<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2025 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บช.ก. เปิดยุทธการ &#039;จันทบูร&#039; บุกจับนายก อบจ.จันทบุรี-เจ้าคณะอำเภอ พร้อมพวก ทุจริตเงินมูลนิธิพุทธมณฑล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ป. ,บก.ทล. ,บก.ปอท. บก.ปอศ. รวมถึงหน่วยงานอื่นๆในสังกัด บช.ก. และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ &amp;ldquo;จันทบูร&amp;rdquo; นำหมายค้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 9 จุด ในพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี มาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ตามความผิดมาตรา 157 ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และมาตรา 151&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ

ทั้งนี้จากปฏิบัติการดังกล่าวเข้าตรวจค้นทั้ง 9 จุด เจ้าหน้าที่พบตัวผู้กระทำผิดพร้อมกับเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดจำนวน 4 คน ประกอบด้วย จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; 2. นายภูวนาถ บำรุงพันธุ์ อดีต ผอ.กองแผน 3.พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ หรือ พระครูปลัดณัฐดนัย เจ้าอาวาสวัดสุทธิวารี เจ้าคณะอำเภอสอยดาว และ กรรมการมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี 4.นายเกศสยาม ร่วมดี หจก.สยามช่างบูรพา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมีค่าเอกสารต่างๆได้อีกเป็นจำนวนมาก

สำหรับเป้าหมายสำคัญที่เข้าตรวจค้นครั้งนี้ อยู่ที่บ้านเลขที่ 45 และ บ้านเลขที่ 8/2 ถ.เทศบาลสาย 3 ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนภณ โดยบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านหรู มีรั้วรอบขอบชิด ทันทีที่เจ้าหน้าที่ไปถึงจึงแสดงหมายค้นเข้าตรวจสอบ ก่อนพบนายธนภณ กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ก่อนจะเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ยัง สภ.เมืองจันทบุรี

จุดที่สอง เข้าตรวจค้นกุฏิสงฆ์ของพระครูปลัดณัฐดนัย ตั้งอยู่ภายในวัดสุทธิวารี พื้นที่ ม.10 ถ.พระยาตรัง, ต.ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี เมื่อไปถึงพบ พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ อยู่ภายในกุฏิดังกล่าว จึงแสดงหมายเข้าตรวจค้น พร้อมอธิบายข้อกฎหมายให้เข้าใจ จากนั้นจึงนิมนต์มารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตเงินงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี หรือ อบจ.จันทบุรี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯเมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสพร้อมสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ จนพบความผิดปกติเงินงบประมาณสนับสนุนประจำปี 2554-2555 ในส่วนของการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ เนื่องจากตรวจสอบเอกสารรายงานงบประมาณจัดจ้างและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องต่างๆ พบตัวเลขเงินที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารดังกล่าวไม่ตรงกับจำนวนเงินงบประมาณที่เบิกจ่าย&amp;nbsp;จึงแกะรอยสืบหาเบาะแสและพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูง รวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่ ที่มีตำแหน่งอยู่ในมูลนิธิฯ

โดยการทุจริตดังกล่าวเริ่มต้นจาก นายธนภณ ในฐานะนายก.อบจ.จันทบุรี ได้อนุมัติเงินงบประมาณอุดหนุนของ ปีงบประมาณ 2554 และปีงบประมาณ 2555 รวมจํานวน 30 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี เมื่อได้รับเงินอุดหนุนจํานวนดังกล่าวแล้ว มูลนิธิฯได้ว่าจ้างหจก. สยามช่างบูรพา ก่อสร้างอาคารสํานักงานมูลนิธิฯ เพียง 12.7 ล้านบาทเศษ คงเหลือเงินอีกจํานวน 17.26 ล้านบาทเศษ ซึ่งเงินในจำนวนนี้ทางมูลนิธิฯ ต้องส่งคืนให้กับอบจ.จันทบุรี แต่นายธนภณ ซึ่งในอีกบทบาทหนึ่งยังดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการของ มูลนิธิฯ มีหน้าที่ควบคุมกิจการของมูลนิธิฯ ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิฯตามกฎหมาย และทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี กลับไม่ยอมส่งคืนเงินที่เหลือดังกล่าวกลับคืนให้กับ อบจ.จันทบุรี อีกทั้งต่อมายังให้นายภูวนาถ อดีตผอ.กองแผน และ งบประมาณ อบจ.จันทบุรี และเจ้าหน้าที่ของ อบจ.จันทบุรี มาจัดทําเอกสารให้กับมูลนิธิฯ ด้วยการทํา สัญญาจ้างก่อสร้าง ค่าจ้าง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำเอกสารเท็จขึ้นมา โดยมีพระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิกมูลนิธิ กับ นายเกศสยาม ร่วมกระทำผิดด้วย จากนั้นจึงนำสัญญาเท็จที่ทำขึ้นมาฉบับดังกล่าวไปแนบประกอบรายงานผลการดําเนินการให้อบจ.จันทบุรี เพื่ออำพรางปกปิดการทุจริต นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่าที่ผ่านมามูลนิธิดังกล่าวยังไม่เคยรายงานข้อมูลการดําเนินงานข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมใหญ่สามัญประจําปีอีกด้วย

สำหรับพุทธมณฑลประจำจังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.8 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2552 ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างอาคารสำหรับปฏิบัติธรรมต่างๆมากมาย ทั้งนี้จากการตรวจสอบเงินงบประมาณที่มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี (อบจ.จันทบุรี) เฉพาะเพียงจากวันที่ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ถึงปี 2556 ช่วงระยะเวลาประมาณ 5 ปี พบได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 106 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเงินงบประมาณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่านอกเหนือจากโครงการดังกล่าวที่ถูกทุจริตแล้วยังมีการทุจริตเงินงบประมาณโครงการอื่นๆอีกหรือไม่ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;g2gbet168
g2gmajor
lv177
pk711
zbet911
madibet
metalslot
p6slot
pgsset999
pk999
sa168
slot1234
t6slot
ufa369
unix789
g2gbet168
axie789
betflik88
betup888
g2gmagic
g2grich888
gslotz999
h25th
kinggame365
sb888

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการสอบสวนกลาง, จังหวัดจันทบุรี, จันทบูร, ปปท., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช, มาตรา 157, มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e551c2e424.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีมูล!ป.ป.ท.ชี้ปลูกป่าแก่งกระจาน4,200 ไร่ เข้าข่ายทุจริตหลังตรวจพบปลูกจริงแค่ 2 ไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.62 - สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&amp;nbsp; พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการป.ป.ท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีทุจริตปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติลดภาวะโลกร้อนจำนวน 4 แปลง เนื้อที่ 4,200 ไร่ ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังพบข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จ้างบริษัทเอกชนคู่สัญญาในวงเงิน 15 ล้านบาท ว่า สำนวนคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของป.ป.ท.เขตพื้นที่ 7 ซึ่งได้รับรายงานว่าการสืบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมบรรจุเป็นวาระให้บอร์ด ป.ป.ท.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนความผิดได้ในวันอังคารที่ 17 ก.ย. นี้&amp;nbsp; โดยจะเร่งรัดให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเนื่องจากคดีดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คดีดังกล่าวนายสมัคร ดอนนาปี อดีตผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ฯ ได้ยื่นคำร้องให้ป.ป.ท. ตรวจสอบคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ต.ค.61 โดยป.ป.ท.ขอให้ศูนย์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สนับสนุนข้อมูลด้วยการนำโดรนขึ้นบินตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ พื้นที่ปลูกป่าตามพิกัดจากภาพถ่ายทางอากาศในแอพพลิเคชั่นดีซี่แม๊ป พบว่าอุทยานแห่ชาติแก่งกระจานยังมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยภูเขาสูงไม่มีเส้นทางคมนาคม การขนกล้าไม้เข้าไปปลูกป่าเป็นเรื่องยาก โดยภาพถ่ายทางอากาศพบร่องรอยการนำกล้าไม้เข้าไปปลูกป่าจริง แต่ปลูกไม่ตรงตามแปลงที่ได้ขออนุมัติกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อีกทั้งเป็นการปลูกป่าในพื้นที่แค่ 1-2 ไร่ ซึ่งไม่ครอบคลุมทั่วพื้นที่&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ซึ่งกำหนดให้เป็นแปลงปลูกป่าบางแปลงอยู่ในป่าลึก ไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปปลูกต้นกล้าได้ โดยศูนย์แผนที่ดีเอสไอได้ส่งผลการตรวจสอบให้ป.ป.ท.ไปแล้วนานเกือบ 2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตรวจสอบไม่มีความคืบหน้า นายสมัครได้เข้าร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอให้ตรวจสอบกรณีทุจริตปลูกป่าแก่งกระจาน ดีเอสไอ โดยผลการตรวจสอบของพบข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว ดีเอสไอจึงสรุปสำนวนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45611</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35d2e65b500.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2019 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2019 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039;หนาว!ป.ป.ท.ส่งสำนวน&#039;คดีบิลลี่&#039;ให้ป.ป.ช. ส่งต่อไปรวมคดีที่ดีเอสไอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.62- ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการป.ป.ท.และพ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก ร่วมกันแถลงข่าวคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ซึ่งปัจจุบันพบหลักฐานการเสียชีวิต ว่า ในวันนี้กรรมการป.ป.ท.ได้ประชุมและมีมติให้ส่งสำนวนการไต่สวนกรณีนายชัยวัฒน์กับพวก กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่เปรียบเทียบปรับและไม่นำตัวบิลลี่ ซึ่งกระทำความผิดตามพ.ร.บ.อุทยานฯ พร้อมของกลางน้ำผึ้งป่าให้ตำรวจสภ.แก่งกระจานดำเนินคดี เนื่องจากมีสาเหตุโกรธแค้นกับนายบิลลี่มาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งคดีดังกล่าวป.ป.ท.ได้ไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ก่อนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะรับเป็นคดีพิเศษ แต่เนื่องจากผู้เสียหายในคดีได้ยื่นร้องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกอบกับผลการสอบสวนของดีเอสไอได้หลักฐานทางคดีลึกไปกว่าการหายตัว บอร์ดป.ป.ท.จึงมีมติให้ส่งสำนวนไปให้ป.ป.ช. เพื่อส่งต่อให้ดีเอสไอสอบสวนทั้งคดีฆาตกรรมและความผิดอาญาที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันทั้งหมด โดยป.ป.ท.จะเร่งส่งสำนวนไปยังป.ป.ช.ภายในวันนี้ เพื่อให้สำนวนคดีส่งถึงดีเอสไอเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวว่า การไต่สวนของป.ป.ท.ไม่ได้มีความล่าช้า มีการลงพื้นที่สอบพยานกว่า 30 ปาก รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นๆร่วมกับตำรวจภูธรภาค 7 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และดีเอสไอ โดยคณะอนุกรรมการฯสรุปสำนวนส่งให้บอร์ดป.ป.ท.พิจารณาตั้งแต่ปี 60 แต่บอร์ดสั่งไต่สวนเพิ่มเติม จนปี 61 ดีเอสไอรับคดีบิลลี่ไว้สอบสวน ล่าสุดเมื่อบอร์ดป.ป.ท.มีมติให้ส่งสำนวนไปให้ป.ป.ช. เพื่อให้ทุกสำนวนถูกส่งไปรวมที่ดีเอสไอ จะทำให้ดีเอสไอมีอำนาจเต็มในการสอบสวนทั้งคดีความผิด 157 และคดีฆาตกรรม สำหรับหลักฐานที่ป.ป.ท.ตรวจสอบพบไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นรายละเอียดในสำนวนคดี บอกได้เพียงว่าเราทำงานละเอียดตามกรอบกฎหมายเป็นการแสวงหาหลักฐานและข้อเท็จจริงในเชิงลึก และสำนวนค่อนข้างสมบูรณ์สามารถนำไปใช้สนับสนุนการสอบสวนของดีเอสไอได้ครบทุกมิติทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้ป.ป.ท.ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งน.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ และลูกอีก 5 คนที่เป็นฝ่ายสูญเสียนายบิลลี่ ขณะเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งในคดีคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ร้องขอความเป็นธรรม ขอให้สอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งป.ป.ท.ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนทั้งสองฝ่าย หลังจากนี้เชื่อว่าดีเอสไอจะนำหลักฐานที่ป.ป.ท.ตรวจสอบพบไปใช้ประกอบในสำนวนคดี และสรุปสำนวนคดีภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้คือ ภายใน 2-3 เดือน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45419</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิลลี่, ป.ป.ช., ป.ป.ท., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ, อีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d774777818bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 22:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 22:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้งทั้งหมู่บ้าน!มีชื่อเบิกเงินสงเคราะห์แต่ไม่เคยได้รับเงินสักบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค. 61 -ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนอุดม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น นายทองสุข ณ พล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เขต 4 พร้อมด้วยพนักงานสืบสวนและคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ลงพื้นที่สอบสวนชาวบ้านตามรายชื่อที่ปรากฏในบัญชีเบิก-จ่าย ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ประจำปีงบประมาณ 2560 ในพื้นที่ ต.โนนอุดม อ.ชุมแพ โดยมีรายชื่อชาวบ้านจำนวน 121 ราย ที่มีชื่อในรายการเบิกจ่ายรวม 242,000 บาท โดยในการสอบสวนนั้นเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในห้องสอบสวนโดยเด็ดขาด และให้ผู้ที่มีรายชื่อรออยู่ด้านนอก โดยทำการสอบสวนทีละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางบรรณ เนียมสุระ อายุ 64 ปี หนึ่งในผู้ที่มีรายชื่อปรากฏในเอกสารการเบิก-จ่าย กล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีชื่อไปเบิกเงิน 2,000 บาท เพราะไม่เคยได้ยินชื่อศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นมาก่อน อีกทั้งผู้นำชุมชนไม่เคยบอกว่าจะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวนนี้ มาทราบก็ต่อเมื่อทาง ป.ป.ท.ได้ประสานงานมายัง รพ.สต. และมีการประสานงานมาในพื้นที่ จึงเดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังเข้าพบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 4 จึงรู้ว่ามีการนำสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ไปเบิกเงินจำนวน 2,000 บาท ซึ่งไม่รู้ว่าใครเบิกมา เพราะไม่เคยได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ส่วนสำเนาบัตรประชาชนนั้น ได้ให้ผู้ใหญ่บ้านไปใช้ในการขอรับการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของทางรัฐบาล คือรับเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาทเท่านั้น แต่เงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นนั้นไม่เคยได้รับ&amp;quot; นางบรรณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายทองทิพย์ จันทะบุรมย์ อายุ 67 ปี กล่าวว่า ไม่ทราบเช่นกันว่ามีชื่อไปอยู่ในรายการเบิกจ่ายของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นได้อย่างไร เพราะถ้ามีการสงเคราะห์จริง ก็อยากจะให้ชาวบ้านผู้ยากไร้ไม่มีอันจะกินมากกว่าที่จะรับไว้เอง เพราะครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย และมีฐานะในระดับพออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน ดังนั้นจึงอยากให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองสุข ณ พล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ ป.ป.ท. เขต 4 กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะทำการลงพื้นที่ไต่สวนและสอบสวนชาวบ้านตามรายชื่อที่มีที่อยู่ตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ ของแต่ละอำเภอ ที่มีอยู่ในบัญชีการเบิกจ่ายของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ในปีงบประมาณ 2560 ใน 22 อำเภอ ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีรายชื่อปรากฏในเอกสารกว่า 3,200 คน งบประมาณรวม 6,900,000 บาท โดยเฉพาะที่ บ.โนนอุดม วันนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องทำการไต่สวน สอบสวน เพราะมีรายชื่อชาวบ้านจำนวน 121 ราย อยู่ในรายการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดนี้อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพียงกลุ่มเดียว แต่จากการสอบสวนชาวบ้าน ต่างก็ยืนยันว่าไม่ได้รับเงินแม้แต่คนเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น ต้องตรวจสอบเส้นทางของการเบิกและการจ่ายเงินอย่างละเอียด โดยการทำงานของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เสร็จทันกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเป็นอย่างดี&amp;quot; นายทองสุขกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4939</URL_LINK>
                <HASHTAG>v7h&#039;myh&#039;s, ขอนแก่น, ทองสุข ณ พล, ทุจริตเงินผู้ยากไร้, ปปท., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ, อึ้งทั้งหมู่บ้าน, โกงเงินคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f2a3abbc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
