<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข. เปิดรับฟังความคิดเห็นแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง ครั้งที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สนข.เปิดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ระดมความเห็นจากภาครัฐเอกชนและประชาชน เดินหหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง และพัฒนาศักยภาพเมืองในภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มี.ค.62 &amp;nbsp;-นายไพรินทร์ ชูโชติถาวรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย &amp;nbsp;(พ.ศ. 2558-2565) มุ่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกโครงข่าย ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และ ทางอากาศ ให้เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว (SeamlessMobility) เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแกนหลักในการเดินทางและขนส่งของประเทศ และทำให้เกิดสถานีขนส่งหรือจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) จึงเป็นหัวใจสำคัญ ในการชี้นำการพัฒนาเมือง ชุมชน และสภาพแวดล้อม ให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญไปยังภูมิภาคตามแนวสายทาง ตลอดจนเอื้อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรม แหล่งงาน แหล่งที่พักอาศัย และกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนและการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ล่าสุดได้ ในงานสัมมนา&amp;ldquo;TODคมนาคมสร้างเมืองเมืองสร้างสุขสุขสร้างได้ครั้งที่ 2 ณโรงแรมเรือนแพรอยัลปาร์คจังหวัดพิษณุโลก &amp;nbsp;สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือสนข. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการในภาคเหนือแนวคิดและแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงรถไฟสายใหม่และรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดในการพัฒนาขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองย่านหรือชุมประโยชน์ที่ท้องถิ่นจะได้รับและความท้าทายของการพัฒนาเมืองตามแนวคิดTODในภูมิภาคและในและท้องถิ่นภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการอาทิแนวคิดการพัฒนาTODให้ประชาชนรู้จักว่าTODคืออะไรมีความหมายอย่างไรและประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาTODเป็นต้น &amp;quot;นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายไพรินทร์ กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการพัฒนาเมืองโดยรอบแนวโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่และจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อเป็นกรอบชี้นำการพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม มีระยะเวลาศึกษา 18 เดือน โดยภายหลังการสัมมนาครั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. จะดำเนินการจัดสัมมนาขึ้นอีก 3 ครั้ง ในอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.ขอนแก่น และภาคใต้ ที่ จ.สงขลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ครั้งนี้ สนข.ยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ และการสัมภาษณ์เชิงลึกต่อไป เพื่อรวบรวมข้อมูลมาประกอบผลการศึกษา การจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูง สถานีรถไฟทางคู่ ศูนย์คมนาคมขนส่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศต่อไป ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลหรือดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtod.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32510</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, ระบบราง, สถานีขนส่งมวลชน, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dbe2704912.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.จ่อคลอดกรมรางคุมค่ารถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งกรมรางนั้นขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้เห็นชอบร่างพรบ.การจัดตั้งกรมรางเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาขณะกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตัวบทกฎหมาย อาทิ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. &amp;hellip;. และการออกประกาศกฎกระทรวง ซึ่งต้องรอ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขอบเขตอำนาจของกรมรางนั้นจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล(Regulator) คล้ายกับกรมการขนส่งทางบก ส่งผลให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) รวมถึงบริษัทเอกชนเป็นเพียงผู้ประกอบการ(Operator) ภายใต้กำกับดูแลภายใต้รัฐบาลและกฎหมายที่กำหนด ดังนั้นจึงมีอำนาจควบคุมรถไฟทั่วไป รถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง อาทิ ด้านการวางแผนพัฒนาระบบราง การควบคุมมาตรฐานงานเดินรถและบริการ การพัฒนาที่ดินและพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวเส้นทาง การลงโทษผู้ให้บริการ และการกำหนดราคาค่าโดยสารเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อขั้นตอนทุกอย่างครบหมดแล้วจะเสนอครม.เพื่อขอความเห็นชอบ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ เพื่อจัดหาบุคลากรราว 203 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 176 คน และพนักงานราชการ 27 คน ควบคู่ไปกับการออกกฎหมายลูกภายใต้พรบ.การขนส่งทางราง จากนั้นจะเข้าควบคุมบริหารงานได้เต็มที่ภายในก.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธกล่าวต่อว่าสำหรับการควบคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอนาคตนั้นกรมรางจะเข้ามาดูเรื่องการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า การกำหนดค่าโดยสารที่เป็นทำโดยจัดทำมาตรฐานราคาในแต่ละสายให้มีความสอดคล้องกัน แต่ทั้งนี้ไม่มีอำนาจไปกำกับดูแลและเปลี่ยนแปลงสัญญารถไฟฟ้าที่อยู่ในสัมปทานปัจจุบันซึ่งได้ลงนามไปแล้ว อาทิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟฟ้าสายสีเขียวเขียวอ่อน-เขียวเข้ม รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นต้น ดังนั้นจึงมีผลการกำกับดูแลเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเกิดและรถไฟฟ้าสายเดิมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานอย่างสายสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวว่า ในช่วงแรกจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ไปพลางก่อนระหว่างการรอออกกฎหมายลูกเพื่อบังคับใช้ต่อไป สำหรับการสรรหาตำแหน่งผู้บริหารรวม 8 ตำแหน่งนั้นประกอบด้วย อธิบดี 1 ตำแหน่ง รองอธิบดี 1 ตำแหน่ง วิศวะกรใหญ่ 1 ตำแหน่ง และผู้อำนวยการฝ่ายอีก 5 ตำแหน่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารถไฟ, จัดตั้งกรมราง, ดูแลค่ารถไฟฟ้า, สนข., สราวุธ ทรงศิวิไล, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181108/image_big_5be3a9e13fde8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.เร่งเสนอสองแผนแก้รถติดให้นายกฯพิจารณา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2562 นายชัยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำแผนไปเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งระยะเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล &amp;nbsp;ที่มีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานตามที่รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร(กทม.)ไปบูรณาการร่วมกันโดยมี สนข. เป็นเจ้าภาพหลัก คาดว่าจะนำเสนอคณะอนุกรรมการฯภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หลังจากนั้น จะเสนอไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี รับทราบในแผนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยธรรม์ กล่าวว่าปัญหาการจราจรจะต้องนำแผนมาบูรณาการร่วมกันเพื่อให้มีหลายมิติ ซึ่งการแก้ไขปัญหาการจราจรไม่ใช่ทำได้แค่การลงทุนโครงการก่อสร้างอย่างเดียว ต้องทำยังไงให้ควบคู่กับการบริหารจัดการกับสิ่งที่มีอยู่คือถนนและโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับกรอบที่รัฐบาลให้ไว้ คือให้ดูในแผนภาพรวม ซึ่งสนข.จึงดูทั้งมิติของสิ่งที่ต้องก่อสร้างขึ้นและสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ ถ้ามองย้อนไปปัญหาการจราจรในกรุงเทพและปริมณฑล สาเหตุหลักเกิดจาก 1.ปริมาณรถที่เยอะขึ้น 2.ถนนที่มีจำกัด ประกอบกับเราเพิ่งจะเปลี่ยนจากโหมดให้คนใช้รถมาใช้ระบบขนส่งมวลชนให้มากขึ้นโดยการสร้างรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นเราจะมองทั้งสองมิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่จะนำเสนอจะเอาถนนที่จำเป็นคือถนนที่สร้างไว้แล้วแต่ยังเป็นคอขวด และยังมีมิสซิ่งค์ลิงค์ที่ยังไม่เชื่อมกันที่เป็นตัวบล็อคตรงนี้ต้องมาเคลียร์นี่คือแผนที่จากนำเสนอมีสองมิติคือ 1.เพิ่มถนนเท่าที่จำเป็นควบคู่ไปกับการที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับมาตรการต่างๆที่จะทำให้ถนนมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือระบายรถได้คล่องท่อไม่ตัน และ2.ลดปริมาณรถยนต์ลงบนท้องถนนคือมุ่งเน้นให้คนหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือระบบรถไฟฟ้าให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่ต้องทำควบคู่ในข้อที่สองคือการก่อสร้างอาคารและลานจอดรถ ที่มีประสิทธิภาพโดยการทำในส่วนรอบนอกเมืองโดยที่คนไม่ต้องขับรถมาในเมืองนอกจากนี้ยังต้องมีสกายวอล์คสิ่งนี้มีความจำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น จากนี้ยังรวมไปถึงตรอกซอยออกซอยต่างๆที่รถยังไม่สามารถทะลุไปถึงตรงนี้ตรงมาดู&amp;rdquo;นายชัยธรรม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมิติถนนที่จำเป็น หากมองย้อนไปในอดีตการแก้ปัญหายังไม่ทะลุ สิ่งที่ต้องมาดูคือจุดไหนที่มีรถติดมากๆต้องแก้ไขปัญหาตรงจุดนั้นๆทั้งนี้หลังจากแผนนี้บรรจุเข้าใน คจร. ก็ทำเหมือนรถไฟฟ้าแผนนี้ต้องอยู่ไปตลอด จะหยุดไม่ได้&amp;nbsp;
ทั้งนี้ในส่วนของแนวระเบียงเส้นทางที่มีปัญหาการจราจรรถติดหนักมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่ามี 9 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.วงแหวนรัชดาภิเษก 2.มอเตอร์เวย์สาย 7 - ทางด่วนพิเศษศรีรัช 3.ถนนประเสริฐมนูกิจ-งามวงศ์วาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทางด่วนขั้นที่ 1 ต่างระดับอาจณรงค์ 5.ทางด่วนขั้นที่ 1 ช่วงสะพานพระราม 9-พระราม 2 6.สะพานตากสิน ช่วงราชพฤกษ์-กัลปพฤกษ์ 7.คู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี-สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า 8.ทางพิเศษฉลองรัช-วงแหวนลำลูกกา 9.ถนนราชพฤกษ์ ช่วงชัยพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาจราจรต่อเนื่องในเส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรถฟ้า 3 เส้นทาง ได้แก่ 10.ถนนติวานนท์-แจ้งวัฒนะ-รามอินทรา ที่อยู่ระหว่างสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 11.ถนนรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์-เทพารักษ์ สร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และ 12.ถนนพระราม 9-รามคำแหง สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชงแผนแก้รถติด, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4e727e4f249.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่น สนใจลงทุนสายสีแดงต่อขยายช่วง &#039;ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา&#039; 2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ญี่ปุ่น&amp;quot;สนลงทุนสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 หมื่นล้าน เล็งเฟสแรกเปิดใช้ฟรีเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนปลายปี 63 ลุยศึกษาพัฒนาศิริราช-รังสิต จุดเชื่อมขนส่ง เสนอตั้งบอร์ดระบบรางเมืองหลวงกำกับแผนพัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายมูลค่า 2.42 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 1.02 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 7.46 พันล้านบาท และรถไฟฟ้าสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ วงเงิน 6.57 พันล้านบาท นั้นสภาพัฒน์จะทำการประชุมพิจารณาภายในช่วงปลายเดือนนี้หากได้รับความเห็นชอบจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายในเดือนหน้าเพื่อเปิดประมูลโครงการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้นอยู่ระหว่างศึกษามีทั้งการเปิดประมูลทั่วไปและการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพีพีพี ซึ่งทางเอกชนคู่สัญญาด้านการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีแดงเฟสแรกอย่างกลุ่มร่วมค้า MHSC (บริษัท MITSUBISHI Heavy Industrial Ltd บริษัท Hitachi และ บริษัท Sumitomo Corporation) นั้นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้การเดินรถมันไหลลื่นไม่ต้องเปลี่ยนขบวนใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนด้านความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน ม.ค. 2564 โดยจะเป็นการทดลองเปิดเดินรถให้ประชาชนใช้บริการฟรีก่อนในช่วงเดือนธ.ค. 2563 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ก่อนเริ่มเก็บอัตราค่าโดยสารจริงในเดือน ม.ค. ต่อไป ส่วนด้านความคืบหน้าสัญญาที่ 3 งานระบบราง อาณัติสัญญาณ และขบวนรถไฟฟ้า วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาทนั้นบริษัทคู่สัญญาคือกลุ่มร่วมค้า MHSC (มิตซูบิชิเฮฟวี่-ฮิตาชิ-สุมิโตโม) ผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นแจ้งว่าขณะนี้ได้ทำการผลิตตัวรถแล้ว คาดว่าจะส่งมอบทั้งหมดได้ภายในเดือน มิ.ย. 2563 เพื่อทำการทดสอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธกล่าวต่อว่าสนข.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถไฟชานเมืองเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางไปยังเขตเมืองชั้นในดังนั้นจึงต้องเร่งศึกษาแผนพัฒนาระบบเชื่อต่อตามสถานีขนาดใหญ่ของรถไฟสายสีแดงเพื่อให้รองรับปริมาณการเดินทางที่เหมาะสมรวมถึงพัฒนาจุดจอดแล้วจรอีกด้วย โดยเฉพาะสถานีศิริราชที่จะต้องมีการทำเป็นสถานีเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าสายสีส้มและสถานีรังสิตที่มีกลุ่มประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสนข.จะเสนอกระทรวงคมนาคมให้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการระบบรางในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล ตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลแผนพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยเริ่มจากสายสีแดงเป็นเส้นทางแรก สำหรับคณะกรรมการดังกล่าวจะประกอบด้วยหน่วยงานในกระทรวงอย่างเช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)และบริษัทผู้รับเหมาเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)แจ้งถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง26.3 กม. ภาพรวมคืบหน้าไปแล้ว 60% มีทั้งหมด3สัญญา โดยสัญญาที่1 งานสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง ก่อสร้างโดยกลุ่มกิจการร่วมค้า SU (บมจ.ซิโน-ไทยฯ และ บมจ.ยูนิคฯ) มีผลงานกว่า 70% ตามสัญญาจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย. 2562 สัญญาที่ 2 งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับและระดับพื้นงานสถานี 8 แห่งและถนนเลียบทางรถไฟ ก่อสร้างโดย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ปัจจุบันคืบหน้า 99 % แต่มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ sky walk จำนวน 12 แห่งที่ยังมอบให้ไม่ครบ เช่นสถานีดอนเมือง หลักสี่ การเคหะฯ ทุ่งสองห้อง บางเขน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้การรถไฟฯได้ดำเนินการเร่งเจรจากับเจ้าของพื้นที่เพื่อดำเนินการติดตั้งsky walk ให้ครบทั้ง2ด้าน แล้วเสร็จเดือน ก.ย. 2562ส่วนสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกล และจัดหาตู้รถไฟฟ้า คืบหน้าไปแล้ว 25% อาจมีการการขยายเวลาออกไปเนื่องจากเพิ่งเริ่มงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งต่อว่าส่วนกรณีที่ผู้รับเหมาจะขอขยายเวลา ในส่วนของสัญญาที่ 1 และ 2 เพิ่มขึ้นนั้นคาดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาการเข้าพื้นที่ในสัญญาที่1แะละ2 เข้าได้หมดแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ และทางรถไฟสายหลัก เพราะผู้รับเหมามีหน้าที่จะต้องเร่งรัดงานให้เสร็จตามเป้าหมายที่การรถไฟตั้งเป้าเปิดให้บริการ ส่วนที่มีการขอขยายวงเงินการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท นั้นอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.พิจารณาอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20007</URL_LINK>
                <HASHTAG>งช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช, ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา, ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์, นักลงทุนญี่ปุ่น, สราวุธ ทรงศิวิไล, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a428c8cfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าที่ปลัดคมนาคม ฝากงาน ผอ.สนข.คนใหม่เร่งแก้ปัญหาจราจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชัยวัฒน์&amp;rdquo; มั่นใจ ผอ.สนข.คนใหม่ ขับเคลื่อนนโยบายได้ ฝากงานเร่งแก้ปัญหาจราจร เดินงานตามแผนแม่บทระยะ 8 ปี ห่วงสานงานไฮสปีดไทย-จีน ด้าน &amp;ldquo;สราวุธ&amp;rdquo; รับลูก พร้อมลุยงานเต็มที่ รับเป็นเรื่องท้าทาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมและโฆษกกระทรวงฯ จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ. สนข.คนใหม่นั้นต้องการให้สานต่อแก้ไขปัญหาด้านจราจร ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงต้องการให้เร่งรัดโครงการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 8 ปี (ปี 2558-2565)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ให้เดินหน้าโครงการตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;(แอคชั่นแพลน) ปี 2562 รวมทั้งผลักดันกฎหมายด้านการขนส่งของแต่ละหน่วยงานด้วย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ........และ ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ......... ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ ผอ.สนข.คนใหม่นั้นยังเป็นห่วงเรื่องโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน เนื่องจากมีรายละเอียดของโครงการ โดยเฉพาะทางด้านเทคนิคกับฝ่ายจีนจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจะเข้ามาช่วยพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นโครงการที่ได้มีส่วนร่วมมาตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมั่นใจว่านายสราวุธจะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการและนโยบายของ สนข. ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่กังวล เพราะมีทีมงาน ของ สนข. ที่คอยสนับสนุนให้ข้อมูลมาตลอด และนายสราวุธเป็นคนเก่ง มีความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะงานด้านการคมนาคมและขนส่ง ผมเชื่อว่านายสราวุธจะนำพื้นฐานทางด่านวิศวกรมาประยุกต์ใช้กับงานที่ สนข. แต่หลังจากนี้ต้องการให้นายสราวุธ มีบทบาทมายืนแถวหน้าต้องสามารถพรีเซนการดำเนินงานของ สนข. ได้&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งตนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สนข. หากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ ยอมรับว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นงานที่ท้าทาย แต่เชื่อว่าทั้งบุคคลของ สนข. ผนวกกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนในฐานะที่ดำรงตำแหน่งราชการกระทรวงคมนาคมและผู้อำนวยการศูนย์ปลอดภัยคมนาคมเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนแผนงานของ สนข. ให้สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนข. มีบทบาทที่ชัดเจนและถือว่ารุ่งเรืองมากที่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์และแผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะทั้งประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจราจรทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัยที่จะทำให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน สามารถเชื่อมต่อการเดินทางให้ใช้งานได้จริงครอบคลุมทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากนี้จะต้องกล้าฟันธงในโครงการต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ด้านระบบคมนาคมขนส่ง เพราะถ้าช้าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา มาเลเซีย และสิงคโปร์ จะนำโครงการไปปฏิบัติซึ่งตนต้องกล้าตัดสินใจมากขึ้น ภายใต้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ทำงานที่ สนข. ที่จะได้วางแผนระบบขนส่งในอนาคตของประเทศ และมองว่างาน สนข. งานใหญ่และท้าทายมาก&amp;rdquo; นายสราวุธกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเน้นแผนแม่บทระบบขนส่งในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะให้การจราจรเกิดความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น ในขณะนี้ สนข. ได้ทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (อจร.) ทั้ง 76 จังหวัด เพื่อกำหนดเส้นทางและความปลอดภัย ถือเป็นการบูรณาการระหว่างกระทวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสราวุธ กล่าวว่า สำหรับภาระกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นห่วงเรื่องระบบการขนส่งทางน้ำ เนื่องจากยังมีการใช้งานไม่เต็ม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือฝั่งอ่าวไทยเชื่อมต่อกับฝั่งอ่าวไทย รวมทั้งมีคู่แข่งจากต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่ระบบขนส่งทางบก ทางราง และทางอากาศ เชื่อว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน โดยเฉพาะระบบรางที่รัฐบาลให้ความสำคัญและมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะนี้รถไฟฟ้าที่ให้บริการประชาชนในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน และอนาคตหากสร้างรถไฟฟ้าครบ 10 สาย จะทำให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบไฟฟ้ามากขึ้นถึง 3-4 ล้านเที่ยวต่อวัน รวมทั้งในภูมิภาคด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน้าที่ ของ สนข. จะต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้มีความเหมาะสมเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ อาทิ การขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) โครงการรถไฟทางคู่ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, สนข., สราวุธ ทรงศิวิไล, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bc41af1b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.สรุปแผนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข.เดินหน้าสรุปผลศึกษาสร้างรถไฟฟ้าสีน้ำตาล ช่วงแคราย &amp;ndash; ลำสาลี เบื้องต้นผลสรุปจะต้องก่อสร้างทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนบนสายทางเดียวกัน โดยสายสีน้ำตาลจะเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 7 สาย คาดเปิดใช้ปี 68 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.61-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 การสรุปผลการศึกษาโครงการ การศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย &amp;ndash; ลำสาลี (บึงกุ่ม) จากเสาตอม่อของโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ที่มีการก่อสร้างเสาตอม่อเตรียมไว้แล้วบนแนวกึ่งกลางถนนประเสริฐมนูกิจ (ถนนเกษตร &amp;ndash; นวมินทร์) ซึ่งกระทรวงมีแนวคิดที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล โดยใช้เสาตอม่อดังกล่าวให้เกิดประโยชน์และมอบหมายให้ สนข.ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมครอบคลุมครบทุกมิติ โดยผลศึกษาได้ข้อสรุปว่ามีความเหมาะสมที่จะพัฒนาทั้งระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) และทางพิเศษ (ทางด่วน) บนแนวสายทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบรูปแบบการพัฒนาทั้งระบบรถไฟฟ้าและทางด่วนตามที่ สนข. เสนอ ประกอบด้วยระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย &amp;ndash; ลำสาลี (บึงกุ่ม) และทางด่วนขั้นที่ 3 &amp;nbsp;สายเหนือ ตอน N2 ส่วนเชื่อมต่อถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก และส่วนทดแทน N1 เนื่องจากแนวถนนรัตนาธิเบศร์ งามวงศ์วาน และประเสริฐมนูกิจ เป็นแนวเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันตกกับพื้นที่ฝั่งตะวันออกของถนนวงแหวนรอบนอก การพัฒนาเฉพาะระบบรถไฟฟ้าจึงไม่เพียงพอสำหรับรองรับการเดินทางอื่น ๆ ที่ต้องผ่านแนวเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมีทั้งการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลและการขนส่งสินค้า &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นเส้นทางทดแทนในกรณีที่โครงข่ายถนนระดับพื้นดินไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เกิดอุทกภัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้า 7 สาย สถานีศูนย์ราชการนนทบุรีเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีชมพู สถานีบางเขนเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง &amp;nbsp;สถานีแยกเกษตรเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีฉลองรัชเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเทา และสถานีลำสาลีเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีส้ม โดยจะมีการก่อสร้างอาคารจอดแล้วจรที่แยกบางกะปิ เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนระบบทางด่วน จะเป็นการต่อขยายแนวทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และส่วนต่อขยายไปยังถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก เชื่อมต่อทางยกระดับอุตราภิมุข &amp;ndash; ทางพิเศษศรีรัช &amp;ndash; ถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตกที่ต่างระดับรัชวิภา เพื่อเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบทางพิเศษระหว่างพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพมหานคร โดยแนวโครงการจะเริ่มต้นจากถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออกมาตามแนวถนนประเสริฐมนูกิจ ผ่านแนวคลองบางบัว คลองบางเขน แล้วเลียบขนานไปตามแนวถนนวิภาวดีรังสิต จนถึงทางแยกต่างระดับรัชวิภา รวมระยะทางประมาณ 17.2 กม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16002</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e37d22c2dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 23:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนาไปเรื่อยๆ คมนาคมเคาะปรับระบบตั๋วร่วมเป็นบัตรเครดิตการ์ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟเขียว พัฒนาระบบตั๋วร่วมเป็นบัตร EMV ยืนยัน1 ต.ค.61 พร้อมให้บริการ 3 ระบบรถสาธารณะ คาดเปิดใช้สมบูรณ์ทุกโครงการใน ธ.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการระบบตั๋ว ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) &amp;nbsp;พัฒนาเทคโนโลยีระบบใหม่ระบบสากล (EMV (Master Card และ Visa Card) มาใช้กับระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะมีความทันสมัยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระบบ EMV เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระบบตั๋วร่วมจากแมงมุม 2.0 เดิม ที่ต้องซื้อจากตู้และมาเติมเงิน มาเป็นแมงมุม 4.0 ที่ใช้บัตรที่ธนาคารออก (Master Card และ Visa Card) ซึ่งมอบหมายให้ รฟม.จะต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะรวบรวมรายละเอียดในการใช้ระบบ EMV และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติในการนำเทคโนโลยี EMV สำหรับระบบตั๋วร่วมตั้งแต่เริ่มต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อใช้เทคโนโลยีใหม่จะมีการออกแบบซอฟต์แวร์ และปรับปรุงเครื่องอ่านบัตร ซึ่งตามระบบแมงมุม 2.0 เดิม สนข.ได้ออกแบบไว้แล้ว เมื่อเป็น 4.0 จะมุ่งไปที่เทคโนโลยีนี้ จากการประเมินพบว่าค่าลงทุน ค่าบริหาร ค่าดูแลระบบ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ของเทคโนโลยี EMV จะลดลงเหลือ 2,000 ล้านบาท จากระบบแมงมุม 2.0 เดิม ที่มีค่าลงทุนและบริหารจัดการที่ 4,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เทคโนโลยี EMV นอกจากจะทันสมัย สะดวกรวดเร็ว และไม่มีต้นทุนในการผลิตบัตรแมงมุมเหมือนเดิม เพราะระบบ EMV สามารถรองรับบัตรต่างๆ ที่มีใช้งานทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันระบบ EMV มีใช้แล้วที่ลอนดอน และสิงคโปร์ และพบว่าอีก 127 เมือง กำลังพัฒนาตั๋วร่วมของตัวเองเป็น ระบบ &amp;nbsp;EMV&amp;quot; นายชัยวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้กำหนดกรอบเวลาในการให้บริการ ช่วงแรก วันที่ 1 ต.ค.61 โดยจะให้บริการในส่วนของบัตรแมงมุมเดิมที่มีการผลิตไว้แล้ว 2 แสนใบ กับระบบรถเมล์ 2,600 คัน, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน MRT, รถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ โดยจะใช้รูปแบบคล้ายกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง รฟม.จะไปพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการบัตรแมงมุม 2 แสนใบ และในเดือนธ.ค.62 จะเปิดใช้ระบบ EMV ได้สมบูรณ์ในทุกโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวว่า ระบบดังกล่าวคาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณาได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อระบบเสร็จสำบูรณ์ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6419</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, คมนาคม, ค่าโดยสาร, ตั๋วร่วม, บัตรเครดิต, บัตรแมงมุม, รถไฟฟ้า, รฟม., สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f7d09c960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
