<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปน. เผยยุติเรื่องร้องทุกข์ได้ 99.5% นายกฯพร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และตามประกาศ ศบค.ฉบับล่าสุด สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้พิจารณาแล้วจึงให้ สปน. ขยายเวลา เวิร์ค ฟรอมโฮม ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคมนี้ โดยยึดแนวทางปฎิบัติเดิมที่ประกาศไว้และขอให้เจ้าหน้าที่ สปน.ช่วยประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้พี่น้องประชาชนร่วมกันลดกิจกรรม ลดการเดินทางและป้องกันตนเองให้ดี รวมทั้งได้ประสานทุกส่วนราชการพิจารณาขยายระยะเวลาการทำงานเวิร์ค ฟรอม โฮม ต่อเนื่องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร กล่าวว่า สำหรับการปฎิบัติงานทั่วไป ของ สปน. ยังใช้การประชุมหารือผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งทุกการประชุมของคณะกรรมการตามกฏหมาย และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องต่างๆยังดำเนินการไปได้ด้วยดี รวมทั้ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรียังคงติดตามงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในพื้นที่โดยใช้ระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ มองเห็นภาพจริงจากพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงนี้มีการติดตามโครงการบูรณาการ เรื่องการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การเกษตรสร้างมูลค่า การจัดการน้ำระดับชุมชน การส่งเสริมอาชีพในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนหรือ คทช. การแก้ไขปัญหากลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนและการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ฯลฯ ซึ่ง สปน.ได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร กล่าวว่า สำหรับการรับเรื่องร้องทุกข์และคำแนะนำ มีศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี รับเรื่องราวร้องทุกข์และคำแนะนำ โดยดำเนินการเพียง 4 ช่องทาง คือ 1. สายด่วนของรัฐบาล1111 2. ตู้ปณ.1111 และ 3. เว็บไซต์ www.1111.go.th 4. แอพพลิเคชั่น PSC1111 เนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19 ยังวิกฤตอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถดำเนินการยุติเรื่องได้มากกว่า 99.5% โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามเรื่องร้องทุกข์และรับฟังข้อเสนอแนะทุกวัน พร้อมนำข้อมูลไปพิจารณาพัฒนาและจัดทำมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องและได้เน้นย้ำให้ทุกกระทรวง รับฟังข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชนและนำไปพิจารณาดำเนินการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร กล่าวว่า การทำงานชีวิตวิถีใหม่ของ สปน. และส่วนราชการต่างๆยังสามารถขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพงานยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้สถานการณ์โควิด-19 ยังวิกฤตอยู่มาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ขอให้พี่น้องประชาชนลดการเดินทาง ลดกิจกรรมลง งดการพบปะกันโดยตรงและปรับใช้ระบบออนไลน์สื่อสารกันในช่วงนี้ รวมทั้งเร่งรับการฉีดวัคซีนและดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเข้มข้น เพื่อให้สถานการณ์โควิด-19 ลดความรุนแรงลงตามที่ทุกฝ่ายมุ่งหวังไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108293</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน (Work from home), ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เวิร์คฟอร์มโฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd63ce2e67c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กำนันผู้ใหญ่บ้าน&#039; แห่ร้องนายกฯ วอนเลิก &#039;พรบ.เทศบาล&#039; อ้างทำแตกแยก-กระทบมั่นคง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (สำนักงานกพ.) &amp;nbsp;กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย และชมรมชาวปักษ์ใต้&amp;nbsp;จำนวนประมาณ 100 คน นำโดยนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมและประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เรื่องขอความอนุเคราะห์พิจารณายกเลิกพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 มาตรา 12 วรรค 2 และมาตรา 48 และพิจารณาการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำแหน่งของตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงมหาดไทย มีประกาศยกฐานะท้องถิ่นเป็น เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ทำให้มีการเลือก ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในท้องถิ่นที่ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ตามพ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ. 2496 ซึ่งปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่ถูกยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปแล้วซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบ้านเมืองและประชาชน ดังนี้&amp;nbsp;1.ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายเพราะว่าจะมีการยึดประโยชน์ของพรรคพวก หรือกลุ่มการเมือง กลุ่มฐานเสียงของนักการเมืองเท่านั้น ประชาชนจะไร้ที่พึ่ง 2.ทำให้ขาดตัวแทนที่จะคอยเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและประชาชนขาดการตรวจสอบถ่วงดุลหรือตรวจสอบจากหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค 3.ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเพราะว่าจะไม่มีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอความอนุเคราะห์พิจารณายกเลิกพ.ร.บ.ดังกล่าวและพิจารณาการดำรงตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำแหน่งของ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และรวมถึงพิจารณาระเบียบการขอราชการกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงดำรงตำแหน่งในเขตเทศบาลเมืองเทศบาลนครได้หรือไม่และให้กระทรวงมหาดไทยเร่งส่งพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องถิ่น (ฉบับที่ 12) พ.ศ 2552 มาตรา 3 ให้เพิ่มเติมต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องถิ่นพุทธศักราช 2457&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77504</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย, พรบ.เทศบาล, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สุภรณ์ อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f605476ad5c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจนวด-สปาร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;เยียวยา-คลายล็อก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่ง ก.พ.) กลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการสถานบริการเพื่อสุขภาพ นำโดย นายพิทักษ์ โยธา ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อขอให้ภาครัฐมีมาตรการหรือให้ความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการบริการเพื่อสุขภาพ และผ่อนปรนมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิทักษ์ กล่าวว่า สถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพและสปา ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่ได้มีการเตรียมให้ความมั่นใจในเรื่องการใช้บริการนวดเพื่อสุขภาพอย่างมีสุขอนามัย ทั้งที่เมื่อวัดความเสี่ยงในการใช้บริการ ร้านนวดถูกจัดอยู่ในสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง และร้านนวดมีการกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข มีการขึ้นทะเบียนเทียบเท่ามาตรฐานคลินิกเสริมความงาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิทักษ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันพนักงานร้านนวด 80% เป็นพนักงานที่มาจากต่างจังหวัด เงินเยียวยา 5,000 บาท จึงไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต และยังมีพนักงานร้านนวดอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับเงินเยียวยา ดังนั้น ขอเสนอให้ทางภาครัฐมีการพิจารณาการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ และหารือถึงผลกระทบที่แท้จริงของผู้ประกอบการ ดังนี้ 1. ผ่อนปรนให้มีการเปิดกิจการภายใต้การกำกับดูแลมาตรการเกี่ยวกับร้านเสริมสวยและคลินิกเสริมความงามต่างๆ 2. สร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจบริการ เพื่อสุขภาพโดยมีการฝึกอบรมหรือฉีดพ่นฆ่าเชื้อต่างๆเพื่อให้ผู้มารับบริการปลอดภัย และมีการตรวจเครดิตฟรีให้กับผู้ให้บริการ เพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้ให้บริการมีความปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.มีการประชุมเตรียมความพร้อมในการเปิดกิจการและเหลียวแลธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพที่สามารถทำชื่อเสียงให้กับประเทศในฐานะมรดกโลก และ 4. ต้องมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน จะสามารถช่วยเหลือเยียวยาร้านนวดสปาอย่างเร่งด่วน เหมือนกับการช่วยเหลือสนามมวยหรือไม่ เพราะตอนนี้เดือดร้อนกันทั่วหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64604</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวด-สปา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศูนย์รับเรื่องราวทุกข์, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เยียวยา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea91c354a065.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กช้างย่องเงียบ ดอดรายงานตัว หึ่ง‘โจ๊ก’งานเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กช้าง&amp;quot; ดอดรายงานตัวที่ ศปก.ตร.แล้ว ต้องลงชื่อเข้าทำงาน เข้า-ออกทุกวันตามเวลาราชการ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยหนังสือเตือน &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; ไม่ใช่เรื่องของทางตำรวจ แต่เป็นเรื่องของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สะพัดจับได้แล้วมือปืนยิงรถ &amp;quot;สุรเชษฐ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 28/2563 ให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)? ว่าเป็นเรื่องภายในของ สตช. ไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ เป็นการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องของความเหมาะสม โดยไม่ได้มีการสอบสวนอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กรณีที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เป็นการให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ เป็นการชั่วคราว โดยจะมีกรอบระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากยังมีการสอบสวนอยู่ที่สำนักงานตำรวจฯ เพื่อให้สะดวกต่อการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตรงนี้เป็นการอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ จึงเป็นอำนาจของนายกฯ พิจารณา ไม่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี และไม่ต้องโปรดเกล้าฯ และยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ถือว่าเป็นการมาแค่ตัว แต่ยังรับเงินเดือนที่สังกัดเดิม ซึ่ง พล.ต.อ.วิระชัยก็รับทราบคำสั่งดังกล่าวดังกล่าวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2563กำชับให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการนั้น เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนและการสอบสวนไม่ใช่เรื่องของทางตำรวจ แต่เป็นเรื่องของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ยังสอบอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่มีการร้องเรียนที่ชัดเจนมากพอ ดังนั้นคำสั่งจึงเป็นการเตือนและปราบไว้ก่อนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้มีการลงโทษอะไร ซึ่งเจ้าตัวรับทราบแล้ว และต้องระวังอย่าทำผิดวินัย การที่คำสั่งต้องระบุอะไรหลายอย่าง เพราะมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าข่าย จึงต้องเตือนให้รู้ตัว และการปฏิบัติหน้าที่ของพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ไม่มีรถและเงินเดือนประจำตำแหน่ง ไม่มีสิทธิอะไร เมื่อมาอยู่ตรงนี้ ปลัดสำนักนายกฯ ได้มอบหมายงาน และจะลดการมอบหมายลงไประยะหนึ่ง ก่อนจะพิจารณาว่าจะคืนงานกลับให้หรือไม่ค่อยว่ากันอีกที&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า ที่มีคำถามว่าทำไมถึงไม่เตือนที่เจ้าตัว แต่ออกเป็นคำสั่ง เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจที่อ้างตามกฎหมายและต้องการส่งสัญญาณไปถึงหลายคนเพื่อให้รับทราบเอาไว้ และที่ผ่านมาก็เคยมีการเตือนในลักษณะนี้ แต่เป็นระดับอธิบดี จึงไม่ได้รับความสนใจอะไรเหมือนกับกรณีนี้ที่นายกฯเป็นผู้บังคับบัญชาจึงต้องลงมาเซ็นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.อ.พรหมธร ภาคอัต ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เปิดเผยถึงกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ไปปฏิบัติงานที่ ศปก.ตร. ว่าภายหลังจาก พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ได้รับคำสั่งก็เดินทางมารายงานตัวลงและบันทึกประจำวันตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม เวลาประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจาก พล.ต.อ.ชัยวัฒน์เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตนก็ได้มอบหมายให้ทำงานด้านรวบรวมข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์ต่างๆ ที่รายงานมายัง ศปก.ตร. เพื่อเสนอให้ ผบ.ตร.รับทราบและมีคำสั่งพิจารณาสั่งการในเรื่องต่างๆ ซึ่งการทำงานของ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ จะต้องลงชื่อเข้าทำงาน เข้า-ออกทุกวันตามเวลาราชการ โดยในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม คงจะได้เริ่มทำงานอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานความคืบหน้าคดีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กทม. ของ &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) และอดีต ผบช.สตม. ฝั่งประตูรถมุมล่างด้านซ้าย บริเวณลานจอดรถหน้าร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่ง ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไม่มีใครอยู่ในรถนั้นว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว และส่งทีมสืบสวนเฝ้าติดตาม เพื่อรอรวบรวมพยานหลักฐานในการขออนุมัติหมายจับอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมตัวทันทีภายในสัปดาห์นี้ และจะนำตัวให้ผู้บังคับบัญชาสอบสวนแถลงข่าว รวมทั้งในการสืบสวนทางลับยังพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการคนร้ายก่อเหตุยิงรถบิ๊กโจ๊กครั้งนี้ด้วย&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ปฏิเสธว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ แต่มีความคืบหน้าในการติดตามตัวไปมาก โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบสำนวนทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ไล่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่จุดเกิดเหตุไปจนถึงฝั่งธนบุรีแล้ว หากตำรวจพบเส้นทางที่แน่ชัด ก็จะไล่ไปจนถึงที่พักของคนร้ายให้ได้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ได้ล็อกเป้าตัวผู้ต้องสงสัยตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นการจัดฉากหรือไม่ เบื้องต้นได้ตั้งข้อสังเกตไปว่า นับแต่เกิดเรื่องขึ้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ไม่ได้มีความเป็นห่วงรถยนต์ตัวเองมากเท่าใด แต่กลับโยงไปถึงประเด็นการจัดซื้อครุภัณฑ์เทคโนโลยีตรวจอัตลักษณ์บุคคลไบโอแมทริกซ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ความคิดเห็นต่อผลงานตำรวจ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ต่อกรณีตำรวจสามารถจับคนร้ายปล้นยิงชิงทองที่ลพบุรีได้จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,062 คน ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง วันที่ 23-24 มกราคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.5 ทราบข่าวตำรวจจับคนร้ายปล้นร้านทองลพบุรีได้ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.9 ของคนที่ทราบข่าวมีความสุข พอใจ ที่ตำรวจรวบตัวคนร้ายได้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ระบุคำคมตำรวจที่เป็นจริงคือ ร้อยละ 82.6 ระบุภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ และร้อยละ 81.3 ระบุหลับเถิดปวงประชา ตำรวจกล้าจะคุ้มภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ผลเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ระหว่างก่อนและหลังจับคนร้ายปล้นยิงชิงทองลพบุรี พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 91.0 ในช่วงก่อนจับคนร้าย มาอยู่ที่ร้อยละ 97.4 ในช่วงหลังจับคนร้ายได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55478</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย, วิษณุ เครืองาม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนังสือเตือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200125/image_big_5e2c485976ed2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 14:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี&#039;62ปชช.แห่ร้องทุกข์ศูนย์ร้องเรียนรัฐบาล8หมื่นเรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62- สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์และเสนอความคิดเห็นช่องทางการร้องทุกข์1111 ( 5 ช่องทาง) &amp;nbsp;ประจำปีงบประมาณ 2562 &amp;nbsp;ว่า &amp;nbsp;มีประชาชนรายย่อยมาใช้บริการ 80,075 ราย แบ่งเป็นมายื่นเรื่องที่จุดบริการประชาชน 1111 จำนวน 2,037 ราย และกลุ่มมวลชน 244 กลุ่ม &amp;nbsp; โดยทั้งหมด 80,319 เรื่อง &amp;nbsp;ดำเนินการจนได้ข้อยุติ 72,899 เรื่อง &amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 90.76 เปอร์เซ็นต์ รอผลการพิจารณา 7,420 เรื่อง &amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 9.24 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;โดยผ่านช่องทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สุด จำนวน 123,990 ครั้ง &amp;nbsp;รองลงมาคือช่องทาง ตู้ ปณ.1111 ไปรษณีย์ &amp;nbsp;โทรสาร จำนวน 8,626 ครั้ง &amp;nbsp;ช่องทางเว็บไซต์ www.1111.go.th &amp;nbsp;จำนวน 5,223 ครั้ง &amp;nbsp;จุดบริการประชาชน 1111 จำนวน 3,081 ครั้ง &amp;nbsp;โมบายแอพพลิเคชั่น PSC 1111 จำนวน 1,418 ครั้ง ตู้ ปณ. 444 จำนวน &amp;nbsp;176 ครั้ง และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จำนวน 1 ครั้ง ส่วนเรื่องที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการเองจนเป็นที่ยุติไม่ได้ส่งให้หน่วยงานดำเนินการ จำนวน 26,977 เรื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเรื่องที่ต้องประสานกระทรวง จำนวน 20,238 เรื่อง แบ่งเป็นกระทรวงการคลังอันดับ 1 จำนวน 4,656 เรื่อง กระทรวงคมนาคม 3,096 เรื่อง กระทรวงมหาดไทย 2,772 เรื่อง กระทรวงยุติธรรม 1,613 เรื่อง &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข 1,273 เรื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,205 เรื่อง กระทรวงแรงงาน 1,184 เรื่อง &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมน้อยสุด คือ 54 เรื่อง ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ จำนวน 7,894 เรื่อง แบ่งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 7,006 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 198 เรื่อง &amp;nbsp;สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 172 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 149 เรื่อง &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;122 เรื่อง และอื่นๆ 247 เรื่อง &amp;nbsp;ส่วนรัฐวิสาหกิจ แบ่งเป็น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 684 เรื่อง การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 580 เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 549 เรื่อง ธนาคารออมสิน 469 เรื่อง &amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 306 เรื่อง และอื่นๆ 2,281 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประเภทเรื่องหลักที่ประชาชนร้องทุกข์มากที่สุด &amp;nbsp;คือ สังคมและสวัสดิการ จำนวน 48,880 เรื่อง &amp;nbsp;การเมือง-การปกครอง จำนวน 7,936 เรื่อง &amp;nbsp;เศรษฐกิจ จำนวน 7,601 เรื่อง &amp;nbsp;การร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 7,331 เรื่อง &amp;nbsp;กฎหมาย จำนวน 4,793 เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3,659 เรื่อง และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวก จำนวน 119 เรื่อง &amp;nbsp;แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 17,563 เรื่อง ภาคกลาง 14,924 เรื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ8,024 &amp;nbsp;เรื่อง ภาคใต้ 6,507 เรื่อง ภาคเหนือ 4,814 เรื่อง ภาคตะวันออก 4,296 เรื่อง และต่างประเทศ/ไม่ระบุ 24,191 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการแจ้งเรื่อง อันดับหนึ่ง คือ เรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์41,053 เรื่อง รองลงมา คือ เสนอข้อคิดเห็น/ให้ข้อมูล &amp;nbsp;18,056 เรื่อง แจ้งเหตุด่วน/ เหตุร้าย/เหตุฉุกเฉิน 13,705 เรื่อง แจ้งเบาะแส 6,718 เรื่อง ชมเชย/อวยพร/ ให้กำลังใจ 657 เรื่อง &amp;nbsp;ขอข้อมูล/ขอเอกสาร 75 เรื่อง และขอคำแนะนำปรึกษา 55 เรื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53429</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่องทางการร้องทุกข์1111, รัฐบาล, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e0706a36de4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2019 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2019 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปชช.&#039;ปลื้มติด&#039;เข็มกลัด-ใช้กระบอกน้ำ&#039;พระราชพิธีออกสีหบัญชร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.62- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำเข็มกลัดที่ระลึกตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิมพ์ข้อความ &amp;ldquo;เสด็จออกสีหบัญชร 6 พฤษภาคม 2562&amp;rdquo; จำนวน 100,000 เข็ม เพื่อมอบให้แก่ประชาชนที่มารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในจุดคัดกรอง 6 จุด ประกอบด้วย 1.บริเวณใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.บริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม 3.บริเวณท่าช้าง 4.บริเวณสะพานช้างโรงสี 5.บริเวณสะพานมอญ 6.บริเวณสะพานเจริญรัช เช่นเดียวกับ การประประปานครหลวง ได้จัดทำกระบอกน้ำที่ระลึก จำนวน 300,000 ใบ มาแจกให้ประชาชนที่มาร่วมงานนี้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังได้ทำกล่องข้าว พร้อมใส่อาหาร แจกประชาชนที่มาร่วมงานวันละ 1,000 กล่อง โดยมีจุดแจกที่สถานีรถไฟหัวลำโพง แต่หลายคนที่เดินทางมาก็พลาดของสะสมที่สวยงามนี้ เนื่องจากประชาชนมีจำนวนมาก โดยคุณยายชาวจังหวัดอุดรธานี ที่เดินทางมาลงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ระบุว่า รู้สึกเสียดาย ที่มาไม่ทันรับกล่องข้าวของการรถไฟ ที่อยากได้เป็นที่ระลึก ครั้งหนึ่งได้มาร่วมงานสำคัญในประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เสด็จออกสีหบัญชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5ccfebaf13348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลพร้อมจัดงานวันแม่ เชิญชวนสวมชุดโทนฟ้าตลอดเดือนสิงหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.61- นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 อย่างสมพระเกียรติ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ โดยกิจกรรมส่วนกลางในวันที่ 12 สิงหาคม ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.00 น. ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งจะนิมนต์พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 243 รูป มารับบิณฑบาต โดยสิ่งของและอาหารแห้งที่ได้รับบิณฑบาต จะนำไปมอบให้สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดสำนักนายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้จะ มีพิธีถวายเครื่องราชสักการะ กำหนดจัดริ้วขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เวลา 18.00 น. ที่เวทีท้องสนามหลวง และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เวลา 19.00 น. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยจะถ่ายทอดสด เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศร่วมถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ ในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลในปีนี้ ได้กำหนดให้ใช้เพลง &amp;ldquo;สดุดีพระแม่เจ้า&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเพลงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2523 ขณะที่ในเช้าวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 08.00 น. จะจัดริ้วขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะไปทูลเกล้าฯ ถวาย ณ สวนจิตรลดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพัชราภรณ์ กล่าวว่า สำหรับส่วนภูมิภาคและในต่างประเทศ มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเอกอัครราชทูตพิจารณาดำเนินการจัดพิธี และกิจกรรมในวันที่ 12 สิงหาคม &amp;nbsp;ตามแนวทางการจัดงานของส่วนกลางอย่างสมพระเกียรติและเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมและโครงการเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ เช่น พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา ในวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม &amp;nbsp;ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;และช่วงเดือนสิงหาคม จัดกิจกรรมจิตอาสา &amp;ldquo;เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; เพื่อการพัฒนาลำน้ำกับชีวิต บนวิถีแห่งความพอเพียง เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชน โดยรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชน และชุมชน ได้ร่วมกันกำจัดผักตบชวา การบำบัดน้ำเสียแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสาธิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักตบชวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพัชราภรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้มีโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม &amp;nbsp;ณ พุทธมณฑล และสำนักปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ &amp;nbsp;โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ปีที่ 8 &amp;nbsp;การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี ปี พ.ศ. 2561ระหว่างวันที่ 11-19 &amp;nbsp;สิงหาคม ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติชุดศึกแสงอาทิตย์ ในวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;การแสดงละครประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เรื่อง นางเสือง ในวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม ณ โรงละครแห่งชาติ &amp;nbsp;การจัดแสดงมหกรรมวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 4 ภาค ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม &amp;nbsp;ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกิจกรรม รวมทั้งประดับพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และประดับธงชาติไทยคู่กับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงาน และบ้านเรือน พร้อมทั้งจัดให้มีสถานที่ลงนามถวายพระพรชัยมงคลตามความเหมาะสม และขอเชิญชวนพร้อมใจกันแต่งกายหรือสวมใส่เสื้อผ้าโทนสีฟ้า ตลอดเดือนสิงหาคม 2561 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าวด้วย&amp;rdquo; นางพัชราภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14452</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดงานวันแม่, พัชราภรณ์ อินทรียงค์, สวมเสื้อฟ้า, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เดือนสิงหา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180731/image_big_5b6051d8126a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
