<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช. เปิดผลงานจัดการน้ำโต้ ส.ส.เพื่อไทย ยันลดความเสียหายภัยแล้ง-น้ำท่วม​ ใช้งบคุ้มค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 - นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้แจงกรณีนายสมคิด เชื้อคง&amp;nbsp;ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ในช่วงระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงได้การดำเนินการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้มุ่งมั่น ทุ่มเท และให้ความสำคัญเกี่ยวกับงานด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่งผลให้สถิติความเสียหายภัยจากน้ำลดลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากปี 62 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นปีที่แล้งรุนแรงเป็นลำดับที่ 2 รองจากปี 58 แต่การบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และหาแหล่งน้ำสำรอง ทำให้มีหมู่บ้านประกาศภัยแล้งปี 62 เพียง 30 จังหวัด 891 ตำบล ใน 7,662 หมู่บ้าน น้อยกว่าการบริหารจัดการน้ำในหลายปีที่ผ่านมาและในปี 2563/64 มีการประกาศภัยแล้งเพียง 2 จังหวัด เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การแจ้งเตือนล่วงหน้า และบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ยังทำให้ความเสียหายจากอุทกภัยลดน้อยลง สามารถป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับน้ำในทุกมิติ จึงนับเป็นครั้งแรกของการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งเป็นการร่วมกันดำเนินงานจากทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 3,347 แห่ง จาก 5,472 แห่ง สระน้ำในไร่นา 190.59 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 118.43 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 225 แห่ง และปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ 181 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อวางแผนแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่&amp;nbsp;ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำซ้ำซากและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยมีแนวคิดในการใช้ปัญหาเป็นที่ตั้ง และแก้ปัญหาด้วยหลายวิธีการ แทนการใช้โครงการเป็นที่ตั้ง โดยมีแผนหลักในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขับเคลื่อนแล้วจำนวน 133 โครงการ จาก 526 โครงการ เช่น 1.แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีความก้าวหน้า 32% เช่น คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา การปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก การเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเดิม ฯลฯ คาดว่าจะขับเคลื่อนได้ทั้งหมดภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้พื้นที่น้ำท่วมใน 17 จังหวัดลดลง จาก 9.31 ล้านไร่ คงเหลือ 3.05 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขับเคลื่อนแล้ว 21 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2567 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 114.20 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม 17 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 ได้น้ำเพิ่ม 556.80 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงราชนก จ.พิษณุโลก บึงสีไฟ&amp;nbsp;จ.พิจิตร หนองหาร จ.สกลนคร ฯลฯ หากแล้วเสร็จจะสามารถ มีพื้นที่หน่วงน้ำและเพิ่มน้ำต้นทุนรวมมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. 4.การพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน ได้แก่ อ่างฯลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างฯลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ เป็นต้น พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญแล้ว จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 291,762 ล้านบาท เพิ่มความจุ 628.92 ล้าน ลบ.ม. ได้รับประโยชน์ 1.4 ล้านไร่ 262,386 ครัวเรือน บำบัดน้ำเสีย 1.27 ล้าน ลบ.ม./วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐบาลยังได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาในเชิงบริหารจัดการควบคู่ไปด้วย เช่น พัฒนารูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ รับน้ำนอง เพื่อบรรเทาความเสียหาย โดยพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง จำนวน 1.15 ล้านไร่ สามารถหน่วงน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรด้านน้ำ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ถึงระดับนโยบาย ยกระดับการมีส่วนร่วมด้านน้ำ ได้แก่ องค์กรผู้ใช้น้ำ อนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำ การจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งเป็นการพัฒนากลไกการกำกับดูแล อำนวยการ สั่งการจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤต ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ผังน้ำ คลังข้อมูลน้ำในรูปแบบ One Map ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน National Thai Water &amp;nbsp;ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนในทุกรูปแบบ อย่างเต็มศักยภาพ โดยทำงานร่วมกับแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงกำหนดมาตรการจัดการน้ำทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะแผนการจัดการคุณภาพน้ำระดับลุ่มน้ำ และการจัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลได้มีการตรวจสอบข้อมูล ความซ้ำซ้อนของแผนงานด้านน้ำ ได้กว่า 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Water Plan เพื่อใช้ประกอบการจัดทำงบประมาณด้านน้ำด้วย ซึ่งจากผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำโดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับในอดีตจะพบว่าตัวเลขสถิติความเสียหายทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยลดลงอย่างชัดเจน&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118348</URL_LINK>
                <HASHTAG>สทนช., สมคิด เชื้อคง, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557afe3cce2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บิ๊กป้อม” มอบ สทนช. เร่งบูรณาการภาครัฐ – ประชาชนในพื้นที่  คลอดแผนแก้ความเค็มลุ่มน้ำแม่กลองจุดเชื่อมต่อทะเล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พลเอกประวิตร&amp;rdquo; ห่วงปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มลุ่มน้ำแม่กลองกระทบวิถีชีวิตประชาชน สั่ง สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังแนวทางการแก้ปัญหาจากประชาชน - ภาคส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมเร่งศึกษาจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำแม่กลอง ก่อนสรุปเสนอกรอบแนวทางแก้ปัญหาน้ำเค็มรุก 4 ลุ่มน้ำติดอ่าวไทยเสนอ กนช.ต้น ก.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสลงติดตามความก้าวหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม น้ำท่วม และน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย และความก้าวหน้าผลการศึกษาการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณประตูระบายน้ำบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ว่า ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม สั่งการให้ สทนช.เร่งบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำเค็ม น้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ที่สำคัญต้องเสนอแนวทางให้คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และองค์กรผู้ใช้น้ำในระดับพื้นที่ ได้รับทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐที่เป็นหน่วยงานปฏิบัติหลักให้สามารถขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน รวมถึง สทนช.จะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผนวกเพิ่มเติมกับการดำเนินโครงการศึกษาผังน้ำ เพื่อให้ครอบคลุมต่อแนวทางการบริหารจัดการน้ำในทุกมิติอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. พิจารณาในช่วงต้นเดือนกันยายน 2564 นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาลุ่มน้ำแม่กลองประสบปัญหาน้ำเค็มรุกจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดสรรน้ำจากเขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และป้องกันน้ำเค็มตลอดฤดูแล้งให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์น้ำเค็มลุ่มน้ำแม่กลองอยู่ในภาวะปกติ โดยมีจุดเฝ้าระวังที่สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำหน้าที่ว่าการ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสมุทรสงคราม มีการเฝ้าระวังควบคุมกับการผลิตน้ำประปาที่จ่ายในพื้นที่ทุกสถานี โดยควบคุมการผลิตที่โรงผลิตน้ำแพงพวย จ.ราชบุรีอย่างใกล้ชิด และเก็บตัวอย่างน้ำดิบในแม่น้ำตรวจคุณภาพทุกชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่จุด ปตร.บางนกแขวก มีความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำเค็ม ท่วม แล้งและเสีย ควบคุมไม่ให้น้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่สวนผลไม้ สวนพืชผัก บ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของตลาดน้ำดำเนินสะดวก มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 78,500 ไร่ โดยกรมชลประทานได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชลประทาน หรือ JMC ซึ่งมีส่วนร่วมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ ตัวแทนเกษตรกรเพื่อร่วมบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอทุกกิจกรรม โดยเกณฑ์กำหนดค่าความเค็มควบคุมที่สถานีวัดคุณภาพน้ำ ปตร.บางนกแขวก จะส่งน้ำให้เกษตรกรจะไม่เกิน 2.0 กรัมต่อลิต รวมถึงยังมีการพัฒนาปรับปรุงคลองสุนัขหอนที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร กับแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม เพื่อรับรองการระบายน้ำจากคลองสาขาสายต่าง ๆ ช่วงปี 2563 &amp;ndash; 2565 ได้แก่ 1. ขุดลอกคลองสุนัขหอนในเขต จ.สมุทรสาคร ระยะทาง 31 กิโลเมตร 2. ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคันควบคุมน้ำทะเล จำนวน 6 แห่ง 3. ก่อสร้างประตูระบายน้ำ กลางคลองสุนัขหอน และก่อสร้างประตูระบายน้ำปลายคลองนิคม 2 และ 4. ก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองสุนัขหอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการการเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกในระยะเร่งด่วน ในระยะกลาง สทนช.มีนำผลการศึกษาจัดทำผังคุณภาพในลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ทะเล เพื่อเป็นกรอบในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่ส่วนการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งในส่วนผังน้ำแม่กลองคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้ โดยผลการศึกษาในการแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกที่ใช้ระบบผังน้ำส่วนหนึ่ง คือ การบริหารจัดการน้ำจาก 2 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำแม่กลอง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์แล้ว ยังรวมถึงการก่อสร้างคันกั้นน้ำขนานกับชายทะเล ปตร.ปลายคลองต่าง ๆ ยังไม่ครบถ้วน ดังนั้น เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นประกอบกับฝนตกหนักทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ช้า ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงและน้ำขังหลายวัน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การศึกษาระบบผังน้ำลุ่มน้ำแม่กลอง สทนช.ได้รับฟังความเห็น การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนต่อโครงการฯ อาทิ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเกษตร สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงทำความเข้าใจในการกำหนดขอบเขต 4 พื้นที่หลัก ที่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำที่ไม่ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางน้ำ กระแสน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำที่เป็นอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมถึงปัญหาคุณภาพน้ำได้ในอนาคต ได้แก่ 1. พื้นที่ทางน้ำริมน้ำ (ลน.) 2. พื้นที่ทางน้ำหลากเพื่อระบายน้ำ (ลร.) 3. พื้นที่น้ำนอง (น.) และ 4. พื้นที่ลุ่มต่ำ (ต.) ก่อนที่หน่วยงานจะนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้ง อุทกภัย และคุณภาพน้ำ โดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115305</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, กอนช., การเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเค็ม, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, น้ำทะเลหนุนสูง, ป้องกันน้ำเค็ม, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, รักษาระบบนิเวศน์, ลุ่มน้ำแม่กลอง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, ห่วงปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เกิดปัญหาน้ำท่วม, แก้ความเค็มลุ่มน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f45e01d6d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พลเอก ประวิตร” ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนนี้   สั่ง สทนช.ตรวจความพร้อมพื้นที่รับน้ำนองลุ่มน้ำภาคกลาง หนุนทุ่งท่าวุ้ง – ผักไห่ - เจ้าเจ็ด...โมเดลแก้มลิงตามระบบผังน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;พลเอก ประวิตร&amp;rdquo; ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ สั่ง สทนช. เร่งติดตามมาตรการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก 1น ใน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน หนุนพัฒนาระบบรับน้ำเข้าออกทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา โมเดลเก็บน้ำช่วงฝนใช้ประโยชน์หน้าแล้ง ชี้เป็นพื้นที่แก้มลิงที่สอดล้องตามผลศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองในฤดูฝนปี 2564 และความก้าวหน้าผลการศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน ในบริเวณพื้นที่รับน้ำนองท่าวุ้ง ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ณ ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนที่จะเริ่มตกเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนจากนี้ ดังนั้น จึงเรียกประชุม กอนช.เป็นการด่วนในวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อติดตามประเมินผลความก้าวหน้าตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี&amp;rsquo;64 ตามที่ได้สั่งการและเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานภายใต้ กอนช.มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนรายพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและขาดแคลนน้ำได้ทั้งก่อนเกิดภัย และระหว่างเกิดภัยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที ซึ่งรวมถึงความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำจุดต่างๆ หรือแก้มลิงที่มีศักยภาพรองรับน้ำหลากได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่ง กอนช.มีการคาดการณ์ว่าในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. จะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในภาคกลาง รวม 368 ตำบล 56 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมการรับน้ำหลากครั้งนี้ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน 12 ทุ่งที่กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเริ่มจัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตรช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. 64 ปัจจุบันมีการเพาะปลูกในพื้นที่แล้วประมาณ 90 กว่า% และจะเริ่มเก็บน้ำเข้าทุ่งในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งทั้งสามทุ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ราว 784 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อให้เกษตรกรนำน้ำไปเพาะปลูกหลังจากฤดูฝนสิ้นสุดลง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดย สทนช. พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งสามทุ่งดังกล่าว โดยมีระบบบังคับน้ำเข้า-ออก เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่เก็บน้ำดังกล่าวให้มากขึ้นในอนาคตด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองที่มีศักยภาพตามโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลาง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน โดยขณะนี้มีความก้าวหน้ากว่า 90% และจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ แล้วส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินและทางน้ำอย่างชัดเจน จะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ช่วยลดความเสียหายให้แก่ชุมชนเมือง รวมถึงพืชผลทางการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนเข้ามารวมตัวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ขณะเดียวกัน ยังสามารถจัดระบบทางน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สทนช.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนในโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลางทั้ง 4 ลุ่มน้ำ อาทิ คณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงทำความเข้าใจในการกำหนดขอบเขต 4 พื้นที่หลัก ที่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชนได้พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่ทางน้ำหลากริมแม่น้ำ 2) พื้นที่ทางน้ำหลากเพื่อระบายน้ำ 3) พื้นที่น้ำนอง และ 4) พื้นที่ลุ่มต่ำ ก่อนที่หน่วยงานจะนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางน้ำ กระแสน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำที่เป็นอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้งได้ในอนาคต &amp;rdquo;ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการพัฒนาทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ที่มีผลดำเนินการที่เห็นผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน คือ สามารถรองรับน้ำหลากเพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับประชาชน&amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2564 เรื่องการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลากตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2564 ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว สทนช.ยังติดตามความก้าวหน้าความพร้อมการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองอื่นๆ อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ มีพื้นที่ 0.265 ล้านไร่ได้เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 0.245 ล้านไร่ รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการเตรียมแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมาตรรวม 13.04 ล้าน ลบ.ม.ที่จะต้องมีการติดตามผลการเตรียมการให้เป็นไปตามแผนสามารถรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113188</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, กอนช., ขาดแคลนน้ำ, จัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตร, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พื้นที่ลุ่มต่ำ, พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย, มาตรการบริหารจัดการน้ำ, มาตรการรับมือฤดูฝน, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้มลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61164dcc71253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งจัดระบบผังน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ ปูพรมศึกษาปรับปรุงพื้นที่ตอนบนเอื้อทางน้ำทั้งฤดูฝน - แล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่าง ๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง และลุ่มน้ำปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุมชนริมน้ำ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เทศบาลเมืองน่าน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี สาเหตุจากลำน้ำแคบ น้ำไหลไม่สะดวก เนื่องจากมีการรุกล้ำการใช้ประโยชน์ที่ดินสองฝั่งลำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก รวมทั้งการเก็บกักน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งยังไม่เต็มศักยภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งดำเนินโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน โดยจะมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงพื้นที่ประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักให้หน่วยงานปฏิบัติอ้างอิงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังใช้แบบจำลองในกรณีศึกษาอย่างน้อย 5 กรณี ได้แก่ 1.กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน 2.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ 3.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ 4.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาของทั้ง 4 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 16 เดือน เริ่มวันที่ 10 เมษายน 2564 และจะศึกษาแล้วเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2565 โดยในแต่ละขั้นตอนการศึกษาจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการติดตามความก้าวหน้าการจัดทำผังน้ำแล้ว ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีทั้งสิ้น 4,524 โครงการ แบ่งเป็น จังหวัดเชียงใหม่ 380 โครงการ และจังหวัดลำปาง 250 โครงการ สำหรับแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จังหวัดเชียงใหม่ 103 โครงการ และจังหวัดลำปาง 67 โครงการ ซึ่ง 2 โครงการสำคัญที่ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบกลางในการจัดทำโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในพื้นที่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และระบบกระจายน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ที่ 4 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งทั้งสองแห่งมีผลดำเนินการที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งมากกว่า 150 ครัวเรือน อีกทั้ง สทนช. มีแนวคิดในการขยายผลการทำโครงการธนาคารน้ำดินในพื้นที่อื่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งหน้าตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนช., คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, จัดทำผังน้ำ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ท่วม-แล้ง, น่าน, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยม, ลุ่มน้ำปิง, วัง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107d4f49c051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช.  ชี้ ผลศึกษา SEA เพิ่มปริมาณน้ำ 11 จังหวัดลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก เสริมแกร่งเศรษฐกิจอันดามัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สทนช. เผยผลการศึกษา SEA ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ บริหารจัดการน้ำ 11 จังหวัดลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก เพิ่มปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค เสริมความแกร่งเศรษฐกิจฐานรากหนุนฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมรับการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (24 กรกฎาคม 2564)&amp;nbsp;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงข่าวผลการศึกษาโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Strategic Environmental Assessment : SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ว่า สทนช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรและกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินการศึกษาโครงการฯ มาตั้งแต่กลางปี 2563 และจะดำเนินการแล้วเสร็จปลายเดือนกรกฎาคม 2564 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาของลุ่มน้ำที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือมีผลกระทบในระดับที่ยอมรับได้ และเป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561-2580&amp;nbsp; โดยมีแนวทางการศึกษา ประกอบด้วย การจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภค-บริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วม และบรรเทาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และการบริหารจัดการโดยมีผลการศึกษาในประเด็นสำคัญที่แล้วเสร็จ อาทิ แผนงาน/โครงการที่เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน รวม 2,894 โครงการ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคและเสริมสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตในพื้นที่เพิ่มขึ้น 1,218.33 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และสามารถลดพื้นที่อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้อีก 47,631 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตกครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดของจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัด สุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา ทั้งนี้ จากผลการศึกษาในกระบวนการ SEA ซึ่งใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) สามารถสร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนงานเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การศึกษาพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งมีต้นแบบความสำเร็จ คือ ที่จังหวัดตรังและจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะพื้นที่บ้านวังลำ ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ถือเป็นแหล่งต้นน้ำและชุมชนต้นแบบที่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ในอดีตพื้นที่บ้านวังลำ มักประสบปัญหาน้ำมีไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูก ทำให้คนในชุมชน ท้องถิ่นและภาครัฐได้หาแนวทางร่วมกันบริหารจัดการน้ำผ่านกลไกของการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่คือ อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำราบและโครงการอ่างเก็บน้ำสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของจังหวัดกระบี่ พื้นที่บ้านไร่ตะวันหวาน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ นับเป็นอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบที่มีการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับท้องถิ่นและภาคเอกชน บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและมีการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ โดยได้ก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านไร่ตะวันหวาน&amp;nbsp; และเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ในขณะที่ ปัญหาด้านน้ำอุปโภคบริโภคในกิจกรรมต่างๆในจังหวัดที่ผ่านมา ยังคงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่สูงมาก แต่เมื่อจังหวัดภูเก็ตต้องเป็นต้นแบบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาท่องเที่ยวแล้ว การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในการรองรับกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาและอุปสรรคกับการดำเนินนโยบายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น 1) การก่อสร้างสระน้ำแก้มลิงบ้านโคกโตหนดพร้อมระบบผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงแล้งสำหรับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง 2) โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปาจากจังหวัดพังงาไปยังจังหวัดภูเก็ต 3) การก่อสร้างระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และ 4) การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่เกาะต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีนำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การศึกษา SEA เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการจัดทำแผนหลักด้านน้ำ ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ริเริ่มจัดทำเป็นมาตรฐานให้กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ทั้งนี้&amp;nbsp; การดำเนินการศึกษาของ สทนช. ได้เสริมการวิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อกำหนดเป้าหมาย วิธีการ และลำดับความสำคัญผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ผลที่ได้รับคือ แผนหลักการบริหารลุ่มน้ำซึ่งจะต้องเสนอเข้าสู่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเพื่อการปรับปรุงเป็นแผนแม่บทน้ำของประเทศในปี 2565 ต่อไป&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110976</URL_LINK>
                <HASHTAG>Area Based, Strategic Environmental Assessment : SEA, การพัฒนาเชิงพื้นที่, การศึกษา SEA, ชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ทรัพยากรน้ำ, บริหารจัดการน้ำ, บ้านไร่ตะวันหวาน, ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์, ปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค, ฟื้นฟูการท่องเที่ยว, มหาวิทยาลัยนเรศวร, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำราบ, โครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, โครงการอ่างเก็บน้ำสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fbf5f008d81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช.ลุยวางระบบจัดการท่วม-แล้ง  ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ให้ความสำคัญและเน้นย้ำการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเสนอความเห็นในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทรัพยากรน้ำระดับพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการจัดเวทีปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) ณ โรงแรมโนโวเทลหัวหินชะอำบีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดเพชรบุรี ก็เพื่อให้ภาคส่วนเกี่ยวข้องรับทราบถึงผลการศึกษา หลังจาก สทนช.ดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จ และจะรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ก่อนสรุปผลการศึกษาที่สมบูรณ์ ตามกระบวนการของ SEA ซึ่งเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมต่อการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงพื้นที่ เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย แผน หรือแผนงาน ตั้งแต่การพัฒนาทางเลือก การประเมินและคัดเลือกทางเลือกของการพัฒนาที่สอดคล้องกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จึงเป็นการเสริมการวางแผนในลักษณะมองจากล่างขึ้นบน ทำให้ได้ทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพ ข้อจำกัด และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการศึกษาในเบื้องต้นแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ลุ่มน้ำ คือ การพัฒนาแบบผสมผสาน ระหว่างการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ร่วมกับการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยังคงไว้ซึ่งระบบเพาะปลูกแบบเดิม หรืออาจปรับระบบเพาะปลูกในบางลุ่มน้ำสาขาให้สอดคล้องกับศักยภาพของดินและน้ำ 2.แผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตามทิศทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโดยมีโครงการทั้งสิ้น 2,431 โครงการ ส่งผลให้มีการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 451 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานเกือบ 300,000 ไร่ พร้อมช่วยลดพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่รอบปีการเกิดซ้ำ 25 ปี แบ่งเป็น ในเขตเมืองเพชรบุรีประมาณ 216 ตร.กม. และอ.บางสะพานประมาณ 8 ตร.กม. และ 3. จัดทำแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 ปี (ปี 2566-2570) รวมถึงฐานข้อมูลโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคณะกรรมการลุ่มน้ำและหน่วยงานด้านบริหารจัดการน้ำ นำไปขับเคลื่อนแผนงานในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีแผนงานโครงการทั้งสิ้น 973 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนน้ำฯ 20 ปี อาทิ ด้านน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนได้รับประโยชน์ 6,277 ครัวเรือน การสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิต พื้นที่ได้รับประโยชน์ 132,000 ไร่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยสภาพพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ มีความหลากหลาย ทั้งภูเขา ป่าไม้ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ตลอดจนชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ทำให้มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวมากมาย เป็นแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจและแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ มะพร้าว มะนาว สับปะรด อ้อย ปาล์มน้ำมัน จึงมีปริมาณการใช้น้ำส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตร รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยสภาพปัญหาด้านน้ำจะพบปัญหาขาดแคลนน้ำใน 4 อำเภอ จ.เพชรบุรี ได้แก่ อ.เมืองเพชรบุรี อ.เขาย้อย อ.บ้านลาด และ อ.ท่ายาง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน ขณะที่ปัญหาอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดจากการระบายน้ำไม่ทัน โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ และอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน&amp;nbsp; ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งรัดวางแผนบริหารจัดการอุทกภัยทั้งระบบ จัดการความต้องการน้ำตามการพัฒนาของเมือง เนื่องจากการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น สร้างสมดุลระหว่างภาคเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว รองรับการพัฒนาเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย&amp;rdquo; ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110736</URL_LINK>
                <HASHTAG>SEA, การพัฒนาทรัพยากรน้ำระดับพื้นที่, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, พื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์, ระบบจัดการท่วม-แล้ง, ลดพื้นที่ท่วมซ้ำซาก, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f938863c4c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งแผนรับฝนป้องกันน้ำท่วม กทม. พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาแก้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยาตอนล่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช.ผนึก กทม. - ชป. &amp;ndash; กรมอุทกศาสตร์ เร่งแผนป้องกันน้ำท่วมกทม.ก่อนเข้าหน้าฝน พร้อมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกเจ้าพระยาเฉพาะหน้า และระยะยาวตามมติ กนช. เล็งประชุมนัดแรก 8 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายมนต์ชัย มโนสมุทร ผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ติดตามแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2564 ร่วมกับ นายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมชีนิมิตร สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง เพื่อประชุมติดตามความพร้อมมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้ ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าเรือวาสุกรี สโมสรราชนาวี เพื่อลงเรือติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จุดรอยต่อในการรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน รวมถึงสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยัง กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อหารือร่วมกับ พลเรือโท จักรกฤช มะลิขาว เจ้ากรมอุทกศาสตร์ ในเรื่องระบบติดตามระดับน้ำทะเล ระดับน้ำขึ้นลง พร้อมศึกษาข้อมูลอุทกศาสตร์ต่างๆ&amp;nbsp;การคาดการณ์ระดับน้ำทะเล และการประเมินสถานการณ์การรุกล้ำของน้ำเค็ม เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณากรอบแนวทางมาตรการและแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการรุกล้ำของน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะยาว ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยที่ประชุม กนช. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย&amp;nbsp; เพื่อร่วมศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะยาว จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ อาทิ สทนช. กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่ส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนัดแรกในวันที่ 8 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่จะถึงนี้ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีระบบป้องกันน้ำท่วมของตนเองและระบบคูคลองที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลเพื่อการระบายน้ำ และการจัดหาพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำฝนและเก็บกักน้ำไว้ใช้ โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทานและจังหวัดปริมณฑล ในการควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมาณน้ำนอกพื้นที่ตอนบนกรุงเทพมหานครเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งสองพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซากในเขต กทม.ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ขณะที่การแก้ไขปัญหาน้ำเค็มเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา สำนักการระบายน้ำได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน การประปานครหลวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิการผลักดันลิ่มน้ำเค็ม (Water Hammer Operation) ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาที่สถานีสูบน้ำสำแล จังหวัดปทุมธานี โดย กทม.ใช้สถานีสูบน้ำของอุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำในแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในการสูบน้ำช่วยปฏิบัติการดังกล่าว หากช่วงใดมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานและอาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร หรือสัตว์น้ำในพื้นที่ จะใช้วิธีการควบคุม การปิดเปิดประตูระบายน้ำ ลดการนำน้ำที่มีความเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไหลเวียน โดยจะใช้น้ำจากโรงบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครที่ผ่านการบำบัดแล้ว รวมกับน้ำพื้นที่มาใช้เพื่อเจือจางความเค็มในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นการดำเนินการในช่วงฤดูแล้ง โดยคาดว่าช่วงที่จะมีค่าความเค็มสูงขึ้นหลังจากนี้จะมีอีก 2 ช่วง คือ 17-19 เม.ย. และ 28 เม.ย.- 3 พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่แผนปฏิบัติการที่แต่ละหน่วยงานจะเร่งดำเนินการร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันแล้ว&amp;nbsp; สทนช. จะนำข้อมูลการศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ ภายใต้โครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจและและพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติโดยพิจารณาครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ&amp;nbsp;ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้มาใช้ประกอบเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำเชิงนโยบาย โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัดบ่งชี้ภาวะน้ำแล้งแบบบูรณาการ เพื่อประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤติ การใช้แบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของทุกหน่วยงานที่จะทำงานร่วมกันทั้งในภาวะปกติ หรือภายใต้การบัญชาการของศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจเมื่อเกิดกรณีวิฤติด้านน้ำในพื้นที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98659</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กรมชลประทาน, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมอุทกศาสตร์, ชป., ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, นายณรงค์ เรืองศรี, นายประพิศ จันทร์มา, นายมนต์ชัย มโนสมุทร, น้ำท่วม, ฤดูฝน, สทนช., สำนักการระบายน้ำ, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แผนป้องกันน้ำท่วมกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d6e04db051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
