<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อากาศเปลี่ยนเงินเฟ้อพุ่ง! ศก.เหนือชะลอ-อีสานดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; เผยเงินเฟ้อเดือน ก.ค.เพิ่ม 0.98% เหตุอากาศแปรปรวน ดันราคาผัก-อาหารขยับ แต่ยังมั่นใจเป้าเงินเฟ้อปีนี้ยังคงอยู่ในกรอบ 0.7-1.3% ระบุไม่มีสัญญาณเงินเฟ้อขึ้นเร็ว แรง รัฐยังอัดฉีดได้อีก แบงก์ชาติสำนักงานภาคเหนือชี้เศรษฐกิจชะลอตัวทุกด้าน แต่แบงก์ชาติอีสานเผยอีสานอยู่ในภาวะที่ขยายตัวขึ้นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ค.2562 ดัชนีเท่ากับ 103 สูงขึ้น 0.98% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.2562 สูงขึ้น 0.06% ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ก.ค.) สูงขึ้น 0.92% ซึ่งยังคงเป็นไปตามประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่วางไว้ว่า ในปีนี้เงินเฟ้อจะขยายตัวในกรอบ 0.7-1.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 3.47% โดยเฉพาะผักสด สูงขึ้น 20.01% จากสภาพอากาศที่แปรปรวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้พืชผักเน่าเสียง่าย ประกอบกับราคาฐานปี 2561 ต่ำ ขณะที่ผลไม้สดสูงขึ้น 9.18%, เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ สูงขึ้น 5.73 %, ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง สูงขึ้น 4.02%, ไข่และผลิตภัณฑ์นม สูงขึ้น 1.80%, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.90%, อาหารบริโภค-ในบ้าน และนอกบ้าน สูงขึ้น 0.80% และ 1.12% ตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สินค้าหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.42% ตามการลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ส่งผลให้หมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร ลดลง 1.32%, หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล ลดลง 0.87% โดยเฉพาะของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน) ส่วนหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ลดลง 0.04% ขณะที่ค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้น 5.91%, หมวดเคหสถาน สูงขึ้น 0.27% ,หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษาฯ สูงขึ้น 0.73%, หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.04%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สินค้ากลุ่มอาหารสดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยภาพรวมสูงขึ้นถึง 7.12% สูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะผักและผลไม้ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียวและข้าวสารเจ้า ขณะที่สินค้ากลุ่มพลังงานยังคงหดตัว โดยลดลง 3.31% ซึ่งลดลงน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา ที่ลดลง 3.86%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมสินค้ากลุ่มอาหารสดและพลังงาน เดือน ก.ค.2562 เท่ากับ 102.52 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 0.03% และขยายตัว 0.41% หากเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยไม่ได้แย่มาก แต่ยังทรงๆ และยังไม่มีสัญญาณการขยายตัวที่รวดเร็วและรุนแรง รัฐบาลควรเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพราะขณะนี้สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกชะลอตัว เริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในช่วง 1-2 เดือนนี้ ขณะที่สินค้าเกษตร แนวโน้มราคายังสูง เพราะอากาศแปรปรวน ส่วนผลกระทบจากภัยแล้งจะเป็นผลกระทบระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้น แต่ต้องการให้รัฐบาล ทบทวนนโยบายให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงคมนาคมที่จะทบทวนค่าขนส่ง กระทรวงพลังงานจะทบทวนนโยบายพลังงาน รวมถึงการขึ้นค่าแรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในลำดับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ แถลงภาวะเศรษฐกิจของภาคเหนือช่วงไตรมาสที่สองของปีและแนวโน้มครึ่งปีหลัง โดยระบุว่า เศรษฐกิจภาคเหนือช่วงไตรมาสที่สองของปี 2562 เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศและเศรษฐกิจโลก ที่มีการชะลอตัวลงต่อเนื่องทุกด้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงและติดลบในรอบ 8 ปีนับตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา ที่เป็นผลกระทบจากปัญหามลพิษหมอกควันไฟป่า รายได้เกษตรกรลดลงติดลบ -15% เป็นผลจากผลผลิตที่หดตัว -17.2% ภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอ้อย โรงงานที่ลดลงถึง -76% นอกจากนี้ดัชนีด้านการค้าชายแดน ภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาคเอกชน การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการลงทุนภาครัฐก็หดตัวในทิศทางเดียวกันด้วย หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นยังทรงตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี มีแนวโน้มที่จะยังชะลอตัวและอาจจะขยายตัวขึ้นได้ หลังมีความชัดเจนทางด้านการเมือง ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เป็นตัวหนุนหลักกำลังขยับสูงขึ้น แต่ก็มีปัจจัยท้าทายที่ต้องระวังคือ ความผันผวนของสภาพภัยทางธรรมชาติ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูง แต่ยังมีปัจจัยเสริมในเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐในช่วงท้ายปีงบประมาณ ที่จะมาช่วยกระตุ้น โดยเฉพาะบัตรประชารัฐ ที่มาเสริมกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาท สมจิตรนึก ผอส.ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ของปีนี้ ภาคอีสานอยู่ในภาวะที่ขยายตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีปัจจัยหนุนจากเรื่องการค้าชายแดนและการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกจากภาคอีสานไปยังประเทศจีนตอนใต้, เรื่องปศุสัตว์จากอีสานไป สปป.ลาว และ กัมพูชา ที่เป็นตัวกระตุ้นภาพรวมทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ขณะที่สัดส่วนการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนแม้จะชะลอตัวบ้าง แต่เมื่อวันนี้เรามีรัฐบาลที่ชัดเจนมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแล้ว จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานเพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคการเกษตร, อุตสาหกรรมและการค้าชายแดน ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่สร้างรายได้ให้กับคนอีสานอย่างมาก ซึ่งแม้ว่าหลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ภาพรวมทางการเกษตร ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีการหมุนเวียนและแนวทางการผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่แตกต่างกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาทกล่าวต่ออีกว่า แม้การเบิกจ่ายของภาครัฐจะชะลอตัวในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ไตรมาสสามที่เรามีรัฐบาลแล้ว การกระตุ้นการเบิกจ่ายของรัฐ รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่จะมีนโยบายกระตุ้นหรือกลยุทธ์ในการดึงดูดหรือส่งเสริมนักลงทุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะกับเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่รัฐสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานในหลายจังหวัด ก็จะทำให้แนวโน้มทางเศรษฐกิจของภาคอีสานในไตรมาสสามต่อเนื่องไตรมาสที่สี่ของปีนั้นสดใสมากยิ่งขึ้นด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42513</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาผัก-อาหารขยับ, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, หนังสือพิมพ์, เงินเฟ้อ, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190801/image_big_5d42f24ac0968.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ส่งออก’พ.ค.ดิ่งเหว6% ‘พณ.’กัดฟันยึดเป้าเดิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สงครามการค้า-เศรษฐกิจโลกถดถอย &amp;nbsp;ฉุดส่งออกไทยเดือน พ.ค.ปีนี้ร่วงเกือบ 6% ลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือน ยังดีสินค้าเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง รอรัฐบาลใหม่เดินหน้าเจรจาเปิดการค้าเสรี พาณิชย์มั่นใจส่งออกทั้งปีเข้าเป้า 3% มูลค่า 2.6 แสนล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ ถึงตัวเลขการส่งออกในเดือนพฤษภาคม 62 มีมูลค่า 21,017.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว -5.79% จากที่คาดการณ์จะหดตัว -5% ถือเป็นการส่งออกที่ลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 59 ที่การส่งออกของไทยอยู่ที่ -6.27% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว -0.64% ดุลการค้าเดือนพฤษภาคม เกินดุล 181.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การส่งออกเดือน พ.ค.ที่หดตัว สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลก และอุปสงค์ของคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัวลงตามปัจจัยร่วม อาทิ ข้อพิพาททางการค้า และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว รวมทั้งปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศและภูมิภาค เช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และขยายตัวได้ดีในหลายตลาด ทั้งตลาดสำคัญเดิม อาทิสหรัฐอเมริกา อินเดีย และตลาดดาวรุ่งใหม่ เช่น แคนาดา รัสเซียและเครือรัฐเอกราช หรือ CIS
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดือน พ.ค. การส่งออกหดตัวจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำ ที่ชะลอตัวลงจากปัจจัยราคา มูลค่าการส่งออกที่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนนี้ ก็ถือว่ารับได้&amp;quot; นางสาวพิมพ์ชนก ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สนค.กล่าวว่า เมื่อดูในรายสินค้าเกษตรส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง และกระจายตัวในหลายตลาด ทั้งตลาดจีน อาเซียน สหรัฐ ไต้หวัน และฮ่องกง โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ ผัก ผลไม้สดแช่แข็งบรรจุกระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป และเครื่องดื่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและ SME ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัวและน่าจับตามอง ได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ นาฬิกา และส่วนประกอบ ที่เริ่มเห็นทิศทางการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาพรวมภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในช่วง 5 เดือนปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 101,561.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว -2.70% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 100,830.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว -0.99% ดุลการค้าเกินดุล 731 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ปัจจัยเชิงบวกที่ยังช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทย คือ ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่ดีในสายตาของต่างชาติ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการค้าเชิงรุกเจาะตลาดรายพื้นที่ โอกาสในการทดแทนสินค้าท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่อย่างไรก็ดี ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอก เช่น ความยืดเยื้อของข้อพิพาททางการค้าที่กลับมากดดันบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง ราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน นโยบายการค้า และการมีผลบังคับใช้ของ FTA ในประเทศต่างๆ กระทบต่อความสามารถในการส่งออกของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในภาวะการค้าที่มีความท้าทายสูง การวางกลยุทธ์เจาะตลาดรายพื้นที่ การสนับสนุนสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาด และการขยายความร่วมมือทางการค้าในภูมิภาค จะช่วยสนับสนุนการขยายโอกาสส่งออกในหลายตลาด&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ในห้วงเวลาที่เหลือของปีนี้ กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการส่งเสริมการส่งออก
โดยใช้นโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการบริการ อาทิ กลยุทธ์รายพื้นที่ขยายโอกาสการส่งออกในกลุ่มตลาดที่แข็งแกร่ง อาทิ สหรัฐ อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และเปิดตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง เช่น รัสเซีย และแคนาดา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่ขยายตัวสูง และมีศักยภาพในการส่งออกทดแทน อาทิ สินค้าเกษตร ประมงและอาหาร (สดและแปรรูป) ไก่ รวมถึงการผลักดันสินค้าดาวรุ่งใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ด้วยภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่มีคุณภาพดี มาตรฐานระดับสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค เพื่อชดเชยการชะลอตัวของสินค้าหลักกลุ่มเดิม อาทิ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ในเดือน พ.ค. ดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31.50 บาท มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ซึ่งเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องได้อีก ดังจะเห็นได้จากล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. เงินบาทแตะที่ระดับ 30.94 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเงินบาทเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้าได้ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้ ธปท.ได้พยายามดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการทำประกันความเสี่ยง รวมทั้งภาครัฐเองที่อาจจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มแต้มต่อให้กับการส่งออกของไทยด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควร
ประกาศความชัดเจนในการเดินหน้าเปิดเจรจาการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะเห็นว่าหลายประเทศที่ยังสามารถส่งออกได้ดีท่ามกลางปัญหาสงครามการค้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมีการทำข้อตกลง FTA ไว้กับหลายประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องยอมรับว่ามาตรการของประเทศต่างๆ ที่ออกมา มีผลทำให้เงินไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น และทำให้เงินบาทแข็งค่า ดังนั้นต้องเตรียมรับมือ เราคงไม่หมดหวัง เพราะสินค้าบางตัวก็ยังไปได้ดี...อยากให้มีการลงทุนในสินค้าที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็น Consumer trend เราต้องตามให้ทัน&amp;quot; น.ส.พิมพ์ชนกระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แสดงความมั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายล่าสุดที่ตั้งไว้ที่ 3% คิดเป็นมูลค่า 2.6 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกลยุทธ์สำคัญสำหรับการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพื่อช่วยผลักดันการส่งออกของไทย เช่น การเชื่อมความสัมพันธ์และผลักดัน FTA, การเจาะตลาดใหม่ ยกระดับมาตรฐานการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ส่งเสริมการค้าออนไลน์ และประชาสัมพันธ์สินค้าไทยผ่านผู้นำกระแสการค้า, ส่งเสริมธุรกิจบริการ และพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงการส่งออกจากท้องถิ่นสู่สากล.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39155</URL_LINK>
                <HASHTAG>รอรัฐบาลใหม่, สงครามการค้า, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, หนังสือพิมพ์, เจรจาเปิดการค้าเสรี, เศรษฐกิจโลกถดถอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cef69e7ca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกม.ค.ทรุด หดตัวรอบ30ด. กัดฟันดันโต8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่งออก&amp;rdquo; ปีหมูประเดิมไม่สวย ม.ค.ติดลบ 5.65% ต่อเนื่อง 3 เดือน ทำขาดดุล 4,032 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 7 ปี ชี้เหตุสงครามการค้า-ค่าเงินบาทที่แข็งโป๊ก เตือนผู้ส่งออกอย่าคิดว่าบาทจะแข็งแค่ 31 บาท/ดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคม (ม.ค.) 2562 ว่ามีมูลค่า 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 5.65% เทียบกับ ม.ค.2561 ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน และติดลบครั้งแรกในรอบปีนี้ แต่ถ้าเทียบในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 6.16 แสนล้านบาท ลดลง 5.72% ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 2.30 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.99% ทำให้เดือน ม.ค.ขาดดุลการค้าเดือน ม.ค.2562 มูลค่า 4,032.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เดือน ม.ค.2556 ที่ไทยขาดดุลการค้า 5,916.2 ล้านดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกแถลงต่อว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือน ม.ค.ติดลบ มีสาเหตุสำคัญคือ ผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้การส่งออกไทยในเดือน ม.ค.2562 สูญเสียรายได้ 240.5 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นผลจากมาตรการทางตรงสหรัฐที่ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าทั่วโลก โดยการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มที่สหรัฐใช้มาตรการภาษีมีการส่งออกไปสหรัฐ 64.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.25% หรือเป็นผลบวกต่อการส่งออกไทยในเดือนนี้ 4.92 ล้านดอลลาร์ เช่น โซลาร์เซลล์ ส่งออกเพิ่ม 24.2% เครื่องซักผ้าส่งออกเพิ่ม 6.6% เหล็ก ลด 2.7% อะลูมิเนียม เพิ่ม 46.1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กลุ่มสินค้าไทยที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน แต่ได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าจีนถูกสหรัฐใช้มาตรการภาษี พบว่าการส่งออกสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวไปจีนมีมูลค่า 1,877 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17.3% ซึ่งเป็นผลลบต่อการส่งออกทำให้ไทยสูญเสียรายได้ 393.4 ล้านดอลลาร์ เช่น ยานพาหนะและส่วนประกอบลด 49.7% ของใช้ในบ้านและออฟฟิศลด 39.6% ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจรลด 22.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบลด 4.4% อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่มลด 40.6% เคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติกลด 7.1% และผลจากการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ พบว่ามีมูลค่า 1,723 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.4% มีผลบวกต่อการส่งออก 148 ล้านดอลลาร์ เช่น เหล็กเพิ่ม 66.8% เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติกเพิ่ม 16.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยเดือน ม.ค.ยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่มีคำสั่งซื้อชะลอตัวลง เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งขัน และกระทบต่อผู้ส่งออกที่ได้รายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทลดลง ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ในส่วนของผู้ส่งออกต้องทำประกันความเสี่ยง และอย่าคิดว่าเงินบาทจะหยุดแข็งค่าแค่ 31 บาท/ดอลลาร์ เพราะมีแนวโน้มที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องในอนาคตตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง และผู้ผลิตควรใช้โอกาสที่ค่าเงินบาทแข็งค่านำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเข้ามาลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนผลกระทบอื่นๆ คือราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีมูลค่าลดลง ราคาทองคำลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกทองคำลดลง และการส่งออกรถยนต์ในเดือน ม.ค.ส่งออกได้น้อย 8 หมื่นคัน จากออเดอร์ที่สั่งเข้ามา 1 แสนตัน แต่เชื่อว่าการส่งออกรถยนต์จะกลับมาปกติภายใน 1-2 เดือน หลังจากที่ผู้ประกอบการปรับแผนการผลิต ขณะที่การขาดดุลการค้าในเดือนนี้ที่สูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าอาวุธยุทธปัจจัย มีมูลค่า 2,133 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4,837.50% เนื่องจากมีการซ้อมรบระหว่างไทยและสหรัฐ และซ้อมรบไทยและญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศมีการนำเข้าอาวุธในการซ้อมรบเข้ามา ซึ่งถูกบันทึกในระบบของศุลกากร&amp;rdquo; น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การส่งออกปี 2562 หากจะโตได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ 8% มูลค่าส่งออกที่เหลือต้องได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หากโต 5% การส่งออกต้องได้เดือนละ 2.23 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากโต 3% การส่งออกต้องได้เดือนละ 2.19 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มการส่งออกไตรมาส 1 ยังได้รับผลกระทบของสงครามการค้าและค่าเงินบาทแข็งค่า คาดว่าสถานการณ์ส่งออกจะกลับมาดีขึ้นประมาณไตรมาส 2 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยในช่วง 1-2 เดือนนี้ นอกจากสงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็งค่า คือผลกระทบจากการที่ประเทศคู่แข่งของไทยทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ เช่น เอฟทีเอเวียดนาม-สหภาพยุโรป (อียู) และการที่ไทยถูกญี่ปุ่นตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) วันที่ 1 เม.ย.2562 ซึ่งเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้&amp;rdquo; น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว และว่า แนวโน้มการแข่งขันในภูมิภาคที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชาและเมียนมาถูกอียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจะทำให้มีการแข่งขันกับไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดจีน อีกทั้งจีนมีนโยบายความมั่นคงทางด้านอาหารที่ส่งเสริมการปลูกพืชในประเทศต่างๆ ก็จะกระทบกับไทยเช่นกัน โดยเฉพาะยางพาราที่ไทยควรต้องลดพื้นที่ปลูกอย่างจริงจัง เพราะแนวโน้มแข่งขันสูง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รายงานถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในเดือน ม.ค.2562 อยู่ที่ 18,993.9 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 5.65% ถือว่าหดตัวมากกว่าที่คาด และนับว่าเป็นการหดตัวสูงสุดในรอบ 30 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค.2559) &amp;nbsp;โดยมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอียู ผลกระทบสงครามการค้า และราคาน้ำมันดิบโลกที่อยู่ในระดับสูง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไทยในปี 2562 ไว้ที่ 4.5% โดยทิศทางการส่งออกสินค้าไทยในช่วงไตรมาสแรกจะหดตัวในช่วงติดลบ 4-8% หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 19,300-20,100 ล้านดอลลาร์&amp;rdquo; ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดดุล, ค่าเงินบาทแข็ง, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, ส่งออก, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffcdb96d89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อ ธ.ค.เพิ่ม 0.36% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยเงินเฟ้อธ.ค. เพิ่ม 0.36% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่วนปี 61 ทั้งปี เงินเฟ้อเพิ่ม 1.07% เป็นไปตามกรอบ แต่สูงสุดในรอบ 4 ปี ตั้งเป้าปี 62 โต 1.2% ภายใต้กรอบ 0.7-1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
02 ม.ค. 62 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนธ.ค.2561 เท่ากับ 101.73 ลดลง 0.65% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2561 ที่ผ่านมา แต่เพิ่มขึ้น 0.36% เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.2560 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2561 เพิ่มขึ้น 1.07% อยู่ในกรอบที่ประเมินไว้ที่ 0.8-1.6% โดยเป็นเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี นับจากปี 2557 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.89% ปี 2558 ติดลบ 0.9% ปี 2559 เพิ่ม 0.19% และปี 2560 เพิ่ม 0.66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 2561 ที่สูงขึ้น 1.07% มีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้จะเริ่มปรับลดลงในช่วงปลายปี แต่ก็ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการต่อเนื่องกับราคาน้ำมัน ส่วนราคาสินค้าเกษตร ที่ผลผลิตผันผวนตามฤดูกาล ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับอัตราค่าจ้างและรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม การกระตุ้นการใช้จ่ายและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ บวกกับการลงทุนและการส่งออกที่ดีขึ้น ได้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแนวโน้มเงินเฟ้อปี 2562 สนค. คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2% ภายใต้กรอบ 0.7-1.7% ภายใต้สมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินเฟ้อไตรมาสแรก น่าจะอยู่ที่ 0.86% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 0.98% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 1.27% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เงินเฟ้อปี 2562 มีปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ราคาพลังงานที่ยังคงผันผวน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารในประเทศ การลงทุนมีทิศทางดีขึ้น ส่งผลต่อรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง ส่วนปาล์มน้ำมันและมะพร้าว มีสัญญาณดีจากมาตรการแก้ไขปัญหา ทำให้รายได้เกษตรกรสูงขึ้น สินค้าอุตสาหกรรม มีแนวโน้มปรับขึ้นไม่มาก การส่งออกยังคงดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อกำลังซื้อ และค่าเงินบาท ที่มีผลต่อต้นทุนสินค้านำเข้า และการส่งออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25617</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, พลังงาน, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2018 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2018 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟ้อเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 0.94% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยเงินเฟ้อเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 0.94% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน แต่เพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลง คาดทั้งปีเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ 1.11-1.2% สูงสุดในรอบ 4 ปี ส่วนปี 62 คาด 0.7-1.7% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.2%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
3 ธ.ค. 61- น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนพ.ย.2561 เท่ากับ 102.40 ลดลง 0.22% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.2561 และเพิ่มขึ้น 0.94% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2560 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ส่วนเงินเฟ้อรวม 11 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 1.13% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักอาหารสดและพลังงานออก ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 0.69% เมื่อเทียบกับพ.ย.2560 และยอดรวม 11 เดือน เพิ่ม 0.71%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อเดือนพ.ย.2561 ยังคงสูงขึ้น มาจากราคาหมวดพลังงานที่เพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 แต่เพิ่มในลักษณะชะลอตัวจาก 8.11% ในเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 3.29% ในเดือนนี้ หลังจากที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลง และยังมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าหมวดอาหารสด 0.33% จากฐานราคาต่ำของข้าว เนื้อสัตว์ และไข่ไก่ ที่เป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่มากในปีก่อน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปี น่าจะอยู่ที่ 1.11% แต่จะถึง 1.2% หรือไม่ ยังต้องรอดูก่อน ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบที่ได้ประเมินไว้ที่ 0.8-1.6% และหากจบที่ 1.2% ก็จะเป็นเงินเฟ้อที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี นับจากปี 2557 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.89% ปี 2558 ติดลบ 0.9% ปี 2559 เพิ่ม 0.19% และปี 2560 เพิ่ม 0.66% ส่วนปี 2562 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 0.7-1.7% ค่ากลาง 1.2% ภายใต้สมมติฐาน จีดีพี 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23352</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำมัน, พาณิชย์, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, เงินเฟ้อ, เนื้อสัตว์, ไข่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180801/image_mid_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ส่งออกโตทุบประวัติศาสตร์ ลุ้นทั้งปีพุ่งทะลุเป้าหมาย 8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; ปลื้มส่งออกเดือน ส.ค. โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุ้นทั้งปีโตทะลุเป้าหมายที่ 8% มองบาทแข็งสะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง เงินไหลเข้า แนะผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยง ด้านกรมธุรกิจพัฒนาการค้า เปิดยอดจดทะเบียนธุรกิจเดือน ส.ค. ทรุด 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย ในเดือน ส.ค.2561 มีมูลค่า 22,794.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.68% ซึ่งเป็นมูลค่าส่งออกต่อเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการส่งออกมา ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 23,382.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.80% โดยขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 588.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และยอดรวม 8 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 169,030.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.03% นำเข้ามูลค่า 166,678.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.89% โดยเกินดุลการค้ามูลค่า 2,351.3 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ มั่นใจว่าเป้าหมาย 8% ทำได้แน่นอน และมีโอกาสขยายตัวสูงถึง 9% ได้ มีมูลค่าประมาณ 257,932 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการส่งออกในแต่ละเดือนนับจากนี้ จะต้องส่งออกได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าจะให้ไปถึง 10% ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็หนัก&amp;rdquo; น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าเงินบาทขณะนี้แข็งค่าขึ้นจากช่วงต้นปีและกลางปี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังดูแลอยู่ แต่มองอีกแง่มุมแปลว่าเศรษฐกิจไทยดี เงินจึงไหลเข้า โดยผู้ส่งออกจะต้องทำประกันความเสี่ยง และหันไปพิจารณาใช้เงินสกุลอื่นในการค้าขาย เช่น เงินหยวน และเงินบาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนผลกระทบต่อการส่งออก คงจะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่จะมีรายได้จากการส่งออกลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี &amp;nbsp;อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนส.ค. 2561 พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศจำนวน 6,446 ราย ลดลง 10% เทียบกับส.ค. 2560 โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 2.32 หมื่นล้านบาท ลดลง 51% เทียบกับส.ค. 2560 เนื่องจากฐานปีก่อนมียอดการจดทะเบียนจัดตั้งสูงขึ้นมาก เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นให้บุคคลธรรมดาเข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) 2561 อยู่ที่ 4.99 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้งช่วง 8 เดือน มูลค่า 1.92 แสนล้านบาท ลดลง 17% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดการจดทะเบียนธุรกิจเลิกกิจการเดือนส.ค. 2561 &amp;nbsp;มีจำนวน 1,740 ราย ลดลง 1% เทียบกับส.ค. 2560 โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 1.01 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% ส่วนยอดการจดทะเบียนเลิกกิจการช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) 2561 พบว่ามีจำนวน 9,717 ราย ลดลง 1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจปี 2561 คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายคือ 8 หมื่นราย ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในเกณฑ์ดี จากภาคการส่งออก รวมถึงการบริโภคภายในประเทศจากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของผู้บริโภค&amp;rdquo; นางกุลณี กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18158</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, สูงสุดเป็นประวัติการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จับตา Brexit แต่มั่นใจไทยกระทบจำกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เช็กความคืบหน้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) พบเหลือเวลาอีกประมาณ 7 เดือน ก่อนจะเริ่มมีผลในวันที่ 29 มี.ค.62 &amp;nbsp;เผยผลตรวจสอบล่าสุดกระทบไทยในวงจำกัด การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ยังไปได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงความสถานการณ์ความคืบหน้าการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit ว่า เหลือเวลาอีกประมาณ 7 เดือน ที่การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรจะเริ่มมีผลในวันที่ 29 มี.ค.2562 โดยสหราชอาณาจักรกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการออกจากสหภาพยุโรป และกรอบความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในอนาคต ซึ่งล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงในเนื้อหาได้ประมาณ 80% เช่น การรักษาสิทธิพลเมือง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านภาษี และวิธีคำนวณค่าชดเชยที่สหราชอาณาจักรต้องจ่ายให้สหภาพยุโรป จึงมีโอกาสสูงที่สองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลง Soft Brexit ได้ภายใน 29 มี.ค.2562 และหากเป็นเช่นนั้น จะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้สองฝ่ายปรับตัวอีก 21 เดือน ก่อนการแยกตัวมีผลสมบูรณ์ในวันที่ 1 ม.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อดูแลให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพแก่ประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ ให้สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เผยแพร่เอกสาร Brexit with no deal และเอกสารเชิงเทคนิคชุดแรก รวม 25 ฉบับ เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนเตรียมตัวสำหรับกรณีที่สองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ โดยเอกสารชุดนี้เป็นการให้คำแนะนำภาคปฏิบัติในด้านต่างๆ และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐมีการเตรียมความพร้อมสำหรับผลการเจรจา Brexit ทุกรูปแบบ ทั้งในด้านกฎหมาย การเพิ่มจำนวนบุคลากรภาครัฐ การรักษาความสัมพันธ์กับนานาประเทศ และงบประมาณ และรัฐบาลสหราชอาณาจักรยังให้คำมั่นว่าจะเร่งเจรจาให้ได้ข้อตกลงที่สองฝ่ายยอมรับภายในฤดูใบไม้ร่วง หรือประมาณเดือนต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ Brexit จนถึงขณะนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อไทยในวงจำกัด แม้ว่า Brexit อาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจการค้าโลก แต่ไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ การเกินบัญชีดุลสะพัดสูง และสัดส่วนเงินทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งจะทำให้รับมือกับความผันผวนภายนอกได้ แต่พบว่าในด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปยังขยายตัวได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในด้านการส่งออกของไทยไปสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) ยังคงขยายตัวได้ดีที่ 5.98% และ 8.36% ในปี 2560 และในช่วง 7 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออกไปสหราชอาณาจักรลดลงเล็กน้อย 1% แต่การส่งออกไปสหภาพยุโรป (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) เพิ่มขึ้น 12.70% &amp;nbsp;สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่ยังเติบโตดีทั้งในตลาดสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง และคาดว่าหลัง Brexit จะส่งผลต่อการส่งออกไม่มากนัก และไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการที่สหราชอาณาจักรจะมีความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายและเจรจาการค้ามากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการลงทุน พบว่า ช่วงปี 2556-2560 การลงทุนของสหราชอาณาจักรในไทย และการลงทุนของไทยใน สหราชอาณาจักรและในสหภาพยุโรปโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และในด้านการท่องเที่ยว ในปี 2560 จำนวนนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรลดลงเล็กน้อย เป็นผลจากเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปยังเพิ่มขึ้น 6.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สนค. จะยังคงติดตามสถานการณ์ Brexit อย่างใกล้ชิด เพื่อหาช่องทางกระชับความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17452</URL_LINK>
                <HASHTAG>Brexit, การค้า-ส่งออกไปอังกฤษ, การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร, พาณิชย์จับตา, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
