<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ.ชี้มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลยอดใช้ปาล์มน้ำมัน -เอทานอลลดลง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค.2563 นายวัฒนพงษ์ &amp;nbsp;คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ติดตามสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ในช่วงวันที่ 25-31 พ.ค. 63 คาดการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน เดือน พ.ค. และมิ.ย. จะอยู่ที่ประมาณ 1.67 และ 1.56 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 10.83 จากปีที่แล้ว ส่วนเอทานอลภาคเชื้อเพลิงในเดือนเม.ย. อยู่ที่ 2.80 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากเดือน มี.ค. ประมาณ 1.17 ล้านลิตรต่อวัน โดยมาตรการ &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; ทำให้การใช้รถยนต์เพื่อเดินทางลดลง ส่งผลทำให้การใช้เอทานอลที่เป็นส่วนผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ไบโอดีเซล (B100): ราคาน้ำมันไบโอดีเซลอ้างอิงเฉลี่ย วันที่ 25-31 พ.ค. 63 อยู่ที่ 25.16 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.15 &amp;nbsp;บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 18-22 พ.ค. 2563 อยู่ที่ 3.10 - 3.30 บาทต่อ กก. โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 20.5 &amp;ndash; 21.25 บาทต่อ กก. ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบรวม ณ สิ้นเดือน เม.ย. ประมาณ 251,369 ตัน สูงขึ้นจากเดือน มี.ค. ประมาณ 48.70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ประมาณการผลผลิตปาล์มน้ำมัน เดือน พ.ค. และมิ.ย. จะอยู่ที่ประมาณ 1.67 และ 1.56 ล้านตัน ตามลำดับ ลดลงร้อยละ 10.83 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กรมการค้าภายใน คาดความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคไตรมาสที่ 2 ปี 63 อยู่ที่ประมาณ 70,000-85,000 ตัน/เดือน ความต้องการน้ำมันบรรจุขวดในธุรกิจร้านอาหารที่มีแนวโน้มจะลดลง จากมาตรการ lockdown&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ณ สิ้นเดือน มี.ค. ปริมาณการผลิตไบโอดีเซล 4.83 ล้านลิตร/วัน และปริมาณการใช้ไบโอดีเซล 5.32 ล้านลิตร/วัน โดยอยู่ในช่วงการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ราคาวัตถุดิบ CPO ที่ตลาดมาเลเซียอยู่ที่ 16.46 บาทต่อกก. และเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ทำให้มาเลเซียประกาศเลื่อนกำหนดการการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 เป็นน้ำมันฐาน ออกไปเป็นเริ่มเดือน ก.ย. 62 โดยคาดว่าจะปรับมาใช้ทั่วประเทศภายใน 15 มิ.ย. 64
สถานการณ์ราคาเอทานอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอทานอล ราคาเอทานอลอ้างอิง ในเดือนพ.ค. 2563 อยู่ที่ 23.28 บาทต่อลิตร โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน เนื่องจากเป็นราคาซื้อขายแบบระยะยาวของผู้ค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;o โรงงานเอทานอลที่ผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 26 โรง มีกำลังการผลิตรวม 6.10 ล้านลิตรต่อวัน ผลิตจริงในเดือนมี.ค. อยู่ที่ 4.49 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากเดือนก.พ. 0.65 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการใช้ในเดือนเม.ย. อยู่ที่ 2.80 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากเดือนมี.ค.ประมาณ 1.17 ล้านลิตรต่อวัน จากมาตรการ &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; ทำให้การใช้รถยนต์ในการเดินทางลดลง ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดลง และการใช้เอทานอลลดลงไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;o ปริมาณการใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือในเดือนเม.ย. อยู่ที่ 0.52 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.15 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67043</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนพงษ์  คุโรวาท, สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb226f59cdbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2020 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2020 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ . คาดการใช้พลังงานปี 2563 จะเพิ่มขึ้น 1.8%    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สนพ . ชี้แนวโน้มการใช้พลังงานขั้นต้นปี 2563 จะเพิ่มขึ้น 1.8% อย่างต่อเนื่องทุกประเภท ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 63 - นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดเผยถึงแนวโน้มการใช้พลังงานปี 2563 &amp;nbsp;ว่า &amp;nbsp;สนพ. ได้มีการพยากรณ์โดยอ้างอิงสมมุติฐานด้านเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันดิบ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง มาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้พลังงาน โดยสภาพัฒน์ฯ มองว่าในปี 2563 จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 2.7 - 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;(1) แรงส่งจากแนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งในแง่ของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน
&amp;nbsp;(2) การปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ ของการส่งออก ภายใต้การปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;(3) การดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับอัตราการแลกเปลี่ยนในปี 2563 จะมีค่าใกล้เคียงกับปีก่อน มีค่าอยู่ในช่วง 30.5 - 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน สภาพัฒน์ฯ และหลายๆ สำนัก มองว่าจะไม่แตกต่างจากราคาน้ำมันดิบในปีนี้มากนัก เนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศผู้บริโภค เช่น &amp;nbsp;สหรัฐ จีน และญี่ปุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากสมมุติฐานดังกล่าว จะส่งผลให้การใช้พลังงานขั้นต้นในปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 จากการเพิ่มขึ้นของน้ำมัน ถ่านหิน/ลิกไนต์ พลังงานทดแทน ไฟฟ้านำเข้า และก๊าซธรรมชาติ ขณะที่การใช้พลังงานไฟฟ้าของ ปี 2563 เพิ่มขึ้น 2.6% จากปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ การส่งออกที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ มาตรการการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการลงทุนภายใต้โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามในช่วงนี้คงต้องจับตาสถานการณ์เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้นถึง 6% จากเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ซึ่งอยู่ที่ 65.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 69.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในวันที่ 6 มกราคม 2563 ซึ่ง สนพ. จะคอยติดตามและประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54009</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนพงษ์ คุโรวาท, สนพ., สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e14307c49b36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สนพ.เลิกหนุนลงทุนปั๊มชาร์จรถอีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนพ.ประกาศปิดรับสมัครเอกชนร่วมโครงการหนุนลงทุนปั๊มชาร์จรถอีวี จากกองทุนอนุรักษ์ฯ หลังเปิดให้ยื่นมา 6 รอบ ได้เพียง 80 หัวจ่าย จากที่ตั้งเป้า &amp;nbsp;150 หัวจ่าย ชี้เหตุมีจำนวนมากพอพร้อมประชาชนไม่จำเป็นต้องรับอุดหนุนจากกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค. 2562 - นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายหลังแถลงจัด จัดงาน ASEAN Sustainable Energy 2019 ครั้งที่ 29 ว่าคืบหน้าโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า(ชาร์จจิ้ง สเตชั่น) สำหรับหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชนรองรับยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ภายใต้การดำเนินงานโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ว่า ตั้งแต่เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าโครงการเมื่อเดือน ต.ค.2559 จนถึงปัจจุบันมีจำนวนสถานีมากพอแล้ว จึงเตรียมจะปิดรับสมัครเร็วๆ นี้ เพราะเอกชนสามารถลงทุนติดตั้งสถานีได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องของบสนับสนุนจากรัฐ หรือขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่เปิดรับสมัครเข้าโครงการ 6 รอบมีผู้สนใจยื่นขอรับเงินสนับสนุนประมาณ 80 -81 หัวจ่าย แม้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 หัวจ่ายในปีนี้ ซึ่งปรับลดลงจากเป้าหมายเริ่มต้นโครงการตั้งไว้ที่ 150 หัวจ่าย แต่เมื่อจบการเปิดยื่นให้รอบที่ 6 ในปีนี้ ก็จะไม่เปิดโครงการรอบใหม่ ดังนั้นงบประมาณส่วนที่เหลือคงจะต้องส่งคืนกองทุนฯ&amp;rdquo;นายวัฒนพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือพีดีพี 2018 (ปี 2561-80) มีแผนจัดหาไฟฟ้ารองรับรถยนต์อีวีที่คาดจะมี 1.2 ล้านคันตลอดแผน ซึ่ง สนพ.ยังคงติดตามจำนวนรถอีวีอย่างใกล้ชิดว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดในแต่ละปี เพื่อให้การจัดหาไฟฟ้ารองรับได้ทัน รวมทั้งจะมีการทบทวนแผนพีดีพีทุก 3-5 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, ชาร์จจิ้ง สเตชั่น, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, สนพ., สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdbda03c004b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หาร 2 กระหึ่มโซเชียล สร้างปรากฏการณ์ยอดวิวพุ่ง 6 ล้านกว่าวิว  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กลายเป็นกระแสกระหึ่มทั้งโซเชียลอยู่ในขณะนี้สำหรับคลิปรณรงค์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันในชื่อชุด &amp;ldquo;วัฒนธรรมหาร 2&amp;rdquo; &amp;hellip;โอ ฮะ โอ ฮะ โอ่ ฮะ โอ&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กลายเป็นกระแสกระหึ่มทั้งโซเชียลอยู่ในขณะนี้สำหรับคลิปรณรงค์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันในชื่อชุด &amp;ldquo;วัฒนธรรมหาร 2&amp;rdquo; &amp;hellip;โอ ฮะ โอ ฮะ โอ่ ฮะ โอ&amp;hellip; ของโครงการรวมพลังหาร 2 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน &amp;nbsp;ที่หลังจากหลังจากปล่อยคลิปไม่ทันไรก็มียอดรับชมทั้งช่องทาง YouTube และ Facebook &amp;nbsp;ช่องทางหลักของเพจรวมพลังหาร 2 รวมทุกช่องทางกันทะยานขึ้น &amp;nbsp;6 ล้านกว่าวิว จากช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ยอดรับชมทุกช่องทางและยังคงทะยานขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด ในขณะเดียวกันที่โครงการฯ &amp;nbsp;มาถูกจังหวะในช่วงราคา &amp;lsquo;น้ำมัน&amp;rsquo; ขาขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนถึงประเด็นนี้พร้อมเกิดการแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องราวในคลิปวัฒนธรรมหาร 2 ชุดล่าสุด มุ่งสร้างความตระหนักและชี้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องมาร่วมกันสร้างวัฒนธรรมประหยัด วัฒนธรรมหาร 2 ด้วยการลดใช้พลังงานส่วนเกินที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันผ่านกลุ่มคนทํางานออฟฟิศด้วยวิธีการใช้ร่วมกัน, อยู่ร่วมกัน, และใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ โดยคลิปจะเป็นแนวเพลงสนุกๆ ไม่เครียด เนื้อได้นำเสนอแนวทางการประหยัดน้ำมันด้วย 5 ไอเดีย และกระตุกให้ฉุกคิดคนดูด้วยป้ายชูข้อความอย่าง &amp;ldquo;กลับบ้านด้วยกันมั้ย&amp;rdquo;, &amp;ldquo;สั่งข้าวมากินด้วยกันนะ&amp;rdquo;, &amp;ldquo;มานั่งทำงานด้วยกันมั้ย&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ประชุมออนไลน์วันนี้&amp;rdquo; เป็นต้น พร้อมนำทำนองเพลงพื้นบ้านมาประยุกต์เป็นเพลงใหม่เพิ่มย้ำข้อความสำคัญ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ร่วมกัน ยิ่งประหยัดชัวร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มคนที่แชร์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคลิปรณรงค์นี้ จะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดียโดยเสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับ 5 ไอเดียการประหยัดน้ำมันที่โครงการฯ ได้นำเสนอผ่านทางคลิป &amp;ldquo;วัฒนธรรม หาร 2&amp;rdquo; อีกทั้งเกิดการตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของวิธีการใช้ร่วมกัน &amp;nbsp;โดยการใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวที่มีอยู่ซึ่งหลายคนต่างยอมรับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ง่ายๆ &amp;nbsp;สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอให้จับมือรณรงค์ร่วมกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานได้อย่างแท้จริง อาทิ ร่วมกันปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ รัฐควรส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าและแก้ปัญหารถติด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กระแสคลิปรณรงค์ยังได้สร้างความน่าสนใจเป็นอย่างมากจนมีเหล่าคนดังหลากหลายวงการที่ตบเท้าขานรับแนวคิด &amp;ldquo;ประหยัดน้ำมันเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ&amp;rdquo; ที่ต้องเริ่มทำอย่างจริงจัง และร่วมเกาะกระแส &amp;ldquo;ชวนกันแชร์ แบ่งกันใช้&amp;rdquo; พร้อมโพสต์แชร์ไอเดียการประหยัดน้ำมันช่วยชาติลงในพื้นที่โซเชียลของตนเอง อาทิ &amp;ldquo;ดีเจนุ้ย&amp;rdquo;-ธนวัฒน์ และ &amp;ldquo;หมอหมอแล็บแพนด้า&amp;rdquo; โพสต์คลิปแนะไอเดียชวนกันแชร์ แบ่งกันใช้ ด้วยวิธี Carpool ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน, &amp;ldquo;ดีเจต้นหอม&amp;rdquo;-ศกุนตลา และ &amp;ldquo;น้าเน็ก&amp;rdquo; ที่ชวนกันแชร์ แบ่งกันใช้ด้วยไอเดีย Delivery, &amp;ldquo;ป้าตือ-สมบัษร&amp;rdquo; แชร์ไอเดีย ด้วยการหอบงานรวมทีมไปนั่งล้อมวงประชุมเปลี่ยนบรรยากาศทำงานที่ Co-Working Space หรือแม้แต่เพจดังอย่าง &amp;ldquo;เจ๋อโบ กวนจีน&amp;rdquo; ที่เกาะกระแสอัดคลิปสอนคำศัพท์ภาษาจีนชวนลูกเพจรู้จักวัฒนธรรมหาร 2 ผ่านการใช้แอปพลิเคชัน VDO Conference อีกหนึ่งทางออกช่วยชาติประหยัดน้ำมัน เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งทำให้เป็นที่ฮือฮาโดยมียอดวิวรวมกว่า 5.1 แสนวิวแล้วในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามแนวทางการประหยัดน้ำมันที่โครงการรวมพลังหาร 2 มุ่งหวังให้ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดเพื่อช่วยกันประหยัดน้ำมันเพราะเชื่อว่าขอเพียงคนไทยหันมาให้ความสำคัญอย่ามองแค่ว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวแต่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชาติได้ตรงกับแนวคิด &amp;ldquo;ยิ่งใช้ร่วมกัน ยิ่งประหยัดชัวร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22918</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปกระหึ่มโซเซียล, วัฒนธรรมหาร 2, สนพ., สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181127/image_mid_5bfd2651cc2b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ.ยันกองทุนอนุรักษ์ไร้การแทรกแซง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนพ.ยันกองทุนอนุรักษ์พลังงานไร้การแทรกแซง แต่ระดมคนเข้าไปช่วยทำงาน ดูแลโครงการเบิกงบปี 62 ตามระเบียบใหม่ ที่ยุ่งยากกว่า ชี้ไม่มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ขั้นตอนอนุมัติต้องผ่าน 3 คณะทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2561 - นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงกรณีการจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2562 ว่ายืนยันว่าไม่มีการแทรงแซงการทำงานของหน่วยงานเดิม ที่มีสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(ส.กทอ.) ดำเนินการอยู่ แต่เป็นการระดมคนเข้าไปช่วยทำงานเพื่อบริหารจัดการกองทุนฯ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบใหม่ของการใช้เงินกองทุน โดยจะแบ่งเป็น 2 ทีม ได้แก่ทีมที่ 1 คือ ส.กทอ. ที่จัดการรับผิดชอบกองทุนฯ งบปี 2561 ส่วนเพิ่มเติมภายใต้ &amp;ldquo;โครงการไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; และทีมที่ 2 รับผิดชอบในส่วนกองทุน ของปีงบประมาณ 2562 ที่จะต้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามระเบียบใหม่ของกองทุนฯ กำหนดว่า หน่วยงานที่ต้องการขอใช้งบกองทุนจะต้องมายื่นเสนอกับ ส.กทอ. โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านหน่วยกู้เบิกที่ประจำอยู่ สนพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และจะต้องใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการยื่นเสนอ ที่มีขั้นตอนเยอะกว่าเนื่องจากตองมีการเตรียมเอกสารควบคู่กันไป จึงส่งผลให้รองรับปริมาณโครงการได้เยอะขึ้น โดยกำหนดใช้กับการเบิกของบในปี 2562 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อำนาจในการพิจารณากลั่นกรองต้องผ่าน 3 คณะทำงานหลัก ได้แก่ คณะกรรมการกลั่นกรองงและพิจารณากองทุนที่มี ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ก่อนจะส่งให้อนุกรรมการกองทุนฯ ที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และให้คณะกรรมการกลั่นกรองกองทุนฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีบริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนเกี่ยวของกับการพิจารณากองทุน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีบริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนเกี่ยวของกับการพิจารณากองทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากที่มีการอ้างชื่อบริษัทเอกชนว่าเข้ามามีบทบาทในการพิจารณากองทุน ที่จริงแล้วเป็นที่ปรึกษาที่ สนพ. จ้างเข้ามาเพื่อติดตาม ประเมินผล และเตรียมเอกสาเพื่อทำการเบิกจ่ายงบในโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น แต่ไม่มีสิทฺที่จะเข้ามามีอำนาจใรการพิจารณากองทุน&amp;rdquo;นายทวารัฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการเปิดรับสมัครโครงการที่จะเข้ามาใช้งบประมาณปี 62 แล้วประมาณ 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. เป็นต้นมา มีโครงการที่เสนอมาทั้งสิ้น 956 โครงการ จาก 343 หน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีโครงการใดตกการตรวจสอบไป ซึ่งการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการติดตามโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทั้งนี้ในอนาคตยืนยันว่าไม่มีความเป็นจำเป็นที่จะต้องมีทีมทำงานด้านกองทุน 2 ทีมแล้ว ซึ่งอาจจะเหลือทีมเดียวเหมือนเดิมก็คือ ส.กทอ. โดยจะมีการอนุมัติงบประมาณต้นปีวันที่ 1 ต.ค. และงบกลางปีในวันที่ 1 มี.ค. ของทุกปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15475</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนอนุรักษ์พลังงาน, ทวารัฐ สูตะบุตร, สนพ., สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a7098a9cde82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2018 23:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 06:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ขานรับนโยบายรมต.พลังงาน ผลักดัน7โครงการผลิตไฟจากโซลาร์เซล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ กฟผ.จะเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)พิจารณา เกี่ยวกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ทั้ง 7โครงการ รวมประมาณ 32 เมกะวัตต์ มูลคค่าลงทุนประมาณ 1800 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการเซลล์แสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ 4 โครงการและโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) 3 โครงการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ 4 โครงการ ประกอบด้วย ที่อ่างเก็บน้ำบางปูดำ ในเขตพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ ,อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ด และอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดิน 3 โครงการ ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร ,ที่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคาดว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือบอร์ดกฟผ. พิจารณาเห็นชอบต่อไปได้ ภายในปลายเดือนมี.ค.นี้ &amp;quot;นายสหรัฐกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสหรัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ได้มีแนวคิดว่าให้กฟผ.สนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศ ที่ผลิตแผงโซลาร์ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ว่า กฟผ.พร้อมดำเนินการตามนโยบายของรมว. การสนับสนุนผู้ผลิตแผงโซล่าร์เซลล์ในประเทศสามารถดำเนินการได้ แต่คุณภาพของแผงโซล่าร์เซลล์ ต้องมีคุณภาพสูงและสามารถประหยัดได้อย่างแท้จริง หากสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเข้าร่วมประมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.ได้ จะช่วยให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4850</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., กระทรวงพลังงาน, รมว.พลังงาน, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, โซลาเซลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae63e05b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
