<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองผบ.ตร. เผยพบผู้เสียหายถูกดูดเงินกว่าหมื่นราย สูญ 100 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของประชาชนจำนวนมาก ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์&amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.เปิดเผยว่า การพูดคุยในวันนี้ได้พูดถึงเรื่องการป้องกันตัดโอกาสไม่ให้มีการกระทำผิดขึ้น รวมถึงการให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ไปในทุกช่องทาง เพื่อลดช่องโอกาสในการตกเป็นเหยื่อ โดยการบูรณาการร่วมกับทางธนาคาร และตำรวจที่รู้แผนการประทุษกรรมในเบื้องต้นตรวจพบมีผู้เสียหายจากผู้ใช้บัตรเครดิต 5,700 ราย ผู้ใช้บัตรเดบิต 4,800 ราย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ทางธนาคาร ได้รับเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ โดยธนาคารต่างๆ จะมีการตรวจสอบความผิดปกติในการโอนเงินของบัญชีต่างๆ ควบคู่กับการรับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ส่งให้ตำรวจติดตามหาตัวคนร้ายต่อไป ทำให้ผู้เสียหาย ไม่ต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่สามารถเข้าติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีได้โดยตรง ขณะเดียวกันจะมีการตั้งผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น เชื่อมั่นว่า จะสามารถตามจับคนร้ายได้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติ ก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือสัญญาต่างตอบแทน แต่เบื้องต้น ขอให้รู้ตัวคนร้ายให้แน่ชัดก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ตัวแทนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยว่า ทาง ปปง. มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารต่าง ๆ ตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ย้อนกลับไปหาตัวคนร้ายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; ระบบธนาคารมีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งในส่วนของการเยียวยากรณีที่ผู้เสียหาย ได้รับผลกระทบจากบัตรเดบิต จะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ผู้เสียหายไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ โดยทางธนาคาร พร้อมรับผิดชอบคืนเงินให้ผู้เสียหายทุกกรณี ซึ่งเมื่อธนาคาร ตรวจสอบพบความเสียหายแล้ว จะติดต่อกลับไปยังผู้เสียหาย เพื่อคืนเงินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;ยอมรับว่า กรณีนี้ คนร้ายใช้ช่องโหว่ของการอำนวยความสะดวกด้านการทำธุรกรรมทางการเงินในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สร้างความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งมีหลายวิธีการ จากการตรวจสอบพบแล้ว 5 วิธีการ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะอาจเป็นการชี้ช่องให้มิจฉาชีพนำไปใช้ได้ โดยจากนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารต่างๆ จะมีการปรับปรุงระบบให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธวัช ไทรราหู ประธานชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงข้อกังวลของประชาชนบางส่วน ที่อาจไม่เคยทำบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต แต่ถูกหักเงินในบัญชีไป โดยยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากแอปดูดเงินอย่างที่มีข้อกังวล ส่วนกรณีนี้มีการนำข้อมูลของบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ไปสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะบัตรเดบิตที่มีการผูกไว้กับบัญชีเงินฝากของประชาชน เมื่อมีการถูกตัดเงิน จึงเกิดผลกระทบทันที แต่กรณีที่ผู้เสียหายไม่เคยผูกบัญชีไว้กับการใช้จ่ายใดๆนั้น ก็อาจได้รับผลจากการใช้บริการร้านค้าออนไลน์บางประเภทได้ เช่น การซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ผ่านร้านค้า, การเช่าเว็บไซต์ หรือ การได้สิทธิเข้าเล่นเกมรายครั้ง ซึ่งจากนี้ ต้องเดินหน้าให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120197</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทย, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e75bed5814.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ถกสถาบันการเงินแก้ปัญหาลักลอบดูดเงินบัญชีธนาคาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประชุมร่วมตัวแทนสมาคมธนาคารไทย,ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหากรณีมีการลักลอบหักเงินจากบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือบัญชีเดบิต ของประชาชนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า เบื้องต้นจากการพูดคุยกับทางธนาคารคาดว่ามียอดผู้เสียหายหลักหมื่นคน ซึ่งบางส่วน ทยอยเข้าแจ้งความกับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สอท. และ ศูนย์ปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศูนย์ PCT แล้ว ซึ่งหากผู้ใดได้รับความเดือดร้อน สามารถเข้าแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ ก็จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลมาที่ส่วนกลางทันที โดยเมื่อวานนี้(18 ตุลาคม) มีผู้เสียหายที่กรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มของ บช.สอท. ทั้งหมด 33 ราย ความเสียหายประมาณ 260,000 บาท นอกจากนี้ยังมีผู้แจ้งความเสียหายผ่านศูนย์ PCT อีก 70 ราย วงเงินประมาณ 800,000 บาท ซึ่งน่าเชื่อว่าไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายจริงๆ จึงต้องมาประชุมพูดคุยกับทางธนาคารที่มีข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดแนวทางการทำคดีร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพฤติกรรมของคนร้าย มีลักษณะลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต จากการซื้อสินค้าออนไลน์ของประชาชน ไปใช้หักเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย ซึ่งตำรวจจะมีการร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาให้ได้ แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นชาวต่างชาติ ก็จะดำเนินการถึงที่สุด เนื่องจากถือเป็นภัยคุกคามระดับประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120182</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., บัตรเครดิต, ลักลอบหักเงินบัญชีธนาคาร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e589b8cd6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 17:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ตร. มอบนโยบายปี 65 ใช้มาตรการเชิงรุกกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ พบสถิติคดีพุ่งสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.64 - พล.ต.ต.ยิ่งยศ&amp;nbsp;เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์&amp;nbsp;แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เพื่อกำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า นโยบายปีหน้าจะเน้นย้ำการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางไซเบอร์ หรือโซเชียลมีเดีย เพราะจากการดำเนินคดีกว่า 1 ล้านคดี ตัวเลขการทำผิดโซเชียลมีจำนวนหลักพันคดี พร้อมยอมรับว่า การทำงานทางโซเชียลมีความยากลำบาก คือ การพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเชิงรุก คือ การจัดซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัย นำบุคลากรระดับรองสารวัตรถึงรองผู้กำกับ ไปอบรมเพิ่มความรู้เทคนิคการพิสูจน์ตัวตนกับผู้กระทำความผิด เพราะปัจจุบันความยากของคดีโซเชียล คือ การพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำความผิด โดยนายตำรวจระดับรองสารวัตรถึงรองผู้กำกับ จะเป็นกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยคลี่คลายคดีทางไซเบอร์ได้ในอนาคต รวมทั้งการให้ความรู้กับประชาชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปเข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งสิ้นจำนวน 515 นาย และกำหนดรูปแบบการประชุมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ดังนี้

ประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1. ผู้บังคับบัญชา ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 21 นาย 2. ผู้บัญชาการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า จำนวน 42 นาย

ประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือรับชมผ่านการถ่ายทอดสด 1. รองบัญชาการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า จำนวน 160 นาย 2. ผู้บังคับการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า จำนวน 292 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มุ่งเน้นการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนโยบายรัฐบาลให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม มีความโปร่งใส และมุ่งมั่น ในการขับเคลื่อน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พ.ศ. 2561-2580)&amp;nbsp;

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565&amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์&amp;nbsp; แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับ ดูแลและบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. งานจเรตำรวจ มอบหมายให้ พล.ต.อ.วิสนุ&amp;nbsp;ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ
2. งานสืบสวนสอบสวน มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุชาติ&amp;nbsp;ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
3. งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย&amp;nbsp;อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
4. งานกฎหมายและคดี มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุทิน&amp;nbsp;ทรัพย์พ่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
5. งานกิจการพิเศษ&amp;nbsp; มอบหมายให้ พล.ต.อ.วิระชัย&amp;nbsp;ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
6. งานความมั่นคง มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์&amp;nbsp;กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
7. งานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปิยะ&amp;nbsp;อุทาโย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์&amp;nbsp; แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมหลัก มุ่งเน้นการสร้างองค์กรตำรวจให้เป็น &amp;ldquo;องค์กรบังคับใช้กฎหมายที่นำสมัย ในระดับมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118550</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_61583914d0d6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จตช. ประชุมเครียดสอบผู้เกี่ยวข้องคดีบอส พร้อมขยายเวลาสืบสวนข้อเท็จจริงถึง 10 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.64 - จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมี พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช.เป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบของ &amp;quot;คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน&amp;quot; ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 225/2563 ที่มี ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธาน หรือคดีสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้&amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร ได้แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตร.&amp;nbsp; พล.ต.ต.อนุชา รมนะนันท์ รอง ผบช.สกพ. พ.ต.อ.เอกรินทร์ อิทธิวัฒนะ รอง ผบก.กต.1 พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.กต.8 พร้อมคณะทำงานทั้งหมดเพื่อวางแนวทางการสืบสวน ซึ่งเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานของ ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนให้ พล.ต.อ.วิสนุ เป็นประธาน แทน พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ จเรตำรวจ (หน.จต.) ที่เป็นประธานอยู่เดิม เนื่องจากมีการกล่าวหาข้าราชการเพิ่มเติมคือ พล.ต.อ.มนู&amp;nbsp; เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง พ.ต.อ.วิวัฒน์ สิทธิสรเดช นักวิทยาศาสตร์ (สบ5) กองพิสูจน์หลักฐานกลาง และ พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผกก.ฝอ.บก.อก.สทส.อดีตพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด มีการถกกันในข้อกฎหมายถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดใหม่ ตามที่ได้หารือไปยังกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนได้ข้อสรุปว่าคณะกรรมการชุดปัจจุบันมีอำนาจที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมายต่อเนื่องจากที่คณะกรรมการชุดเดิมเคยทำไว้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังหยิบยกคำชี้แจงข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.มนู พล.ต.ต.ธวัชชัย พ.ต.อ.วิวัฒน์ และ พ.ต.อ.วิรดล ที่ได้ทำคำชี้แจงส่งเข้ามาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานที่เคยสืบสวนไว้ในสำนวนเดิม รวมถึงประเด็นคลิปเสียงที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ อ้างเป็นพยานด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้ทำการสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่ามีการสอบสวน พ.ต.อ.ธนสิทธิ เพื่อเปลี่ยนแปลงความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอสกระทิงแดง จากเดิมที่ความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้เหลือเพียง 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเป็นเหตุให้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ คือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. และนายธนิต บัวเขียว ทนายความของนายวรยุทธ และให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อถอดข้อความจากคลิปเสียงให้ละเอียดรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงให้มีการสืบหาตัวบุคคลที่ระบุว่าเป็นอัยการและร่วมอยู่ในขณะที่มีการสอบสวนปากคำเพื่อเปลี่ยนความเร็วดังกล่าวด้วยว่าเป็นผู้ใด เพื่อจะได้เชิญมาสอบปากคำต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการทุกคนแสดงความเห็นอย่างอิสระ โดยตนให้นโยบายในการทำงานของคณะว่า&amp;nbsp; ให้มุ่งเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า มีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความเห็นเรื่องความเร็วของรถยนต์ในคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ดังนั้น หากพยานหลักฐานพาดพิงไปถึงใครก็จะต้องเชิญมาให้ข้อมูลทุกคน ส่วนรายละเอียดในการสืบสวนไม่สามารถเปิดเผยได้&amp;nbsp; แต่ขอให้มั่นในว่าคณะกรรมการชุดที่ตนเป็นประธานจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และท้ายที่สุดผลการสืบสวนจะต้องตอบสังคมได้ในทุกประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้อนุมัติขยายเวลาการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่มี พล.ต.อ.วิสนุ เป็นประธานนี้ จนถึงวันที่ 10 พ.ย.2564&amp;nbsp; ดังนั้นจึงเชื่อว่าผลการสืบสวนน่าจะสรุปได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนก่อนถึงกำหนดดังกล่าวก็ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118263</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, จเรตำรวจแห่งชาติ, บอส อยู่วิทยา, พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ, วรยุทธ อยู่วิทยา, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อัยการสั่งไม่ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61545b33c56c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องตร.ท่องเที่ยว จับไกด์โดยมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกสมาคมมัคคุเทศก์ไทยร้อง ผบ.ตร. &amp;nbsp;ตรวจสอบตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ปฏิบัติหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม หลังเข้าจับกุมไกด์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชุมชนด้วยการอ้างกฎหมายโดยมิชอบ ปรับเงินคนละ 1 พันบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ก.ย.64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;(ตร.) นายทิพากร จันทร์แถม นายกสมาคมมัคคุเทศก์ไทย (สมท.) ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข &amp;nbsp;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เป็นธรรมของตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ต่อมัคคุเทศก์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิพากรกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 &amp;nbsp;มีนาคม 2564 นายภูมิเอก ซับนุพงศ์ ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์อื่นได้นำนักท่องเที่ยวชาวไทย 41 คนเข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลแหลมสัก ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษตามประกาศของคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และในมาตรา 51 วรรค 2 &amp;nbsp;กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ในพื้นที่พิเศษมีมัคคุเทศก์ตามวรรค &amp;nbsp;1 (คือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มาตรา 51 กำหนดไว้) &amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ห้ามมัคคุเทศก์อื่น (คือมัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปในชุมชน) ปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัทได้ทำการติดต่อกับผู้แทนชุมชนไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วเพื่อขอใช้บริการมัคคุเทศก์ในท้องถิ่น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรค 2 ดังกล่าว แต่ชุมชนแหลมสักแจ้งว่าจะต้องใช้บริการท่องเที่ยวเหมารวมเท่านั้น ราคาท่านละ 900 บาท บริษัทไม่เห็นด้วยจึงไม่ตกลงตามที่ชุมชนต้องการ และแจ้งว่าต้องการมัคคุเทศก์เพียง &amp;nbsp;1 คนเท่านั้นมาดูแลคณะท่องเที่ยวตามที่กฎหมายกำหนด &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็แจ้งกลับมาอีกว่า ถ้าไม่ใช้บริการแบบเหมารวมหัวละ 900 บาทก็จะไม่ให้มัคคุเทศก์มาบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อชุมชนแหลมสักไม่ส่งมัคคุเทศก์มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ก็ถือว่าในพื้นที่นั้นไม่มีมัคคุเทศก์ปฏิบัติหน้าที่อยู่ มัคคุเทศก์อื่นจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ไปได้ตามปกติ โดยไม่สามารถนำมาตรา 51 วรรค 2 มาบังคับใช้ได้ แต่ตำรวจท่องเที่ยวกลับเข้าทำการจับกุมนายภูมิเอก ซับนุพงศ์ มัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวยังชุมชนแห่งนั้น ด้วยข้อหาฝ่าฝืนมาตรา 51 วรรค &amp;nbsp;2 ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยเปรียบเทียบเสียค่าปรับคนละ 1,000 &amp;nbsp;บาท มัคคุเทศก์จึงต้องจำยอมเสียค่าปรับไปก่อนเพราะยังมีนักท่องเที่ยวที่จะต้องดูแลรออยู่ และตำรวจท่องเที่ยวอ้างว่าการจับกุมมัคคุเทศก์นั้นถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิพากรกล่าวอีกว่า ตนได้ทำหนังสือร้องเรียนถึง &amp;nbsp;ผบ.ตร.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว ส่วนการอ้างตามมาตรา 51 วรรค 2 &amp;nbsp;เมื่อมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่อยู่จึงห้ามมัคคุเทศก์อื่นปฏิบัติหน้าที่นั้น แต่ถ้ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีในพื้นที่ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ แล้วมัคคุเทศก์อื่นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 51 หรือไม่ หากถือว่าผิด มัคคุเทศก์ท้องถิ่นไม่มาปฏิบัติหน้าที่ มัคคุเทศก์อื่นก็ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อีก แล้วจะใช้มัคคุเทศก์จากที่ใดมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่นั้น จึงขอความกรุณาเพื่อขอให้มีการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนตำรวจท่องเที่ยวและฝ่ายมัคคุเทศก์เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจนร่วมกัน โดยมิต้องนำเรื่องขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไป เนื่องจากเห็นว่าปัญหานี้จะต้องเกิดกับชุมชนในพื้นที่พิเศษทั้ง 26 แห่งทั่วประเทศแน่นอนถ้ายังไม่มีความชัดเจน และเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันไม่จบสิ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ปฏิบัติหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม, นายกสมาคมมัคคุเทศก์ไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151baa5064d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ตร. ยันไม่ปกป้องตำรวจทำผิดฟันวินัย-อาญา ทำภาพลักษณ์เสื่อมเสีย ลั่นไม่เลี้ยงไว้แน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.64 - ที่ศปก.ตร. ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงภาพลักษณ์ของตำรวจที่มีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภาพลักษณ์ในเชิงลบกับประชาชน ว่า ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย เจอผิดก็จัดการไป ผิดโทษทัณฑ์ก็มีทั้ง ไล่ออก ปลดออก กักขัง กักยาม ก็ดำเนินการไป หากผิดอาญาก็ดำเนินคดีไป บางเรื่องก็เกิดมาตั้งนานแล้วก็เอามาพูดกันซ้ำไปซ้ำมา เช่น เรื่องขนของบนเครื่องบินก็ตั้งแต่ปี 2561 ก็วนมาอยู่อย่างนั้น ก็ไม่เข้าใจ เรื่องอะไร หากจะขัดแย้งอะไรกันใครผิดก็ต้องโดน ไม่มี ใครจะไปเลี้ยงไว้ทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย ใครผิดก็รับไป

ถามต่อว่ามองอย่างไรถึงหลายๆ ประเด็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสื่อมเสีย เช่น กรณีตำรวจถือปืนข่มขู่และทำร้ายประชาชนเหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ใครทำผิดก็ลงโทษไปตามกฎหมาย ไม่รู้จะเลี้ยงไว้ทำไมไม่มีประโยชน์ ผมบอกหลายครั้งแล้ว ใครผิดตั้งแต่ตัวผมลงไปยันพลตำรวจ ทำอะไรผิดก็ต้องรับผิดชอบไป แต่ทำให้มันถูกต้อง โปร่งใส และเร็ว เขาไม่ผิดก็อย่าไปลงโทษ ถ้าผิดก็ต้องโดนมีแค่นั้นไม่อย่างนั้นก็รักษาองค์กรไม่ได้ คนที่เขาทำถูกก็อยู่ไม่ได้ ใครทำผิดก็ลงไทษไปอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียภาพลักษณ์องค์กร คนทำถูกก็มีเยอะแยะทำผิดก็ลงโทษไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117633</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ผบ.ตร., ภาพลักษณ์ตำรวจ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2f8ba0cf0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานกำลังพล สั่งเตรียมข้อมูลบัญชีแต่งตั้งตำรวจระดับ สว.-รองผบก. วาระปี 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.กฤษณะ ทรัพย์เดช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.กฤษณะ ทรัพย์เดช ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล มีหนังสือบันทึกข้อความที่ 0009.231/6450 ลงวันที่ 22 ก.ย. เรียน ผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก. ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า เรื่อง จัดเตรียมข้อมูลข้าราชการตำรวจ ใจความว่า ตร. มีบันทึกสั่งการ ลง 16 ก.ย.64 มอบหมายให้ สกพ. แจ้งให้หน่วยปรับปรุงฐานข้อมูลข้าราชการตำรวจระดับ รอง สว. ถึง รอง ผบก. ให้เป็นปัจจุบันพร้อมทั้งตรวจสอบและจัดส่งข้อมูลให้ตร. (ผ่าน สกพ.) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ดังนี้

1.ข้อมูลตำแหน่งทั่วไปและตำแหน่งเฉพาะทางในระดับ สว. ถึง รอง ผบก. รวมถึงตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม-ลดได้ในตัวเองที่มีการกำหนดกรอบตำแหน่ง โดยจัดกลุ่มตามลักษณะงานหรือลักษณะหน้าที่ที่ว่าง ณ วันที่ 1 ต.ค.64

2.ข้อมูลการกันตำแหน่งสำหรับรองรับข้าราชการตำรวจที่ ตร. รับโอนมา หรือได้มีการบรรจุและแต่งตั้ง หรือการบรรจุกลับเข้ารับราชการ หรือกรณีอื่นๆ

3.ข้อมูลข้าราชการตำรวจระดับ รอง สว. ที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครบถ้วนเลื่อนดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ถึงระดับ รอง ผบก. ในสังกัด ที่ต้องหาหรือถูกฟ้อง คดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีปกครอง หรือถูกดำเนินการทางวินัย หรือถูกดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิด

4.ข้อมูลข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกรณีที่มีการฝ้าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสข. ที่ 22/2558 ลง 22 ก.ค.58 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการ

5.ข้อมูลลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับ รอง สว. ถึง ผกก. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในวาระประจำปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ตรวจสอบความถูกต้องของทำเนียบข้อมูลข้าราชการตำรวจระดับ รอง สว. ถึง รอง ผบก. หากมีข้อมูลที่ต้องแก้ไขให้จัดทำบัญชีสรุปรายการตามรูปแบบที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้จัดส่งข้อมูลตามข้อ 1 ถึง 6 พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปยัง ตร.(ผ่าน สกพ.) ภายใน 30 ก.ย.64 หากมีข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้ส่งข้อมูลแล้ว กรุณาแจ้งให้ทราบโดยด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117545</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ท.กฤษณะ ทรัพย์เดช, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, แต่งตั้งโยกย้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614b0002d520f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
