะใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ ปีละประมาณ 110,000 ตัน นำไปผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic Acid) แลคไทด์ (Lactide) และโพลิเมอร์ (Polymer) จนได้เป็นโพลิแลคไทด์ (Polylactide) ส่งผลให้โรงงานนี้เป็นโรงงานผลิตโพลิแลคไทด์แบบครบวงจรแห่งแรกของโลก โดยมีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นับว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาให้บูรณาการร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพลาสติกชีวภาพ Ingeo&amp;trade; ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการสำหรับวัสดุที่ยั่งยืนให้กับตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:.5in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านขนาด ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มากกว่า 12.79 ล้านตันต่อปี มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ด้านความสามารถในการผลิตเอทิลีนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยการรวมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นต่อไป บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยศักยภาพทางการแข่งขันและความโดดเด่นในอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ปี 2020 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2 ปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;www.pttgcgroup.co&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112831</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Economy, BCG Economy Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, Bio-Polymer, BOI, Cargill, Circular Economy, GC, PLA, SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future, SDGs, กระทรวงพลังงาน, ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, ธุรกิจเคมีภัณฑ์, นครสวรรค์ไบโอ  คอมเพล็กซ์, นายกรัฐมนตรี, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท Cargill Incorporated, บริษัท GC International Corporation, บริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611226570dc22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แก้เกมกระตุ้นลงทุน  หนุนอีอีซีพ้นพิษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นลากยาวมานานเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และยังทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ยิ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองนั้นมีการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงและรุนแรง สังคมจึงยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างมาก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อนั้นพุ่งสูงถึงหลัก 10,000 คนติดต่อกันหลายวัน ขณะที่เศรษฐกิจก็มีภาระเพิ่มขึ้นจากทุกด้าน สวนทางกับการขายที่ลดน้อยลงตามความต้องการของสังคมและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการหมุนเวียนเศรษฐกิจผ่านในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของผ่านกิจกรรมทางสังคม การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนที่ดูจะเป็นภาพใหญ่ที่สุด เนื่องจากจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ระดับสูงและต่อเนื่อง เมื่อมีการลงทุนก็จะมีการใช้เงินไปแจกจ่ายในส่วนอื่นๆ อาทิ การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การสนับสนุนตัวเลขทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชนหรือสังคม และช่วยเหลือในรูปแบบอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศไทย &amp;ldquo;จำเป็น&amp;rdquo; ที่จะต้องรักษาระดับการลงทุนนี้ไว้ รวมทั้งยังต้องปรับกลยุทธ์ที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ให้ได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ก็จะเป็นแม่แรงหลักที่ดูแลงานด้านนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการดึงดูดการลงทุนได้จากการออกสิทธิพิเศษต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ บีโอไอก็ได้มีการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือถือว่าเป็นการปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ครั้งใหญ่ โดย นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา ว่าได้เห็นชอบ 1.ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่า 1% ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย 2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคนมากขึ้น และ 3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)&amp;nbsp;
ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูงและเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2)&amp;nbsp;
ซึ่งจากการปรับปรุงทั้งหมดนี้ บีโอไอเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการวิจัยและการพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และการลงทุนตามแนวทางบีซีจีให้เพิ่มขึ้น เพื่อหวังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันแนวทางที่ได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ นั้น เพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งเอส-เคิร์ฟ และนิว เอส-เคิร์ฟ เพื่อให้ทันกับบริบทของโลกเปลี่ยนเปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนเปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมานั้นเห็นความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนมีการเดินหน้าพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เกิดขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วิกฤติโควิดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะใช้รองรับนักลงทุนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันวิกฤติดังกล่าวก็ทำให้นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหรือทบทวนแผนการลงทุนอย่างถี่ถ้วน ทางบีโอไอเองก็เชื่อมั่นว่าจากการปรับแผนการดึงดูดลงทุนครั้งนี้จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดรูปธรรม&amp;quot; นางสาวดวงใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดว่าอาจจะกระทบนักลงทุนในระยะสั้น แต่มั่นใจได้ว่าในโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะการลงทุนระยะยาวนั้นไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ขณะที่โครงการอีอีซีจะยังไม่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากหลายโครงการที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะยาว แต่ก็ต้องรอการตัดสินใจของนักลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายฝ่ายอาจจะมีความกังวลเรื่องการเดินทาง ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโควิดให้จบเรียบร้อยก่อน ซึ่งในไทยเองก็อยากให้รัฐบาลเร่งเรื่องนี้ เพราะจะช่วยกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ดีที่สุด ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในปี 2564 นี้ต้องเป็นไปตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่หวือหวาเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพร.) ได้เปิดเผยถึงการสัมมนาวิชาการ ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;EEC Macroeconomic Forum&amp;rdquo; ว่าจากการหารือในทุกๆ ฝ่าย จึงได้เกิดแนวทางเตรียมพร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการสอดประสานระหว่างมาตรการการเงินการคลัง สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง จึงเป็นกลไกสำคัญเอื้อต่อการปรับโคร้างสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป โดยประเด็นสำคัญจากการสัมมนาได้สรุปไว้ดังนี้ 1.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564-2565 และการบริหารภายใต้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;โดยประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 กรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 1.0-2.0% และปี 2565 จะขยายตัวระหว่าง 1.1-4.7% ซึ่งการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัว และมาตรการการคลังของภาครัฐมีความสำคัญช่วยบรรเทาเยียวยาได้ ให้ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประมาณการความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง มาตรการบรรเทาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 83% ของวงเงิน และครอบคลุมด้านสาธารณสุข ด้านผลกระทบระยะสั้นและด้านการฟื้นฟูระยะยาว ด้านการก่อหนี้ภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาท ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ และไม่กระทบต่อความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โจทย์สำคัญหลังสถานการณ์โควิด-19 จบลง คือประเทศไทยจะต้องมีการเผชิญใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การเติบโตที่ไม่สมดุลเชิงพื้นที่ จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นก่อนโควิด-19 เมืองหลักที่เป็นเมืองเศรษฐกิจมีเพียง 15 จังหวัด คิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศ เมืองรองยังคงเป็นจังหวัดที่ยากจน โดยโควิด-19 ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับด้าน ย้ายออกเพราะตกงาน และย้ายเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความยากจนเหลื่อมล้ำเรื้อรัง โควิด-19 ทำให้คนจนเพิ่มขึ้นทั่วโลก 15 ล้านคน เป็นคนไทย 1.5 ล้านคน จากฐานคนจนเดิม 4.3 ล้านคน ส่งให้ผลคนจนในไทยเพิ่มขึ้นรวม 5.8 ล้านคน 3.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประเทศไทยมี 30 จังหวัดที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว และ 4.ประมาณการศักยภาพของประเทศ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้ของประเทศหายไปสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประมาณการเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าช่วงปกติก่อนโควิด-19 ที่ประมาณการไว้เพียง 3-4% ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้ การจัดทำแผนฯ 13 ในปี 2565 ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจาก 2.5% เป็น 4.5% จำเป็นต้องเกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 6 แสนล้านบาท ซึ่งมีข้อจำกัดแหล่งเงินในการสนับสนุนลงทุนในประเทศ และภาครัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก จึงจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการหารือทั้งหมดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากปัจจัยทั้งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ต้องเร่งปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการผลิตและส่งออกสินค้าให้เท่าทันโลก ความจำเป็นของข้อตกลงร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งการสร้างโอกาสทางรายได้และการศึกษา การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหลังโควิด-19 จบลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากเศรษฐกิจในประเทศดีก็จะส่งผลไปยังทุกกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือการลงทุน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd397351589.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมคิดรับเป้าส่งออกใหม่โต3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo;ยอมรับเป้าส่งออกใหม่ &amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; ปรับลดเหลือบวก 3% จากเดิม 8% เหตุได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว พร้อมชมเชย ไม่ท้อถอย มองวิกฤตเป็นโอกาส แนะเพิ่มความเข้มข้นลุยเจาะสหรัฐฯ อินเดีย แต่ห้ามทิ้งจีน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 มิ.ย.62 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ จาก 53 แห่งทั่วโลก โดยมีภาคเอกชนเข้าร่วมหารือ เพื่อปรับแผนการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ว่า เป้าการส่งออกในปี 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ใหม่ขยายตัวที่ 3% ลดลงจากเป้าเดิม 8% เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน ถือว่ารับได้ เพราะเป็นไปตามที่ได้ร่วมประเมินกับภาคเอกชนทุกกลุ่มสินค้าในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ยังเชื่อว่าแม้หลายประเทศจะได้รับผลกระทบ ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ไทยจะสามารถเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนว่าไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ต้องขอชมเชยกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ท้อถอย แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก พยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส ก็เห็นด้วยที่จะเพิ่มโอกาสส่งออก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ จะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องให้ข้อมูลและให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนไทยในการเจาะตลาด รวมถึงตลาดใหญ่อย่างอินเดียที่เศรษฐกิจยังโตสูงถึง 7% จึงควรจะมีแผนการผลักดันส่งออกให้ชัดเจน แต่ก็ต้องรักษาตลาดจีนเอาไว้ให้ได้ด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศ โดยใช้นโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการท่องเที่ยว เพราะการค้ากับการลงทุนต้องไปด้วยกัน การค้ากับการท่องเที่ยวด้วย โดยหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อการซื้อสินค้าภายในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพสินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกและยกระดับราคาสินค้าเกษตรไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ปรับลดเป้าการส่งออกไทยในปี 2562 ใหม่ จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 8% เหลือเพียง 3% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลายประเทศนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้ และสถานการณ์ เบร็กซิต เป็นต้น ซึ่งการจะผลักดันให้การส่งออกขยายตัว 3% ได้นั้น ในช่วงที่เหลืออีก 8 เดือนของปี 2562 (พ.ค.-ธ.ค.) ต้องผลักดันส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากยอดส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.) ขยายตัวติดลบ 1.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าส่งออกใหม่ที่ตั้งไว้ที่บวก 3% ต้องมีมูลค่าส่งออกรวมทั้งปี 260,184 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้ารายตลาด เช่น จีน เพิ่ม 1-3% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1-2% อาเซียน เพิ่ม 5.2% CLMV เพิ่ม 7.9% สหภาพยุโรป เพิ่ม 0% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 0-2% แอฟริกา เพิ่ม 2-4% เอเชียใต้ เพิ่ม 6% อเมริกาเหนือ เพิ่ม 4% และลาตินอเมริกา เพิ่ม 1% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนผลักดันการส่งออก เช่น ตลาดสหรัฐฯ จะผลักดันให้ผู้ส่งออกใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่สหรัฐฯ ให้กับไทยกว่า 3,400 รายการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทยและแบรนด์ไทย เพื่อสร้างการยอมรับ ตลาดจีน จะเดินหน้าทำตลาดโดยจัดกิจกรรมเจาะตลาดเมืองรองเพิ่มมากขึ้น ตลาดอาเซียน จะสร้างเครือข่ายกับกลุ่มธุรกิจจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เพื่อผลักดันสินค้าไทยให้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ตลาด CLMV จะเร่งส่งเสริมการค้าชายแดน และผลักดันการเข้าไปลงทุน เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่สหรัฐฯ และยุโรปให้กับประเทศเหล่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37324</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, บีโอไอ, พาณิชย์, รองนายกรัฐมนตรี, สงครามการค้า, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce6659d93240.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 23:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงอุตฯหนุน &#039;SME&#039;หมื่นราย ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อุตตม&amp;quot;เดินหน้าร่วมพัฒนาเอสเอ็มอี 1 หมื่นรายในปีนี้ ดึงใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิต 10% ย้ำต้องเน้นลงทุนโครงการใหญ่ด้วย หวังฉุดเศรษฐกิจ พร้อมดันโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินเข้า ครม. ในวันที่ 20 มี.ค. 61 ชี้ได้ผู้ชนะการประมูลในไตรมาส 3 ของปี 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายในงาน&amp;quot; Thailand Taking off to New Heights&amp;quot;ว่า ปัจจุบันไทยกำลังปฎิรูปประเทศและมีแผนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องมีการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยตั้งเป้าภายในปี 2561 นี้จะทำงานร่วมกัน 10,000 รายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต 10% ทั้งนี้จะต้องพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง แม้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าเมื่อบุคลากรมีศักยภาพจะสามารถเป็นแรงงาน 4.0 และรองรับต่อนโยบายของประเทศได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่ต้องมีตอนนี้คือการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศไทย และการศึกษากรอบยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ซึ่งไม่ใช่การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเดียว และต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้การลงทุนของไทยเงียบเหงาลงไป ซึ่งหากต่อไปนี้มีการกระตุ้นในส่วนนี้ จะทำให้ปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพมากขึ้น ผ่านการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ซึ่งจะนำไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย&amp;quot;นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณ&amp;nbsp;เลขาคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) กล่าวว่าวันที่ 20 มี.ค. นี้ กนศ. จะมีการเสนอโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหากได้รับการเห็นชอบคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในเดือนมี.ค. มูลค่าการลงทุน 300,000 ล้านบาท และได้ผู้ชนะประมูลช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 5 โครงการเร่งด่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความสำเร็จของอีอีซี ซึ่งโครงการนี้พัฒนามาจากโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก (ลาดกระบัง-ระยอง) ที่เป็นโครงการเดิม แต่ได้ปรับปรุงหลักการให้เข้าเชื่อม 3 สนามบินอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะที่มูลค่าการลงทุนรวม 5 โครงการหลักของอีอีซี(โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา , โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน , โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด , โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ) ทั้งหมด 700,000 ล้านบาท ต้องได้ผู้ลงทุนทั้งหมดไม่เกินไตรมาสแรกของปี 2562&amp;quot;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่างานสัมมนาครั้งนี้มีนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติรวมถึงหน่วยงายภาครัฐเข้าร่วมกว่า 3,000 คน เพื่อประกาศย้ำทิศทางในการส่งเสริมการลงทุนของไทย รวมถึงชี้แจงแนวทางและความคืบหน้าของพื้นที่อีอีซีให้เข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้โดยตรงเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอนาคต ซึ่งบีโอไอพร้อมที่จะให้คำปรึกษากับผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุน ผ่านการเสนอโปรโมชันต่าง ๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5374</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, กนศ., คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, คณิศ แสงสุพรรณ, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟเชื่อมสามสนามบิน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี, อุตตม สาวนายน, ไฮสปีดเทรน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a93ce3378ce0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
