<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. ร่วมมือ สมาคมการค้าตลาดกลางฯ ลงนาม MOU หนุนนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง เสริมความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 29 ก.ย.64 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าฯ&amp;nbsp; เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านเกษตรกรรมของประเทศ รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบห่วงโซ่คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ จนถึงปลายทางผู้บริโภค โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย มกอช. ได้หารือร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง เริ่มตั้งแต่การคัดแยกคุณภาพ ตัดแต่ง บรรจุ ตลอดจนการขนส่ง เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ ลดการสูญเสีย จนถึงปลายทางผู้บริโภค การวางระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรสำหรับตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ถือเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้า และสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีแผนการดำเนินงานประกอบด้วย ระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน โดย มกอช. และสมาคมฯ ได้กำหนดให้มีการจัดพิธีลงนามในวันนี้ รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มาตรฐานสินค้าเกษตรและระบบการรับรอง รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ การดำเนินงานในระยะที่ 1 การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตร ตามมาตรฐาน โดยนำร่องที่ &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และมีความสำคัญมากต่อห่วงโซ่อาหารและสินค้าเกษตรของประเทศ การดำเนินงานในระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และการดำเนินงานในระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบจาก &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นเพิ่มเติมในปีถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบัน สมาคมฯ มีสมาชิกตลาดกลางค้าส่งทั่วประเทศ 17 แห่ง ในการกระจายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้จำนวนมากที่ต้องกระจายผ่านตลาดกลางค้าส่งเหล่านี้ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีความยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การนำมาตรฐานสินค้ามาปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง โดยได้ร่วมมือกับ มกอช. ในการพัฒนาตลาดกลางต้นแบบด้านการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดสินค้าเกษตร โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการ ผู้ขายมีความมั่นใจในสินค้าเกษตร ส่งผลให้การซื้อขายมีความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งตลาดมีพื้นที่จัดสรรและหมุนเวียนเพื่อการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้น ภายใต้ความเป็นธรรมในการค้าขายสินค้าเกษตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านอาหารในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย&amp;quot;นายประดิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118347</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, TAWMA, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษต, ตลาดไท, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, นายประภัตร โพธสุธน, นายพิศาล พงศาพิชณ์, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, มกษ., มกอช., มาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง, สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, สินค้าเกษตร, โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557fc2a67df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. เดินหน้าติวเข้มกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้ เข้าใจใช้ระบบ PGS พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินเบื้องต้น มุ่งสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานมีหน้าที่ในการกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตั้งแต่ไร่นาจนถึงผู้บริโภค ด้วยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ มีความประสงค์ที่จะทำให้จำนวนเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ได้เข้าสู่ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 20 ต่อปีซึ่งการดำเนินการด้านการผลิต ตรวจสอบและรับรองสินค้าในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นั้น จำเป็นต้องสร้างกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนา ให้มีความรู้ ความชำนาญในการตรวจสอบรับรองระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรของชุมชนได้รับการรับรองตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช. โดยกองรับรองมาตรฐาน ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาผู้ตรวจประเมินภายในของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่จังหวัดนครนายก สระแก้ว จันทบุรี และระยอง (ตั้งเป้า 4 จังหวัด ให้ได้ 220 ราย จัดสัมมนาที่ จ. นครนายก ได้ 50 ราย สระแก้ว ได้ 90 ราย จันทบุรีและระยอง กำลังจะจัดสัมมนา ) เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรเกี่ยวกับกระบวนการการรับรองแบบมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินของกลุ่มเกษตรกรในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม และรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรองกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ โดยกองรับรองมาตรฐานจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ผ่าน มกอช. ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน (PGS) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำปาง ขอนแก่น มหาสารคาม กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งมีเกษตรกรที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์แบบ PGS มาร่วมโครงการ รวมจำนวน 393 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ มกอช. มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ไปใช้ในการดำเนินการตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคนที่สามารถเป็นผู้ตรวจประเมินเบื้องต้นได้ โดยตรวจทั้งในแปลงของกลุ่มตนเอง และแปลงของกลุ่มสมาชิกภายในจังหวัด ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร&amp;rdquo;เลขาธิการ มกอช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มเกษตรกร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051b467d96be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช.หนุนเกษตรกรที่ผ่านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ติดสติกเกอร์ Organic Thailand ที่ตัวผลิตภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้สินค้าอินทรีย์แท้ 100% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2564 ว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ.9001-2556) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1) และมาตรฐานหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร GMP (มกษ.9023-2550) ให้สามารถใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q และ Organic Thailand ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเครื่องหมายสัญลักษณ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ ดีจีทีฟาร์ม (DGT Farm) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการโดยการขยายทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งให้ผู้บริโภคสามารถตามสอบแหล่งที่มาของผลผลิตได้โดยการสแกนคิวอาร์โค้ดระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (Qr trace) โดยเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา มกอช.มีการขับเคลื่อนด้านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรหลายด้าน อาทิ การส่งเสริมให้คำปรึกษาในการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้า โดยมีการสร้างพี่เลี้ยง (Q อาสา และ Organic อาสา) คอยให้คำแนะนำสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี จัดอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับส่งเสริมด้านการตลาด ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ สร้างการรับรู้ในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานต้องมีตราสัญลักษณ์ Q หรือ Organic Thailand เท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พร้อมกันนี้ยังได้ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนเราเกษตรอินทรีย์ หนองเสือ ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นต้นแบบในการปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกลุ่มนี้มีสมาชิกทั้งหมด 12 ราย มี 2 รายที่ผ่านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร สามารถใช้เครื่องหมาย Organic Thailand ติดกับตัวผลิตภัณฑ์ได้แล้ว ที่เหลืออีก 10 ราย มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP สามารถใช้เครื่องหมาย Q ได้ ทั้งนี้ คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้สมาชิกทั้งหมดจะสามารถปรับเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ครบ 100% &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95580</URL_LINK>
                <HASHTAG>DGT Farm, Organic Thailand, ดีจีทีฟาร์ม, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60483af3dcf62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สหรัฐ’รับไทยเป็นหน่วยงานรับรองระบบงานขอบข่ายอาหารคนและสัตว์เป็นประเทศแรกของโลก เอื้อส่งออกสินค้าไทยเร็วยิ่งขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับการยอมรับความสามารถด้านการรับรองระบบงานขอบข่ายอาหารคนและอาหารสัตว์ นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับการยอมรับภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารของสหรัฐอเมริกา สร้างความเชื่อมั่นในระบบการรับรองระบบงานของ มกอช. นำมาซึ่งการลดการตรวจสอบซ้ำและการกักกันสินค้าที่อาจเกิดขึ้นปลายทางได้ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกาได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปิดเผยว่า มกอช.ในฐานะหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation body : AB) ด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ได้ยื่นสมัครขอการยอมรับความสามารถในฐานะหน่วยรับรองระบบงานตามโปรแกรมการรับรองจากบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง (Accredited Third-Party Certification Program) จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) ขอบข่ายอาหารคนและอาหารสัตว์ เมื่อเดือนธันวาคม 2560 โดย USFDA ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจประเมินเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2561 และได้พิจารณาให้การยอมรับความสามารถของ มกอช. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นผลจากการปฏิบัติงานเชิงรุกของ มกอช.เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทย โดยประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานฝึกอบรมในประเทศไทยให้เป็นเครือข่ายความร่วมมือการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาหารกับหน่วยงานที่ได้การยอมรับจาก USFDA เช่น สถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง มกอช.ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานฝึกอบรม 18 หน่วยงาน เพื่อการพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการแก่บุคลากรในสถานประกอบการผลิตอาหารคนและอาหารสัตว์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายใหม่ ก่อนประเทศใดๆในโลกและยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้พร้อมต่อกระแสแนวโน้มการปรับปรุงและยกระดับกฎหมายภาครัฐทั่วโลก&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี สู่การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบให้แก่หน่วยงานบุคคลที่สาม ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกในโลกที่เป็นผู้ริเริ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ มกอช. กล่าวด้วยว่า หากผู้ประกอบการของไทยที่ส่งสินค้าอาหารคนและอาหารสัตว์ไปขายยังสหรัฐอเมริกา มาขอการรับรองจากหน่วยที่ผ่านการรับรองระบบงานจาก มกอช. ตามกฎระเบียบ Accredited Third-Party Certification Rule จะทำให้ผู้นำเข้า (Importer) สินค้าในสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการตามโปรแกรมที่เรียกว่า VQIP (Voluntary Qualified Importer Program) สามารถนำเข้าสินค้าอาหารไปยังสหรัฐอเมริกาในช่องทางพิเศษ เพื่อลดการตรวจสอบซ้ำที่ปลายทาง ช่วยลดปัญหาความล่าช้าที่ด่านนำเข้าของสหรัฐ รวมทั้งลดการกักกันสินค้าที่อาจเกิดขึ้น ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปสหรัฐอเมริกาจะได้รับการอำนวยความสะดวกทางการค้ามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังเป็นการได้เปรียบผู้ประกอบการในประเทศที่ยังไม่ได้รับการตรวจประเมินอีกด้วย&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยรับรองที่สนใจสมัครขอการรับรองระบบงานตามกฎระเบียบ Accredited Third-Party Certification Program สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองรับรองมาตรฐาน มกอช. โทรศัพท์ 02-5612277 ต่อ 1251&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12375</URL_LINK>
                <HASHTAG>มกอช., รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร, สหรัฐรับรองไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เสริมสุข สลักเพ็ชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35ed9c1b362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิ้งหรีด&#039;สายพันธุ์ไทย เตรียมขึ้นแท่นแมลงเศรษฐกิจเงินล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หนุนส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร &amp;quot;จิ้งหรีดไทย&amp;quot;ส่งตลาดทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิ้งหรีดเป็นแมลง ได้มีบทบาทมากขึ้นในการเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากปริมาณโปรตีนที่สูงคนจึงมีความคิดที่นำแมลงจิ้งหรีดมาเป็นอาหาร โดยปกติแล้วแมลงจะหาจับได้โดยทั่วไปแต่เนื่องจากปริมาณความต้องการของตลาดที่มากขึ้น จึงได้มีการเริ่มทำฟาร์มแมลงขึ้นมาทดแทนกันอย่างแพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เปิดเผยว่า จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพและมีโอกาสในการส่งออกสูงโดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปหรืออียู(EU)จำนวน 28 ประเทศ มีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากไทยค่อนข้างมากทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋องและจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ราย มีทั้งฟาร์มขนาดเล็กผลิตขายภายในประเทศรูปแบบของแมลงทอด และฟาร์มขนาดใหญ่ผลิตขายเพื่อเป็นสินค้าส่งออกโดยแปรรูปเป็นอาหารพร้อมรับประทาน เดิมเคยจับจากธรรมชาติแต่ได้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงหันมาทำการเพาะเลี้ยงแทนพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ทองดำ ทองแดง และทองแดงลายหรือแมงสะดิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทย เนื่องจากจิ้งหรีดได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกโดยเฉพาะตลาดอียู แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ EU ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการรวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ(Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food)หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food)เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป(EFSA)พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช.จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation - Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง(จิ้งหรีด)มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย Novel Food ของ EU รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหารและแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ในอนาคตแมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆได้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมกอช. ได้ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง กว่า 20,000&amp;nbsp; ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า&amp;nbsp; 7,000 ตัน/ปี&amp;nbsp; ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ มีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทยกล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารแนวใหม่แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาและมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ อาทิ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4555</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิ้งหรีดสายพันธุ์ไทย, บริโภคแมลง, มกอช., ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่, สหภาพยุโรป, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, ส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด, เสริมสุข สลักเพ็ชร์, แมลงเศรษฐกิจเงินล้าน, โปรตีนจากจิ้งหรีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0d7221b183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
