<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังยัน! ไม่ได้กู้เงินเพื่อซื้อทองคำใช้เป็นทุนสำรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิถุนายน 2564&amp;nbsp; นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ชี้แจงว่า ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เฉพาะ 6 วัตถุประสงค์เท่านั้น กล่าวคือ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ บริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ และเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะปกติ กระทรวงการคลังจะกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2564 จำนวน 8.59 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินเพื่อการลงทุนสูงถึงร้อยละ 70 หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดถึง 165 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ในสาขาคมนาคมขนส่ง สาธารณูปการ พลังงาน สังคม และการพัฒนาพื้นที่ ทั่วภูมิภาคและทั่วประเทศ โดยมีโครงการที่แล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้วจำนวน 60 กว่าโครงการ และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกกว่า 105 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในภาวะที่ไม่ปกติ กระทรวงการคลังจะกู้เงินโดยการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศเป็นการเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดหาเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 วงเงิน 500,000&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล้านบาท และ พ.ศ. 2545 วงเงิน 780,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 (Asian financial crisis)&amp;nbsp; พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพร์ม (Hamburger crisis) พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 500,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังขอเน้นย้ำว่า กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังและเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ไม่ได้กู้เงินเพื่อซื้อทองคำสำหรับเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ อีกทั้ง ยังได้บริหารจัดการหนี้สาธารณะและชำระคืนหนี้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และตรงเวลามาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106234</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินซื้อทองคำ, ปฏิเสธข่าว, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังโต้ลือรัฐกู้เพิ่ม3ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คลัง&amp;quot; โต้ไม่จริง หลังโซเชียลแชร์ปีงบ 2564 รัฐจ่อกู้เงินเพิ่มอีก 3 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนก่อหนี้ใหม่แค่ 1.47 ล้านล้านบาท ยันหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ &amp;quot;สรท.&amp;quot; ดอดพบขุนคลัง อ้อนคุมบาทแข็ง หลังปรับตัวแตะระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชี้เป็นอุปสรรคกับภาคส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวว่า ปี 2564 รัฐบาลเตรียมกู้เงินเพิ่มจำนวน 3 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะทะลุ 9 ล้านล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง โดยตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2564 จะมีรายการก่อหนี้ใหม่ จำนวน 1.47 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 6.23 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แผนงานตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 จำนวน 5.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 1.33 แสนล้านบาท รวมถึงการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 1.58 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การกู้เงินเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านวิกฤตการณ์ดังกล่าวไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การนำเข้า เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&amp;quot; นางแพตริเซียกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการบริหารหนี้เดิม จำนวน 1.28 ล้านล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างหนี้เก่าที่ครบอายุ เพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยไม่ได้เป็นการเพิ่มยอดหนี้ใหม่แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ได้แก่ S&amp;amp;P, Moody&amp;rsquo;s และ Fitch ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ B0BB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีภาคการคลังสาธารณะที่แข็งแกร่ง เป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและรักษาวินัยทางการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2564 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 60%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกัณญาภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ว่าต้องการให้กระทรวงการคลังช่วยดูแลเรื่องเงินบาทที่ปัจจุบันปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดย สรท. อยากเห็นเงินบาททรงตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเอื้อกับผู้ประกอบการในภาคส่งออก โดยปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29-29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าแข็งค่ามากสำหรับภาคส่งออก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศค่าเงินยังไม่แข็งค่าเท่านี้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ต้องถึง 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเหมือนที่เคยขอไว้ แค่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลดีต่อผู้ส่งออกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอาคมเข้าใจ และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคส่งออกอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะต้องดูแล ซึ่ง สรท.จะมีการไปหารือกับผู้ว่าการ ธปท.ในเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; นางสาวกัญญาภัค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังขอให้ รมว.การคลังช่วยแก้ไขกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจต่างๆ ให้กับภาคเอกชน ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ (NSW) ที่ในปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ดีเพียงพอ ซึ่ง รมว.การคลังรับปากจะเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กฎระเบียบที่ต้องการให้แก้ไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าการลงทุนให้กับภาคเอกชน จะมีทั้งเรื่องโครงสร้างภาษี ความสะดวกในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 และพิธีการทางศุลกากรต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาครัฐและเอกชนมีไม่มากพอ จึงอยากให้ขยายให้มากขึ้น&amp;rdquo; นางสาวกัณญาภัคกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกัณญาภัคกล่าวอีกว่า ต้องการให้กระทรวงการคลังสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่งเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างแท้จริง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84928</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, คุมบาทแข็ง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbd120eed3bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สบน.’แจงงบ64 กู้ได้อีกแสนล้าน ไม่พอมีแผนสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สบน.&amp;rdquo; แจงปีงบ 64 รัฐบาลยังมีช่องกู้กรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อีกแสนล้านบาท หากไม่พอยังมีแผนสองออกกฎหมายพิเศษกู้เงินเพิ่มป้องถังแตก โยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์อีกแสนล้าน เคาะล็อตแรกบุกตลาดหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อยู่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งช่องว่างในการกู้เงินกรณีดังกล่าวนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่าสามารถทำได้ โดยกฎหมายกำหนดว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ 20% ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับ 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งจะมีวงเงินอยู่ประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณกว่า 6 แสนล้านบาท จึงยังเหลือช่องว่างอีกประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีความต้องการใช้เงินมากกว่านั้น จะต้องมีการตรากฎหมายพิเศษเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินชดเชยการขาดดุลเพิ่มเติม เคยมีแค่การจัดทำงบกลางเพิ่มเติมเท่านั้น โดยยอมรับว่าการตรากฎหมายพิเศษต้องใช้พลังงานเยอะ และไม่ใช่ว่าต้องการจะดำเนินการก็ทำได้ทันที ต้องดูรายละเอียดในภาพรวม ความจำเป็น รวมถึงวงเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าถามว่าตอนนี้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ไหม ในแง่ของกฎหมายแล้ว ยืนยันว่ายังมี ส่วนจะกู้หรือไม่ ทั้งหมดต้องดูที่นโยบาย ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูด โดยหากดูภาพรวมของเศรษฐกิจที่ตอนนี้โตกลับมาเติบโตได้ดี ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าผลการจัดเก็บรายได้จากภาษีก็อาจจะดีกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้นการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้จะจำเป็นหรือไม่ คงพูดไม่ได้ในตอนนี้ เพราะยังเร็วเกินไปที่จะตอบเรื่องนี้&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของ สบน.เอง คงต้องรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2564 ก่อน เพราะ สบน.จะเป็นหน่วยงานด่านสุดท้ายของภาครัฐที่จะดำเนินการกู้เงินหากกรณีรายได้ของรัฐบาลไม่เข้าตามเป้าหมาย จึงจะเดินหน้ากู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซียกล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงการคลังมีแผนการออกพันธออมทรัพย์ วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดว่าล็อตแรกจะดำเนินการได้ในช่วงหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ย ยังต้องรอดูแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงทิศทางตลาดด้วยว่าจะเป็นอย่างไร โดยแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2563-2564 อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท เนื่องจากมีสถานการณ์พิเศษจากการระบาดของโควิด-19 จากปกติกระทรวงการคลังมีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์เฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การออกพันธบัตรออมทรัพย์ต้องดูเรื่องความต้องการใช้เงินของรัฐบาลด้วย ถ้าไม่มีความต้องการใช้ที่เห็นชัดก็อาจจะยังไม่ออก แต่ถ้ามีความต้องการใช้เงิน พันธบัตรก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถระดมทุนได้เร็ว และประชาชนได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี ส่วนถามว่า 5 หมื่นล้านบาทที่จะออกนี้ จะอยู่ในส่วนของการกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล หรือกู้ตาม พ.ร.ก.กู้โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น ต้องไปดูว่าความต้องการใช้เงินมาจากส่วนไหนมากกว่า&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84184</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ 2564, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3f28c57620.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ยันหนี้สาธารณะ 60% ต่อจีดีพีเหมาะสมตามหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2562 นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่องวินัยการคลังตามกรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ที่มีการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพีนั้นมีความหละหลวม ว่า ยืนยันว่าการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันสอดคล้องกับการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระดับสากล โดยการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่กระทรวงการคลังใช้ในการบริหารหนี้สาธารณะตลอดมา และได้มีการทบทวนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางธนาคารโลกได้แนะนำมาว่าความเหมาะสมของสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ 60% ต่อจีดีพี เป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว และหลายประเทศก็กำหนดสัดส่วนหนี้ไว้ที่ระดับดังกล่าว ซึ่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะต่อ ๆ ไป ขณะที่สัดส่วนหนี้ของรัฐบาลของไทยก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงทางการคลังในระดับสูง&amp;rdquo; นางจินดารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและพื้นที่ทางการคลังกรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือความผันผวนในระบบเศรษฐกิจโลก โดยจากประมาณระยะ 5 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังอยู่ภายใต้เพดานที่ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งได้มีการกำหนดสัดส่วนทางการเงินต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่กำหนดเป็นเพียงกรอบความยั่งยืนทางการคลังเพื่อเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น และยังมีการกำหนดสัดส่วนทางการเงินอื่น ๆ เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เช่น สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้, สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด รวมทั้งได้เพิ่มการวิเคราะห์สัดส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารโลกแนะนำ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลมีความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบันและระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจินดารัตน์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ยังได้มีประกาศเพื่อกำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ (เงินต้น) ไว้ที่ 2.5-3.5% ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบริหารหนี้สาธารณะของไทยที่ได้มีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไว้ในกฎหมาย เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว โดยในระยะปานกลาง (5ปี) เราได้มีการคาดการณ์สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งพบว่ายังอยู่ภายใต้เพดานที่ไม่เกิน 60% โดยในปีงบประมาณ 2562 สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 43.3% ต่อจีดีพี, ปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 44.5% ต่อจีดีพี, ปี 2564 อยู่ที่ 46% ต่อจีดีพี, ปี 2562 อยู่ที่ 47.9% ต่อจีดีพี และปี 2566 ภายใต้สมมติฐานจีดีพีขยายตัว 4% สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 48.5% ต่อจีดีพี &amp;nbsp;โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการกู้เงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระดับเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 60% เป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รักษาวินัยทางการคลังและสามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้ รวมทั้งกรอบการบริหารหนี้สาธารณะต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะช่วยให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่า ความสามารถในการชำระหนี้ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความยั่งยืนทางการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26372</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล, วินัยการคลัง, สัดส่วนหนี้สาธารณะ, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c396bbec13e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบน. เปิดแผนตั้งแท่นกู้เงินปีงบ 62 ที่ 1.16 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สบน. เปิดแผนตั้งแท่นกู้เงินปีงบประมาณ 2562 ที่ 1.16 ล้านล้านบาท เตรียมกู้ใหม่ 5.92 แสนล้านบาท กู้ปรับโครงสร้างหนี้อีก 5.71 แสนล้านบาท กู้โป๊ะหนี้เอฟไอดีเอฟ 1.67 แสนล้านบาท กู้เพื่อให้กู้ต่อ 5.73 หมื่นล้านบาท และออกบอนด์อีก 6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;สบน. ได้เปิดแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะตลาดตราสารหนี้ ความต้องการลงทุนของนักลงทุน และแนวทางการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยในอนาคต เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการระดมทุนของรัฐบาลให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะตลาด โดยมีผู้ร่วมตลาดให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย &amp;nbsp; ผู้ค้าหลักของกระทรวงการคลัง และนักลงทุนสถาบันกว่า 100 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สบน. ได้ชี้แจงแผนการระดมทุนและแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ 2562 ว่ามีความต้องการระดมทุนในประเทศของรัฐบาล วงเงิน 1.16 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือการกู้เงินใหม่ 5.92 แสนล้านบาท ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท การกู้เงินเพื่อนำมาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ 9.23 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนที่สอง เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม &amp;nbsp;5.71 แสนล้านบาท ประกอบการด้วยการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 3.46 แสนล้านบาท &amp;nbsp;เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ และการบริหารหนี้ หนี้เงินกู้บาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ และหนี้เงินกู้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) 1.67 แสนล้านบาท และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้มาเพื่อให้กู้ต่อ 5.73 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังมีแผนการการออกพันธบัตรออมทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งลงทุนที่มีคุณภาพ และส่งเสริมภาคการออมให้กับประชาชน อีกทั้ง เพื่อเป็นการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระดมทุน เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์จำนวน 2 ครั้ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยจะประกาศระยะเวลา เงื่อนไข อายุ และอัตราดอกเบี้ยให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ จะมีการออกตราสารหนี้ระยะสั้นเช่น ตั๋วเงินคลัง &amp;nbsp; ตั๋วสัญญาใช้เงิน &amp;nbsp;และสัญญาเงินกู้ &amp;nbsp;ก็จะมีการออกเป็นต้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการระดมทุน บริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน ลดความเสี่ยงในการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มขีดความสามารถในการกู้เงินในสภาวะที่ตลาดตราสารหนี้ที่มีความผันผวนได้ โดย สบน. จะติดตามปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากู้เงินผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนการระดมทุนของรัฐบาลมีทั้งการออกพันธบัตรอายุต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง มีวงเงินรวมของพันธบัตร 6 แสน ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน&amp;rdquo; นายภูมิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สบน. ยังมีแผนการดำเนินธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร ในวงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท โดยจะดำเนินการทั้งรูปแบบผ่านตัวกลาง &amp;nbsp;ซึ่ง สบน. จะมีการประกาศรับสมัครเพื่อคัดเลือกผู้จัดการการแลกเปลี่ยนพันธบัตร ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 และบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;ที่ สบน. และ ธปท. ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เป็นอีกช่องทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และเพิ่มจำนวนผู้เล่นในการเข้าทำธุรกรรม โดย สบน. จะประกาศรูปแบบ วงเงินรุ่นพันธบัตรที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยน และช่วงเวลาให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17551</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ, แผนก่อหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b218bc8dd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบน. แจงดอกเบี้ยขาขึ้นไม่สะเทือนแผนบริหารหนี้ประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. ระบุไม่ห่วงดอกเบี้ยขาขึ้น-อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนสะเทือนแผนบริหารหนี้ประเทศ แจงยิบปิดความเสี่ยงหมดแล้ว พร้อมจี้ อปท. จัดทำแผนกู้เงิน แผนบริหารหนี้ และสถานะหนี้คงค้างตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การบริหารหนี้สาธารณะท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ไม่มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะมีสัดส่วนที่เป็นหนี้ระยะยาวถึง 90% ซึ่งในส่วนนี้ได้มีกำหนดอัตราดอกเบี้ยตายตัวไว้แล้ว ส่วนหนี้ระยะสั้นที่ใกล้จะครบกำหนดชำระมีเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การบริหารหนี้สาธารณะในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างผันผวนก็ไม่มีความน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากได้มีการปิดความเสี่ยงไว้หมดแล้ว โดยหนี้ต่างประเทศของรัฐบาลปัจจุบันมีอยู่ไม่ถึง 1% ของหนี้รัฐบาลทั้งหมดจำนวน 5.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนพ.ค.2561 พบว่า รัฐบาลมีหนี้ต่างประเทศ 9.44 หมื่นล้านบาท โดยจำนวนหนี้ดังกล่าวได้มีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว 6.11 หมื่นล้านบาท และอีก 3.32 หมื่นล้านบาทยังไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้คำนิยามของคำว่า &amp;quot;หน่วยงานรัฐ&amp;quot; ที่มีความกว้างขวางขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐสภาและหน่วยงานของศาล, องค์การมหาชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมไปจนถึงกองทุนหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานที่จำเป็นต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายใหม่นี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.68 พันแห่ง จากเดิมที่มีเพียง 159 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของ อปท.ทั่วประเทศนั้นจากนี้ไปหากจะมีการกู้เงินที่เป็นภาระต่องบประมาณในอนาคต ก็จำเป็นต้องจัดทำแผนการกู้เงิน การบริหารหนี้ รายงานการกู้เงินและสถานะหนี้คงค้าง เพื่อให้ สบน.ได้รับทราบและจัดทำเป็นรายงานการเงินรวมของภาครัฐ ที่จากนี้ต่อไปจะมีการแยกออกเป็นรายงานการเงินรวมของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ, รายงานการเงินรวมของรัฐวิสาหกิจ และรายงานการเงินรวมของ อปท. เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 210 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน อปท.ทั่วประเทศมีหนี้คงค้างราว 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้มากเมื่อเทียบกับจำนวนหนี้สาธารณะโดยรวมของประเทศ แต่ในอนาคตก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีอำนาจในการกู้เงินได้มากขึ้น ซึ่งหาก อปท.แต่ละแห่งมีศักยภาพในการบริหารการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะทำให้เกิดโครงการดีๆ ที่มีประโยชน์และส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละท้องถิ่นเองด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14061</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอกเบี้ยขาขึ้น, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b57e39378503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2018 23:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ประเทศสิ้น พ.ค. ขยับเพิ่มหมื่นล้าน หนี้ภาครัฐกระฉูด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. แจงหนี้ประเทศเดือน พ.ค. ขยับเพิ่มหมื่นล้านบาท แตะ 6.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.78% ของจีดีพี หลังหนี้รัฐบาลพุ่งเฉียด 2 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 พ.ค. 2561 อยู่ที่ 6.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.78% ของจีดีพี โดยเพิ่มขึ้นสุทธิจากเดือนก่อนหน้า จำนวน 1.09 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หนี้รัฐบาล อยู่ที่ 5.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิ 1.91 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเงินกู้ภายใต้แผนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 และการบริหารหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นสุทธิ 2.28 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพื่อนำไปลงทุนในการพัฒนาประเทศ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ จำนวน 2.68 หมื่นล้านบาท และไถ่ถอนพันธบัตรออมทรัพย์ 4 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินกู้เพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 3.25 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นการกู้ให้กู้ต่อแก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) เบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 1.42 พันล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจำนวน 507.86 ล้านบาท สายสีน้ำเงินจำนวน 470.96 ล้านบาท และสายสีส้มจำนวน 444.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการกู้ให้กู้ต่อแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 1.8 พันล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ &amp;ndash; ขอนแก่น จำนวน 713.17 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี &amp;ndash; ปากน้ำโพ จำนวน 333.90 ล้านบาท โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย จำนวน 324.29 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา &amp;ndash; คลองสิบเก้า - แก่งคอย จำนวน 279.31 ล้านบาท โครงการการก่อสร้างทางคู่ ช่วงนครปฐม &amp;ndash; ชุมพร จำนวน 114.28 ล้านบาท และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต จำนวน 41.02 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการกู้ให้กู้ต่อแก่การเคหะแห่งชาติเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 25.14 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการอาคารพักอาศัยแปลง G ตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง เป็นต้น ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจ อยู่ที่ 9.07 แสนล้านบาท ลดลงสุทธิ 6.67 พันล้านบาท เนื่องจากหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน เพิ่มขึ้นสุทธิ 482.43 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ส่วนหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ลดลงสุทธิ 7.16 พันล้านบาท เนื่องจากหนี้ที่ลดลงของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 3.78 แสนล้านบาท ลดลงสุทธิ 1.03 พันล้านบาท เกิดจากหนี้ที่ลดลงของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) &amp;nbsp;ส่วนหนี้หน่วยงานของรัฐ จำนวน 8.75 พันล้านบาท ลดลงสุทธิ 508.95 ล้านบาท เกิดจากหนี้ที่ลดลงของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2561 จำนวน 6.49 ล้านล้านบาทนั้น แบ่งเป็น หนี้ในประเทศ 6.22 ล้านล้านบาท หรือ 95.83% และหนี้ต่างประเทศ จำนวน 2.7 แสนล้านบาท หรือ 4.17% ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด และหนี้สาธารณะคงค้างแบ่งตามอายุคงเหลือ เป็นหนี้ระยะยาว 5.88 ล้านล้านบาท หรือ 90.57% และหนี้ระยะสั้น 6.13 แสนล้านบาท หรือ 9.43% ของหนี้สาธาณระคงค้างทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรัชย์ อัตนวานิช, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac3a86f63fa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
